คลังเก็บบล็อก

John Carter (B-): ฉันมาอยู่ดาวอังคารทำไมเนี่ย

ก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปดูแบบ 3 มิติเพราะเห็นตัวอย่างอลังการดี
แต่พอได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องเนื้อหาหนัง ก็เลยเปลี่ยนใจดูแค่ 2 มิติพอ ทีแรกว่าจะไม่ดูด้วย
เพราะเดี๋ยวนี้ถ้าได้ยินไม่ดีนักก็กลัวเสียดายตัง แต่ในที่สุดก็จ่ายราคาวันพุธ 80 บาทกับ John Carter

John Carter เป็นเรื่องราวของเจ้าหนุ่มจอห์นตามชื่อเรื่อง เป็นนายทหารม้าจากเวอร์จิเนีย
จอห์นไม่อยากออกรบเข่นฆ่าใครอีก แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาได้พบถ้ำทองคำที่วาร์ปเขาไปดาวอังคาร
เขาต้องไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และชนเผ่าประหลาดที่จะเปลี่ยนอนาคตดาวดวงนี้ตลอดไป
แล้วจอห์นใน ฐานะคนแปลกหน้าจากดาวใกล้กันอย่างโลก จะมาเกี่ยวข้องกับอนาคตดาวสีแดงนี้อย่างไร

Photobucket

ดาวอังคารอยู่ได้ด้วยเหรอเนี่ย!?!

ก็จะพยายามเข้าใจว่ามันคือดาว “บาร์ซูม” ส่วนดาวโลกของเราก็คือ “จาร์ซูม”
แล้วก็นี่เป็นโลกสมมุติในหนังก็แล้วกันอ่ะนะ (แต่การอิงระบบสุริยะ มันก็ทำให้หนังดูหลอกไม่น้อย)

ผมว่าจุดเสียใหญ่ไม่น้อยคือ หนังทำให้เชื่อไม่ค่อยได้ว่า ดาวอังคารจะเป็นอย่างนั้นจริงอย่างในหนัง
เพราะใครก็รู้อยู่แล้วว่าดาวอังคารอยู่ไม่ได้ ถึงแม้ว่าหนังจะให้เหตุผลว่า เป็นจอห์นตัว Copy ไปอยู่ที่โน่น
แต่พอโลกของหนังเดินไป มันก็ยังยากจะทำใจให้เชื่อได้อยู่ดี ทางที่ดีก็ต้องลืมๆเหตุผลตรงนี้ไปก่อน
แต่มันก็ทำให้หนังขาดความเชื่อมโยงกับคนดูไปไม่น้อย เพราะเสียความน่าเชื่อถือตรงนี้ไปซะแล้ว

ทั้งเผ่าประหลาดและสัตว์ประหลาดยักษ์อยู่บนดาว แล้วยังมีพฤติกรรมแบบชาวโลก แล้วยังมีมนุษย์อีกด้วย
แล้วยังมีเทพที่บอกว่าเป็นอมตะ (ตรงไหนหว่า) ยานบินล้ำยุคสำหรับยุคสมัยในหนัง จนน่าจะบุกโลกซะเลย
มันน่าจะดีกว่ามาก ถ้าให้ John Carter วาร์ปไปอยู่ในระบบจักรวาลหนึ่งไปเลย จะน่าเชื่อถือกว่าเยอะ

Photobucket

Prince Of Persia + Avatar ฉบับดาวอังคาร

หนังให้กลิ่นของสองเรื่องผสมกันไม่น้อย แต่ออกจะไปทาง “เจ้าชายเปอร์เซีย” ซะมากกว่า
คือหนังว่าด้วยเรื่องพระเอกที่มีชีวิตไม่เอาไหนบนโลก แล้วก็ไปพบชีวิตใหม่บนดาวอังคาร พล็อตปกติทั่วไป
แต่หนังวางปมไม่สุดแบบ Avatar เพราะชีวิตบนโลกของจอห์นก็ไม่ได้ดูจะแย่อะไร แค่ทหารไม่อยากรบ
ก่อนที่จะบังเอิญวาร์ปไปดาวอังคาร แล้วหนังก็ส่งจอห์นให้ไปเจอเรื่องราวผจญภัยต่างๆนานา

