คลังเก็บบล็อก

Ganmo & Tsukune: การ์ฟิลด์และเนอร์มัลตัวจริง

ใครที่เป็นแฟนๆแมวเหมียวย่อมต้องรู้จักตัวการ์ตูนอย่าง Garfield แน่นอน
แมวกวนประสาทที่ชอบป่วนจอน เจ้านายมันเป็นประจำ แต่การ์ฟิลด์ก็จะมีคู่ปรับชื่อ Nermal
เนอร์มัลเป็นแมวตัวเล็กๆ ที่สวยตลอดกาล ทำให้การ์ฟิลด์ได้อิจฉาทุกครั้งที่ต้องเจอกัน
แต่ใครจะคิดว่า ตัวการ์ตูนแบบนั้น จะมีตัวจริงอยู่บนโลกซะด้วย วันนี้จะพามารู้จักครับ

Ganmo & Tsukune เป็นแมวสองตัวที่ว่านั่นเอง แล้วทั้งสองเหมียวนี่ก็มาจากญี่ปุ่น (อีกแล้ว)
ประเทศที่นิยมการทำช่องสัตว์เลี้ยงน่าจะมากที่สุดในโลก แล้วก็น่ารักได้ตลอดเวลาซะด้วยสิ ^^

ทั้งสองเหมียวเป็นแมวพันธุ์ Scottish Fold โดยที่ Ganmo เป็นผู้ชาย Tsukune เป็นผู้หญิง
Ganmo จะเกิดก่อน คือเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2008 ส่วนน้อง Tsukune เกิดทีหลังอีกปีกว่า
คือเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2010 โดยที่คุณเจ้าของพาย้ายเข้ามาในบ้านทีหลัง Ganmo
ลองไปดูวันแรกที่ Ganmo เจอน้อง Tsukune กันสิครับ น่ารักจริงๆเชียว =^.^=

เหตุที่บอกว่าทำไม Ganmo กับ Tsukune ช่างเหมือนการ์ฟิลด์กับเนอร์มัลในชีวิตจริงเลย
ก็คืออย่างแรก สีตัวของทั้งสอง Ganmo สีจะออกส้มๆ เหมือน Garfield ไม่มีผิด
ส่วนน้อง Tsukune ก็จะสีออกเทาๆส้มๆหน่อย คล้าย Nermal เลย (แต่ Nermal จะเทาทั้งตัว)
ผิดแค่ว่าน้อง Tsukune เป็นผู้หญิง แต่ในการ์ตูน Nermal เป็นผู้ชาย (แต่ดันสวย) แค่นั้นเอง

แล้วอย่างที่สองก็คือ ขนาดตัวและน้ำหนัก ก็ช่างเหมือนกันกับการ์ตูน Garfield อีก
อย่าง Ganmo เนี่ย เห็นอวบๆก็มีน้ำหนักสมขนาดตัวล่ะครับ หนักตั้ง 6 กิโลกรัมเลยนะ O_o
หนักกว่า Maru หรือ Shiro ที่แควนเหมียวทั้งหลายชอบเรียกว่า “อ้วน” อีกแน่ะ (ฮิฮิ)
แต่กับน้อง Tsukune นอกจากจะตัวย่อมเยาหน่อยแล้ว น้ำหนักก็แค่ 3.8 กิโลกรัมเอง
สงสัยกลัวจะอ้วนแล้วไม่สวย เดี๋ยวหนุ่มไม่มอง (แหม สมกับเป็นแมวสาวจริงๆเลย ฮิฮิ)

สิ่งทีแค่ไม่เหมือนกันเท่าไหร่กับการ์ตูน Garfield ก็คือ ทั้งสองไม่ใช่ตัวป่วนของเจ้าของครับ
อย่าง Ganmo เนี่ยก็ท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเกิน พอๆกับน้อง Tsukune ยังไงยังนั้น

ส่วนใหญ่เวลาที่ทั้งสองใช้ไป ก็หมดไปกับการนอนการกลิ้ง เล่นซ่อนแอบ กันเองบ้าง กับเจ้าของบ้าง
บางทีก็วิ่งขึ้นวิ่งลง เดินเล่นตามบันได แล้วก็นอนบิดขี้เกียจเรียกความสนใจคุณเจ้าของ ^^”
ไม่ได้พังข้าวของในบ้าน ขโมยอาหารแบบเจ้า Garfield แน่นอน

ก็เป็นเรื่องราวอมยิ้มน่ารักๆ พอให้คนรักแมวได้รู้จักสองเหมียวฝาแฝด Garfield คู่นี้นะครับ
Ganmo & Tsukune ถ้าอยากรู้จักเรื่องราวมากขึ้น คงต้องอ่านภาษาญี่ปุ่่นออกหน่อย จะได้อ่านบล็อกเค้าได้
ที่นี่นะครับ http://ganmo1217.blog26.fc2.com/ คุณเจ้าของจะชอบถ่ายวีดีโอขึ้นมากกว่าถ่ายรูปสักหน่อย
ทาง Youtube ก็ติดตามช่องของสองเหมียวได้ที่นี่ http://www.youtube.com/user/tomopi2003

ส่วนถ้าอยากตามกันรายวัน ก็มาที่เฟสบุ๊กของผมได้เช่นกัน จะเอารูปมาอัพเดตให้ชมความน่ารักกันสม่ำเสมอ
https://www.facebook.com/CatCakeMaru ก็หวังว่าจะชอบสองเหมียวน่ารักคู่นี้นะครับ ^_^

Advertisements

The Avengers (B+): รวมพลยอดมนุษย์เที่ยวนี้ “เวิร์ก”

เห็นคนเค้าแห่ไปดูกันเป็นว่าเล่น เดี๋ยวจะตกกระแส เลยต้องรีบตามไปดูกับเค้ามั่ง
อุตส่าห์รอกันมาตั้งหลายปีดีดัก ปูฮีโร่แต่ละตัวกันมา หยอดนิดหยอดหน่อยตอนท้ายทุกเรื่อง
ก็ได้ฤกษ์กันซะที กับรวมเหล่ายอดมนุษย์ฉบับ Marvel เรื่องนี้ The Avengers

The Avengers เรื่องราวก็คงไม่ต้องบอกกันมาก เพราะเห็นตามสื่อกันแทบจะครบหมดก่อนดูแล้ว
เรื่องก็คือ Loki น้องชายผู้แสนจะอาภัพของพี่ Thor จะเอากองทัพมาบุกโลกเพื่อจะยึดครองโลก
เลยร้อนถึงหน่วยชีลด์ที่ต้องรวบรวมเหล่ายอดมนุษย์เพื่อปกป้องโลกจากกองทัพเทพต่างดาวไว้
แต่เหล่าฮีโร่ที่แสนจะแตกต่างกันทั้งนิสัยและปูมหลังแต่ละคน จะรวมพลังปกป้องโลกได้ยังไง

วันนี้จะกลับมาเขียนแบบปกติวิจารณ์ทั่วไป หลังจากเขียนแบบหัวข้อแล้วรู้สึกไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ^^”

Photobucket

เมื่อเป็นการรวมตัวกันของหลายตัวละครแล้ว สิ่งที่มักจะพาหนังตกม้าตายกันทุกครั้งคือ ตัวละคร นี่แหละ
เพราะรวมกันหลายตัวทีไร จะเกิดเหตุการณ์แบบว่าตัวละครบางตัวจำต้องโดนทิ้ง เพราะไม่มีเวลาเล่า

แต่กับ The Avengers ต้องขอบคุณอานิสงค์ของหนังแยกของแต่ละตัวละครก่อนหน้านี้ที่ทำกันมา
เพราะทำให้ไม่ต้องมาเสียเวลาปูปูมหลังนิสัยตัวละครกันให้มากความ เข้าเรื่องได้เลย ขัดแย้งกันได้เลย
แล้วถึงแม้ไม่ต้องเสียเวลา หนังก็ทำให้คนที่ไม่เคยดูได้เข้าใจคาแรกเตอร์ตัวละครได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
หนังใช้วิธีการ 1 ฉากจบ บอกคาแรกเตอร์ตัวละคร ทำให้คนดูไม่มีใครถูกทิ้งให้งงคาโรงว่าใครเป็นใคร

Photobucket

หนังเฉลี่ยความสำคัญของตัวละครได้ครบ ซึ่งจะว่าไปก็ต้องยกความดีให้กับการเลือกตัวละครด้วย
เพราะตัวละครแต่ละตัว มีคาแรกเตอร์ต่างกันที่เกื้อหนุนต่อภารกิจต่อกันได้อย่างเหมาะเจาะและลงตัว
มีทั้งฝ่ายบู๊อย่าง Hulk ฝ่ายบุ๋นมุทะลุแบบ Iron Man มีหัวหน้าทีมแบบ Captain America
มีสายลับ Black Widow และตัวที่จับแยกและเอากลับมารวมได้ถูกเวลาอย่าง Thor และ Hawkeye
โดยเฉพาะตัวละคร Hulk ที่ต้องบอกว่า กลับฟื้นคืนชีพได้ก็คราวนี้ แบบที่หนังเต็ม 2 ภาคยังทำให้ไม่ได้
เมื่อหนังเดินไป แต่ละคนก็มีหน้าที่ที่เกื้อหนุนกันชัดเจน เวลากู้โลกก็ใช้ประโยชน์ทุกคนได้ครบกระบวนท่า

Photobucket

ตัวละครอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Loki โลกิในหนังครั้งนี้ ฉายคาแรกเตอร์ได้ชัดกว่าใน Thor ขึ้นอีก
Loki แสดงให้เห็นถึงภาพของน้องผู้อาภัพของ Thor ที่อยากมีที่ยืนของตัวเอง รวมถึงความเจ้าเล่ห์ของตัว
และนิสัยที่ยังเหมือนเด็กไม่รู้จักโต Loki เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มากยิ่งกว่าครั้งแรกที่ปรากฎใน Thor อีก
แม้ใครอาจจะบอกว่า ก็เพราะ Loki เป็นผู้ร้ายหลัก แต่ก็เป็นผู้ร้ายที่ต้องอยู่ท่ามกลาง 6 ฮีโร่แบบนี้
ยังไม่โดนกลืน แถมโดดเด่นจนน่าสงสารได้ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จแล้วในการสร้างคาแรกเตอร์นี้

Photobucket

จุดดีอีกอย่างหนึ่งของหนังคือ การเดินเรื่องที่ครบถ้วนและรวดเร็ว แม้ว่าหนังก็จะยังเล่าแบบสูตรสำเร็จ
ที่ตัวละครมาเจอกัน ปูมหลังต่างกัน มีความขัดแย้ง แล้วก็เป็นความขัดแย้งแบบง่ายๆไม่มีอะไรซับซ้อนด้วย
แต่การเดินเรื่องแบบสูตรสำเร็จ ก็ไม่ใช่ความผิดไม่ใช่หรือ ตราบใดที่ยังรักษาจังหวะและเนื้อเรื่องหนังได้อยู่
เพราะการเล่าเรื่องหนังที่ดีคือ การเล่าเรื่องให้มีเหตุผลและลงตัว เอาตรงนี้ให้ได้ก่อน อย่าไปหาอย่างอื่น

Photobucket

หนังไม่เสียเวลาเอาตัวละครมาเจอกัน ใช้วิธีสร้างความขัดแย้งได้ง่ายแต่ฉลาด และยังมีอารมณ์ขันด้วย
ก่อนจะพาเข้าสู่ข้อมูลของหนัง เรื่องลูกบาศก์พลังเทเซอแรค หนังอาจจะใช้เวลาพอสมควรในการปูเรื่องตรงนี้
แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ปมและคาแรกเตอร์ของตัวละครเอามาเสริมการเล่าให้เป็นประโยชน์ระหว่างเล่าให้ข้อมูลไป
และยังเดินเส้นเรื่องหลักที่ Loki จะบุกโลกไปพร้อมกันได้ดี ที่แม้แต่คนรอจะดูโลกโดนบุกท่าเดียวก็ยังไม่เบื่อ

