คลังเก็บบล็อก

My Pastry Journey #11: Blueberry Cheesecake

My Pastry Journey กลับมาแล้วครับ ช่วงนี้ทำไม่ทุกสัปดาห์เท่าไหร่ เพราะมีงานและกระเป๋าแห้งๆ ^^”
เมนูนี้ว่าจะทำมาให้เพื่อนๆได้ดูนานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำซะที เพราะว่าส่วนประกอบแต่ละอย่างนี่แพงจับใจ
ยิ่งยุคข้าวของแพงแบบนี้ด้วย แต่เอาน่า ในฐานะสาวกบลูเบอร์รี่เป็นทุนเดิม ก็พลาดเมนูนี้กันไม่ได้ล่ะครับ

Blueberry Cheesecake คงจะเป็นเมนูที่หลายๆคนโดยเฉพาะสาวๆน่าจะชอบ
ทั้งชอบและทั้งกระอักกระอ่วนใจ เพราะกินมากไปก็ไม่ดี แต่ทั้งหน้าตาและรสชาติมันก็ชวนกิน
แล้วชีสเค้กก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ขั้นตอนการทำง่ายเหลือเชื่อ ผิดกับราคาที่แสนแพงของมัน

Photobucket

เรามาดูส่วนประกอบในการทำบลูเบอร์รี่ชีสเค้กกันดีกว่า

ฐานครัสต์
แครกเกอร์ 1 แถว (แครกเกอร์ริซนั่นแหละครับ หรือใครอยากใช้โอริโอ้ก็ตามแต่ชอบ)
เนยสดนิ่ม 4 ช้อนโต๊ะ

ชีสเค้ก
ครีมชีสฟิลาเดเฟีย 1 ก้อน (ตัวแพงเลย T.T)
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
ครีมเปรี้ยว 1 ถ้วขขาย
ไข่ไก่ 2 ฟอง (เบอร์ 1)
วานิลลา 1/2 ช้อนชา

แล้วก็บลูเบอร์รี่กวนสำเร็จรูป 1 กระป๋อง (นี่ก็ตัวแพงอีกเหมือนกัน T.T)
ซึ่งใครจะทำเองก็ได้ แต่ว่าซื้อที่เป็นกระป๋องแล้วจะดีกว่า เพราะมันถูกกว่าทำเอง (จริงๆครับ)

Photobucket

เอาล่ะครับ มาทำกันดีกว่า เริ่มจากฐานครัสต์ก่อน

1. เริ่มแรกก็ทำฐานครัสต์ก่อน เอาแครกเกอร์มาตำป่นให้ละเอียดจนหมดแถว
2. เสร็จแล้วก็ผสมเนยลงไปในแครกเกอร์ป่น คลุกเคล้าให้เข้ากันจนจับตัวเป็นก้อนๆ
3. เอาแครกเกอร์ที่ผสมเนยไปกรุฐานแม่พิมพ์เค้ก 2 ปอนด์แน่นๆให้ทั่ว ปูกระดาษไขก่อนกรุนะครับ
4. เอาเข้าไปอบที่ 180 C ประมาณ 10 นาที เท่านี้เราก็จะได้ฐานครัสต์แล้ว

Photobucket

จากนั้น เรามาทำตัวชีสเค้กกัน

1. เอาครีมชีสออกมาตีให้นิ่ม ตีไปจนกระทั่งครีมชีสขึ้นฟู (จะสังเกตได้ว่าชีสจะดูนิ่มและจับยอดแหลมๆหน่อย)
2. เสร็จแล้วให้ใส่น้ำตาลตามลงไป ตีที่สปีดกลางจนหมด
3. จากนั้นใส่ครีมเปรี้ยว และไข่ไก่ ลดสปีดลงมาที่สปีดต่ำ
4. ปิดท้ายด้วยวานิลลา ผสมให้พอเข้ากัน

ถึงตรงนี้ใช้เวลาไม่นานมากครับ ใครชอบให้หวานขึ้นก็ใส่น้ำตาลเพิ่มได้ แต่ 1 ถ้วยนี่กำลังดีแล้ว
แต่ถ้าใครอยากได้กลิ่นครีมชีสก็ลดน้ำตาลลงมาหน่อย แต่คิดว่าส่วนใหญ่คงไม่ค่อยจะชอบกัน ^^

Photobucket

จากนั้น ขั้นตอนตรงนี้สำคัญ ไม่เหมือนเค้กทั่วไปครับ

1. เอาส่วนผสมชีสเค้กเทลงไปบนตัวครัสต์
2. ให้คลุมตัวพิมพ์เค้กด้วยอลูมิเนียมฟลอยด์ให้ทั่ว ก่อนที่จะวางไว้บนถาดที่มีน้ำ (สำคัญครับ)
3. เอาเข้าเตาอบที่ 170 C ประมาณ 50-60 นาที หรือจนเห็นไอน้ำจับตัวหน่อยๆบนหน้าเค้กเป็นใช้ได้
4. หลังอบเสร็จแล้ว อย่าเปิดเตาทันที ทิ้งไว้ในเตา 4 ชั่วโมง เพราะเดี๋ยวหน้าเค้กยุบครับ

ที่บอกว่าขั้นตอนสำคัญก็คือ ต้องคลุมพิมพ์เค้กด้วยฟลอยด์ และวางตัวพิมพ์บนถาดน้ำ
ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาอุณหภูมิในเตาให้คงที่ และทำให้เนื้อเค้กเนียนนุ่มและไม่แห้ง สีสม่ำเสมอทั้งก้อนนั่นเองครับ
และอย่างสุดท้ายก็อย่างที่บอกไว้ในข้อ 4 อย่าเปิดเตา เพราะหน้าเค้กจะยุบนั่นเองครับ

Photobucket

หลังจากครบ 4 ชั่วโมง ก็เอาชีสเค้กไปแช่ไว้ทั้งคืนเลยครับ (หน้าไหม้ไปหน่อย อบนานไปนิดนึงน่ะครับ) ^^”
หลังจากแช่ทั้งคืนก็มาเอาเค้กออกจากฐานกัน ช่วงนี้จะยากๆนิดนึง ใจเย็นๆค่อยๆเอาออกจากฐานพิมพ์นะครับ