ที่บอกว่า Prince Of Persia เพราะพอมาอยู่บนดาวอังคาร จอห์นก็กลายเป็นซูเปอร์แมนไปทันที
เหมือนกับดัสแตนที่เก่งกาจอยู่แล้ว ของจอห์นดูแย่กว่าตรงที่พลังซูเปอร์ของจอห์นแทบไม่มีอะไรต้องลุ้น
แล้วหนังส่งจอห์นไปผจญภัยแบบไม่ค่อยจะมีจุดหมายอะไรนัก เหมือนจับแพะชนแกะไปเรื่อยๆ
ให้จอห์นได้เจออุปสรรคต่างๆ ที่วิธีแก้ก็ไม่ค่อยมีอะไรนักนอกจากใช้พลังซูเปอร์แมนก็จัดการได้แล้ว
ซึ่งก็คล้ายๆกับหนังเจ้าชายเปอร์เซีย ที่หนังให้ดัสแตนเจอนั่นนี่ไปเรื่อย จนเกือบลืมเป้าหมายในหนัง

หนังพยายามบอกว่า จอห์นเป็นคนไม่มีเป้าหมาย การมาอยู่ดาวอังคาร ทำให้เขาพบเป้าหมายชีวิต
แต่กว่าเราจะเห็นเป้าหมายชีวิตจอห์นก็ปาเข้าไปท้ายเรื่องโน่น ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ให้จอห์นเรียนรู้เท่าไหร่
ซึ่งต่างจากใน Avatar ที่หนังค่อยๆให้เจคได้เรียนรู้ซึมซับวิถีชีวิตที่ต่างจากชาวโลกจนเจคค้นพบตัวเอง
แต่ชีวิตชาวดาวอังคารใน John Carter ดูยังไงก็ไม่ต่างและมีอะไรให้น่าค้นพบเป้าหมายไปกว่าชาวโลก

จนน่าคิดว่า จอห์นน่าจะกลับโลก หรือไม่ก็หาเรื่องยึดดาวอังคารซะเลย เป็นซูเปอร์แมนซะขนาดนั้นแล้ว
แต่จอห์นก็ยังงงกับชีวิตตัวเองจนเกือบท้ายเรื่อง ก่อนจะพาเผ่าธาร์กไปรบแล้วก็แต่งงานกับเจ้าหญิงแบบงงๆ
หรือบางที เป้าหมายชีวิตของจอห์นอาจจะเป็น “เจ้าหญิงดูมๆ” ก็ได้นะ (ฮา)

Photobucket

แต่หนังก็ดูได้เรื่อยๆ อย่างน้อยก็มีเจ้าหมาน่ารัก

ถ้าอยากจะไปดูเอางานสร้าง ก็ถือว่าสมราคาเพราะก็อลังการดี สมกับที่ลงทุนไปซะเยอะ
หรือจะไปดูเจ้าหญิงดูมๆก็แล้วแต่ อาจจะเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ทำให้คนยังตามหนัง (เพราะดูแต่หุ่น)
แต่ถ้าได้ Monica Bellucci มาเล่นคงจะเจ๋งกว่านี้เยอะ (ตอนดูตัวอย่างมองไกลๆนึกว่าโมนิก้า)
แล้วก็ “เจ้าหมาดาวอังคาร” ที่ขโมยซีนสุดๆ กลายเป็นเจ้า Uggie 2 ไปเลย ถึงหน้าตาจะไม่ให้ก็เถอะ
คือ ถ้าไม่มีเจ้าหมาดาวอังคาร หนังก็คงดูไปแบบเซ็งๆอยู่เหมือนกัน เพราะออกจะชืดๆ