และพอถึงฉากถล่มโลก ก็ถล่มกันสะใจและให้ความรู้สึกบุกโลกจริงๆ ไม่เหมือนใน Transformer (แอบกัด)
ฮีโร่ได้แสดงพลังตัวเองคุ้มค่าเต็มที่ พอพวก Loki บุกมาไม่หยุดก็ยังทำให้รู้สึกว่าสิ้นหวังได้จริงอีกด้วย
ถึงจะบุกแค่ในแมนฮัตตันก็เถอะ ยังดีกว่าโม้ว่าบุกไปทั่วโลก แต่กลับรู้สึกหร๋อมแหร๋มแบบหนังบางเรื่อง (แอ๊ะๆ)

Photobucket

ถ้าจะมีอะไรที่ขัดใจบ้างสำหรับหนังก็ตรงที่ หนังอาจจะลงลึกตัวละครบางตัวได้แบบผิวๆไปสักหน่อย
โดยเฉพาะตัวละครอย่าง Black Widow กับ Loki ยังรู้สึกว่าหนังน่าจะเล่นกับความเจ้าเล่ห์ตัวละครได้อีก
บทสนทนาและการกระทำบางอย่างดูยังไม่คมคายนัก อย่าง Loki บ่อยครั้งก็เป็นผู้ร้ายแบบโต้งๆเลย
หรืออย่าง Black Widow เป็นตัวละครที่ผมเห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย ยิ่งกับฉากที่เผชิญหน้ากับ Loki
และปูมหลังกับ Hawkeye ที่น่าสนใจทีเดียว แต่หนังก็หยุดไว้แค่นั้น คงต้องไปลุ้นเอาภาคแยกล่ะมั้ง ^^

แต่ว่ามองในอีกมุม นี่ไม่ใช่ The Dark Knight ที่จะให้น้อง Loki ร้ายลึกแบบ Joker ซึ่งก็ไม่ใช่
และหนังก็ไม่มีเวลาให้เสียมากขนาดนั้น นี่คือ Pace ที่เหมาะสมและเล่าเรื่องได้กระชับลงตัวแล้ว
เพียงแค่รู้สึกว่า หนังพา Loki มาได้ไกลกว่าใน Thor แล้ว อยากให้ลงลึกไปอีกสักนิดก็น่าจะดี
ส่วนตัวละครฮีโร่อื่นขอยกประโยชน์ให้ และไปดูหนังแยกเดี่ยวพวกเขาดีกว่า เห็นชัดกันหมดทุกคน ^^

Photobucket

สุดท้าย ความน่ารักของหนังเรื่องนี้ก็คือ มุขคาแรกเตอร์ขำขัน ที่มีให้เห็นตลอดทางของหนัง
โดยเฉพาะการเล่นกับคาแรกเตอร์ตัวละคร ซึ่งทำให้ดูเป็นธรรมชาติมาก เพราะมันกลมกลืนไปกับหนัง

การเล่นกับการหลงยุคของกัปตัน…ที่เวลาคนอื่นเข้าพูดอะไร ก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ความกวนประสาทของพี่เตารีด…อันนี้ผมว่ายังจัดแค่ขำๆ อยากดูจัดเต็มต้องไปดูใน Iron Man
ความเป็นพี่น้องของ Thor กับ Loki…ธอร์ป้องน้องแต่อยู่ๆก็…(ไปดูเอง) หรือตอนลงมาสู้กัน
และการเล่นกับความเป็น Hulk…ซึ่งมีโมเมนต์ที่คนต้องขำอย่างน้อยก็สองครั้งในหนังแน่นอน

หลายคนอาจมองแค่มุขขำๆ แต่ผมมองว่าเป็นมุขที่เนียนตาดีมาก เพราะเล่นกับคาแรกเตอร์ตัวละคร
ซึ่งคนทำหนังไทยเราก็น่าจะศึกษาได้เช่นกันว่าเขาเล่นยังไงให้เนียนตาและเข้ากับตัวละครได้ดีด้วย
ไม่ใช่เอะอะก็เอามุขมาลงเพื่อตั้งใจให้ขำแบบที่เราเห็นกันโดยทั่วไป ซึ่งคนดูเขาเริ่มรู้สึกฝืดกันหมดแล้ว

Photobucket “ดูสนุกและคุ้มค่าตั๋ว มาตรฐานหนังฮีโร่ Marvel ยังเป็นอ๋องในตองอูครับ”

Photobucket
เอารูปนี้มาแทนที่จะเป็นโปสเตอร์ เพราะชอบเป็นการส่วนตัว ผมว่าสวยกว่าโปสเตอร์อีก

The Band’s Visit (B): คืนหนึ่งที่วงออเคสตร้าหลงทาง

ทีแรกว่าจะไปดู Battleship มาเขียน แต่สงสัยจะเลทเกินไปละ คนเค้าไปดูมาหมดแล้ว
ก็เลยหาหนังในตู้ดีวีดีที่ยังไม่เคยดูมานั่งดูเล่นดีกว่า หาอะไรรื่นเริงสนุกๆดูอยู่บ้านซะหน่อย
ก็มาเจอหนังเรื่องนี้ ท่าจะไม่เลว กวาดรางวัลมาทั่วโลกตั้ง 35 รางวัล รวมทั้งจากคานส์ด้วย
หนังเรื่องนี้เป็นหนังอิสราเอล แต่เล่าเรื่องคนอียิปต์มาอิสราเอล ชื่อว่า The Band’s Visit

The Band’s Visit เล่าเรื่องของวงออเคสตร้าตำรวจจากอียิปต์ที่จะมาเปิดแสดงที่อิสราเอล
แต่ปรากฎว่ารถตู้ที่มาส่งกลับมาส่งผิดที่ เท่านั้นไม่พอ พอจะหาทางไปเองก็ไปลงผิดที่อีก
เพราะชื่อเมืองอ่านคล้ายกัน แต่สะกดคนละแบบ วงออเคสตร้าตำรวจวงนี้ก็เลยคว้างอยู่ในเมืองเล็กๆ
แล้วใน 1 คืนก่อนที่จะเดินทางต่อไปให้ถูกเมืองนั้น เหล่าสมาชิกวงจะไปทำอะไรกันบ้าง

Photobucket

หนังรางวัล Un Certain Regard 2007 จากเมืองคานส์

ดูเหมือนหนังรางวัลนี้จากเมืองคานส์ มักจะมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ ไม่เดินเรื่องเหมือนชาวบ้านเขา
หนังที่เนื้อเรื่องประมาณนี้ จะทำให้ตลกเฮฮาไปเลยก็ยังได้ ดูจากจังหวะหนังแล้วก็เอื้อมากเหลือเกิน
แต่หนังกลับแน่วแน่ในอารมณ์นิ่งตลอดเรื่อง ซึ่งถ้าคนที่คุ้นกับหนังแบบฮอลลีวู้ดคงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
แต่ถ้าเราเข้าใจว่าเพราะวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็จะเข้าใจอารมณ์ช่องว่างของตัวละครที่เป็นอย่างนั้น

แม้จะใช้วัฒนธรรมที่ต่างกันสร้างอารมณ์ แต่การใช้ภาษาอังกฤษก็ทำให้อารมณ์เบาบางไปหน่อย
ก็เข้าใจว่าเพื่อให้หนังเดินเรื่องได้ราบรื่นขึ้น แต่บางทีการให้คนอิสราเอลพอเข้าใจภาษาอาหรับบ้าง
ก็น่าจะดีไม่น้อย เพราะเป็นอะไรที่ชัดสุด หรือกระทั่งชีวิตประจำวันเล็กๆน้อยๆที่ต่างกันบ้าง
แต่หนังใช้เรื่องง่ายๆ ใช้ปมและความหลังของตัวละครเล่าเรื่องใน 1 คืน เลยทำให้รู้สึกธรรมดาไปอยู่

Photobucket

แล้วทำไมหนังถึงเป็นขวัญใจเทศกาลหนังซะมากมาย

ถึงหนังจะเบาบางเรื่องความต่างของตัวละครไป (เข้าใจว่าคนอียิปต์กับอิสราเอลอาจไม่ได้ใช้ชีวิตต่างกันนัก)
แต่จุดเด่นสุดของหนังคือ หนังสร้างโมเมนต์จดจำตัวละครได้ชวนจี๊ด จนทำให้หนังดูน่ารักเหลือเชื่อ
ทั้งที่หนังอยู่ในอารมณ์เกือบจะโทนเดียวตลอด แต่หนังก็ฮุคเราได้ตลอดในทุกโมเมนต์ที่อมยิ้มน่ารัก
ทั้งปูมหลังทั้งคาแรกเตอร์ มีทั้งความจริงจังและอารมณ์ตลกน่ารักที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

ยกตัวอย่าง ฉากตามรูปข้างบนนี้ ที่ถ้าใครได้ดูหนังแล้วจะต้องรักฉากนี้ที่สุด เพราะเป็นฉากที่น่ารักมาก
เป็นฉากของ Haled นักเป่าแตรจอมหลีหญิงของวง ที่แนะนำเจ้าหนุ่มน้อยให้จีบหญิงแบบซื่อๆแต่จี๊ด
หรือโมเมนต์ของ Tawfiq หัวหน้าวงกับ Dina เจ้าของร้านอาหารเล็กๆที่เขาต้องมาขออาศัยคืนนึง
เมื่อทั้งสองได้คุยกันเรื่องปมความรัก เป็นโมเมนต์ที่ผสมความดราม่าและตลกได้ทั้งจริงจังและชวนอมยิ้ม

ยังมีตัวละครเล็กๆในหนังที่มีคาแรกเตอร์น่ารักๆ และหนังก็เรียงร้อยโมเมนต์ให้อยู่ในความจำเราได้ต่อเนื่อง
แล้วเมื่อคิดไปอีกขั้นว่า อันที่จริงประวัติศาสตร์อียิปต์กับอิสราเอลก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่ (ในหนังมีแอบใส่)
การที่หนังให้อารมณ์แบบนี้ ทำให้หนังก้าวข้ามจากหนังที่ให้ความบันเทิง เป็นหนังเชื่อมสัมพันธ์ได้เลย
แม้ว่าจะน่าเสียดายนิดๆว่า หนังน่าจะเสริมความแตกต่างเล็กๆน้อยๆให้ชัดขึ้น รวมถึงภาษาที่ใช้ก็ตาม

Photobucket

แล้ววงออเคสตร้าหลงทางวงนี้ น่าดูหรือไม่น่าดู

ที่ผมรู้สึกว่าหนังไปไม่ถึง B+ เพราะหนังออกจะเดินเรื่องเรียบไปสักนิด และตัวเรื่องเองก็ไม่ได้มีมุมเล่าใหม่ๆ
และแม้หนังจะมีโมเมนต์น่ารักให้ได้อมยิ้มตลอดทาง แต่ความสนุกแบบคนทั่วไปเข้าถึง เป็นสิ่งที่หนังขาด
เข้าใจว่าความโมโนโทนมันเข้ากับเมืองอันแสนเงียบในหนัง แต่การจะใส่ผงชูรสสักนิดก็คงไม่เสียหายอะไร
แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามุมคอหนังแนวนี้ก็อาจบอกว่า ถ้าหนังมีเฮฮาแหลมขึ้นมา ก็เสียสมดุลหนังกันหมดพอดี

ก็ขึ้นกับว่า คุณจะเปิดรับหนังแบบนี้หรือไม่ และพร้อมจะเข้าไปสัมผัสอารมณ์ตลกน่ารักที่แตกต่างหรือเปล่า
เอาเป็นว่า ถ้าคุณเป็นคอหนังอาร์ต ก็คงไม่ใช่ปัญหาที่คุณจะซึมซับความน่ารักของหนังในรสชาติใหม่ๆ
แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังเมนสตรีม คุณคงจะต้องสูดหายใจลึกๆแล้วกล้าจะอดทนดูหนังที่ออกจะโมโนโทนนี้

Photobucket “ถ้ารับความโมโนโทนของหนังได้ หนังเรื่องนี้อมยิ้มน่ารักดีครับ”

Photobucket

Mirror Mirror (B): เทพนิยายร้ายรั่วน่ารัก

ปีนี้มีหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายสโนไวท์ถึงสองเรื่อง แต่คนละอารมณ์โดยสิ้นเชิง
แล้วก็ดูเหมือนว่า หนังที่กำลังมาแรงกลับเป็นหนังที่มาทีหลังของเจ๊ชาร์ลิซกับหนูเบลล่า
แต่ว่าเรื่องที่มาก่อน ก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าที่ไหน มีเจ๊บานฉ่ำนำมาเอง (ฉันล่ะเกลียดชื่อไทยจริงๆ)
ว่าแล้วก็ไปพิสูจน์หนังสโนไวท์ที่มาก่อนเรื่องนี้เลยกับ Mirror Mirror

