คลังเก็บบล็อก

My Pastry Journey #13: Banana Cake

อยากจะลองทำเมนูแบบร้านขนมหะรูหะรากับเขามั่ง แต่ฝีมืออาจจะยังไม่ถึง ^^”
สัปดาห์นี้ก็เลยลองเมนูบ้านๆที่หลายคนก็คงเคยกินมาทำดีกว่า จะได้ฝึกฝีมือมากขึ้น
ก็เลยยังไม่พ้นเมนูเค้กเหมือนเดิม เพราะกินได้ทั้งบ้าน วันนี้เลยทำ Banana Cake ครับ

Banana Cake เค้กกล้วยหอมอย่างที่เรารู้จักกัน ก็ไม่ได้เป็นเมนูที่แปลกจากขนมที่เคยทำ
เพราะมันก็คือเค้กเนยแต่ใส่กล้วยหอมลงไปนี่แหละ ฉะนั้น อยากทำเค้กผลไม้อะไรก็ใส่ผลไม้ลงไปเนอะ
แต่รับประกันผลหรือเปล่าก็คำนวณส่วนผสมให้ดีๆนะ (ฮี่ฮี่) เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

Photobucket

ส่วนผสมทำเค้กกล้วยหอม มีตามนี้ครับ

แป้งเค้ก 1 3/4 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา
ผงฟู 3 ช้อนชา
ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 3 ฟอง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
เอสพี 2 ช้อนชา
เนยละลาย 3/4 ถ้วย
โยเกิร์ตธรรมดา 1 กระป๋อง
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วานิลลา 1 ช้อนชา
กล้วยหอมบด 200 กรัม (ประมาณ 2 ลูก)

ใครที่อยากดูสูตรเค้กเนยที่เคยทำไปแล้ว ไปตามนี้ได้เลยนะครับ My Pastry Journey #3: Butter Cake

Photobucket

เอาล่ะ เรามาเริ่มทำกันเลยดีกว่า

1. เริ่มจากร่อน แป้ง ผงฟู และเกลือ แล้วพักไว้ก่อน
2. จากนั้นตี ไข่กับน้ำตาล ในปริมาณเพิ่มเป็น 3 เท่า ใส่เอสฟีตามลงไป
ผมลองใช้น้ำตาลทรายแดงผสมลงไปด้วย กะว่าอยากให้สีเข้มขึ้น แต่ดูก็ไม่ค่อยเข้มเท่าไหร่ ^^”
3. จากนั้นเอาเนยไปตั้งไฟให้ละลาย แล้วเอาแป้งที่ร่วมไว้มาผสมลงในไข่ ใส่สลับกับเนยและโยเกิร์ตจนหมด
4. ปิดด้วย น้ำมะนาวและวานิลลา ผสมพอเข้ากัน

Photobucket

จากนั้นก็ได้เวลาใส่กล้วยบดลงไป จะผสมด้วยไม้พายหรือว่าจะใช้เครื่องตีผสมก็ได้
ผสมพอเข้ากัน ให้เห็นว่ากล้วยเป็นส่วนผสมเนื้อเดียวกับส่วนผสมเค้กแล้วก็เป็นใช้ได้

จากนั้น เตรียมพิมพ์เค้กกันได้ จากปริมาณส่วนผสมจะได้เท่ากับ เค้ก 2 ปอนด์ 2 ก้อน
แต่ถ้าใครอยากจะทำเป็นแนวคัพเค้ก ก็เตรียมพิมพ์คัพเค้กไว้ด้วย แล้วแต่ชอบครับผม ^_^

Photobucket

ตั้งเตาอบที่ 180 C ใช้ไฟล่างอบ เวลาอบประมาณ 15-20 นาที จนเนื้อเค้กไม่ติดไม้ขึ้นมาเป็นใช้ได้

เผอิญว่ามีสตรอเบอร์รี่ในตู้เย็น ก็เลยลองใส่ไปด้วย เพราะอยากรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง
เท่าที่บอกได้ก็คือ อย่าใส่เลยครับ (แหะๆ) เพราะมันทำให้เนื้อเค้กไม่จับตัวดี แอบแหยะๆด้วย ^^”

Photobucket

เอาล่ะครับได้แล้ว เค้กกล้วยหอมของเรา…

แบ่งส่วนผสมไปใส่พิมพ์คัพเค้ก (ที่ดันใส่สตอรเบอร์รี่แล้วออกมาไม่สวย) เค้กก็เลยชิ้นไม่ใหญ่เท่าไหร่ครับ
เนื้อเค้กออกมานุ่มดี รสชาติดีครับ แช่ตู้เย็นแบบเค้กเนยแล้วกินก็ยิ่งอร่อยขึ้นด้วย ลองทำกันดูได้นะครับ

ครั้งต่อไปคิดว่าจะลองเมนูที่ไม่ใช่เค้กบ้างแล้วล่ะ แล้วเจอกันใหม่ครับผม…

Pastry History: Muffin

สัปดาห์นี้ จะลองทำเค้กช็อกโกแลตอีกสูตร แต่ก็เหลวอีกครั้ง (ที่เคยเห็นทำได้ นั่นรอดหวุดหวิด) ^^”
เฮ้อ! ไม่ถูกกับเมนูช็อกโกแลตจริงๆ ต้องศึกษาเพิ่มอีก จะเอาให้ได้ คาใจกับช็อกโกแลตมากมาย >.<
วันนี้เลยจำต้องคั่นสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของขนมอร่อยๆที่เรากินไปพลางๆ เดี๋ยวบล็อกจะเงียบเหงาไปซะ
ก็ตามหัวเรื่องที่ขึ้นไว้ วันนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของ Muffin กันครับผม