จากนั้นก็เอาบลูเบอร์รี่มาราดได้แล้วล่ะครับ มากน้อยก็ตามแต่ชอบเลย เท่านี้เราก็กินได้แล้วครับ d^o^b

Photobucket

หลังจากอดทนรอมาหนึ่งคืน ก็ได้แล้วครับ Blueberry Cheesecake

ขั้นตอนการทำค่อนข้างง่ายและรวดเร็วมากสำหรับชีสเค้ก เพียงแต่ต้องอดทนรอสักนิดเพื่อจะได้กินของอร่อย
แต่ก็คุ้มค่าของอร่อยล่ะครับ แต่คงไม่ทำกันบ่อยๆ เพราะนอกจากส่วนผสมจะแพงแล้ว อีกเรื่องก็คือ “อ้วน” ^^”

สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับชีสเค้กกัน แล้วครั้งหน้าจะมาพร้อมเมนูใหม่ๆครับ สวัสดีครับ

Advertisements

Pastry History: Apple Pie

สวัสดีครับ วันนี้อาจจะมาแปลกว่าทำไมไม่มีเมนูขนมมาแนะนำเหมือนเคย
ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำครับ แต่ว่าสัปดาห์นี้ลองของยากสำหรับผมที่ยังไม่เคยทำสำเร็จ
คือเมนู “เค้กที่แต่งหน้าครีม” ซึ่งทำไปได้ถึงตัวเค้ก แต่พอทำครีมก็หน้าเละอีกเที่ยวแล้ว ฮือๆ T.T
เอามาโชว์ไม่ได้เลย (สงสัยจะถนัดทำเมนูไร้ครีมซะมากกว่า) ขอเวลาไปฝึกใหม่แล้วกันครับ ฮึ่มๆ >.<

วันนี้ก็เลยมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ที่มาประวัติเมนูขนม” คั่นเวลาไปพลางๆก่อน
เราทุกคนชอบกินขนมเมนูนั้นเมนูนี้ แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าที่มาของแต่ละเมนูในอดีตเป็นอย่างไร
ก็เลยเอาเมนูโปรดของผมมานำเสนอประวัติที่มาของการเป็น Apple Pie กันครับ

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษ หน้าตาจะจืดๆอย่างนี้แหละครับ ^^”

Apple Pie หน้าตาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะแทบทุกคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว
พายแอปเปิ้ลโดยส่วนใหญ่จะมี 2 ครัสต์ คือ แป้งฐานกับแป้งปิดหน้า แล้วก็ใส่ไส้แอปเปิ้ลลงไป
แต่ก็มีเหมือนกันที่เค้าทำแบบเอาไส้แอปเปิ้ลลงถาดไปเลย ปิดแต่ครัสต์บนอย่างเดียว (สงสัยขี้เกียจ) ^^”
แล้วก็แบบที่มีแต่แป้งครัสต์ฐาน แบบนั้นเขามักจะเรียกกันว่า ทาร์ต ซึ่งค้นพบในฝรั่งเศส

Photobucket
สูตรพายแอปเปิ้ลของอังกฤษ เขียนในสมัยศตวรรษที่ 14

สำหรับประวัติของพายแอปเปิ้ลนั้น เริ่มมีบันทึกเป็นรูปเป็นร่างก็ในอังกฤษย้อนไปใน ปี 1381
โดยที่ส่วนผสมสมัยนั้นเขาเขียนไว้ว่า good apples, good spices, figs, raisins and pears
และใช้ดอกแซฟฟรอน เอามาแต่งสีตัวไส้แอปเปิ้ล ซึ่งส่วนผสมค่อนข้างจะต่างจากสมัยนี้อยู่นิดนึง
เพราะสมัยนั้นไม่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม แต่ใช้เป็นเครื่องเทศซะแทน

สำหรับเหตุผลที่เขาพยายามค้นหาว่าทำไมไม่ใช่น้ำตาลแบบเดี๋ยวนี้ บ้างก็ว่าเพราะน้ำตาลสมัยนั้นแพง
จะซื้อทีต้องนำเข้ามาจากอียิปต์โน่น แถมราคาก็ใช่ถูก ตั้ง 1-2 ชิงลิ่งต่อปอนด์ (50 ดอลล่าล์สมัยนี้)
แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ที่เถียงว่า พวกเครื่องเทศอะไรนี่ก็นำเข้า ราคาก็ไม่ต่างกับน้ำตาล
แล้วเมนูขนมสมัยนั้น ก็มีทั้งใส่น้ำตาลและน้ำผึ้งที่ถูกกว่าเป็นส่วนผสมก็ไม่น้อย แต่ยกเว้นแค่พายแอปเปิ้ล
บางคนเค้าก็เลยคิดว่า นี่อาจเป็นต้นแบบเมนู Sugar-Free ลดความอ้วนเอาก็ได้ (ซะงั้น) ^^”

Photobucket
หน้าตาพายแอปเปิ้ลแบบดัทช์เค้าล่ะครับ

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษนั้น หน้าตาก็จะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีที่มีแป้ง 2 ครัสต์
แ่ต่ก็ยังมีพายแอปเปิ้ลแบบชนชาติอื่นเค้าด้วย อย่างเช่นแบบ Dutch Style กับ Swedish Style

อย่างแบบ Dutch Style ก็จะเป็นแบบที่หลายๆคนชื่นชอบกัน คือเค้าจะบวก ผงซินามอนกับน้ำมะนาว ลงไป
และทำหน้าท็อปแบบเหมือนแป้งเส้นสานกัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง ซึ่งเมนูนี้ก็เริ่มย้อนไปใน ปี 1626 โน่น
ส่วนแบบ Swedish Style อันนี้มาแปลกแหวกแนวกว่าเค้าเพราะมาสไตล์ “ทำแต่น้อย” (Ikea มาเอง) XD
คือ เค้าจะหั่นแอปเปิ้ลลงถาดพายไปเลย แล้วก็คลุกพวกแป้ง น้ำตาลโรยผสมๆลงไปแล้วก็อบ จบแค่นี้
คงเพราะเป็นเมืองหนาว เลยต้องทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้ เดี๋ยวของทำขนมแข็งเป๊กไม่ทันกินกันพอดี ^^”