Mirror Mirror เรื่องราวเป็นอย่างไรคงไม่ต้องบอกมาก เพราะมันดัดแปลงมาจากสโนไวท์
ทุกองค์ประกอบมีครบตั้งแต่ราชินีใจร้าย เจ้าชายรูปงาม คนแคระทั้งเจ็ด และแน่นอน “สโนไวท์”
ซึ่งเรื่องราวก็ยังเป็นสโนไวท์ต้องพยายามเอาชนะราชินีแม่มดชั่วร้าย และชิงบัลลังก์กลับมา
เพียงแต่ว่าในฉบับนี้ สโนไวท์ไม่ได้รอเจ้าชายมาช่วยแบบนิยาย แต่เธอมีวิธีจัดการของเธอเอง

Photobucket

รั่วเล็กๆอมยิ้มหน่อยๆน่ารักกำลังดี

เมื่อหนังมาอยู่ในมือของ ทาร์เซม ซิงก์ ผู้กำกับงานอาร์ตอลังการ ก็น่าสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ไม่เห็นอลังบ้าง
แต่ก็พบว่า งานหนังเรื่องนี้ของทาร์เซม ลงตัวกว่างานที่ผ่านๆมามาก ทั้งการใช้งานอาร์ตที่ไม่ฟุ่มเฟือย
ทุกองค์ประกอบในหนังดูมีเป้าหมายในการใช้เล่าเรื่องหมด ถึงแม้จะมีขาดๆเกินๆไปบ้างบางฉาก
แล้วการเล่าเรื่องก็น่ารักกำลังดีไปหมด การวางจังหวะเรื่อง ทั้งอารมณ์จริงจังและมุขตลกลงตัวตลอด

และแม้หนังดูจะอยู่ในอารมณ์เล่นๆตลอด แต่ก็เป็นการฉีกไปจากหนังดัดแปลงจากนิยายยุคหลังๆ
ที่มักไปโทนจริงจังหมด หนังยังคงอารมณ์เทพนิยาย แต่บทพูดก็ให้อารมณ์สมัยใหม่ไม่ตกยุค จิกได้แสบๆคันๆ

ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ใครอาจจะไม่ชอบ ก็คงเป็นที่หนังออกจะนิยายจัง บางช่วงก็ลอยๆเหมือนไม่มีเป้าหมาย
บางช่วงตัวละครก็ดูจะคิดตัดสินใจอะไรง่ายๆ จนอาจจะไม่คุ้นกับคนยุคนี้ที่ดูหนังตัวละครซับซ้อนหน่อย
ก็อยากจะบอกว่า จงสนุกไปกับเทพนิยายแล้วให้หนังเอนเตอร์เทน แล้วเพื่อนๆจะหัวเราะมีความสุขตาม
เพราะถึงแม้หนังจะเดินเรื่องดูแสนง่ายจริง แต่เป็นความแสนง่ายที่ดูสนุก และจังหวะหนังลงตัวกำลังดีเลย

Photobucket

เสน่ห์ตัวละครกินขาด

ใครดูตัวอย่าง หรือแม้แต่โปสเตอร์หรือภาพจากหนัง อาจจะรู้สึกว่านักแสดงไม่ดึงดูดเลย
เจ๊ปากกว้างก็รั่วไปหน่อยไหม สโนไวท์เป็นใครก็ไม่รู้ คิ้วก็เข๊มเข้ม เจ้าชาย…ใครเล่นยังไม่รู้เลยอ่ะ
แต่พอได้ดูหนังแล้ว แทบจะหลงรักตัวละครทุกตัว เหมือนที่บอกแล้วว่าทุกองค์ประกอบน่ารักกำลังดีหมด

ลิลลี่ คอลลินส์ เป็นสโนไวท์ที่น่ารักมาก ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารักเสน่ห์แรงสมกับที่หนังอุตส่าห์บรรยายไว้
แล้วก็เป็นไปตามสมัยนิยม ที่นางเอกไม่ได้นอนรอให้เจ้าชายมาช่วยอีกต่อไป สโนไวท์เรื่องนี้ก็เช่นกัน
แต่ก็ไม่ได้ขนาดจะเป็นนักรบไปซะเลยแบบอีกฉบับของหนูคริสเท็น สจ็วตต์ที่กำลังจะมา
ตรงกันข้าม หนังยังชั่งน้ำหนักได้ดีระหว่างเจ้าหญิงที่บอบบางและเจ้าหญิงที่ต้องลุกขึ้นสู้ ดูแล้วรู้สึกลงตัว

ที่ไม่เหมือนนิยายเลยก็เจ้าชายนี่แหละ กลายเป็นเจ้าชายเป๋อๆ เจอเจ้าหญิงกับคนแคระจับถอดเสื้อเข้าอีก
แต่ถึงจะเปลี่ยนไปขนาดนั้น พอมาอยู่ในหนังอารมณ์นี้ กลับดูน่ารักดี แล้วนักแสดงก็เล่นได้น่ารักดีมาก
ถ้าใครจำกันได้ เจ้าชายอัลคอต ก็คือแฝดคู่กัดมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ในเรื่อง The Social Network นั่นแหละ

ตัวขโมยซีนอีก..ต้องเรียกว่ายกกลุ่มก็คือ “คนแคระทั้ง 7” เรียกว่าแต่ละคนคาแรกเตอร์เป็นที่จดจำ
ออกมาเมื่อไหร่ ยังไงก็เรียกเสียงฮาได้ทุกครั้ง แล้วไม่ใช่แค่ตัวโจ๊กของเรื่อง ยังมีบทบาทในหนังกำลังดีด้วย
และมีความรู้สึกว่า ถึงแม้ว่าตัวละครในหนังออกจะ Stereotype สักหน่อย แต่ทาร์เซมกลับจัดการได้ลงตัวดี

และที่ไม่พูดไม่ได้ก็คงต้อง “เจ๊จูปากกว้าง” ที่งานนี้มารั่วเต็มที่ แล้วก็รั่วได้ร้ายแบบน่ารักจนเกลียดไม่ลง
เรียกว่าไม่เสียราคานักแสดงออสการ์ (ที่หลายคนอาจบอกว่าฝีมือเจ๊ยังไม่ใช่) งานนี้เจ๊จูโชว์เต็มที่
ซึ่งด้วยบทออกแนวตลกหน่อย ก็เป็นแนวถนัดแต่แรกของเจ๊จูเลียอยู่แล้ว ผสมกับความร้ายแบบรั่วๆ
เจ๊บานฉ่ำก็ชั่งน้ำหนักได้ดี จิกแบบแสบๆฮาๆ พอบทจะร้ายก็ดูเหี้ยมกำลังดี งานนี้ให้คะแนนเต็ม ^^

Photobucket

แล้วทำไมให้แค่ B เอง สรุปน่าไปดูไหมเนี่ย

ถึงจะให้ B แต่เป็น B ที่ปริ่มขึ้นไป B+ สำหรับผมเลยทีเดียว เพราะหนังสนุก “กำลังดีมากๆ”
มันติดแค่ตรงที่ว่าหนังอาจจะดูไหลลื่นไร้อุปสรรคไปสักนิด เพราะหนังอยู่ในอารมณ์จิกๆเฮๆฮาๆไปสักหน่อย
หนังเลยอาจจะขาดความหนักแน่นไปบ้าง หลายคนอาจจะคิดว่ามันเบาหวิวไปเลยทีเดียว
แต่ถ้าเราคิดว่านี่คือ “เทพนิยาย” เราจะรู้สึกเฮฮามีความสุขมาก เพราะหนังให้อารมณ์นั้นอย่างดี

แล้วก็เกร็ดเล็กๆ ถ้าเพื่อนๆรู้สึกแฮปปี้กับหนังมาจนจบ อย่าให้ฉากจบของหนังทำลายความรู้สึกนั้น
เข้าใจว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันประดักประเดิดไปบ้าง แต่ถ้าเข้าใจว่าผู้กำกับเป็นใคร และเรื่องคืออะไร
จะพบว่าหนังปิดจบได้อย่างสวยงาม และเพลงตอนจบ “จะติดหูจนต้องกลับมาหาฟังกันเลยทีเดียว”

Photobucket “จงมีความสุขกับเทพนิยายสโนไวท์ในโรงครับ”

Photobucket

Pastry History: Apple Pie

สวัสดีครับ วันนี้อาจจะมาแปลกว่าทำไมไม่มีเมนูขนมมาแนะนำเหมือนเคย
ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำครับ แต่ว่าสัปดาห์นี้ลองของยากสำหรับผมที่ยังไม่เคยทำสำเร็จ
คือเมนู “เค้กที่แต่งหน้าครีม” ซึ่งทำไปได้ถึงตัวเค้ก แต่พอทำครีมก็หน้าเละอีกเที่ยวแล้ว ฮือๆ T.T
เอามาโชว์ไม่ได้เลย (สงสัยจะถนัดทำเมนูไร้ครีมซะมากกว่า) ขอเวลาไปฝึกใหม่แล้วกันครับ ฮึ่มๆ >.<

วันนี้ก็เลยมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ที่มาประวัติเมนูขนม” คั่นเวลาไปพลางๆก่อน
เราทุกคนชอบกินขนมเมนูนั้นเมนูนี้ แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าที่มาของแต่ละเมนูในอดีตเป็นอย่างไร
ก็เลยเอาเมนูโปรดของผมมานำเสนอประวัติที่มาของการเป็น Apple Pie กันครับ

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษ หน้าตาจะจืดๆอย่างนี้แหละครับ ^^”

Apple Pie หน้าตาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะแทบทุกคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว
พายแอปเปิ้ลโดยส่วนใหญ่จะมี 2 ครัสต์ คือ แป้งฐานกับแป้งปิดหน้า แล้วก็ใส่ไส้แอปเปิ้ลลงไป
แต่ก็มีเหมือนกันที่เค้าทำแบบเอาไส้แอปเปิ้ลลงถาดไปเลย ปิดแต่ครัสต์บนอย่างเดียว (สงสัยขี้เกียจ) ^^”
แล้วก็แบบที่มีแต่แป้งครัสต์ฐาน แบบนั้นเขามักจะเรียกกันว่า ทาร์ต ซึ่งค้นพบในฝรั่งเศส

Photobucket
สูตรพายแอปเปิ้ลของอังกฤษ เขียนในสมัยศตวรรษที่ 14

สำหรับประวัติของพายแอปเปิ้ลนั้น เริ่มมีบันทึกเป็นรูปเป็นร่างก็ในอังกฤษย้อนไปใน ปี 1381
โดยที่ส่วนผสมสมัยนั้นเขาเขียนไว้ว่า good apples, good spices, figs, raisins and pears
และใช้ดอกแซฟฟรอน เอามาแต่งสีตัวไส้แอปเปิ้ล ซึ่งส่วนผสมค่อนข้างจะต่างจากสมัยนี้อยู่นิดนึง
เพราะสมัยนั้นไม่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม แต่ใช้เป็นเครื่องเทศซะแทน

สำหรับเหตุผลที่เขาพยายามค้นหาว่าทำไมไม่ใช่น้ำตาลแบบเดี๋ยวนี้ บ้างก็ว่าเพราะน้ำตาลสมัยนั้นแพง
จะซื้อทีต้องนำเข้ามาจากอียิปต์โน่น แถมราคาก็ใช่ถูก ตั้ง 1-2 ชิงลิ่งต่อปอนด์ (50 ดอลล่าล์สมัยนี้)
แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ที่เถียงว่า พวกเครื่องเทศอะไรนี่ก็นำเข้า ราคาก็ไม่ต่างกับน้ำตาล
แล้วเมนูขนมสมัยนั้น ก็มีทั้งใส่น้ำตาลและน้ำผึ้งที่ถูกกว่าเป็นส่วนผสมก็ไม่น้อย แต่ยกเว้นแค่พายแอปเปิ้ล
บางคนเค้าก็เลยคิดว่า นี่อาจเป็นต้นแบบเมนู Sugar-Free ลดความอ้วนเอาก็ได้ (ซะงั้น) ^^”