Photobucket

Muffin ที่เรารู้จักกันเป็นขนมที่ถือกำเนิดในอเมริกา ซึ่งบางคนอาจจะสับสนกับคัพเค้กที่หน้าตาใกล้กัน
มัฟฟิ่นนั้น จะไม่ได้มีรสหวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาสวยๆ แต่จะนิยมใส่ไส้ต่างๆมากกว่า
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็พวก ช็อกโกแลตชิป บลูเบอร์รี่ กล้วย ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟักทอง
ต่อมา แทบทุกอย่างก็ใส่ในมัฟฟิ่นได้หมด ตั้งแต่ส้ม แครอท อัลมอนด์ กระทั่งแตงกวาก็ยังมีเลย (แหวะ)

สำหรับมัฟฟิ่นนั้น เป็นเมนูยอดนิยมในหนังสือสูตรอาหารของคนอเมริกันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19
โดยที่สูตรมัฟฟิ่นนั้นมีทั้งแบบใช้ยีสต์ และไม่ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นมัฟฟิ่นที่ใช้ยีสต์กันอีกแล้ว

Photobucket
มัฟฟิ่นข้าวโพด อีกเมนูยอดนิยมของคนอเมริกัน

ขนาดของมัฟฟิ่นโดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอดีมือของผู้ใหญ่ปกติ และนิยมทานในช่วงเวลาเช้าๆ
บางคนก็ทานเป็นมื้อเช้าไปเลย (เหมือนน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋) แล้วก็ยังกินได้ในหลายโอกาส
เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ คนอเมริกันที่ถือเป็นที่รู้จักในการทำมัฟฟิ่นก็มีมัฟฟิ่นอาหารเช้าของเขา
เรียกว่า Corn Muffin ทำจากข้าวโพดนี่แหละ หน้าตาจะเพลนๆ รสชาติก็เหมือนกินพวกซีเรียล
แต่ออกอารมณ์ขนมปัง ตัดมาทาเนยกินได้ จุ่มกาแฟอะไรอย่างนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่าง

Photobucket
มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ หน้าตาก็ขนมปังก้อนดีๆนี่เอง

เมื่อพูดถึงคนอเมริกันแล้ว ก็คงจะพูดถึงคนอังกฤษไม่ได้ เพราะอะไรที่อเมริกันมี อังกฤษก็มักจะต้องมี
มัฟฟิ่นของอังกฤษก็มีเหมือนกัน แต่บางคนอาจนึกไม่ถึงว่า หน้าตาแบบนี้มันเป็นมัฟฟิ่นกับเขาด้วยเหรอ
มัฟฟิ่นของอังกฤษจะเหมือนขนมปังก้อนกลมๆแบน ขึ้นฟูด้วยยีสต์ เวลากินก็ทาแยมทาเนยเอาแบบขนมปัง
ถ้าใครอยากลอง ไปที่แมคโดนัลด์ก็ได้ครับ มีมัฟฟิ่นอังกฤษให้กิน เคยสั่งมากินที เจ็บใจมาก
ก็ไอ้ชุดอาหารเช้าของแมคโดนัลด์ก็คือ เอามัฟฟิ่นอังกฤษประกบ เอามาแยกขายอีกที หัวเสธจริงๆ >.<

Photobucket
มัฟฟิ่นบลูเบอร์รี่ มัฟฟิ่นประจำรัฐ Minnesota

มัฟฟิ่นถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของคนอเมริกันเค้า และในบางรัฐ มัฟฟิ่นก็เป็นอาหารประจำเมืองด้วย
อย่างในรัฐ Massachusetts มัฟฟิ่นประจำเมืองของเขาก็เป็นมัฟฟิ่นยอดนิยมคือ Corn Muffin
ในรัฐ Minnesota มัฟฟิ่นประจำรัฐก็คือมัฟฟิ่นที่เป็นที่นิยมทั่วโลกอย่าง Blueberry Muffin
และที่ขาดไม่ได้คือ New York ซึ่งมัฟฟิ่นประจำรัฐก็ตามสัญลักษณ์ของรัฐคือ Apple Muffin นั่นเอง

มัฟฟิ่นนั้น เป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก เหมือนกับคัพเค้กที่ใช้เวลาไม่นานในการทำ
จึงเป็นที่นิยมและขายดิบขายดี และในทุกๆร้านกาแฟ ยังไงเราก็ต้องเห็นมัฟฟิ่นประดับตู้แทบทุกร้าน
ข้อดีของมัฟฟิ่นอีกอย่างที่สาวๆคงจะชอบก็คือ มันไม่ทำให้อ้วนแบบโดนัทหรือพวกขนมเดนิชทั้งหลาย ^^

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของ Muffin ขนมยอดนิยมทานง่ายอีกอย่างที่เอามาฝากในสัปดาห์ที่ผมทำขนมเหลว T.T
สำหรับใครที่อยากลองทำมัฟฟิ่น ผมเคยทำ Blueberry Muffin มาให้ทานกัน คลิกชื่อไปอ่านสูตรกันได้เลย

สัปดาห์หน้า จะทำขนมเมนูใหม่ให้สำเร็จ จะได้เอามาให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน ฮึ่มๆ…สวัสดีครับ