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบคนสวีเดน หน้าตาใกล้เคียงต้นแบบสุดแล้วครับ สมัยก่อนอาจจะดูมั่วๆกว่านี้ก็ได้ ^^”

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน ที่หลายคนเคยทานกันมาแล้วนั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม
ยังไม่มีแอปเปิ้ลปลูก ครั้นจะปลูกก็ยังปลูกไม่ค่อยขึ้น (สมัยนั้นคนตั้งถิ่นฐานทำได้ดีสุดก็จับไก่งวงน่ะครับ) ^^”
พอจะทำพายกินกัน ก็เลยใช้พวกเนื้อสัตว์แทนซะส่วนมาก (ก็เลยเป็นที่มาของพายเนื้อที่หลายๆคนชอบกัน)
ส่วนแอปเปิ้ล ก็ต้องรอเมืองแม่อย่างประเทศอังกฤษส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ ถึงจะมีแอปเปิ้ลไว้กิน
กว่าจะทดลองปลูกแอปเปิ้ลจนขึ้น แล้วเอามาทำจนกลายเป็นขนมยอดนิยมก็ต้องรอถึง ศตวรรษที่ 18

แต่พอได้รับความนิยม ก็กลายเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของคนอเมริกันไปทันที
ถึงกับมีการกล่าวกันว่า “คนไม่กินพายสมควรถูกกำจัดทิ้ง” (ว่าไปนั่น) ขนาดว่าทหารไปรบในสงครามโลก
ผู้สื่อข่าวไปถามว่าไปรบเพราะอะไร ทหารก็ตอบมาว่า “For mom and Apple pie” (เกี่ยวยังไงเนี่ย) ^^”
กระทั่งมีเมืองหนึ่งในรัฐ New Mexico ตั้งชื่อเมืองตัวเองว่า Pie Town ก็เพราะพายแอปเปิ้ลนี่เอง

Photobucket
ฝรั่งเศสเค้าไม่ชอบเหมือนชาวบ้าน ต้องเป็นทาร์ตเท่านั้น ฮิฮิ

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พายแอปเปิ้ลก็ถูกทำเป็นสูตรพลิกแพลงกันไปตามแต่ละเชฟขนมจะสร้างสรรค์กัน
ซึ่งเมื่อพูดถึงความสร้างสรรค์เรื่องอาหารและขนม หลายคนก็คงจะนึกถึงชนชาติฝรั่งเศสกันแน่นอน
ไหนๆก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็เล่าไปถึงเมนู ทาร์ต ซึ่งดัดแปลงจากพายแอปเปิ้ลโดยคนฝรั่งเศสเลยแล้วกัน

ทาร์ต เป็นการค้นพบโดยบังเอิญในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Hotel Tatin ประมาณปี 1880
ซึ่งมีพี่น้องตาแต็ง สเตฟานี่และแคโรไลน์ ดูแลอยู่ สเตฟานี่จะเป็นคนทำอาหารประจำโรงแรมอยู่ทุกวัน
ซึ่งเธอก็ทำพายแอปเปิ้ลตามปกตินี่แหละ แต่วันนึงเธอผัดแอปเปิ้ลกับเนยน้ำตาลนานไปจนได้กลิ่นไหม้
เธอเลยรีบเอาแอปเปิ้ลลงถาดแล้วปิดหน้าครัสต์บนเฉยๆแล้วก็อบเลย ก่อนจะเอาไปเสิร์ฟแขกแบบกลับหัว
แต่ปรากฎว่าแขกชื่นชอบมาก จนกลายเป็นเมนูประจำของโรงแรมที่เรียกตามชื่อพี่น้องว่า Tarte Tatin

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน หน้าตาก็หล่อกว่าอังกฤษหน่อย

นั่นก็เป็นประวัติที่มาของ “พายแอปเปิ้ล” ที่เรากินกันทุกวันนี้นั่นเองครับ
ใครที่อยากลองทำลองทานกันก็ไปที่หน้า Apple Pie และ Apple Tart ที่ผมทำไว้ได้นะครับ ^^

สัปดาห์นี้ก็น่าเสียดายสำหรับตัวผมเองที่ไม่ได้มีโอกาสเอาเมนูขนมใหม่ๆมาให้เพื่อนๆได้ลองชิมกัน
ก็ทำพลาดส่วนสำคัญไป แต่ก็นั่นแหละครับ ก็เหมือนกับชื่อ My Pastry Journey เส้นทางก็ต้องลุยต่อไป
ก็ต้องมีพลาดกันบ้าง ใครไม่พลาดเลยก็เก่งเกินไปล่ะใช่ไหมครับ ทุกสัปดาห์ที่มาลงนี่ก็คือทำสดทุกครั้ง
ก็เสียวทุกสัปดาห์ว่าจะพลาด ก็มาเจอสัปดาห์นี้จนได้ แต่ไม่เป็นไร เอาใหม่ครับ ขอไปฝึกเพิ่มอีก ^^

สัปดาห์นี้ก็อ่านประวัติของพายแอปเปิ้ลกันไปก่อน แล้วจะทำเมนูขนมคราวต่อไปมาให้สำเร็จครับ…

ข้อมูลการเขียน: wikipedia.org

My Pastry Journey #6: Apple Tart

กลับมาพบกับ My Pastry Journey กันอีกสัปดาห์แล้ว วันนี้ก็มากับเมนูผลไม้โปรดอีกแล้วครับ
นั่นก็คือ “แอปเปิ้ล” นั่นเอง ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดแรกที่ทำให้ผมคิดอยากจะทำขนมกินนี่ล่ะครับ
(ก็ไปอ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มทำขนมได้ที่นี่ My Pastry Journey กันได้นะครับ)