Photobucket
หน้าตาพายแอปเปิ้ลแบบดัทช์เค้าล่ะครับ

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษนั้น หน้าตาก็จะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีที่มีแป้ง 2 ครัสต์
แ่ต่ก็ยังมีพายแอปเปิ้ลแบบชนชาติอื่นเค้าด้วย อย่างเช่นแบบ Dutch Style กับ Swedish Style

อย่างแบบ Dutch Style ก็จะเป็นแบบที่หลายๆคนชื่นชอบกัน คือเค้าจะบวก ผงซินามอนกับน้ำมะนาว ลงไป
และทำหน้าท็อปแบบเหมือนแป้งเส้นสานกัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง ซึ่งเมนูนี้ก็เริ่มย้อนไปใน ปี 1626 โน่น
ส่วนแบบ Swedish Style อันนี้มาแปลกแหวกแนวกว่าเค้าเพราะมาสไตล์ “ทำแต่น้อย” (Ikea มาเอง) XD
คือ เค้าจะหั่นแอปเปิ้ลลงถาดพายไปเลย แล้วก็คลุกพวกแป้ง น้ำตาลโรยผสมๆลงไปแล้วก็อบ จบแค่นี้
คงเพราะเป็นเมืองหนาว เลยต้องทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้ เดี๋ยวของทำขนมแข็งเป๊กไม่ทันกินกันพอดี ^^”

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบคนสวีเดน หน้าตาใกล้เคียงต้นแบบสุดแล้วครับ สมัยก่อนอาจจะดูมั่วๆกว่านี้ก็ได้ ^^”

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน ที่หลายคนเคยทานกันมาแล้วนั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม
ยังไม่มีแอปเปิ้ลปลูก ครั้นจะปลูกก็ยังปลูกไม่ค่อยขึ้น (สมัยนั้นคนตั้งถิ่นฐานทำได้ดีสุดก็จับไก่งวงน่ะครับ) ^^”
พอจะทำพายกินกัน ก็เลยใช้พวกเนื้อสัตว์แทนซะส่วนมาก (ก็เลยเป็นที่มาของพายเนื้อที่หลายๆคนชอบกัน)
ส่วนแอปเปิ้ล ก็ต้องรอเมืองแม่อย่างประเทศอังกฤษส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ ถึงจะมีแอปเปิ้ลไว้กิน
กว่าจะทดลองปลูกแอปเปิ้ลจนขึ้น แล้วเอามาทำจนกลายเป็นขนมยอดนิยมก็ต้องรอถึง ศตวรรษที่ 18

แต่พอได้รับความนิยม ก็กลายเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของคนอเมริกันไปทันที
ถึงกับมีการกล่าวกันว่า “คนไม่กินพายสมควรถูกกำจัดทิ้ง” (ว่าไปนั่น) ขนาดว่าทหารไปรบในสงครามโลก
ผู้สื่อข่าวไปถามว่าไปรบเพราะอะไร ทหารก็ตอบมาว่า “For mom and Apple pie” (เกี่ยวยังไงเนี่ย) ^^”
กระทั่งมีเมืองหนึ่งในรัฐ New Mexico ตั้งชื่อเมืองตัวเองว่า Pie Town ก็เพราะพายแอปเปิ้ลนี่เอง

Photobucket
ฝรั่งเศสเค้าไม่ชอบเหมือนชาวบ้าน ต้องเป็นทาร์ตเท่านั้น ฮิฮิ

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พายแอปเปิ้ลก็ถูกทำเป็นสูตรพลิกแพลงกันไปตามแต่ละเชฟขนมจะสร้างสรรค์กัน
ซึ่งเมื่อพูดถึงความสร้างสรรค์เรื่องอาหารและขนม หลายคนก็คงจะนึกถึงชนชาติฝรั่งเศสกันแน่นอน
ไหนๆก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็เล่าไปถึงเมนู ทาร์ต ซึ่งดัดแปลงจากพายแอปเปิ้ลโดยคนฝรั่งเศสเลยแล้วกัน

ทาร์ต เป็นการค้นพบโดยบังเอิญในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Hotel Tatin ประมาณปี 1880
ซึ่งมีพี่น้องตาแต็ง สเตฟานี่และแคโรไลน์ ดูแลอยู่ สเตฟานี่จะเป็นคนทำอาหารประจำโรงแรมอยู่ทุกวัน
ซึ่งเธอก็ทำพายแอปเปิ้ลตามปกตินี่แหละ แต่วันนึงเธอผัดแอปเปิ้ลกับเนยน้ำตาลนานไปจนได้กลิ่นไหม้
เธอเลยรีบเอาแอปเปิ้ลลงถาดแล้วปิดหน้าครัสต์บนเฉยๆแล้วก็อบเลย ก่อนจะเอาไปเสิร์ฟแขกแบบกลับหัว
แต่ปรากฎว่าแขกชื่นชอบมาก จนกลายเป็นเมนูประจำของโรงแรมที่เรียกตามชื่อพี่น้องว่า Tarte Tatin

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน หน้าตาก็หล่อกว่าอังกฤษหน่อย

นั่นก็เป็นประวัติที่มาของ “พายแอปเปิ้ล” ที่เรากินกันทุกวันนี้นั่นเองครับ
ใครที่อยากลองทำลองทานกันก็ไปที่หน้า Apple Pie และ Apple Tart ที่ผมทำไว้ได้นะครับ ^^

สัปดาห์นี้ก็น่าเสียดายสำหรับตัวผมเองที่ไม่ได้มีโอกาสเอาเมนูขนมใหม่ๆมาให้เพื่อนๆได้ลองชิมกัน
ก็ทำพลาดส่วนสำคัญไป แต่ก็นั่นแหละครับ ก็เหมือนกับชื่อ My Pastry Journey เส้นทางก็ต้องลุยต่อไป
ก็ต้องมีพลาดกันบ้าง ใครไม่พลาดเลยก็เก่งเกินไปล่ะใช่ไหมครับ ทุกสัปดาห์ที่มาลงนี่ก็คือทำสดทุกครั้ง
ก็เสียวทุกสัปดาห์ว่าจะพลาด ก็มาเจอสัปดาห์นี้จนได้ แต่ไม่เป็นไร เอาใหม่ครับ ขอไปฝึกเพิ่มอีก ^^

สัปดาห์นี้ก็อ่านประวัติของพายแอปเปิ้ลกันไปก่อน แล้วจะทำเมนูขนมคราวต่อไปมาให้สำเร็จครับ…

ข้อมูลการเขียน: wikipedia.org

John Carter (B-): ฉันมาอยู่ดาวอังคารทำไมเนี่ย

ก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปดูแบบ 3 มิติเพราะเห็นตัวอย่างอลังการดี
แต่พอได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องเนื้อหาหนัง ก็เลยเปลี่ยนใจดูแค่ 2 มิติพอ ทีแรกว่าจะไม่ดูด้วย
เพราะเดี๋ยวนี้ถ้าได้ยินไม่ดีนักก็กลัวเสียดายตัง แต่ในที่สุดก็จ่ายราคาวันพุธ 80 บาทกับ John Carter

John Carter เป็นเรื่องราวของเจ้าหนุ่มจอห์นตามชื่อเรื่อง เป็นนายทหารม้าจากเวอร์จิเนีย
จอห์นไม่อยากออกรบเข่นฆ่าใครอีก แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาได้พบถ้ำทองคำที่วาร์ปเขาไปดาวอังคาร
เขาต้องไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และชนเผ่าประหลาดที่จะเปลี่ยนอนาคตดาวดวงนี้ตลอดไป
แล้วจอห์นใน ฐานะคนแปลกหน้าจากดาวใกล้กันอย่างโลก จะมาเกี่ยวข้องกับอนาคตดาวสีแดงนี้อย่างไร

Photobucket

ดาวอังคารอยู่ได้ด้วยเหรอเนี่ย!?!

ก็จะพยายามเข้าใจว่ามันคือดาว “บาร์ซูม” ส่วนดาวโลกของเราก็คือ “จาร์ซูม”
แล้วก็นี่เป็นโลกสมมุติในหนังก็แล้วกันอ่ะนะ (แต่การอิงระบบสุริยะ มันก็ทำให้หนังดูหลอกไม่น้อย)

ผมว่าจุดเสียใหญ่ไม่น้อยคือ หนังทำให้เชื่อไม่ค่อยได้ว่า ดาวอังคารจะเป็นอย่างนั้นจริงอย่างในหนัง
เพราะใครก็รู้อยู่แล้วว่าดาวอังคารอยู่ไม่ได้ ถึงแม้ว่าหนังจะให้เหตุผลว่า เป็นจอห์นตัว Copy ไปอยู่ที่โน่น
แต่พอโลกของหนังเดินไป มันก็ยังยากจะทำใจให้เชื่อได้อยู่ดี ทางที่ดีก็ต้องลืมๆเหตุผลตรงนี้ไปก่อน
แต่มันก็ทำให้หนังขาดความเชื่อมโยงกับคนดูไปไม่น้อย เพราะเสียความน่าเชื่อถือตรงนี้ไปซะแล้ว

ทั้งเผ่าประหลาดและสัตว์ประหลาดยักษ์อยู่บนดาว แล้วยังมีพฤติกรรมแบบชาวโลก แล้วยังมีมนุษย์อีกด้วย
แล้วยังมีเทพที่บอกว่าเป็นอมตะ (ตรงไหนหว่า) ยานบินล้ำยุคสำหรับยุคสมัยในหนัง จนน่าจะบุกโลกซะเลย
มันน่าจะดีกว่ามาก ถ้าให้ John Carter วาร์ปไปอยู่ในระบบจักรวาลหนึ่งไปเลย จะน่าเชื่อถือกว่าเยอะ

Photobucket

Prince Of Persia + Avatar ฉบับดาวอังคาร

หนังให้กลิ่นของสองเรื่องผสมกันไม่น้อย แต่ออกจะไปทาง “เจ้าชายเปอร์เซีย” ซะมากกว่า
คือหนังว่าด้วยเรื่องพระเอกที่มีชีวิตไม่เอาไหนบนโลก แล้วก็ไปพบชีวิตใหม่บนดาวอังคาร พล็อตปกติทั่วไป
แต่หนังวางปมไม่สุดแบบ Avatar เพราะชีวิตบนโลกของจอห์นก็ไม่ได้ดูจะแย่อะไร แค่ทหารไม่อยากรบ
ก่อนที่จะบังเอิญวาร์ปไปดาวอังคาร แล้วหนังก็ส่งจอห์นให้ไปเจอเรื่องราวผจญภัยต่างๆนานา

ที่บอกว่า Prince Of Persia เพราะพอมาอยู่บนดาวอังคาร จอห์นก็กลายเป็นซูเปอร์แมนไปทันที
เหมือนกับดัสแตนที่เก่งกาจอยู่แล้ว ของจอห์นดูแย่กว่าตรงที่พลังซูเปอร์ของจอห์นแทบไม่มีอะไรต้องลุ้น
แล้วหนังส่งจอห์นไปผจญภัยแบบไม่ค่อยจะมีจุดหมายอะไรนัก เหมือนจับแพะชนแกะไปเรื่อยๆ
ให้จอห์นได้เจออุปสรรคต่างๆ ที่วิธีแก้ก็ไม่ค่อยมีอะไรนักนอกจากใช้พลังซูเปอร์แมนก็จัดการได้แล้ว
ซึ่งก็คล้ายๆกับหนังเจ้าชายเปอร์เซีย ที่หนังให้ดัสแตนเจอนั่นนี่ไปเรื่อย จนเกือบลืมเป้าหมายในหนัง

หนังพยายามบอกว่า จอห์นเป็นคนไม่มีเป้าหมาย การมาอยู่ดาวอังคาร ทำให้เขาพบเป้าหมายชีวิต
แต่กว่าเราจะเห็นเป้าหมายชีวิตจอห์นก็ปาเข้าไปท้ายเรื่องโน่น ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ให้จอห์นเรียนรู้เท่าไหร่
ซึ่งต่างจากใน Avatar ที่หนังค่อยๆให้เจคได้เรียนรู้ซึมซับวิถีชีวิตที่ต่างจากชาวโลกจนเจคค้นพบตัวเอง
แต่ชีวิตชาวดาวอังคารใน John Carter ดูยังไงก็ไม่ต่างและมีอะไรให้น่าค้นพบเป้าหมายไปกว่าชาวโลก