My Pastry Journey #9: Orange Cake

เว้นทำขนมไปสัปดาห์นึงเนื่องจากมีภารกิจครอบครัว บล็อกเรื่องอะไรก็ไม่ได้เขียนเลย
มาสัปดาห์นี้กลับมาทำขนมอีกครั้ง แล้วก็ไปศึกษาการทำเพิ่มเติม เพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรที่ทำพลาดอยู่
แล้วก็เป็นโอกาสดีด้วยว่า เป็นสัปดาห์ปีใหม่ไทย แล้ววันเกิดคุณพ่อก็วันนี้พอดีซะด้วย ^^
เลยหาสูตรทำเค้กที่คุณพ่อบอกอยากกินมาทำ วันนี้ก็เลยทำเค้กส้ม Orange Cake ครับ

Photobucket

สูตรเค้กส้มก็หาจากเพื่อนๆที่ทำขนมเก่งๆในพันทิปมานี่แหละครับผม…

เริ่มจากส่วนผสมทำตัวเค้กก่อน
ไข่ไก่ 5 ฟอง
น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
แป้งเค้ก 1 ถ้วย
ผงฟู 1 ช้อนชา
นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (ผมไม่อยากคั้นเลยเอาน้ำส้มในกระป๋องไปเลย)
เนยสดละลาย 1/4 ถ้วย
วานิลลา 1 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำเลยดีกว่า…

1. เอาไข่มาตีกับน้ำตาล โดยตีไข่ก่อนให้ขึ้นฟองฟูแล้วค่อยเติมน้ำตาลไปทีละช้อนโต๊ะจนข้นขาว
2. เสร็จแล้วก็เอาแป้งและผงฟูมาร่อนแล้วเติมตามลงไป
3. จากนั้นก็เติมนมสด น้ำส้มคั้น และวานิลลาตามลงไป
4. ปิดท้ายด้วยเนยละลายผสมลงไปให้เข้ากันพอดี

Photobucket

สำหรับการตีไข่นั้น เวลาตีก่อนจะเติมน้ำตาล ให้ตีด้วยความเร็วปานกลางก่อนจนขึ้นฟองเล็กๆทั่วแล้ว
พอถึงเวลาเติมน้ำตาลให้ตีด้วยความเร็วสูง จนน้ำตาลหมด เอาช้อนตักดูเราจะได้ส่วนผสมข้นๆ
อันนี้ก็ศึกษามาจากเพื่อนที่ทำขนมนี่แหละครับ ปกติงมโข่งตีไปเรื่อยไม่รู้เรื่องรู้ราว (แต่ก็ยังกินอร่อยนะ) ^^”

ส่วนเวลาใส่พวกแป้งและนมสด น้ำส้มคั้น เขาบอกว่าให้ลดความเร็วลงมาปานกลาง
เพราะเราต้องการผสมให้เข้ากัน ไม่ได้ทำให้ขึ้นฟู อันนี้ก็ยังงงๆตอนทำเหมือนกันว่าจะตีเร็วหรือลดลงดี
เลยตีเร็วไป ซึ่งไม่ใช่อ่ะครับ เพราะส่วนผสมจะเหลว ไม่ข้นกำลังดี เกือบกลับตัวไม่ทันเหมือนกันแน่ะ ^^”

Photobucket

เสร็จแล้วก็เอาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 C ที่ 20-30 นาที
โดยที่ใช้ไฟล่างประมาณ 20-23 นาทีก่อน แล้วเวลาที่เหลือให้ใช้ไฟบน หน้าเค้กจะได้เรียบไม่แตก

เรื่องเตาอบนี้ เที่ยวนี้ก็แอบพลาดครับ เพราะระหว่างอบมันฟูเร็วไปแล้วหน้าก็ยุบลง
ยังดีที่ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไม ก็ปรากฎว่าเป็นเพราะเตาร้อนเกินไป
และส่วนผสมอาจเหลวไป (นั่นแน่ะ) ตามที่บอกกันคือ เราควรลดอุณหภูมิจากสูตร 10-20 องศา
ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเตาด้วยนะครับ ก็ต้องจับไต๋เตาอบของเราเอง อย่างเตาของผมนี้ร้อนไปอ่ะ ^^”

Photobucket

เอาล่ะ เรามาทำแยมส้มทาหน้ากันได้แล้วครับ…

น้ำ 1 1/2 ถ้วย
น้ำส้มเข้มข้น (ซันควิส) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย
เนยสด 20 กรัม

ขั้นตอนการทำก็ง่ายๆครับ
1. เอาส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นเนยลงหม้อ แล้วอุ่นไฟกลาง กวนจนข้น (กวนเร็วๆได้เลยนะครับ)
2. พอส่วนผสมข้นแล้ว ให้เอาเนยใส่ตามลงไปผสมให้เข้ากัน แล้วก็ยกหม้อลง ได้แยมส้มไปราดแล้ว

รูปข้างบน จะเห็นว่าหน้าเค้กมียุบๆ ผมก็เลยเอาแยมส้มราดปิดซะเลย แล้วก็แต่งหน้าหลอกเด็กหน่อย (อิอิ)
ก็ไม่เลวอ่ะ แต่ต้องฝึกแต่งหน้าเค้กอีก เพราะปาดเท่าไหร่ก็ไม่สวย (รู้สึกว่าตัวเองปาดหน้าเค้กไม่เอาไหนเลย)