แต่วันนี้ ไม่ได้มาทำเมนู “พายแอปเปิ้ล” ครับ แต่เป็นอีกเมนูที่ชื่นชอบเหมือนกัน
เพราะเคยซื้อกินที่ร้าน Bake A Wish (คนเราก็มักจะชอบอะไรจากการไปซื้อมากินก่อนอ่ะเนอะ) ^^”
ก็เลยคิดอยากจะลองทำเองบ้าง เผื่อจะอร่อยเท่าของเค้า เคยทำแต่พายแต่ไม่เคยทำ “ทาร์ต”
วันนี้ก็เลยลองทำมันครั้งแรกซะเลย (จะรอดไหมเนี่ย) กับเมนู Apple Tart ครับ

Photobucket

ต้องเตรียมอะไรกันก่อน…

เมนูทาร์ตมีทั้งหมดอยู่ 3 ขั้นตอน และของที่ต้องเตรียมก็ตามรูปข้างบนเลยครับ

แป้งครัสต์
เนยสด 1/2 ถ้วย (เนยต้องนิ่ม)
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 1 ฟอง
แป้งสาลี 1 1/2 ถ้วย
เกลือ 1/8 ช้อนชา

ทาร์ต
แอปเปิ้ล 4-6 ลูก (ถ้าอยากได้ชั้นเยอะๆก็ 6 ลูกครับ)
เนยสด 3 ช้อนโต๊ะ (เนยต้องนิ่ม)
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา
ซินามอน 1/2 ช้อนชา

เกลซ (สำหรับทาปิดหน้า)
แยมแอปริคอต 1/2 ถ้วย
น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ (หรือเหล้ารัม คอนยัค แล้วแต่ชอบ)

Photobucket

มาเริ่มทำทาร์ตแอปเปิ้ลกันเลย…

ขั้นแรกเริ่มกันที่แป้งครัสต์ก่อนครับ
1. เอาแป้งและเกลือมาร่อนก่อนซักทีนึง ทำเป็นหลุมตรงกลาง แล้วพักแป้งไว้ก่อน
2. จากนั้นเอาเนยมาตีให้นิ่ม แล้วใส่น้ำตาลลงไปทีละ 2 ช้อนโต๊ะ ตีจนเนยขึ้นฟูดูนุ่มๆ
3. จากนั้นใส่ไข่ตามลงไป ตีแค่พอเข้ากันเท่านั้นก็พอครับ อย่าตีนานเกินไป
3. หลังจากนั้นก็เอาส่วนผสมตรงนี้ ไปใส่กลางหลุมแป้งที่เราพักไว้ แล้วปั้นให้เป็นก้อนครับ

Photobucket

พอได้แป้งครัสต์เป็นก้อนกลมๆแล้ว ก็เอามาแผ่ออกให้ได้ความกว้างของถาดพาย
ถาดพายที่ต้องเตรียม ความกว้างประมาณ 9 นิ้วนะครับ จะเป็นถาดแก้วหรือถาดอลูมิเนียมก็ได้

พอแผ่แป้งได้ประมาณความกว้างถาดพายแล้วก็ม้วนแป้งเข้ากับไม้พาย จะได้ไปแผ่ลงถาดพายได้ง่าย
แล้วก็เอาแป้งไปแผ่ลงบนถาดพาย จัดระเบียบแป้งครัสต์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็เอาไปแช่เย็น
แช่ประมาณ 15-20 นาที แป้งจะได้จับตัวดี อ้อ เอาส้อมจิ้มรูบนแป้งด้วยครับ เวลาอบแป้งจะได้ไม่โป่ง
แล้วจากนั้นก็เอาไปอบที่ 205 C ประมาณ 20-25 นาที เราก็จะได้แป้งครัสต์แล้ว

Photobucket

เสร็จจากแป้งครัสต์ เราก็มาทำตัวทาร์ต

1. ปอกแอปเปิ้ลไว้ 2 ชาม ชามละ 2-3 ลูก โดยปอกแอปเปิ้ลหั่นเป็นแว่นๆ เวลาเรียงจะได้สวยๆ
2. จากนั้นเอากระทะแบนตั้งไฟ แล้วใส่เนยลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ให้ละลายก่อน
3. แล้วตามด้วยน้ำตาลครึ่งหนึ่งของที่เตรียมไว้ น้ำมะนาว และซินามอนก็เช่นกัน
4. ใส่แอปเปิ้ลชามแรกลงไปในกระทะ ประมาณ 7-10 นาทีให้แอปเปิ้ลนิ่ม แล้วยกออก
5. ทำขั้นตอน 2-4 กับแอปเปิ้ลชามที่ 2 แบบเดียวกันอีกครั้ง

ที่ทำแยก 2 ชามก็ไม่ใช่อะไรครับ เพราะใส่แอปเปิ้ลทีเดียวมันจะเยอะไปหน่อย ความร้อนจะไม่ทั่วถึง
แล้วก็แอปเปิ้ลก็อาจจะซึมรสชาติเนย น้ำตาล ซินามอนไม่ทั่วถึง ก็เลยต้องทำแบบนี้ล่ะครับ ^^

Photobucket

จากนั้นก็เอาแอปเปิ้ลมาเรียงให้เป็นวงสวยๆ บนแป้งครัสต์ที่เราทำไว้แล้ว
จากรูปข้างบน รูปแรกเป็นขั้นตอนอบแป้งครัสต์นะครับ ยังไม่ได้ใส่แอปเปิ้ลลงไป ^^”

ก็อย่างที่บอกไปในขั้นตอนเตรียมว่า ถ้าอยากได้ชั้นเยอะๆก็ปอกแอปเปิ้ลเยอะๆ
อย่างที่ผมทำเที่ยวนี้ ใช้แอปเปิ้ลแค่ 4 ลูก เพราะปอกไปปอกมาล้นชามเลยกลัวจะล้นถาดด้วย
แต่เอาเข้าจริงไม่ล้นหรอกครับ เพราะฉะนั้น อยากได้ชั้นเยอะๆก็ปอกไปเลยเต็มที่ไม่ต้องยั้ง ^__^