จนน่าคิดว่า จอห์นน่าจะกลับโลก หรือไม่ก็หาเรื่องยึดดาวอังคารซะเลย เป็นซูเปอร์แมนซะขนาดนั้นแล้ว
แต่จอห์นก็ยังงงกับชีวิตตัวเองจนเกือบท้ายเรื่อง ก่อนจะพาเผ่าธาร์กไปรบแล้วก็แต่งงานกับเจ้าหญิงแบบงงๆ
หรือบางที เป้าหมายชีวิตของจอห์นอาจจะเป็น “เจ้าหญิงดูมๆ” ก็ได้นะ (ฮา)

Photobucket

แต่หนังก็ดูได้เรื่อยๆ อย่างน้อยก็มีเจ้าหมาน่ารัก

ถ้าอยากจะไปดูเอางานสร้าง ก็ถือว่าสมราคาเพราะก็อลังการดี สมกับที่ลงทุนไปซะเยอะ
หรือจะไปดูเจ้าหญิงดูมๆก็แล้วแต่ อาจจะเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ทำให้คนยังตามหนัง (เพราะดูแต่หุ่น)
แต่ถ้าได้ Monica Bellucci มาเล่นคงจะเจ๋งกว่านี้เยอะ (ตอนดูตัวอย่างมองไกลๆนึกว่าโมนิก้า)
แล้วก็ “เจ้าหมาดาวอังคาร” ที่ขโมยซีนสุดๆ กลายเป็นเจ้า Uggie 2 ไปเลย ถึงหน้าตาจะไม่ให้ก็เถอะ
คือ ถ้าไม่มีเจ้าหมาดาวอังคาร หนังก็คงดูไปแบบเซ็งๆอยู่เหมือนกัน เพราะออกจะชืดๆ

แต่ถึงกระนั้น หนังก็ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร แต่เมื่อเทียบกับฟอร์มก็ถือว่าไม่ค่อยสมราคาเท่าไหร่
หนังก็สนุกไปได้เรื่อยๆ เวลาไปเจอเรื่องผจญภัยก็มีอะไรให้ลุ้น มีมุขขำๆเป็นระยะ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ
เพราะโลกอลังการของหนัง และโครงเรื่องสำเร็จที่ก็วางแอ็คชั่นให้ลุ้นให้ตื่นเต้นไปตามมาตรฐานเท่านั้นเอง
แต่ด้วยตัวหนังที่ปะติดปะต่อเรื่องไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ เพราะบทและคาแรกเตอร์ที่วางไม่เคลียร์แต่แรก
พอวางไม่เคลียร์ หนังก็เลยมีปัญหาตลอด ไปไม่สุด พอดูจบแล้วก็จบกัน ไม่ค่อยจะจดจำอะไรมาก
ตอนดูหนังจบ ยังได้ยินคนข้างๆบ่นด้วยว่า “จับเรื่องอะไรไม่ค่อยจะได้เลย”

Photobucket “ไม่ถึงกับเสียดายตัง แต่ไม่ค่อยสมราคาฟอร์มหนัง ถ้าอยากดู ดู 2 มิติก็พอครับ”

Photobucket

Chronicle (B+): อย่าเรียกว่าเด็กเกรียน ต้องเรียกว่า “ซูเปอร์เกรียน”

ต่อมความอยากไปดูตามประสาวัยรุ่น (น้อย) มันพุ่งตั้งแต่เห็นตัวอย่างเกรียนๆของหนังเรื่องนี้
อยากไปดูความเกรียนๆของเจ้าสามหน่อว่า จะเกรียนแตกได้ขนาดไหนพอได้พลังซูเปอร์ฮีโร่
ทีแรกว่าจะไปดูวันพุธ แต่พุธนี้วันมาฆบูชา อดโปรตั๋วถูก เลยต้องหาโรงราคาไม่แพงยกใหญ่
สุดท้ายก็ได้ไปเบิ่งความเกรียนที่โรง SF มาบุญครองกับหนังเรื่องนี้ Chronicle

Chronicle ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตประจำวันของ แอนดรูว์ ที่มีเพื่อนสนิทข้างบ้านชื่อ แมตต์
แอนดรูว์อยู่ในครอบครัวที่ไม่ค่อยมีความอบอุ่นเท่าไหร่ โดนพ่อซ้อมได้ทุกทีที่พ่อเห็นหน้า
แต่แล้ววันหนึ่ง แอนดรูว์ แมตต์ และสตีฟ เพื่อนสุดป๊อบที่กำลังลงสมัครประธานนักเรียน
ก็ไปเจอวัตถุประหลาดในหลุมลึกลับเข้า ทั้งสามได้พลังลึกลับเหนือธรรมชาติมา
แล้วทั้งสามจะจัดการกับพลังที่ทำให้พวกเขาแทบจะเหนือมนุษย์ได้อย่างไร

Photobucket

มันคือ Cloverfield ฉบับเด็กเกรียน

หลายคนทั้งที่ดูแล้วและยังไม่ได้ดู คงต้องมีหนังเรื่องดังของนายเจเจ Cloverfield ขึ้นมาในหัวแน่
ส่วนจะคิดไปในแง่ดีหรือแง่ไม่ดี ก็เป็นรสนิยมส่วนบุคคล หลายคนอาจจะเข็ดกับหนังกล้องเหวี่ยงของพี่เจเจ
แต่หลายคนอาจจะชอบมากๆ และตั้งใจไปเสพหนังเรื่องนี้ในโรง นอกจากความเกรียนที่อยากไปดูแล้ว

เอาอย่างแรกก่อน เรื่องมุมกล้อง หลายคนได้ยินเสียงเล่าอ้างมาว่า กล้องเหวี่ยงน่าเวียนหัวไม่ต่างกันเลย
ขอบอกว่า เรื่องนี้ปราณีกว่า Cloverfield เยอะ ถ้าใครดูแล้วเวียนหัว สงสัยคงจะกินวอดก้าก่อนเข้าโรงแหงๆ
เพราะที่จริง มุมกล้องเรื่องนี้เกือบแทบจะปกติ จนน่าตกใจด้วยซ้ำเมื่อคิดถึงสไตล์โฮมวีดีโอที่ตั้งใจใช้เล่า
แหม ก็ทียกกล้องถ่ายคลิปกันเองยังสั่นสะเทิ้นกว่านี้ ยังนั่งดูหัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากได้เลยนี่ ^^

นอกจากนั้น ผมคิดว่าเป็นความฉลาดของหนัง Chronicle ที่ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบนี้
ทั้งที่หนังจะเลือกเล่าเรื่องแบบปกติทั่วไป มีโปรดักชั่นดีๆ เซ็ตฉากสวยๆ เซ็ตคาแรกเตอร์ตัวละครให้อลังๆ
กลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มใหญ่สักเรื่องหนึ่งที่มีภาคต่อก็ยังได้ เพราะมีองค์ประกอบครบถ้วน
แต่นั่นก็คงต้องมาพร้อมกับต้นทุนสูงลิบ และคงไม่ได้รับประกันว่าคนจะเข้ามาดูเหมือนหนังฮีโร่แบบ Marvel

ตรงกันข้าม พอหนังเล่าเรื่องแบบนี้ สไตล์โฮมวีดีโอ นอกจากจะให้ความรู้สึกสมจริงแล้ว
หนังยังฉีกจากความคาดหวังคนดูที่ได้เห็นหนังซูเปอร์พลังในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คนดูไม่เคยเห็น
เพราะที่ผ่านมา ถ้าไม่เล่าแบบฮีโร่บล็อกบัสเตอร์ ก็เล่าแบบ Hero Wannabe แนวไอ้ขี้แพ้ทั้งหลาย
ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำได้แบบ Cloverfield ที่กล้าจะไม่เล่าแบบ Godzilla แต่ให้ความรู้สึกจริงกว่าเยอะ

Photobucket

เกรียนติ่งแตก แหกกฎหนัง!?!

รึเปล่า??? สิ่งแรกที่อยากให้เพื่อนๆได้รู้กันเลย ซึ่งหลายคนก็คงรู้กันมาไม่น้อยแล้วก็คือ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องแบบที่คุ้นเคยกันที่เราจะเห็นการเปิดตัวละคร แล้วค่อยๆนับ 1-2-3-4
แต่หนังจะเล่าเรื่องเร็ว เหมือนเรานั่งดูวีดีโอไดอารี่ชีวิตเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ถ่ายแบบไม่ประติดประต่อ
ซึ่งคนดูหนังทั่วไปที่ดูหนังแนวบล็อกบัสเตอร์แบบฮอลลีวู้ด คงอาจจะด่าหนังว่า “เกรียนแตก”
แต่อย่าคิดว่าหนังไม่มีเส้นเรื่อง เพราะหนังไม่ได้แหกกฎการเล่าเรื่องแบบหนังปกติทั่วไปเลยสักนิด

หนังเล่าเรื่องของแอนดรูว์เป็นหลัก และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากได้พลังเหนือธรรมชาติมา
เรื่องมีการพัฒนาการของแอนดรูว์ เด็กมีปัญหามีปม ได้พลังมาแล้วจะรับมือกับอารมณ์ตัวเองยังไง
เพียงแต่หนังใช้วิธีการเล่าแบบเอาลูกเล่น Home Video มาใช้ ให้เรารู้สึกเหมือนไปอยู่เหตุการณ์จริง
ไม่ได้ตัดต่อเล่าเรื่องอย่างสวยๆงามๆ แบบหนังทั่วๆไปที่หลายคนอาจจะคุ้น มาเจอเรื่องนี้เลยอาจเหวอ

ซึ่งถ้าตัดเรื่องสไตล์ทิ้ง นี่ก็คือหนังเล่าเรื่อง “เด็กมีปัญหาที่ต้องจัดการกับพลังพิเศษที่ได้มา” เรื่องหนึ่ง
ตัวหนังเล่าเรื่องได้มีเปิดหัว Conflict ไคลแมกซ์แบบหนังทั่วไปทุกประการ แล้วเล่าได้ดีด้วยนะ
ซึ่งถ้าไม่เหวอหรือตั้งอคติกับสไตล์เล่าเรื่อง ก็รับรองว่า หนังเรื่องนี้ดูแล้วไม่ผิดหวังกับเรื่องแน่

Photobucket

ดูแล้วทึ่งอึ้งว้าว ได้ความเกรียนแบบสุดๆรึเปล่า

อืม…พอดูไปแล้วก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ คือนอกจากสไตล์การเล่าเรื่องที่แปลกตาไปแล้ว
ตัวเนื้อเรื่องก็เป็นอย่างที่บอก เป็นเรื่องเด็กวัยรุ่นที่ได้พลังมาแล้วก็เรียนรู้ที่จะีัรับมือกับพลังพิเศษนั้น
ส่วนคนที่อยากดูความเกรียนเอาพลังไปแกล้งคนแบบเด็กอเมริกันให้มากขึ้นจากตัวอย่างหนัง
ก็คงต้องบอกว่า “เจ้าสามเกรียนก็แกล้งคนเท่าที่เห็นในตัวอย่างนั่นแหละครับ”

สิ่งที่เป็นจุดหลักในหนังคือพัฒนาการจาก “เกรียนแกล้งคน” กลายเป็น “เกรียนแตก” มากกว่า
ซึ่งเราก็พอจะได้กลิ่นจากในตัวอย่างหนังแล้วว่า ท้ายที่สุดก็เกรียนแตก ทำชาวบ้านเค้าเดือดร้อน
หนังเล่าพัฒนาการตรงนี้ได้ลงจังหวะดี ทุกครั้งที่ตัวละครเรียนรู้พลังใหม่ เราเองก็จะสนุกฮือฮาตามทุกที
จนไปถึงการพัฒนาปมเก็บกดของแอนดรูว์ ที่วางปมในครอบครัวและเพื่อนรอบตัวออกมาได้ดี

แต่ถ้าคิดว่ามีอะไรให้น่าตื่นตะลึงจนชวนให้เราอยากดูแบบสัตว์ประหลาดใน Cloverfield หรือเปล่า
สำหรับ Chronicle ไม่มีจุดนั้น ซึ่งพอไม่มีจุดนั้นก็เลยรู้สึกขาดความพิเศษไปไม่น้อยพอดูหนังจบ
อย่างใน Cloverfield นอกจากเส้นเรื่องที่ให้ลุ้นระทึกแล้ว เราก็อยากเห็นสัตว์ประหลาดที่บุกโลก
ซึ่งพอเห็นก็ชวนขนลุกซู่ได้เลยทีเดียว มันมีอารมณ์เหมือนกับว่า “สมใจสุดแล้วได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น”