Photobucket

เอาล่ะครับ ได้แล้ว…Orange Cake ให้คุณพ่อเป็นเค้กวันเกิด ^__^

ขอบอกว่าเค้กนุ่มมาก (ความพอใจสูงสุดในการทำเที่ยวนี้ อิอิ) XD
ถ้าไม่นับหน้าเค้กยุบกับปาดแยมไม่เอาไหน ก็ถือว่าทำเค้กส้มเที่ยวนี้ก็ออกมาไม่เลว กินได้แล้วกัน
แต่รสชาติก็อร่อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าแค่กินได้เหรอ (เอาเป็นว่าพ่อชมล่ะ ไม่ได้แค่ชมเพราะลูกทำด้วยนะ) ^^
แค่ต้องไปปรับปรุงการผสมและการอบนิดหน่อยคราวหน้า ก็ต้องศึกษากันต่อไปครับ

สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับเค้กส้ม Orange Cake แล้วคราวหน้าจะเอาเมนูขนมอร่อยๆมาฝากกันต่อไปครับ

My Pastry Journey #8: Chocolate Cookie

ทำแต่พายๆเค้กมาหลายสัปดาห์ จนเกือบจะลืมละว่าขนมไม่ได้มีแค่นี้
หันไปเปิดตู้เก็บส่วนผสมและอุปกรณ์ทำเค้ก เห็นช็อกโกแลตยังเหลืออยู่ จะทำอะไรดีน้อ
นึกไปนึกมา ก็คิดได้ว่าไม่เคยทำคุ้กกี้มานานม๊ากกกกก ก็เลยไปนั่งหาสูตรจากตำรามา
ก็เอากันดื้อๆอย่างนี้เลยก็แล้วกัน Chocolate Cookie นี่แหละ ^^

Photobucket

เราต้องเตรียมอะไรบ้างน้าจะทำคุ้กกี้ช็อกโกแลตเนี่ย…

(1) น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
(1) เนยเค็ม 1/2 ถ้วย
(1) ไข่ใบใหญ่ 1 ฟอง
(1) ช็อกโกแลตละลาย 2 ออนซ์
(1) โยเกิร์ต 1/3 ถ้วย (หรือน้ำก็ได้)
(1) วานิลลา 1 ช้อนชา
(2) แป้งสาลี 1 3/4 ถ้วย
(2) ผงฟู 1/2 ช้อนชา
(2) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(3) ถั่วบดหยาบ 1 ถ้วย (หรือตามแต่จะชอบ)

Photobucket

เอาล่ะ มาเริ่มทำกันได้แล้ว…

1. เอาเบอร์ (1) คือ น้ำตาลทราย เนยเค็ม ไข่ ช็อกโกแลต โยเกิร์ต วานิลลา มาตีผสมด้วยสปีดกลาง
2. เอาเบอร์ (2) คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ ร่อนก่อนครั้งนึง แล้วเอามาผสมลงกับส่วนผสมเบอร์ (1)
3. เสร็จแล้วก็เอา ถั่วบดหยาบ มาโรยให้ทั่วผสมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกัน

Photobucket

4. หยอดส่วนผสมคุ้กกี้บนถาด หยอดให้ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว เผื่อที่คุ้กกี้พองตัว
(ผมมีแต่กระดาษไข กำลังคิดว่าพวกแผ่นซิลิโคนน่าจะใช้ได้)
5. เตรียมเตาอบที่ 205 องศา แล้วนำคุ้กกี้เข้าอบไฟบน-ล่าง 8-10 นาที ก็เรียบร้อยแล้ว ^^

Photobucket

ที่จริงขั้นตอนการทำคุ้กกี้มันสั้นมากและเร็วมาก (มิน่าเห็นทำขายเอาๆ) จนลืมไปว่าเค้กกับคุ้กกี้ไม่เหมือนกัน
ไอ้เราทีแรกพออบเสร็จ 10 นาที ลองแตะๆดู เอ๊ะ…ทำไมมันนิ่มๆ ไม่เป็นคุ้กกี้เลย ก็เลยเอาไปอบต่อ
ซื่อบื้ออ่ะครับ (^^”) เค้าให้อบแค่ 10 นาที แล้วทิ้งไว้ให้เย็นสักพัก มันก็เป็นคุ้กกี้กรอบอร่อยแล้ว

แถมสองถาดแรก อยากได้คุ้กกี้ใหญ่มากก็เลยหยอดซะเบ้อเริ่ม ลืมเผื่อที่ให้คุ้กกี้พองตัว
เกือบได้แพคุ้กกี้มากินแทนแล้ว ยังดีมีให้แก้ตัวถาดที่สาม เลยหยอดให้พอดีคำหน่อย ป๊องชะมัดเรา ^^”

Photobucket

ได้แล้วล่ะครับ Chocolate Cookie ทำครั้งแรกของผม…

รู้สึกว่าช็อกโกแลตมันไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไหร่ อยากได้แบบ Dark Chocolate มากกว่านี้
แต่ตัวคุ้กกี้ก็กรอบอร่อยดีครับ แต่คิดไปคิดมา อยากได้แบบคุ้กกี้นุ่มๆด้วย เคยกินที่ Subway ชอบมาก
เดี๋ยวคงต้องหาสูตรจากเพื่อนๆเก่งๆแถวนี้หน่อย แต่ถ้าใครชอบกรอบๆ สูตรนี้ก็ใช้ได้เลยนะครับ ^^

