คลังเก็บบล็อก

Pastry History: Muffin

สัปดาห์นี้ จะลองทำเค้กช็อกโกแลตอีกสูตร แต่ก็เหลวอีกครั้ง (ที่เคยเห็นทำได้ นั่นรอดหวุดหวิด) ^^”
เฮ้อ! ไม่ถูกกับเมนูช็อกโกแลตจริงๆ ต้องศึกษาเพิ่มอีก จะเอาให้ได้ คาใจกับช็อกโกแลตมากมาย >.<
วันนี้เลยจำต้องคั่นสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของขนมอร่อยๆที่เรากินไปพลางๆ เดี๋ยวบล็อกจะเงียบเหงาไปซะ
ก็ตามหัวเรื่องที่ขึ้นไว้ วันนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของ Muffin กันครับผม

Photobucket

Muffin ที่เรารู้จักกันเป็นขนมที่ถือกำเนิดในอเมริกา ซึ่งบางคนอาจจะสับสนกับคัพเค้กที่หน้าตาใกล้กัน
มัฟฟิ่นนั้น จะไม่ได้มีรสหวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาสวยๆ แต่จะนิยมใส่ไส้ต่างๆมากกว่า
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็พวก ช็อกโกแลตชิป บลูเบอร์รี่ กล้วย ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟักทอง
ต่อมา แทบทุกอย่างก็ใส่ในมัฟฟิ่นได้หมด ตั้งแต่ส้ม แครอท อัลมอนด์ กระทั่งแตงกวาก็ยังมีเลย (แหวะ)

สำหรับมัฟฟิ่นนั้น เป็นเมนูยอดนิยมในหนังสือสูตรอาหารของคนอเมริกันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19
โดยที่สูตรมัฟฟิ่นนั้นมีทั้งแบบใช้ยีสต์ และไม่ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นมัฟฟิ่นที่ใช้ยีสต์กันอีกแล้ว

Photobucket
มัฟฟิ่นข้าวโพด อีกเมนูยอดนิยมของคนอเมริกัน

ขนาดของมัฟฟิ่นโดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอดีมือของผู้ใหญ่ปกติ และนิยมทานในช่วงเวลาเช้าๆ
บางคนก็ทานเป็นมื้อเช้าไปเลย (เหมือนน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋) แล้วก็ยังกินได้ในหลายโอกาส
เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ คนอเมริกันที่ถือเป็นที่รู้จักในการทำมัฟฟิ่นก็มีมัฟฟิ่นอาหารเช้าของเขา
เรียกว่า Corn Muffin ทำจากข้าวโพดนี่แหละ หน้าตาจะเพลนๆ รสชาติก็เหมือนกินพวกซีเรียล
แต่ออกอารมณ์ขนมปัง ตัดมาทาเนยกินได้ จุ่มกาแฟอะไรอย่างนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่าง

Photobucket
มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ หน้าตาก็ขนมปังก้อนดีๆนี่เอง

เมื่อพูดถึงคนอเมริกันแล้ว ก็คงจะพูดถึงคนอังกฤษไม่ได้ เพราะอะไรที่อเมริกันมี อังกฤษก็มักจะต้องมี
มัฟฟิ่นของอังกฤษก็มีเหมือนกัน แต่บางคนอาจนึกไม่ถึงว่า หน้าตาแบบนี้มันเป็นมัฟฟิ่นกับเขาด้วยเหรอ
มัฟฟิ่นของอังกฤษจะเหมือนขนมปังก้อนกลมๆแบน ขึ้นฟูด้วยยีสต์ เวลากินก็ทาแยมทาเนยเอาแบบขนมปัง
ถ้าใครอยากลอง ไปที่แมคโดนัลด์ก็ได้ครับ มีมัฟฟิ่นอังกฤษให้กิน เคยสั่งมากินที เจ็บใจมาก
ก็ไอ้ชุดอาหารเช้าของแมคโดนัลด์ก็คือ เอามัฟฟิ่นอังกฤษประกบ เอามาแยกขายอีกที หัวเสธจริงๆ >.<