ที่จริง คนดูไม่น้อยคงอยากเห็นการใช้พลังเกรียนๆไปแกล้งคนจะแกล้งอีท่าไหนให้แปลกๆได้อีก
คือจุดนี้เหมือนเป็นความคาดหวังจากการที่เห็นตัวอย่าง และโดยตัวละครที่เอื้อให้ไปทางนั้นอยู่แล้ว
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีเท่าไหร่ จริงอยู่ว่าหนังทำดีมากที่โฟกัสพัฒนาการตัวละคร เป็นสิ่งที่หนังทุกเรื่องควรทำ
แต่อย่างที่บอก พอถ้าคิดว่าตัดสไตล์ไปมันก็คือหนังเล่าเรื่องปกติ เลยรู้สึกขาดจุดฮุคความพิเศษไป
เพราะเรามาดูหนังเรื่องนี้ ก็คาดหวังความพิเศษที่จะต่างจากหนังซูเปอร์พลังอื่นๆไม่น้อยเหมือนกัน

Photobucket

แล้วควรจะไปสัมผัสความเกรียนกันดีรึเปล่า

คิดว่าขึ้นกับความอยากมากกว่า ถ้าชื่นชอบอยากลองสไตล์การเล่าเรื่องแปลกๆ ไม่กลัวกล้องเหวี่ยง
หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ครับ หนังสนุกแล้วก็เล่าเรื่องได้ดีมากอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
เวลาโชว์เกรียน ก็ยังคงระดับความเกรียนให้ชวนขำกันทั้งโรง ถึงแม้ว่าอยากให้มีมากกว่านี้ก็เถอะ

แต่ถ้าไม่ถูกกับสไตล์เล่าเรื่องแบบโฮมวีดีโอ กลัวกล้องเหวี่ยง หรืออยากหาเซอร์ไพรส์อะไรในหนัง
ก็อาจจะไม่ถึงกับเรียกว่าห้ามพลาด หรือต้องไปดูที่โรงเสียเลยทีเดียว จะรอดีวีดีก็ได้
เผื่อว่าเพื่อนๆอาจจะยังไม่อยากเสี่ยงดวงรับกับสไตล์หนัง แต่เรื่องเนื้อเรื่อง รับรองไม่ผิดหวัง
ดูแล้วก็อยากมีพลังแบบที่หนังเขาถาม What are you capable of? เหมือนกัน

Photobucket “แล้วแต่ความชอบครับผม แต่ถ้าไม่อคติกับสไตล์หนัง สามเกรียนนี่มีดีครับ”

Photobucket

The Artist (A-): โอกาสสุดท้ายที่จะได้ดูหนังเงียบในโรงหนังแล้วนะครับ

อยู่ๆจุดเริ่มต้นของวงการหนังโลกทั้งสองฟากฝั่งต่างก็พร้อมใจกันทำหนังหวนรำลึกวันวาน
ในขณะที่ฝั่งฮอลลีวู้ดทำหนัง Hugo โดยข้ามน้ำข้ามทะเลมาเล่าเรื่องที่ฝรั่งเศส ในแบบสามมิติ
ทางฝั่งฝรั่งเศสก็ทำหนังเงียบคลาสสิคมาอีกเรื่องหนึ่ง แต่ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเล่าที่ฝั่งอเมริกา
เหมือนจะเป็นเหตุบังเอิญ แต่ก็ช่างประจวบเหมาะพอดี หนังเรื่องที่ว่านั่นก็คือ The Artist

The Artist เล่าเรื่องของดาราหนังเงียบชื่อดัง George Valentin ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ของอาชีพ
แต่โดยที่เขารู้ไม่ถึง เมื่อยุคหนังเสียงก้าวเข้ามาเป็นของใหม่ แต่จอร์จยังยืนยันจะทำหนังเงียบต่อไป
เพราะเชื่อว่านั่นคือศิลปะขนานแท้ แต่เขาก็ไม่อาจทานกระแสโลกที่เปลี่ยนไปได้ เขากลายเป็นดาราตกอับ
และคนที่กลับรุ่งโรจน์แทนคือดาราที่เขาเคยส่งเสริม Peppy Miller แล้วชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

Photobucket

การหวนคืนสู่รากและจุดเริ่มต้น

The Artist บางคนอาจจะมองว่าเป็นหนังที่ทำแบบย้อนยุคให้ดูเก๋แปลกตาสำหรับคนยุคนี้
เพราะทั้งขนาดภาพแบบ 1.33:1 ไม่มีเสียงพูดตัวละคร แถมใช้เพลทคำพูดขึ้นคั่นเวลาตัวละครพูด
แต่นั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ผู้กำกับจงใจทำ เพราะความหลงใหลต่อหนังยุคเก่าที่เขาชื่นชอบ
เพราะหนังเรื่องนี้ได้เรียกสิ่งที่เป็นรากฐานเดิมที่ทั้งคนทำหนังหรือคนดูหนังยุคนี้อาจลืมเลือนไปทุกที
เพราะมัวแต่พยายามหาความแปลกหวือหวาในเรื่องราว นั่นคือ จังหวะหนังและการเล่าเรื่องพื้นฐาน

ผมคิดว่าก็น่าจริงไม่น้อยนะ เพราะตั้งแต่เราเห็นการเล่าเรื่องหักมุมแบบ The Sixth Sense
และหนังที่ทำตามกันมาอีกหลายเรื่อง หนังเล่าเรื่องไม่เรียงลำดับ หนังเล่าย้อนจากหนังไปหน้า ฯลฯ
ดูเหมือนเราพยายามจะหาอะไรพวกนี้ ยิ่งหนังเรื่องไหนหักมุมร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ คนจะฮือฮากันไปยาว
แต่ The Artist ได้ให้สิ่งที่เรียกว่า ความแม่นในจังหวะหนัง และการเล่าเรื่องตามลำดับพื้นฐาน
ที่คนทั่วไปจะอิ่มอกอิ่มใจและเข้าถึงเนื้อเรื่องได้อย่างครบถ้วน ไม่ต้องปีนกระไดตีความให้ปวดกบาล

ซึ่งสิ่งนั้นก็เป็นสิ่งพื้นฐานแรกในยุคเริ่มแรกหนังที่ปรัชญาพื้นฐานคือ การทำหนังเพื่อคนดูจำนวนมาก
ผู้กำกับ The Artist แม่นมากในการวางจังหวะหนัง ที่คนดูจะรู้สึกสุขและเศร้าในเวลาไหนที่ควร
และหนังโฟกัสถูกไปที่เรื่องของ จอร์จ ไม่ไปเสียเวลากับตัวละครเด่นตัวอื่น (รวมถึงหมา Uggie ด้วย)
แม้หนังจะจัดอยู่ในขั้นที่ว่า “เดาได้” แต่การวางจังหวะหนังที่เด็ดขาดทำให้หนังน่าติดตามตลอดเวลา
รวมถึงหนังยังใส่ลูกเล่นของการเปรียบเทียบ “ความเงียบ” กับ “การใช้เสียง” ได้อย่างฉลาดมาก

ซึ่งฉลาดยังไงนั้น ให้ดูฉากที่จอร์จตะโกนหน้ากระจกห้องแต่งตัวของตัวเอง เราจะรู้สึกได้ทันที
รวมถึงบทพูดที่อาจจะดูทื่อๆ แต่ดูเหมาะเหม็งกับหนัง และช่างรู้สึกเหมือนกับยุคหนังเงียบเหลือเกิน

Photobucket

เทียบระหว่างหนัง Hugo และ The Artist

ในเมื่อไปดูหนัง 2 เรื่อง ที่เล่าเรื่องในยุคสมัยใกล้ๆกันมาสองสัปดาห์ติด
ก็คงจะอดเทียบถึงความดีเด่นของหนังทั้งสองเรื่องไม่ได้ เพราะหนังทั้งสองก็มีดีด้วยกันทั้งคู่

ส่วนตัวผมรู้สึกว่า The Artist ให้ความรู้สึกของการดูหนังที่เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงมากกว่านะ
เพราะจุดประสงค์หนังเริ่มแรกของพี่น้องลูมิแอร์ (คนฉายหนังจนทำให้จอร์จใน Hugo หลงใหลนั่นแหละ)
ก็คือ “การทำให้เข้าถึงคนทั่วไปได้” ความบันเทิงราคาถูก ที่คนจะหัวเราะหรือร้องไห้ในโรงไปพร้อมกัน
ในขณะที่ Hugo ย้อนยุคโดยใช้ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” อย่างครบถ้วนเพื่อบันดาลโลกสมัยนั้นให้สวยงาม
The Artist ใช้ “ศาสตร์ศิลปะสมัยนั้น” ทั้งหมดในการดึงคนดูให้ไปสัมผัสโลกยุคนั้นผ่านหนังเรื่องนี้

ซึ่งศาสตร์ศิลปะการทำหนังสมัยนั้นก็คือ พื้นฐานการทำหนังทุกยุคสมัย นั่นแหละ
ซึ่ง Hugo ก็มีสิ่งนั้นครบถ้วนเช่นกัน แต่สามมิติราคาแพง ทำให้ห่างไกลจากศิลปะเข้าถึงได้ไปหน่อย
ในขณะที่ The Artist สามารถเอาไปฉายหนังขายยาต่อได้ ฉายหนังกลางแปลงได้ ไม่ต้องแจกแว่น
แล้วหนังยังเล่าเรื่องผ่านการแสดง คนดูเข้าใจได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีบทพูดเลยด้วยซ้ำ
เรียกว่านี่คือ “ภาษาสากล” อย่างแท้จริง (ถึงจะไปพากย์อีสานต่อแบบหนังชาร์ลี แชปลิน ก็เอาเถอะ) ^^”

ต้องถือได้ว่าโชคดีมากที่เราได้มีโอกาสดูหนัง 2 เรื่องนี้ จากผู้กำกับที่เข้าใจศาสตร์ภาพยนตร์จริงๆ
เพราะผมรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้เป็นตัวแทนของหนังปี 2011 ที่ทั้งคนทำหนังและคนดูหนังควรศึกษา
ว่าหนังที่ผู้กำกับใส่ใจองค์ประกอบทุกรายละเอียด และเล่าเรื่องโดยใช้ศาสตร์ภาพยนตร์อย่างเข้าใจนั้น
มันยอดเยี่ยมยังไง โดยที่ไม่ต้องโปรโมตว่า “ผู้กำกับใส่ใจทุกรายละเอียด” เพราะผลงานมันฟ้องครับ

Photobucket

ยอดนักแสดง กับจอมขโมยซีน

Jean Dujardin อาจไม่ใช่นักแสดงที่คนรู้จัก แต่ผมว่ามันกลายเป็นเรื่องดีที่ไม่มีใครรู้จักเท่าไหร่
เพราะต้องยอมรับจริงๆว่า ทั้งโครงหน้าและรูปลักษณ์ช่างเหมือนกับนักแสดงยุคเก่ามากๆ
ยังไม่นับรวมถึงการแสดงที่เราแทบไม่รู้สึกว่า นี่คือนักแสดงที่มาแสดงหนังทำเก่าเรื่องหนึ่ง
แต่เรากำลังดู “ชีวิตนักแสดงคนหนึ่งในสมัยนั้น” ต่างหาก ที่ชวนให้นึกไปถึงดาราเก่าสักคนเลยนั่น

ซึ่งถ้าเอานักแสดงชื่อดังมา เราคงไม่ได้ความรู้สึกเช่นนี้ เพราะภาพนักแสดงชื่อดังจะติดมา
ผมนึกถึง จอร์จ คลูนี่ย์ ซึ่งเคยถ่ายรูปย้อนยุคได้เหมือน คลาก เกเบิล มาก ถ้าเกิดมาเล่นหนังเรื่องนี้
คิดว่าฝีมือพี่จอร์จไม่มีปัญหา แต่พอถึงตอนจบของหนัง ทุกอย่างอาจพังทลายหมดเลย
เพราะภาพพี่จอร์จ กับเสียงนุ่มๆหนักๆ ยังไงคนก็ไม่มีทางลืม คงไม่รู้สึกแบบที่ฌองแสดงแน่