สัปดาห์นี้อร่อยกับคุ้กกี้ช็อกโกแลต แล้วคราวหน้าจะมาพร้อมขนมเมนูใหม่ต่อไปครับผม…

My Pastry Journey #7: Chocolate Cake

สัปดาห์ที่แล้วจะทำเค้กวิปปิ้งครีมไม่ประสบความสำเร็จ เลยอดเอาเมนูใหม่มาให้ดู
แต่สัปดาห์นี้ก็ยังไม่เข็ดของยาก (สำหรับผม) ก็จะลองเมนูช็อกโกแลตที่ไม่เคยทำได้สำเร็จ
แต่ถ้าไม่ลองทำแล้วจะทำได้ยังไง วันนี้ก็เลยลองทำ Chocolate Cake ครับ

มาดูกันว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง…
(1) แป้งสาลี 2 ถ้วย
(1) ผงฟู 2 ช้อนชา
(1) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(2) ไข่ 2 ฟอง
(2) น้ำตาล 1 1/2 ถ้วย
(2) น้ำ 3/4 ถ้วย
เนยขาว 1/2 ถ้วย
โยเกิร์ต 3/4 ถ้วย
ช็อกโกแลตละลาย 4 ออนซ์

มาเริ่มขั้นตอนการทำกันดีกว่าครับ
1. เริ่มเอาเบอร์ (1) คือ แป้ง เกลือ ผงฟู มาร่อนเข้าด้วยกันก่อนแล้วพักไว้
2. เอาเบอร์ (2) คือ ไข่ น้ำตาล น้ำ มาตีสปีดความเร็วกลาง โดยใส่ไข่และน้ำลงในโถ
เติมน้ำตาลลงไปทีละ 2-3 ช้อนโต๊ะ จนไข่ขึ้นฟู แล้วตามด้วยเนยขาวตามลงไป
3. เอาช็อกโกแลต ไปเข้าไมโครเวฟละลาย (ของผมใช้ความร้อน 800W) 1 นาที
4. เอาแป้งที่ร่อนพักไว้ มาตีผสมกับส่วนผสมไข่ ช็อกโกแลตและโยเกิร์ตพร้อมกัน สปีดต่ำจนเข้ากันหมด

ตามรูปข้างบนก็เป็นการละลายช็อกโกแลตครับผม เอาช็อกโกแลตไปชั่งก่อน
แล้วก็เอาไปเข้าไมโครเวฟ แค่นาทีเดียวก็ลองคนๆดูได้แล้วล่ะครับ ละลายชัวร์ ^^

จากนั้นก็เอามาเทลงพิมพ์เค้กขนาด 2 ปอนด์ 2 พิมพ์ (อย่าเทพิมพ์เดียว เพราะเดี๋ยวจะล้นครับ)
แล้วก็ไปอุ่นเตาอบที่ 177 C สัก 10 นาที ก่อนจะเอาส่วนผสมเข้าอบ 30-35 นาที
หรือจนเราเอาไม้จิ้มฟันจิ้มไปตรงกลางแล้วไม่มีเศษเค้กติดมาก็เป็นอันใช้ได้ครับ
ใครเตาอบใหญ่ก็เอาเข้าพร้อมกัน 2 พิมพ์เลย แต่ถ้าใหญ่ไม่พอ ก็เอาเข้าทีละพิมพ์ครับ ^^

เท่านี้เราก็ได้ตัวเค้กช็อกโกแลตแล้ว…
และแล้ว ก็มาส่วนที่ยากสำหรับผมแล้วครับ อ๊ากกก…(สัปดาห์ที่แล้วพังก็หน้าเค้กนี่แหละ)

สำหรับช็อกโกแลตฟรอสติ้ง มีของที่ต้องเตรียมตามนี้…
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย (ถ้าไม่อยากได้หวานมากก็ลดน้ำตาลลงได้ครับ)
เนยขาว 1/2 ถ้วย
นม 2/3 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา
ช็อกโกแลตละลาย 3 ออนซ์
วานิลลา 2 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำก็ไม่ยาวครับ…
1. เอาส่วนผสมทุกอย่างลงหม้ออุ่นที่ไฟต่ำ ยกเว้นวานิลลา อุ่นจนเดือด
2. ให้หม้อเย็นสักหน่อย แล้วเอาหม้อวางลงในชามน้ำแข็งหรือน้ำเย็น
เอาตะกร้อตีจนข้นหนืด แล้วเติมวานิลลาผสมลงไปให้เข้ากัน

ตามสูตรที่เห็นรูปมา เค้าทำดูเป็นครีมเลย ก็สารภาพว่าตีตั้งนานก็หนืดดีแต่ไม่ครีมซักที
ก็เลยคิดว่าก็คงเป็นฟรอสติ้งตามชื่อล่ะมั้ง พอตีหนืดๆเสร็จเลยไม่กล้าตีต่อกลัวตีนานไป
ก็เลยใส่เข้าตู้เย็นมันซะเลย แหะๆ (วีคที่แล้วตีวิปครีมนานเกิน เหลวหมดไม่เป็นครีม เซ็งเลย)

พอตัวเค้กเย็น เราก็เอาฟรอสติ้งมาราดแล้วทาให้ทั่วเค้ก ทาชั้นแรกก่อน แล้วก็เอาเค้กซ้อน
แล้วก็ราดฟรอสติ้งทาอีกชั้น (วีคนี้ไม่เหลวแล้วครับ เย้ \^o^/) เราก็ได้เค้กช็อกโกแลตแล้ว

เอาล่ะครับ รอดมาจนจบจนได้ เค้กช็อกโกแลต (แต่งหน้าด้วยสตราเบอร์รี่สักนิดนึง) ^^

ก็ถือว่า Mission Accomplished ไปได้อย่างเฉียดฉิว เพราะกลัวที่สุดก็ตัวฟรอสติ้งนี่แหละครับ
อย่างน้อยก็เอาสูตรมาให้เพื่อนๆได้ลองทำกันได้ ที่จริงก็ศึกษาจากคนทำขนมเก่งๆแถวนี้แหละครับ