Photobucket
มัฟฟิ่นบลูเบอร์รี่ มัฟฟิ่นประจำรัฐ Minnesota

มัฟฟิ่นถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของคนอเมริกันเค้า และในบางรัฐ มัฟฟิ่นก็เป็นอาหารประจำเมืองด้วย
อย่างในรัฐ Massachusetts มัฟฟิ่นประจำเมืองของเขาก็เป็นมัฟฟิ่นยอดนิยมคือ Corn Muffin
ในรัฐ Minnesota มัฟฟิ่นประจำรัฐก็คือมัฟฟิ่นที่เป็นที่นิยมทั่วโลกอย่าง Blueberry Muffin
และที่ขาดไม่ได้คือ New York ซึ่งมัฟฟิ่นประจำรัฐก็ตามสัญลักษณ์ของรัฐคือ Apple Muffin นั่นเอง

มัฟฟิ่นนั้น เป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก เหมือนกับคัพเค้กที่ใช้เวลาไม่นานในการทำ
จึงเป็นที่นิยมและขายดิบขายดี และในทุกๆร้านกาแฟ ยังไงเราก็ต้องเห็นมัฟฟิ่นประดับตู้แทบทุกร้าน
ข้อดีของมัฟฟิ่นอีกอย่างที่สาวๆคงจะชอบก็คือ มันไม่ทำให้อ้วนแบบโดนัทหรือพวกขนมเดนิชทั้งหลาย ^^

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของ Muffin ขนมยอดนิยมทานง่ายอีกอย่างที่เอามาฝากในสัปดาห์ที่ผมทำขนมเหลว T.T
สำหรับใครที่อยากลองทำมัฟฟิ่น ผมเคยทำ Blueberry Muffin มาให้ทานกัน คลิกชื่อไปอ่านสูตรกันได้เลย

สัปดาห์หน้า จะทำขนมเมนูใหม่ให้สำเร็จ จะได้เอามาให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน ฮึ่มๆ…สวัสดีครับ

Advertisements

My Pastry Journey #4: Banana-Blueberry Muffin

กลับมาพบกันอีกสัปดาห์กับขนมอร่อยๆที่อยากมาทำให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน
สามสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เอาเมนูอะไรมาทำให้กินบ้างก็ไปดูกันใน My Pastry Journey ได้นะครับ

สัปดาห์นี้ก็จะเป็นอีกเมนูที่ผมเคยลองทำแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่
มาคราวนี้ เลยไปศึกษามาอย่างดี เพราะเป็นอีกเมนูที่ติดใจมาจากร้านสตาร์บัคส์ ^^
ซึ่งถ้าใครเป็นขาประจำ จะเคยเห็น Skinny Blueberry Muffin ของร้านเค้า
ก็เลยจะมาทำให้ได้ทานกัน โดยเพิ่มกล้วยเข้าไปอีก นั่นก็คือ Banana-Blueberry Muffin นั่นเองครับ

Photobucket

เริ่มแรกต้องเตรียมอะไรกันก่อน ก็ไปดูตามนี้ได้เลยครับผม

(1) นมสด 2/3 ถ้วย
(1) น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย
(1) กล้วยหอมบด 1/2 ถ้วย
(1) ไข่ใบใหญ่ (เบอร์ 0) 1 ฟอง
(2) แป้งสาลี 2 ถ้วย
(2) น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
(2) ผงฟู 2 1/2 ช้อนชา
(2) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(2) ผง Nutmeg (ลูกจันทน์ป่น) 1/4 ช้อนชา
(3) ผลบลูเบอร์รี่สด 1 ถ้วย

Photobucket

เริ่มขั้นตอนการทำกันเลยนะครับ…

เริ่มแรกเอาเบอร์ (1) คือ นมสด น้ำมันพืช กล้วยบด ไข่ ใส่ลงไปพร้อมกัน
แล้วตีผสมด้วยส้อมหรือตะกร้อก็ได้ ให้เนื้อเข้ากันดี เท่านั้นก็พอนะครับ ไม่ต้องตีนาน

จากนั้นเอาเบอร์ (2) คือ แป้งสาลี น้ำตาล ผงฟู เกลือ ผง Nutmeg เอาไปร่อนก่อน
แล้วก็เอามาผสมกับส่วนผสมเบอร์ (1) ผสมให้เข้ากันเท่านั้นพอครับ ไม่ต้องตีนาน
จะสังเกตได้ว่า พอเข้ากันแล้ว เนื้อส่วนผสมจะจับตัวเป็นก้อนๆ เหมือนแป้งเปียก
ถ้าได้ดังนั้นแล้วก็ถือว่าเรียบร้อยแล้วล่ะครับ หน้าตาก็ตามรูปข้างล่างนี้เลย