Photobucket

เรียงแอปเปิ้ลเสร็จแล้วก็เอาเข้าเตาอบได้…
ก่อนอบ เอาฟลอยหุ้มถาดไว้ซะหน่อยก็จะดีครับผม เดี๋ยวแป้งจะไหม้เกินไป (สูตรเขาว่ามาอย่างนั้น)
แล้วก็อบที่อุณหภูมิ 177 C ประมาณ 25-30 นาที จนได้แอปเปิ้ลสีเหลืองสวยก็เป็นอันเสร็จครับ

อ๊ะ…แต่เดี๋ยวก่อน ลืมอะไรไปรึเปล่าเนี่ย ทำไมอบเสร็จออกมาแล้วมันดูแห้งๆจัง
ใช่แล้วครับ พออบเสร็จ หน้าตาทาร์ตแอปเปิ้ลของเราจะดูแห้งๆไม่ค่อยจะน่ากินเหมือนที่ซื้อกินเลย ^^”
นั่นเราถึงต้องมีการทาหน้าเกลซปิดท้ายให้ดูสวยๆไงล่ะครับ เกลซมาได้แล้ว…

Photobucket

ขั้นตอนการทำเกลซก็ไม่ค่อยยุ่งยากครับ…

1. เอาแยมแอปริคอตไปตั้งไฟแล้วต้มให้เดือด
2. จากนั้นผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะลงไป คนๆให้กลายเป็นเหมือนน้ำเชื่อม

จากนั้นเราก็เอาหน้าเกลซแอปริคอตมาไปทาหน้าแอปเปิ้ลทาร์ตของเรา ทาให้ชุ่มฉ่ำไปเลย ^__^
ทีแรกผมก็สงสัยว่าทำไมต้องเลือกแอปริคอต พอลองทำเลยรู้ว่า รสชาติมันไม่แรงและใกล้ๆกลิ่นแอปเปิ้ล
ก็เลยเหมาะจะเอามาทาหน้า พอทาเสร็จเราก็ได้แล้วล่ะครับ แอปเปิ้ลทาร์ตของเรา…

Photobucket

ได้แล้วครับ Apple Tart ถาดแรกของผม ฮิฮิ ^__^

หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้เนอะ เสียดายชั้นน้อยไป น่าจะปอกแอปเปิ้ลให้เยอะกว่านี้ เรียงก็ยังไม่สวย ^^”
ส่วนรสชาติก็หวานๆเปรี้ยวๆกำลังดีครับ ใครชอบหวานก็เพิ่มน้ำตาลตอนช่วงทำตัวทาร์ตได้นะครับ
ส่วนตัวแป้งครัสต์ สูตรนี้ไม่เลว คราวหน้าว่าจะเพิ่มน้ำตาลอีกหน่อย รู้สึกยังไม่หวานโดนใจเท่าไหร่

แล้วคราวหน้าจะมากับเมนูใหม่ต่อไป สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับแอปเปิ้ลทาร์ตนะครับ สวัสดีครับ ^__^

My Pastry Journey #5: Blueberry Cake

กลับมาพบกันเช่นเคยอีกสัปดาห์แล้วกับ My Pastry Journey ที่จะมาทำขนมให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน
สำหรับขนม 4 เมนูที่ผ่านไปเดือนที่แล้วเป็นอะไรบ้างก็คลิกดูที่หมวด My Pastry Journey ได้นะครับ

ในสัปดาห์นี้ ทีแรกว่าจะลองหาเมนูที่ต่างออกไปจากสัปดาห์ก่อนๆ ที่ยังอยู่กับเค้กและพาย
แต่ว่าบลูเบอร์รี่ที่ซื้อมายังเหลืออีกตั้งกล่อง ก็เลยลองค้นหาสูตรที่จะทำอะไรกับบลูเบอร์รี่ได้บ้าง
พอนั่งคิดไปคิดมา เห็นพ่อต้องมีอะไรทานกับกาแฟทุกเช้า แล้วก็ไปเจอสูตรคอฟฟี่เค้กสูตรนึงพอดี
ก็เลยได้เวลาผลาญบลูเบอร์รี่ให้หมด เมนูวันนี้ที่จะมาทำก็เลยเป็น Blueberry Cake เค้กอยู่ดีครับ ^^”

Photobucket

มาดูกันว่าเราต้องเตรียมอะไีกันบ้าง…

(1) แป้งสาลี 1 ถ้วย
(1) ผงฟู 1 1/4 ช้อนชา
(1) เกลือ 1/3 ช้อนชา
(2) เนยขาว 1/8 ถ้วย
(2) นม 1/3 ถ้วย
(2) ไข่ 1 ฟอง (ประมาณเบอร์ 1)
(2) น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
(3) บลูเบอร์รี่สด 1 ถ้วย

สำหรับตามสูตรนี้เราจะได้ เค้กบลูเบอร์รี่ 1 ปอนด์ นะครับผม ก็เตรียมพิมพ์เค้กไว้เลย

Photobucket

จะทำเค้กเปล่าๆ เดี๋ยวก็หาว่าวนเวียนอยู่กับเมนูเดิมๆ วันนี้ก็เลยมีอะไรใหม่ครับ
เพราะผมยังไม่เคยทำหน้าครัมบ์กับเค้า เคยแต่ได้ยินๆว่าโรยน้ำตาลๆก็ได้แล้ว ก็เลยไปหาสูตรให้ชัวร์
วันนี้ก็เลยมีสูตรทำทั้งหน้าครัมบ์ และหน้าเกลซเป็นซอสราดหน้าเค้กด้วยครับ

ของที่ต้องเตรียมทำหน้าครัมบ์
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
แป้งสาลี 1/6 ถ้วย
เนยสด 1/8 ถ้วย (เนยต้องนิ่ม)
ผงซินามอน 1/4 ช้อนชา