สัปดาห์นี้อร่อยกับเค้กช็อกโกแลตกันครับ แล้วคราวหน้าจะหาขนมเมนูใหม่มาทำให้ทานต่อครับ…

My Pastry Journey #5: Blueberry Cake

กลับมาพบกันเช่นเคยอีกสัปดาห์แล้วกับ My Pastry Journey ที่จะมาทำขนมให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน
สำหรับขนม 4 เมนูที่ผ่านไปเดือนที่แล้วเป็นอะไรบ้างก็คลิกดูที่หมวด My Pastry Journey ได้นะครับ

ในสัปดาห์นี้ ทีแรกว่าจะลองหาเมนูที่ต่างออกไปจากสัปดาห์ก่อนๆ ที่ยังอยู่กับเค้กและพาย
แต่ว่าบลูเบอร์รี่ที่ซื้อมายังเหลืออีกตั้งกล่อง ก็เลยลองค้นหาสูตรที่จะทำอะไรกับบลูเบอร์รี่ได้บ้าง
พอนั่งคิดไปคิดมา เห็นพ่อต้องมีอะไรทานกับกาแฟทุกเช้า แล้วก็ไปเจอสูตรคอฟฟี่เค้กสูตรนึงพอดี
ก็เลยได้เวลาผลาญบลูเบอร์รี่ให้หมด เมนูวันนี้ที่จะมาทำก็เลยเป็น Blueberry Cake เค้กอยู่ดีครับ ^^”

Photobucket

มาดูกันว่าเราต้องเตรียมอะไีกันบ้าง…

(1) แป้งสาลี 1 ถ้วย
(1) ผงฟู 1 1/4 ช้อนชา
(1) เกลือ 1/3 ช้อนชา
(2) เนยขาว 1/8 ถ้วย
(2) นม 1/3 ถ้วย
(2) ไข่ 1 ฟอง (ประมาณเบอร์ 1)
(2) น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
(3) บลูเบอร์รี่สด 1 ถ้วย

สำหรับตามสูตรนี้เราจะได้ เค้กบลูเบอร์รี่ 1 ปอนด์ นะครับผม ก็เตรียมพิมพ์เค้กไว้เลย

Photobucket

จะทำเค้กเปล่าๆ เดี๋ยวก็หาว่าวนเวียนอยู่กับเมนูเดิมๆ วันนี้ก็เลยมีอะไรใหม่ครับ
เพราะผมยังไม่เคยทำหน้าครัมบ์กับเค้า เคยแต่ได้ยินๆว่าโรยน้ำตาลๆก็ได้แล้ว ก็เลยไปหาสูตรให้ชัวร์
วันนี้ก็เลยมีสูตรทำทั้งหน้าครัมบ์ และหน้าเกลซเป็นซอสราดหน้าเค้กด้วยครับ

ของที่ต้องเตรียมทำหน้าครัมบ์
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
แป้งสาลี 1/6 ถ้วย
เนยสด 1/8 ถ้วย (เนยต้องนิ่ม)
ผงซินามอน 1/4 ช้อนชา

ส่วนของที่ต้องเตรียมทำหน้าเกลซ
น้ำตาลไอซิ่ง 1/4 ถ้วย
วานิลลา 1/4 ช้อนชา
น้ำร้อน 1 ช้อนชา ถึง 1 1/2 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำดีกว่า…

ขั้นแรกให้เอาเบอร์ (1) คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ มาร่อนแล้วพักไว้ก่อนนะครับ
หลังจากนั้นก็เตรียมเบอร์ (2) คือ เนยขาว นม ไข่ ใส่พร้อมกันไปทีเดียวเลย
แยกน้ำตาลทรายไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะใส่ตามลงไป ยังไม่ต้องใส่ไปพร้อมกับเนยขาว นม ไข่
แล้วผสมด้วยเครื่องปั่น สปีดปานกลาง ใส่น้ำตาลทรายไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากันจนหมด

จากนั้นก็เอาส่วนผสมแป้งที่เราพักไว้ มาใส่ตามลงไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะเหมือนกันครับ
ตีไม่ต้องนานมาก ให้ดูว่าเข้ากันดีแล้ว พอผสมแป้งจนหมดเราก็จะได้ส่วนผสมเค้กแล้วครับ

Photobucket

แล้วก็เอาเบอร์ (3) คือ บลูเบอร์รี่สด มาได้แล้วครับ วิธีผสมก็เหมือนที่ทำมัฟฟิ่นคราวนี้แล้ว
ก็คือโรยบลูเบอร์รี่ลงไปแล้วก็เอาส่วนผสมเค้กห่อกลบผลบลูเบอร์รี่ให้เป็นส่วนผสมเดียวกัน
โรยให้ทั่วไปทีละนิด แล้วก็ห่อผสมไปจนหมดครับผม (อยากลองทำมัฟฟิ่นกล้วยหอมบลูเบอร์รี่ คลิกที่นี่ เลย)
แล้วเอาส่วนผสมเค้กไปเทลงในพิมพ์เค้กขนาด 1 ปอนด์ ทาก้นพิมพ์ด้วยเนยหรือน้ำมันก่อนนะครับ