Photobucket

Photobucket

จากนั้นเราก็เอาเบอร์ (3) คือ ผลบลูเบอร์รี่สด พระเอกของเรามาได้แล้วล่ะครับ
ใครจะผสมลูกเกดเพิ่มเข้าไปก็ได้นะครับ ตามแต่ชอบ เพราะผมก็ผสมไปเหมือนกัน ^^

วิธีการผสมบลูเบอร์รี่ลงไป ให้โรยผลบลูเบอร์รี่ลงไปบนหน้าส่วนผสมมัฟฟิ่นก่อน
แล้วก็ใช้ช้อนทำเหมือนเอาส่วนผสมห่อกลบบลูเบอร์รี่ลงไป เวลาโรยให้โรยพอเต็มหน้า
แล้วก็ห่อกลบบลูเบอร์รี่ แล้วก็โรยบลูเบอร์รี่ต่ออีก ทำไปจนผลบลูเบอร์รี่หมดครับผม

Photobucket

จากนั้นก็เตรียมถาดหลุม เอาเนยหรือน้ำมันทาก้นหลุม เวลาเอามัฟฟิ่นออกจะได้ออกง่าย
หรือใครจะเอาถ้วยกระดาษมัฟฟิ่นมาใส่ไปก่อนอีกทีก็ได้ครับ แล้วก็ค่อยทาเนยหรือน้ำมัน
แล้วก็ตักส่วนผสมมัฟฟิ่นใส่ลงไปในหลุม อยากจะให้พูนมากพูนน้อยก็ตามแต่ครับ
แต่อย่าพูนมากไป เพราะอาจจะต้องกะเวลาอบใหม่ เอาสักเกือบปากหลุมก็พอครับ ^^

ถ้าเกิดถาดหลุมเหลือที่ว่าง ใส่น้ำไปด้วยนะครับ เวลาอบจะได้เหมือนอบเท่าๆกัน…

Photobucket

Photobucket

จากนั้นก็เตรียมเตาอบที่ 200 C อุ่นเตาสัก 10 นาทีก่อนเอาส่วนผสมเข้าอบ
เรียบร้อยแล้วก็เอาถาดส่วนผสมเข้าเตาอบ อบไฟบนล่าง 18-20 นาทีครับ
พอสัก 15 นาทีเราก็จะเห็นมัฟฟิ่นฟูสวยๆน่ากินแล้ว แล้วเราก็จะได้มัฟฟิ่นของเรามากินแล้วครับ ^___^

พออบเสร็จแล้ว เอาไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปตรงกลางไม่มีเศษแป้งติดขึ้นมาก็เป็นอันใช้ได้
แต่อย่าทิ้งไว้ในเตานานนะครับ พักสักนาทีก็เอาออกมา แล้วก็เอามัฟฟิ่นออกจากถาดได้เลย
เพราะถ้าทิ้งไว้นานไป มัฟฟิ่นจะอมไอน้ำแล้วเนื้อจะแหยะๆ อดอร่อยกันพอดีครับผม…

Photobucket

ท๊าด๊า…ได้แล้วครับ มัฟฟิ่นกล้วยหอม-บลูเบอร์รี่แสนอร่อย \^o^/

หน้าตาก็ใกล้เคียงกับของที่สตาร์บัคส์เนอะ (อิอิ) เวลากินก็จะได้ทั้งรสกล้วยและบลูเบอร์รี่เลย
เมนูมัฟฟิ่นเป็นเมนูที่ทำได้ค่อนข้างง่ายและเร็วมากด้วย ไม่ต้องใช้เครื่องผสมปรับสปีดอะไรให้ยุ่งยาก
แล้วก็มัฟฟิ่นที่ดี เนื้อข้างนอกจะกรอบๆหน่อย ส่วนเนื้อเค้กข้างในจะนุ่ม ถ้าได้ตามนี้ก็ใช่เลยครับ ^^

ทำเที่ยวนี้ประสบความสำเร็จครับผม เนื้อนอกกรอบ เนื้อข้างในนุ่ม ไม่ล้มเหลวแล้วเรา (ฮิฮิ)
เวลากินให้กินกับนมนะครับ จะอร่อยมาก แล้วก่อนจะกินก็เอาเข้าเตาอบก่อน กินตอนร้อนๆจะอร่อยครับ
แล้วครั้งหน้าจะมาพร้อมกับเมนูขนมใหม่ต่อไปครับ กินมัฟฟิ่นให้อร่อยนะครับผม…