แล้วที่อดจะพูดถึงไม่ได้ก็คือ “จอมขโมยซีน” ตัวจริงเสียงจริงในหนังเรื่องนี้
เรียกว่าถูกพูดถึงตั้งแต่คนยังแทบจะไม่ได้ดูหนังกันเสียด้วยซ้ำ จนพอดูหนังก็สมที่เค้ากล่าวอ้าง
จะเป็นใคร เอ๊ย..ตัวไหนไปไม่ได้นอกจากเจ้าหมาน้อย Uggie นั่นเองครับ

เจ้าหมาน้อย Uggie ก็เป็นการเคารพหนังเก่าสมัยก่อน (ผมจำเรื่องไม่ได้) ที่มีหมามาแสดงขโมยซีน
ชนิดที่ว่า มีคนเสนอชื่อให้เจ้าหมาได้ชิงออสการ์กันเลยทีเดียว ถึงเจ้า Uggie จะไม่ได้ชิงกับเขาปีนี้
แต่ว่าใครที่ได้ไปดู (หรือยังไม่ได้ดู) ก็เตรียมรับทั้งความน่ารักและแสนฉลาดของเจ้า Uggie ได้
เพราะออกมากี่ฉากก็ขโมยซีนเค้าหมด เรียกว่าเอาใจคนดูไปเต็มๆเลยล่ะงานนี้ ^^

Photobucket

ไม่มีโอกาสอีกแล้วนะ จะได้ดูหนังเงียบในโรง

สำหรับคนดูหนังยุคนี้ บางคนอาจจะมองว่านี่ก็เป็นแค่หนังเรื่องหนึ่งที่ทำแบบเรโทรย้อนยุค
แต่ถ้าลองกลับไปคิดว่า ถ้าเราได้ไปอยู่ในยุคร่วม 100 ปีที่แล้ว โรงหนังดับไฟแล้วดูหนังเงียบ
การได้มีประสบการณ์ในแบบปู่ย่าตาทวดยุคนั้น มันเป็นอะไรที่หาไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้

นักเรียนหนังอย่างมากก็ได้ดูหนังเงียบผ่านโปรเจ็คเตอร์วีดีโอ แล้วก็นั่งดูกับเพื่อนๆด้วยกัน
คนสนใจหนัง อย่างมากก็ได้แต่เปิดแผ่นดีวีดีดูอยู่กับบ้าน ดีหน่อยก็ชวนใครมาดู (ซึ่งใครจะมาล่ะ)
แต่ไม่มีทางที่จะได้ดูกับคนแปลกหน้า ที่จะมานั่งหัวเราะหรือซาบซึ้งกัน “ในโรงหนัง” อย่างนี้
จะมีสักกี่ครั้งที่หนังสักเรื่อง จะให้ประสบการณ์ที่ “ดึงเราไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง” ได้อย่างนี้

Photobucket “อย่าได้พลาดเด็ดขาดครับ”

Photobucket

Hugo (B+): ความฝันวัยเยาว์ในโลกภาพยนตร์แสนสวยงาม

สัปดาห์ที่แล้ว ทีแรกว่าจะไปดูแฮร์รี่ พอตเตอร์ผจญผี แต่ต่อมความอยากดูไม่พุ่งเลยเว้นไป
แต่ว่าจากนี้ไป ทุกสัปดาห์จะพยายามไปดูหนังทุกวันพุธแล้วเอามาเขียนให้อ่านกัน (ก็มันถูกสุดนี่) ^^
บางทีที่เว้นไปสัปดาห์ ก็อาจมาเพื่อสัปดาห์นี้ก็ได้ ที่หนังเรื่องนี้ที่ผมไปดูเข้าโรงฉาย
ซึ่งผมตั้งหน้าตั้งตารอมาพอสมควร แล้วดันมีฉายแต่ระบบ 3 มิติซะด้วย Hugo นั่นเองครับ

Hugo เป็นเรื่องราวของเด็กที่มีชื่อตามชื่อหนัง Hugo Cabret เขาเป็นลูกของช่างซ่อมนาฬิกา
แต่ต้องเสียพ่อไป และสิ่งที่พ่อได้ทิ้งไว้ให้และเขาเก็บรักษาไว้อย่างดีคือ หุ่นมนุษย์กล ตัวหนึ่ง
ซึ่งเขาหวังว่าถ้าซ่อมเจ้าหุ่นนี้ได้แล้ว เขาจะมีเพื่อนเล่นที่แสนมหัศจรรย์และจะไม่เหงาอีกต่อไป
แต่เขาไม่รู้เลยว่า เจ้าหุ่นกลตัวนี้จะพาเขาไปสู้เป้าหมายชีวิตที่ใหญ่ยิ่ง ที่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัว

Photobucket

Hugo เป็นหนังของเจ้าพ่อหนังมาเฟีย Martin Scorsese

น่าแปลกใจดีไหมล่ะที่หนังเด็กแบบนี้ กำกับโดยผู้กำกับหนังอย่าง Martin Scorsese
ที่ทั้งชีวิตเราเห็นแต่หนังแนวเจ้าพ่อมาเฟียหนักๆโดนๆมาตลอด แต่คราวนี้มาทำหนังเด็ก
แต่ว่า “ผู้กำกับเก่ง” ก็ย่อมเป็นคนเก่งวันยันค่ำ ไม่จำเป็นต้องมีหนังแนวถนัดแนวเดียวหรอก
Hugo ยิ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของคนทำหนังชั้นครูแบบนี้ยิ่งเข้าไปอีกอักโข

ถ้าใครเป็นแฟนหนังแบบมาเฟียของ Scorsese อาจไม่ถึงกับนิยมชมชอบหนังเรื่องนี้ซะทีเดียว
เพราะหนังไม่ได้มีบทสนทนาคมคาย หรือคาแรกเตอร์ตัวละครโดนใจแบบที่เราเคยๆเห็น
ไม่ได้ข้นเคี่ยวอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร หรือมีจังหวะพลิกผันชีวิตที่ชวนให้หวือหวาอะไร
แต่หนังค่อยๆพาเรื่องไปกับตัว Hugo เพื่อค้นหา “เป้าหมายแท้จริงที่แต่ละคนเกิดมามีชีวิต”
แต่ละคนมีปมอย่างไรในชีวิต แต่ละคนขาดอะไร และอะไรที่จะ “ซ่อมชีวิตของเขาขึ้นมาใหม่ได้”
ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดสำคัญของหนัง “เป้าหมายและการซ่อมแซมชีวิต” ของแต่ละตัวละคร

หนังใช้เวลาพาเราไปซึมซับโลกรอบๆตัวของ Hugo อยู่นานพอดูทีเีดียว ก่อนจะเข้าสู่จุดสำคัญ
ซึ่งนั่นอาจจะทำให้คนดูหนังยุค 2000 หลายคนไม่ชอบนัก แต่มันมีความสำคัญมากต่อตัวหนัง
เพราะเมื่อถึงเวลาเปิดเผยเรื่องราว มันคือการหวนรำลึกประสบการณ์ในวันวานที่สวยงาม
ซึ่ง Scorsese ตั้งใจสร้างขึ้น “ด้วยความรักในมนต์สเน่ห์ภาพยนตร์ยุคแรก” นั่นเองครับ

Photobucket

หนังที่คนหลงรักในโลกภาพยนตร์ควรไปดู
กล้าพูดอย่างนี้เลยเหรอ? เอาเป็นว่า ถ้าได้ไปดูแล้วคุณจะหลงรักหนังไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะเรื่องราวของ Hugo กับหุ่นมนุษย์กลนั้น ไม่ได้จบแต่เพียงว่า Hugo จะซ่อมหุ่นได้ไหม
แต่หุ่นมนุษย์กลนั้น ได้นำ Hugo ไปไกลกว่าแค่การมีเพื่อน แต่ได้เข้าไปสู่โลกกว้างของภาพยนตร์
ซึ่งได้ทำให้ Hugo ค้นพบว่า ชีวิตของเขาเกิดมาเพื่อเป้าหมายอะไรนั่นเอง

สิ่งที่จะได้เห็นในหนังนั้น ใครที่ได้เคยดูภาพยนตร์ยุคแรกๆจะต้องรู้สึกทึ่งกับการผูกเรื่องไม่น้อย
ฉากคลาสสิคทั้งหลายที่เราเคยเห็นในหนังเก่าๆ ถูกนำมาผูกร้อยเรื่องเข้าไปอย่างเนียนตา
ทั้งฉากคลาสสิคอย่างรถไฟวิ่งเข้าสถานี หรือฉากที่บัสเตอร์ คีตัน โหนนาฬิกาหนีตำรวจ
รวมถึงอีกหลายฉาก ที่ผมเชื่อว่าคนที่รักหนังเก่าๆคงจะต้องร้องว้าวไปตามๆกัน

แล้วมันมีเหตุผลมากว่า ทำไมต้องให้ฉากหลังเป็นสถานีรถไฟ ทำไมถึงต้องเป็นนาฬิกา
ทำไมตัวละครที่ Hugo ต้องข้องเกี่ยวจะมีแบ็คกราวน์ชีวิตที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ
อย่างเช่น นายตรวจสถานีรถไฟ ทำไมต้องขาเป๋เพราะผลจากการเป็นทหารในสงครามโลก
ทำไมคุณปู่เจ้าของร้านของเล่นถึงชื่อ จอร์จ รวมถึงฉากหลังทำไมต้องเป็น ปารีส
เพราะทุกองค์ประกอบในหนังนั้น “เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดหนังในยุคแรกทั้งหมด”

แล้วคอยดูเซอร์ไพรส์ในหนังให้ดีครับ…
ไม่ได้ขนาดโอ้..ว้าว!! แต่มันทึ่งและกินใจมากมายไม่น้อย ว่าเขาผูกเรื่องมาถึงตรงนี้ได้ยังไง

Photobucket

คุณภาพของ 3D

หนังเรื่องนี้มีฉายแค่ระบบ 3 มิติ นั่นอาจทำให้หลายคนกังวลไม่น้อยว่าจะดูดีไหม
เพราะค่าตั๋ว 3 มิติก็แพงอยู่แล้ว ถ้า 3D ไม่ดีอีก ก็เหมือนเสียเงินไปเปล่าๆไม่คุ้มค่ากัน
ก็บอกให้สบายใจได้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนัง 3 มิติที่ “คุ้มค่าต่อการดูครับ”

หนังไม่ได้ทำให้คนดูตื่นเต้นกับระบบสามมิติแบบตัวละครพุ่งไปมา หรือมีฉาก 3 มิติหวือหวา
แต่หนังเรื่องนี้เป็นการ “แสดงถึงความเข้าใจในศาสตร์ของภาพยนตร์” อย่างมากของผู้กำกับ
ผู้กำกับ Scorsese คงจะรู้ดีว่าหนังของเขานั้น ไม่ใช่หนังโชว์ฉากสามมิติแบบตื่นเต้น
แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในหนังจริงๆ ก็คือการดึงคนดูเข้าไปในโลกของหนัง

หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ผมรู้สึกว่า “ถ่ายให้เห็นปารีสมุมกว้างได้สวยที่สุด ฝันที่สุดจริงๆ”
แม้หนังจะออกสีจัดจ้านจนรู้สึกแฟนตาซี (ซึ่งก็เข้ากับแนวคิดหนังยุคแรกที่ใส่สีให้หนังขาว-ดำ)
แต่เราก็เข้าใจอยู่แล้วว่า นี่เป็นหนังที่แสดงถึงความคิดความฝันในวันวานและวัยเยาว์ที่อยากให้สวยงาม
หนังใช้ภาพกว้างเพื่อแสดงโลกของหนังเยอะมาก รวมถึงภาพที่เล่นกับ Depth ความลึกของภาพ
ทำให้เห็นมิติสิ่งต่างๆในหนัง และสอดคล้องกับการเล่าเรื่องที่ต้องการให้คนดูเข้าไปในโลกของหนังด้วย