จากนั้นเราก็มาทำหน้าครัมบ์กันได้แล้วครับ…
ครัมบ์ หน้าตาของมันก็จะเหมือนกับ ถั่วบดหยาบๆเวลากัดจะกรุบกรอบ ประมาณนั้นแหละครับ
วิธีทำหน้าครัมบ์ก็ง่ายๆครับ เอาส่วนผสมที่เราเตรียมไว้ทำหน้าครัมบ์ใส่ลงไปพร้อมกันเลย
แล้วก็คลุกเคล้าให้เข้ากันจนหน้าตาออกมาเป็นเศษเม็ดเล็กๆเหมือนน้ำตาลจับตัวเป็นก้อนๆ
แล้วก็เอาหน้าครัมบ์ไปโรยให้ทั่วหน้าส่วนผสมเค้กที่เราเทไว้ในพิมพ์แล้ว ตามรูปข้างล่างเลย ^^

Photobucket

Photobucket

จากนั้นเตรียมเตาอบไว้ที่ 190 C อุ่นเตาที่ 10 นาทีเหมือนเดิมแล้วก็เค้กเข้าอบ
อบที่ไฟบน-ล่าง ประมาณ 40-45 นาที จนเราเอาไม้จิ้มไปกลางเค้กไม่มีเศษติดมาก็เสร็จครับ

เอาเค้กออกจากเตาอบ แล้วก็ราดหน้าเกลซกันได้ครับ…
เกลซ ถ้าใครนึกไม่ออก สีมันจะออกขาวๆเหมือนน้ำตาลเชื่อมข้นๆที่เวลาทิ้งไว้จะแข็งตัวรสหวานๆน่ะครับ
วิธีทำหน้าเกลซก็เหมือนหน้าครัมบ์ คือเอาส่วนผสมลงพร้อมกันแล้วก็คนๆเหมือนชงกาแฟนั่นแหละครับ
เท่านั้นก็ได้หน้าเกลซเอาไว้ราดแล้ว ใครอยากได้เยอะก็กะส่วนผสมกับน้ำร้อนเวลาคนเพิ่มเข้าไปครับ

Photobucket

ได้แล้วครับผม เค้กบลูเบอร์รี่ สำหรับทานกับกาแฟยามเช้า…

อันที่จริงวันนี้ที่ทำ หน้าครัมบ์ไหม้ไปหน่อย เพราะเกิดอาการซน ไปปรับไฟที่เตาอบผิด
เพราะอยากจะลองให้หน้าเค้กไม่ฟูเป็นรูปโค้ง เลยจะปรับไฟล่าง แต่ลืมอ่านคู่มือเตาอบดันหมุนไปไฟบน
หน้าเลยไหม้เลย เกือบกลับตัวไม่ทันแน่ะ (เวลาถ่ายรูปก็เลยต้องหลบๆหน่อย อายเค้าง่า…) ^^”

ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาน่ากินรึเปล่านะครับ แต่เค้กนุ่มดีครับ ผมว่าบลูเบอร์รี่ถ้วยนึงมัีนเยอะมาก หน้าตาเลยดูผุๆหน่อย
เพราะโดนบลูเบอร์รี่ฟาดไปเกือบครึ่ง แต่บางคนก็อาจจะชอบแบบนี้ เครื่องเยอะไว้ก่อน หน้าตาทีหลัง XD
คราวหน้าว่าจะลองทำทาร์ต ก็ติดตามกันได้นะครับ สัปดาห์นี้กินเค้กบลูเบอร์รี่ให้อร่อยครับผม…

My Pastry Journey #1: Apple Pie

สวัสดีครับ ก็ต้อนรับการกลับมาเขียนบล็อกของผมอีกครั้งด้วยเมนูขนมหวานกันในวันนี้
ซึ่งเมนูในวันนี้ที่อยากจะมาทำให้เพื่อนๆได้ลองชิมกันก็เป็นเมนูโปรดของผมเอง
ซึ่งเป็นขนมหวานอย่างแรกที่ทำให้ผมอยากจะหัดทำขนม นั่นก็คือ Apple Pie นั่นเองครับ

Apple Pie ที่จะมาทำในวันนี้เป็นแบบอเมริกันสูตร 2 ครัสต์คือ มีแป้งฐานและแป้งปิดหน้า
เอาล่ะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ต้องเตรียมอะไรกันบ้างเพื่อจะทำพายแอปเปิ้ล

เริ่มที่ตัวไส้แอปเปิ้ลกันก่อน สิ่งที่ต้องเตรียมก็ตามนี้เลยครับ…

(1) แอปเปิ้ล 4-5 ลูกขนาดกลาง ผ่าเป็นชิ้นเล็กๆ (ของผมใช้ลูกใหญ่ 2-3 ลูกก็อยู่ครับ)
(1) น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
(1) น้ำ 1/4 ถ้วย
(1) น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
(2) แป้งสาลี 1/4 ถ้วย
(2) น้ำตาลทรายละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ (ใครชอบหวานมากหวานน้อยก็เพิ่มลดตามสะดวกครับ)
(2) เกลือ 3/4 ช้อนชา
(3) วานิลลา 1 ช้อนชา
(3) เนยเค็ม 3 ช้อนโต๊ะ

ผมจะแยกเป็นตัวเลขเอาไว้ให้ จะได้เข้าใจง่ายในการลำดับขั้นตอนการทำนะครับ
เพราะตามสูตรอเมริกันเขาก็แยกขั้นตอนไว้ ซึ่งก็ทำให้ทำตามได้ง่ายมากเลยทีเดียว ^^