ส่วนของที่ต้องเตรียมทำหน้าเกลซ
น้ำตาลไอซิ่ง 1/4 ถ้วย
วานิลลา 1/4 ช้อนชา
น้ำร้อน 1 ช้อนชา ถึง 1 1/2 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำดีกว่า…

ขั้นแรกให้เอาเบอร์ (1) คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ มาร่อนแล้วพักไว้ก่อนนะครับ
หลังจากนั้นก็เตรียมเบอร์ (2) คือ เนยขาว นม ไข่ ใส่พร้อมกันไปทีเดียวเลย
แยกน้ำตาลทรายไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะใส่ตามลงไป ยังไม่ต้องใส่ไปพร้อมกับเนยขาว นม ไข่
แล้วผสมด้วยเครื่องปั่น สปีดปานกลาง ใส่น้ำตาลทรายไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากันจนหมด

จากนั้นก็เอาส่วนผสมแป้งที่เราพักไว้ มาใส่ตามลงไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะเหมือนกันครับ
ตีไม่ต้องนานมาก ให้ดูว่าเข้ากันดีแล้ว พอผสมแป้งจนหมดเราก็จะได้ส่วนผสมเค้กแล้วครับ

Photobucket

แล้วก็เอาเบอร์ (3) คือ บลูเบอร์รี่สด มาได้แล้วครับ วิธีผสมก็เหมือนที่ทำมัฟฟิ่นคราวนี้แล้ว
ก็คือโรยบลูเบอร์รี่ลงไปแล้วก็เอาส่วนผสมเค้กห่อกลบผลบลูเบอร์รี่ให้เป็นส่วนผสมเดียวกัน
โรยให้ทั่วไปทีละนิด แล้วก็ห่อผสมไปจนหมดครับผม (อยากลองทำมัฟฟิ่นกล้วยหอมบลูเบอร์รี่ คลิกที่นี่ เลย)
แล้วเอาส่วนผสมเค้กไปเทลงในพิมพ์เค้กขนาด 1 ปอนด์ ทาก้นพิมพ์ด้วยเนยหรือน้ำมันก่อนนะครับ

จากนั้นเราก็มาทำหน้าครัมบ์กันได้แล้วครับ…
ครัมบ์ หน้าตาของมันก็จะเหมือนกับ ถั่วบดหยาบๆเวลากัดจะกรุบกรอบ ประมาณนั้นแหละครับ
วิธีทำหน้าครัมบ์ก็ง่ายๆครับ เอาส่วนผสมที่เราเตรียมไว้ทำหน้าครัมบ์ใส่ลงไปพร้อมกันเลย
แล้วก็คลุกเคล้าให้เข้ากันจนหน้าตาออกมาเป็นเศษเม็ดเล็กๆเหมือนน้ำตาลจับตัวเป็นก้อนๆ
แล้วก็เอาหน้าครัมบ์ไปโรยให้ทั่วหน้าส่วนผสมเค้กที่เราเทไว้ในพิมพ์แล้ว ตามรูปข้างล่างเลย ^^

Photobucket

Photobucket

จากนั้นเตรียมเตาอบไว้ที่ 190 C อุ่นเตาที่ 10 นาทีเหมือนเดิมแล้วก็เค้กเข้าอบ
อบที่ไฟบน-ล่าง ประมาณ 40-45 นาที จนเราเอาไม้จิ้มไปกลางเค้กไม่มีเศษติดมาก็เสร็จครับ

เอาเค้กออกจากเตาอบ แล้วก็ราดหน้าเกลซกันได้ครับ…
เกลซ ถ้าใครนึกไม่ออก สีมันจะออกขาวๆเหมือนน้ำตาลเชื่อมข้นๆที่เวลาทิ้งไว้จะแข็งตัวรสหวานๆน่ะครับ
วิธีทำหน้าเกลซก็เหมือนหน้าครัมบ์ คือเอาส่วนผสมลงพร้อมกันแล้วก็คนๆเหมือนชงกาแฟนั่นแหละครับ
เท่านั้นก็ได้หน้าเกลซเอาไว้ราดแล้ว ใครอยากได้เยอะก็กะส่วนผสมกับน้ำร้อนเวลาคนเพิ่มเข้าไปครับ

Photobucket

ได้แล้วครับผม เค้กบลูเบอร์รี่ สำหรับทานกับกาแฟยามเช้า…

อันที่จริงวันนี้ที่ทำ หน้าครัมบ์ไหม้ไปหน่อย เพราะเกิดอาการซน ไปปรับไฟที่เตาอบผิด
เพราะอยากจะลองให้หน้าเค้กไม่ฟูเป็นรูปโค้ง เลยจะปรับไฟล่าง แต่ลืมอ่านคู่มือเตาอบดันหมุนไปไฟบน
หน้าเลยไหม้เลย เกือบกลับตัวไม่ทันแน่ะ (เวลาถ่ายรูปก็เลยต้องหลบๆหน่อย อายเค้าง่า…) ^^”

ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาน่ากินรึเปล่านะครับ แต่เค้กนุ่มดีครับ ผมว่าบลูเบอร์รี่ถ้วยนึงมัีนเยอะมาก หน้าตาเลยดูผุๆหน่อย
เพราะโดนบลูเบอร์รี่ฟาดไปเกือบครึ่ง แต่บางคนก็อาจจะชอบแบบนี้ เครื่องเยอะไว้ก่อน หน้าตาทีหลัง XD
คราวหน้าว่าจะลองทำทาร์ต ก็ติดตามกันได้นะครับ สัปดาห์นี้กินเค้กบลูเบอร์รี่ให้อร่อยครับผม…

สวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร บ้านแลง: ไปกินผลไม้อร่อยๆกัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวระยะสั้นที่จังหวัดระยอง
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับผมนัก เพราะก็เคยไปเที่ยวมาแล้ว
แต่ว่ามีคนแนะนำให้ลองไปเที่ยวสวนผลไม้ดู เพราะมาถึงภูมิภาคแห่งผลไม้แล้วทั้งที
ไอ้ผมยังไม่เคยได้ลองไปเที่ยวสวนผลไม้สักที ก็เลยตกลงไปตามคำแนะนำ
และสวนผลไม้ที่ได้มาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ก็คือ “สวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร บ้านแลง”

————————————————————————–

โดยตัวสวนผลไม้นั้น อยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่นัก แต่ก็ขับรถเข้าไปพอสมควรทีเดียว
อันนี้ตามแผนที่นะครับ ถ้าวิ่งมาจากมอเตอร์เวย์ ก็เลี้ยวเข้าทางหลวงที่ 36
ผ่านบิ๊กซีผ่านสี่แยกบ้านค่ายหลัง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกบ้านแลง ผ่านวัดจุฬามณี
ผ่านวัดบ้านแลง จนเจอสามแยกเลี้ยวขวา ผ่านศาลเจ้า แล้ววิ่งตรงไปอีกประมาณ 300 เมตร
ให้เลี้ยวขวาเลียบคลองชลประทาน ตลอดทางจะมีป้ายบอกมายังสวนเป็นระยะๆ

 

แผนที่ไปยังสวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควรครับ

 
พื้นที่สวนผลไม้นั้นมีทั้งหมดประมาณ 100 ไร่ แต่ที่เปิดสวนให้คนเข้าชมมีทั้งหมด 8 ไร่
สวนนี้ถือว่าเป็นสวนที่เก่าแก่ที่สุดสวนหนึ่งในระยอง ก็ปลูกผลไม้ที่ขึ้นชื่อของระยองทุกชนิด
ไม่ว่าจะเป็นเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง กระท้อน ลิ้นจี่ ลางสาด สละ ฯลฯ
เรียกว่ามีให้กินกันชุ่มฉ่ำใจไปเลยทีเดียว มาสวนเดียวมีผลไม้ให้กินเพียบ

 

ทางเข้าสวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร

 
ซึ่งการมาสวนผลไม้นี้ ก็คงไม่ใช่แค่ให้มาเดินดูต้นผลไม้กันเฉยๆหรอกนะครับ
เพราะว่าที่นี่เป็นสวนผลไม้เชิงท่องเที่ยว ดังนั้นเราก็จะได้สัมผัสชีวิตชาวสวนเต็มรูปแบบ
ได้ดูวิธีการปลูกผลไม้ ได้ความรู้ว่าต้นไหนเป็นผลไม้อะไร ได้ดูวิธีการดูผลไม้
ซึ่งจะเดินไปตรงส่วนไหนของสวนก็ได้ครับตามสะดวก ได้ชมผลหมากรากไม้บรรยากาศร่มรื่น

 

เดินชมสวนผลไม้ ก็มีป้ายติดให้รู้ต้นด้วย จะได้รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง

 

 

ที่นี่ก็เป็นที่เพาะพันธุ์ต้นกล้าเตรียมไว้ปลูก มีม่านบาหลีปลูกด้วย

 
ส่วนขณะเดินไป กลัวจะไม่รู้ว่าต้นไหนเป็นผลไม้อะไร ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะดูไม่ออกนะครับ
เพราะเค้าติดป้ายบอกชื่อต้นผลไม้ไว้หมด ดังนั้น เป็นต้นอะไรก็ไม่งงแล้วล่ะ
ป้ายหมึกอาจจะเลอะเลือนบ้าง ก็สวนนี่ครับ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ ต้องมีโดนฝนรดน้ำกันพอสมควร
ซึ่งถ้าท่านจะลองทดลองเก็บผลไม้แบบชาวสวนเอง ก็ทำได้ด้วยนะครับ
เก็บเองกินเอง (แต่ให้คุณเจ้าของสวนปลูก แหะๆ) ก็ได้ฟีลแบบชาวสวนไปอีกแบบ

 

ต้นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ป้ายบอกชัด ผลออกก็ต้องปีนไปเก็บหน่อย

 

 

มังคุด ผลยังไม่สุกดี แต่ก็เตรียมจะได้เก็บกินแล้ว

 

 

ต้นลองกอง เห็นผลกันชัดๆ ใบหน้าตาอย่างนี้นะครับ

 
หลังจากเดินรอบสวน ดูต้นผลไม้ลองหัดเก็บกินเองแล้ว ก็ได้เวลามานั่งกินกันได้
ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีค่ากินกันหน่อย แหม ปลูกผลไม้มามันก็มีต้นทุนนะ ไม่ได้ปลูกฟรีๆ
แต่ไม่ต้องห่วงครับ ท่านสามารถกินผลไม้ได้ไม่อั้น ด้วยราคาบุฟเฟ่ต์แค่ 99 บาท/ท่าน
ก็เรียกว่าคุ้มค่ามาก ได้กินผลไม้สดๆจากสวน ถ้าไม่อร่อย ปอกผลใหม่ให้กินเลย (จริงๆนะครับ)

 

คุณป้าเจ้าของสวน ปอกทุเรียนให้กินเองเลยทีเดียว (แต่ผมไม่ชอบทุเรียน มันเหม็น) ^^”

 
นอกจากนั้น ยังสามารถสั่งผลไม้จากสวนได้โดยตรงเช่นกันนะครับ โทรมาถามราคาก่อนได้
ซึ่งราคาก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลผลไม้ นอกจากนั้นจะมารับที่สวนหรือให้ไปส่งก็ได้นะครับ
ทางสวนก็จะมีกล่องใส่อย่างดี รับรองว่าผลไม้ถึงมือคนกินไม่มีช้ำไม่มีบุบไปซะก่อน
แต่ถ้าไปส่งคงต้องอยู่ในระยองนะ จะให้มาส่งถึงกรุงเทพฯนี่ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ^^”

 

หน้าตากล่องใส่ผลไม้ของสวน หน้าตาดูดีใช่ย่อยทีเดียว

 

 