Photobucket

แล้วควรจะไปดูไหมเนี่ย ถ้าฉันไม่ได้อินอะไรกับหนังยุคเริ่มแรกเลย

ไม่ต้องกังวลเลยครับ ถึงคุณจะไม่ได้รู้สึกรู้สาไปกับหนังขาว-ดำยุคแรกที่มีแอ็คติ้งตลกๆ
หรือไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับหนังยุคปู่ทวดเลยสักนิด คุณก็สนุกกับหนังเรื่องนี้ได้
เพราะหนังได้ให้ประสบการณ์ทางภาพยนตร์ ที่พื้นฐานภาพยนตร์ทุกเรื่องมีคือ “การเล่าเรื่องที่ดี”
รวมถึงภาพของหนังที่สวยงาม คุณภาพสามมิติที่ดึงเราเข้าไปในโลกของหนังได้จริงๆ
ก็น่าจะทำให้คนที่ได้เข้าไปดูอิ่มอกอิ่มใจกับหนังเรื่องนี้กันได้แล้ว

ถ้าเป็นส่วนตัวผม เสียดายอีกนิดเดียวเองว่า ถ้าหนังพูดฝรั่งเศสไปซะเลย คงจะเพอร์เฟ็คต์
เพราะจะเป็นการเข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์ยุคนั้นที่เริ่มกันที่ฝรั่งเศสเลยจริงๆ
แต่ก็เข้าใจล่ะครับ ทำให้คนส่วนใหญ่ดูก็ต้องภาษาอังกฤษไว้ก่อน อยากฟรองเซ่ส์ไปพากย์เอาละกัน ^^

Photobucket “ควรไปดูที่โรงภาพยนตร์ครับ”

Photobucket

Moneyball (B+): เริ่มอะไรใหม่ก็โดนด่าทุกทีแหละ

กลับมาเขียนวิจารณ์หนังอีกครั้ง หลังจากที่เรื่องสุดท้ายที่วิจารณ์ก็ตั้งหลายเดือนก่อนโน่น
แต่มาคราวนี้ ขอมาแบบสบายๆ เขียนไม่ให้ดูซีเรียส นักวิจารณ์ นักวิชาการหนังมีกันเยอะละ
เอาชิลๆสบายๆสไตล์แมวอย่างผมดีกว่า แล้วก็ฟันธงแบบง่ายๆดูหรือไม่ดู เพราะเกรดก็ให้ที่หัวเรื่องแล้ว
ก็มาเริ่มวิจารณ์หนังแบบใหม่ของผม ด้วยหนังที่เพิ่งไปดูมาเมื่อวานนี้ Moneyball กันเลยครับ

Moneyball ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี่ บีน (แบรด พิตต์) ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมเบสบอล โอ๊คแลนด์ เอส์
ทีมนี้เนี่ย ถึงจะอยู่เมืองโอ๊คแลนด์ ใกล้ๆกับแอลเอ แต่ปรากฎว่าเป็นทีมแสนจนที่สุดในลีก เงินไม่ค่อยจะมี
ปั้นนักกีฬาดีๆ ก็โดนทีมใหญ่แย่งซื้อตัวไปหมด (เอ…เหมือนๆกับลีกฟุตบอลอังกฤษจังเลยเนอะ ^^)
ต้องมาปั้นทีมใหม่ทุกปี เงินก็หดลงทุกวัน บิลลี่ก็เลยเกิดความคิดแหวกแนวใหม่ในการปั้นทีมของเขา
แทนที่จะใช้แมวมองไปหาผู้เล่นเก่งๆ กลับไปเอานักเศรษฐศาสตร์มาเลือกผู้เล่นตามหลักตัวเลขซะงั้น

Photobucket

ตัวละครคิดแหวกแนว แล้วหนังแหวกแนวรึเปล่า…

หนังแหวกแนวหรือเปล่า จะว่าแหวกแนวก็ได้ เพราะในความคิดของคนดูหนังเกี่ยวกับกีฬาทั้งหลาย
ก็มักจะนึกถึงว่า หนังจะอุดมไปด้วยฉากแข่งขัน มีดราม่าในสนาม บลิวท์อารมณ์ด้วยฉากยิ่งใหญ่คนเฮตอนชนะ
แต่ Moneyball แทบหาฉากที่ว่ามาได้น้อยมาก ฉากแข่งขันก็ทำเป็นภาพฉายผ่านทีวีเอาซะมากกว่า
ซึ่งเอาเข้าจริง ผมว่ามันได้อารมณ์จริงกว่าเยอะเลย เพราะส่วนใหญ่เวลาเราดูกีฬา ก็ดูผ่านทีวีกันนี่แหละ

หนังไปโฟกัสที่ตัวละครบิลลี่มากกว่า กับวิธีคิดแหวกแนว ซึ่งส่งผลต่อการทำทีมเบสบอลของเขาเอง
เข้าไปดูความคิด การต่อสู้ฝ่าฟัน การต้องเจออุปสรรค การเกือบจะตกงานเพราะความคิดทำท่าจะไม่ได้เรื่อง
ซึ่งถ้าไม่มองว่านี่คือหนังเกี่ยวกับกีฬาแล้ว นี่ก็คือหนังที่เล่าเรื่องชีวิตของคนคนหนึ่งดีๆนี่แหละ
ต้องเจออุปสรรค หาทางเอาชนะ แต่กว่าจะเอาชนะก็ต้องฝ่าดงตีน (อุ๊ย..ไม่สุภาพ) ฝ่ามรสุมมากมาย
เป็นหนังที่ปกติธรรมดาที่ลำดับเรื่องแบบการเขียนบทหนังปกติ ซึ่งเราก็คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

ดังนั้น จะว่าแหวกแนว ก็อาจจะแหวกจากขนบหนังเกี่ยวกับกีฬาที่หลายคนอาจจะเข้าใจกัน
แต่ถ้าไม่มองว่าเป็นหนังแนวไหน นี่ก็คือหนังที่เล่าเรื่องชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่เล่าเรื่องได้สนุกเลยล่ะ

Photobucket

พี่แบรดเป็นยังไงบ้าง…

ไม่นับว่าเสียงพี่แบรดของเราก็ยังคงเป็นพี่แบรด (ก็แหงล่ะ จะให้เขาเป็นใครล่ะฮึ) ความหล่อก็ยังคงที่อยู่
ผมว่าใครได้ไปดูเรื่องนี้ก็ต้องเชื่อล่ะว่า แบรด พิตต์ ฉายรัศมีความเป็น บิลลี่ บีน ได้ออกมาเต็มที่จริงๆล่ะ
ถ้าเราคิดว่า การแสดงเป็นบุคคลที่มีชีวิตจริง อาจจะต้องเป็นตัวละครคนนั้นในทุกกระเบียดนิ้ว จนไปถึงเสียง
ซึ่งแบบนั้นก็มีล่ะ ก็ขึ้นอยู่กับว่านักแสดงและผู้กำกับเค้าจะมองมุมไหนที่อยากให้นักแสดงเอาออกมาล่ะนะ

พี่แบรดของเรา เป็นบิลลี่ บีน ในด้านความเป็นผู้จัดการทีมที่เชื่อมั่นในความคิดตัวเองอย่างสุดลิ่ม
แล้วก็พุ่งไปหาเป้าหมายแบบไม่ลังเล เพราะในปมลึกๆของเขา เคยผิดหวังจากการเป็นนักเบสบอลอาชีพ
ในขณะเดียวกัน ก็มีด้านครอบครัวที่มาช่วยทำให้ด้านพุ่งดะของเขา ไม่ดูแข็งกระด้างไป ทำให้ดูเป็นมนุษย์อยู่
ซึ่งอันที่จริงการเป็นตัวละคร ก็คือการรู้ว่าตัวละครมีเป้าหมายอะไรในชีวิต แล้วจับจุดตรงนั้นนั่นแหละ
ดังนั้นอาจจะมีใครที่คิดว่า ถ้าเป็นตัวละครบุคคลจริง ต้องทำท่าทางเลียนเสียงให้เหมือนตัวจริง ก็คิดใหม่นะ

สำหรับตัวละครคนอื่น คนที่อาจจะเซอร์ไพรส์ ถ้าไม่ได้เห็นชื่อบนโปสเตอร์หนัง คงไม่รู้ว่ามาเล่นด้วย
เพราะผมก็ยังไม่รู้เลยจนกระทั่งไปเห็นชื่อ ก็คือ ฟิลิปป์ ซีมัวร์ ฮอฟแมนน์ มาเล่นเป็นโค้ช อาร์ท ฮาวว์
ซึ่งฉายแววโคตรการแสดงแบบที่พี่ฟิลิปป์เค้าทำเป็นปกติหรือเปล่า งานนี้ไม่มีแฮะ งานนี้มาเล่นเฉยๆจริงๆ
แทบจำไม่ได้ แต่ก็จำไม่ได้แบบเนียนซะ นึกว่านักแสดงโนเนมที่ไหน อย่างนี้ล่ะมั้งที่เรียกว่า เป็นตัวละครจริงๆ
คงมาช่วยผู้กำกับที่เคยส่งแกไปได้ออสการ์ในหนัง Capote โกนหัวล้านเลี่ยนซะจนเกือบจำไม่ได้เลย ^^

Photobucket

ไม่รู้เรื่องเบสบอลสักแอะ จะดูรู้เรื่องไหมเนี่ย…

แทนที่จะถามอย่างนั้น น่าจะถามกลับว่า “แล้วถ้าอีฉันเกลียดตัวเลข จะไม่อ้วกเป็นสูตรคูณเหรอ”
สบายใจได้ว่า ถึงจะไม่รู้เรื่องเบสบอลหรือเกลียดเลขสุดๆ คุณก็ดูหนังเรื่องนี้ได้สนุกแน่นอนชัวร์ป้าบ
เพราะว่าผมก็เป็นทั้งสองอย่างเลยนั่นแหละ ก็ยังดูสนุกไปจนลืมเวลาเลยว่าหนังยาวตั้งสองชั่วโมงกว่า

หนังจับจุดง่ายๆตามประโยคที่เขาพูดกันในหนัง “ไม่ปรับตัวก็ตาย” “คนเริ่มอะไรใหม่ก็โดนด่าทุกที”
หนังก็จับเรื่องราวอยู่ที่จุดนี้แหละ แล้วก็สนุกไปกับการฝ่าอุปสรรคของบิลลี่กับหนุ่มนักเศรษศาสตร์ตุ้ยนุ้ย ^^
ผมก็ไม่รู้เรื่องตัวเลขหรอกครับ ไอ้หลักสถิติอะไรที่หนังเค้าอาจจะพูดออกมา แต่หนังเค้าก็พูดให้ฟังเข้าใจง่ายๆ
“ทำเบสได้เยอะกว่า” “ทำแต้มได้เปอร์เซ็นต์เยอะกว่า” แค่นี้เราก็รู้แล้วว่า ไอ้นี่มันเก่งกว่า (ฮา)

จากนั้นเราก็ลุ้นกันว่า พี่บิลลี่กับเนิร์ดปีเตอร์ จะพาทีมแสนจนฝ่าดงฉลามให้เข้าไปชิงแชมป์ได้ยังไง
แล้วถ้ากลัวว่าหนังจะมีแต่เด็กเนิร์ดกับผู้จัดการทีมที่ไม่ได้ไปสนามสักแอะจนเห็นแต่หน้าคน ไม่มีกีฬาให้ลุ้น
ไม่ต้องกลัว หนังเค้าไม่ได้ใจร้ายอย่างนั้น ฉากแข่งก็มี แถมช่วงทีมแข่งทำสถิติ รับรองว่ามีแอบซึ้งด้วย
แล้วจะรู้ว่า ฉากหนังทำตั้งใจซึ้ง กับฉากดูสมจริงผ่านทีวี บางทีฉากสมจริงผ่านทีวีมันซึ้งกินใจกว่าเยอะ

Photobucket

สรุปควรจะดูใช่หรือเปล่า…

สำหรับผมแล้ว คิดว่าหนังแบบนี้ควรแค่แก่การดู ยิ่งในยุคตั๋วหนังแพงๆแบบนี้ หนังที่เราน่าจะดูก็ต้องดีๆหน่อย
ไม่ต้องไปกลัวว่าหนังมันพะยี่ห้อออสการ์หรอก เพราะหนังเรื่องนี้เดินเรื่องแบบสนุกที่คนปกติทั่วไปเขาดูกัน

แล้วอิ่มใจสุขใจในการดูด้วย เพราะฉะนั้น ตัดสินใจแบบเมี้ยวๆ
Photobucket “ควรไปดูที่โรงภาพยนตร์ครับ”

Photobucket