ขั้นแรกก็เอาเบอร์ (1) คือ แอปเปิ้ล น้ำตาลทรายแดง น้ำ และน้ำมะนาว ลงกระทะก่อนเลย
ตั้งไฟประมาณกลางๆสัก 7-8 นาที คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดือดและแอปเปิ้ลนิ่มนะครับ

หลังจากนั้นให้เอาเบอร์ (2) คือ แป้งสาลี น้ำตาลทราย และเกลือ ใส่ตามลงไป
ลดไฟเตาเป็นไฟอ่อน คนจนน้ำไส้แอปเปิ้ลข้นเหนียวแล้วก็รอสัก 1 นาทีก็ยกกระทะลง

จากนั้นใส่เบอร์ (3) คือ วานิลลา และเนยเค็ม ลงไป ใส่ตอนกระทะยังร้อนนะครับ
ไส้ของเราก็จะได้กลิ่นหอมมันเนย ช่วงนี้ถ้าได้ทำกันก็คงเริ่มจะน้ำลายสอกันแล้วล่ะ ^^

ต่อไปเราก็มาทำครัสต์กันครับ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้ครับ…

– แป้งสาลี 2 ถ้วย
– เกลือ 1 ช้อนชา
– เนยขาว 2/3 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ (หรือเป็นเนยเค็มก็ได้)
– น้ำ 4-5 ช้อนโต๊ะ

ครัสต์ตามสูตรนี้สำหรับทำพายขนาด 9 นิ้ว ก็เตรียมถาดพายเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้วไว้นะครับ

เริ่มขั้นตอนก็เอาแป้งสาลี เกลือ และเนยขาวใส่ลงในชามผสมใบใหญ่ๆ
แล้วก็เอามือนวดๆผสมๆเข้าด้วยกันจนแป้งจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ แล้วก็ค่อยเติมน้ำลงไปครับ
เติมน้ำไปทีละ 1 ช้อนโต๊ะแล้วก็นวด สลับกันไปอย่างนี้จนปั้นแป้งได้เป็นก้อนกลมใหญ่ๆนะครับ

ตามสูตรจะสังเกตว่า ผมเขียนไว้ว่าเป็นเนยเค็มก็ได้ เพราะว่าผมเองเคยทำอีกสูตรเป็นเนยเค็ม
แต่อันนี้เป็นอีกสูตรซึ่งเป็นเนยขาว แต่โดยส่วนตัวแล้ว เนยเค็มจะมีเนื้อที่แน่นและจับตัวได้ดีกว่า
เนยขาวเนื้อจะค่อนข้างเนียนๆและนิ่มกว่า แป้งครัสต์ที่ออกมา เวลากินจะร่วนอยู่นิดนึงครับ

หลังจากได้แป้งก้อนกลมใหญ่ๆตามรูปแล้ว ก็แบ่งแป้งออกเป็นสองก้อน
แล้วก็เอาไม้นวดมาแผ่แป้งออกให้เป็นแผ่นให้กว้างกว่าถาดพายหน่อยนึง แผ่นแรกก็ทำเป็นครัสต์ฐานครับ
เอาครัสต์อันแรกวางลงไปในถาดพาย จะเป็นถาดแก้วหรือถาดอลูมิเนียมแบบที่เคยเห็นๆก็ได้ครับ

เสร็จแล้ว ก็เอาไส้แอปเปิ้ลที่เราทำไว้ตอนแรก มาเทลงบนครัสต์ฐาน
แล้วก็เอาแป้งก้อนที่สองมาแผ่เป็นแผ่น ก่อนจะประกบปิดไส้แอปเปิ้ลไป
อย่าลืมทำรูบนครัสต์ที่ประกบปิดนะครับ จะเป็นลวดลายสวยๆก็ได้ ถ้ามีศิลปะในหัวใจ ^^

Photobucket

เสร็จแล้วให้ตั้งเตาอบไว้ที่ 220 C ไว้สัก 10 นาทีก่้อนจะเอาพายเข้าอบนะครับ
เสร็จแล้วก็เอาพายเข้าเตาอบ อบสัก 50-55 นาที โดยที่ 15 นาทีสุดท้ายให้ลดอุณหภูมิลงไปที่ 180 C
อ้อ…ลืมบอกไป ใช้ไฟบน-ล่าง นะครับ
แล้วเราก็จะได้พายแสนอร่อยมากินกันแล้วล่ะครับ ^^

Photobucket

เสร็จแล้ว ก็ได้หน้าตาประมาณนี้เลยครับ ^_^

ถ้าใครอยากให้แป้งครัสต์เป็นสีเหลืองทองสวยๆ ก็ให้เอาไข่ทาบนหน้าแป้งได้นะครับ
จะทาก่อนเอาเข้าอบ หรือหลังจากอบเสร็จแล้วก็ได้ ถ้าทาหลังอบเสร็จก็ให้เอาเข้าเตาอีกสัก 5-10 นาที
จนหน้าแป้งเป็นสีเหลืองทองสวยๆ แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงโดนเตาลวกก็ทาก่อนอบ ได้ผลเหมือนกันครับ

เสร็จเรียบร้อย ได้พายแอปเปิ้ลมากินกันแล้วครับผม…

Photobucket

เอาพายเข้าปากคำแรก แป้งพายกรอบร่วนละลายในปาก รสชาติอร่อยกลมกล่อมดีทีเดียวครับ
มาทานพายแอปเปิ้ลกันได้แล้วครับผม แล้วครั้งหน้าจะมาพร้อมกับขนมเมนูใหม่ต่อไปครับ…