ผลไม้บรรจุลงกล่อง เตรียมส่งให้ลูกค้าแล้ว น่าหม่ำจัง

 
นอกจากนั้น ทางสวนยังมีผลิตภัณฑ์จากผลไม้เป็นสินค้าแปรรูปแบบอื่นๆขายอีกด้วย
มีทั้งของทำผลิตแปรรูปเอง และฝากขายจากสวนหรือชมรมชาวบ้านใกล้ๆกัน
แล้วยังมี คัตเอาท์ที่บอกวิธีการทำผลไม้แปรรูป ให้ลองจดไปทำกันเองด้วยนะครับ
อย่างข้างล่างนี่ก็เป็นวิธีการทำทุเรียนทอดครับ (ทุเรียนอีกแล้วง่ะ T T)

 

วิธีการทำทุเรียนทอด ใครสนใจก็จดสูตรไปทำได้

 

 

ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ซื้อติดไม้ติดมือไปเป็นของฝากได้นะครับ

 
สำหรับผลไม้ขึ้นชื่อของสวนผู้ใหญ่สมควรนั้น ก็เป็น “มังคุด” ครับ
ขึ้นชื่อขนาดไหน เอารางวัลมาเป็นการันตีได้เลย เพราะมังคุดที่นี่ได้รางวัลความอร่อย
เป็นรางวัลชนะเลิศการประกวดมังคุดประจำจังหวัดระยองปี 2553
ซึ่งชนะในดินแดนผลไม้แบบนี้ คงการันตีได้แน่นอน ถ้าไม่อร่อยก็ให้มันรู้ไป

ซึ่งที่สวนก็จะมีต้นมังคุดที่อยู่คู่สวนมานานเป็นเอกลักษณ์ประจำสวนไปแล้ว
เป็นต้นมังคุด 100 ปี ซึ่งขนาดต้นใหญ่โตมาก (ก็แหงล่ะ อยู่มาเป็นร้อยปีแล้วนี่นา)
โดยต้นมังคุดนี้ก็ถือเป็นของพิเศษของสวนเลยทีเดียว เพราะเขาบอกว่ามังคุดต้นนี้อร่อยสุด
เปลือกจะบาง เนื้ออาจจะไม่เนียนแบบมังคุดที่อื่นๆ แต่รสชาติหวานอร่อยกว่ามังคุดทั่วไป

 

ขึ้นโล่ห์ขนาดนี้ ก็การันตีความอร่อยได้แล้วล่ะนะ ^^

 

 

ต้นนี้แหละครับอร่อยสุด มังคุด 100 ปี ต้นนี้เก่าแก่อยู่คู่สวนมานานมากแล้วครับ

 

 

ขึ้นชื่อไม่ขึ้นชื่อ ขนาดมีวิธีการดูมังคุดให้ดูกันเป็นขั้นตอนเลยทีเดียว

 
ซึ่งตอนแรกที่เข้ามาในสวน พอเห็นชื่อสวนว่าผู้ใหญ่สมควร ผมก็นึกว่าต้องเป็นคุณลุงแน่ๆเลย
แต่ไม่ใช่ครับ เจ้าของสวนคือ คุณป้าสมควร ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าเป็นภรรยาคุณสมควร (งงไหม)
ชื่อจริงของคุณป้าสมควรก็คือ สมควร ศิริภักดี ครับ

ซึ่งก็ได้นั่งคุยกัน ประวัติคุณป้าก็โชกโชนมากทีเดียว เพราะคุณป้าเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านที่นี่
ฉายาที่ชาวบ้านเรียกคุณป้าคือ “หญิงเหล็ก” เพราะคุณป้าคอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน
ไม่ว่าจะกลางวันกลางคืน ใครมีเรื่องเดือดร้อน คุณป้าจะออกไปช่วยเหลือให้หมด
ซึ่งคุณป้าก็ได้รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านดีเด่นถึง 2 สมัย และที่รับประกันความอร่อยของผลไม้ก็คือ
“รางวัลสตรีผู้ผลิตพืชและอาหารยอดเยี่ยมปี 2554 แห่งสหประชาชาติ” ก็เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆ

ดังนั้น เรื่องความอร่อยของผลไม้ก็คงไม่ต้องห่วงแน่นอน เพราะมีตำแหน่งการันตีแบบนี้ ^^

 

คุณป้ากับผลไม้ในสวนให้ได้ชักภาพกันซะหน่อย ^^

 
ก่อนจะไป คุณป้าสมควรก็ได้ให้ผลไม้ติดไม้ติดมือมาสองกล่อง
ให้ฟรีไม่คิดเงินด้วยแน่ะ จะเรียกว่าเป็นค่าทำแผ่นดีวีดีชมสวนไปให้คุณป้ารึเปล่าก็ไม่รู้
เพราะก่อนหน้านี้คุณพ่อยกก๊วนเพื่อนบ้านมาเยี่ยมสวนคุณป้าไปทีนึง แล้วก็ถ่ายวีดีโอมาให้ผมตัด
แต่ตัดคราวนี้รู้สึกจะรีบไปหน่อย คราวหน้าต้องทำให้ดีกว่านี้ คุณป้าอุตส่าห์ใจดีให้ผลไม้มากินฟรี

สำหรับที่อยู่ของสวนผลไม้ตามไปรษณีย์ก็คือ เลขที่ 57 หมู่ 3 ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง
เบอร์โทรศัพท์ของสวนก็คือ 081-761-9497 หรือ 081-991-3233
จะแวะไปเยี่ยมเยียน ชิมผลไม้ ซื้อผลไม้ หรือคุยกับเจ้าของสวนก็ได้ คุณป้าใจดีครับ
แล้วปกติคุณลุงสามีคุณป้าก็จะอยู่ด้วย อยากถามเรื่องผลไม้อะไรก็ถามได้เต็มที่เลยครับ

กินผลไม้ให้อร่อยนะครับ ดีต่อสุขภาพด้วย แล้วโอกาสดีจะมาเขียนเรื่องเที่ยวมาฝากอีกครับ