แต่ถึงกระนั้น หนังก็ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร แต่เมื่อเทียบกับฟอร์มก็ถือว่าไม่ค่อยสมราคาเท่าไหร่
หนังก็สนุกไปได้เรื่อยๆ เวลาไปเจอเรื่องผจญภัยก็มีอะไรให้ลุ้น มีมุขขำๆเป็นระยะ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ
เพราะโลกอลังการของหนัง และโครงเรื่องสำเร็จที่ก็วางแอ็คชั่นให้ลุ้นให้ตื่นเต้นไปตามมาตรฐานเท่านั้นเอง
แต่ด้วยตัวหนังที่ปะติดปะต่อเรื่องไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ เพราะบทและคาแรกเตอร์ที่วางไม่เคลียร์แต่แรก
พอวางไม่เคลียร์ หนังก็เลยมีปัญหาตลอด ไปไม่สุด พอดูจบแล้วก็จบกัน ไม่ค่อยจะจดจำอะไรมาก
ตอนดูหนังจบ ยังได้ยินคนข้างๆบ่นด้วยว่า “จับเรื่องอะไรไม่ค่อยจะได้เลย”

Photobucket “ไม่ถึงกับเสียดายตัง แต่ไม่ค่อยสมราคาฟอร์มหนัง ถ้าอยากดู ดู 2 มิติก็พอครับ”

Photobucket

Advertisements

The Artist (A-): โอกาสสุดท้ายที่จะได้ดูหนังเงียบในโรงหนังแล้วนะครับ

อยู่ๆจุดเริ่มต้นของวงการหนังโลกทั้งสองฟากฝั่งต่างก็พร้อมใจกันทำหนังหวนรำลึกวันวาน
ในขณะที่ฝั่งฮอลลีวู้ดทำหนัง Hugo โดยข้ามน้ำข้ามทะเลมาเล่าเรื่องที่ฝรั่งเศส ในแบบสามมิติ
ทางฝั่งฝรั่งเศสก็ทำหนังเงียบคลาสสิคมาอีกเรื่องหนึ่ง แต่ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเล่าที่ฝั่งอเมริกา
เหมือนจะเป็นเหตุบังเอิญ แต่ก็ช่างประจวบเหมาะพอดี หนังเรื่องที่ว่านั่นก็คือ The Artist

The Artist เล่าเรื่องของดาราหนังเงียบชื่อดัง George Valentin ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ของอาชีพ
แต่โดยที่เขารู้ไม่ถึง เมื่อยุคหนังเสียงก้าวเข้ามาเป็นของใหม่ แต่จอร์จยังยืนยันจะทำหนังเงียบต่อไป
เพราะเชื่อว่านั่นคือศิลปะขนานแท้ แต่เขาก็ไม่อาจทานกระแสโลกที่เปลี่ยนไปได้ เขากลายเป็นดาราตกอับ
และคนที่กลับรุ่งโรจน์แทนคือดาราที่เขาเคยส่งเสริม Peppy Miller แล้วชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

Photobucket

การหวนคืนสู่รากและจุดเริ่มต้น

The Artist บางคนอาจจะมองว่าเป็นหนังที่ทำแบบย้อนยุคให้ดูเก๋แปลกตาสำหรับคนยุคนี้
เพราะทั้งขนาดภาพแบบ 1.33:1 ไม่มีเสียงพูดตัวละคร แถมใช้เพลทคำพูดขึ้นคั่นเวลาตัวละครพูด
แต่นั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ผู้กำกับจงใจทำ เพราะความหลงใหลต่อหนังยุคเก่าที่เขาชื่นชอบ
เพราะหนังเรื่องนี้ได้เรียกสิ่งที่เป็นรากฐานเดิมที่ทั้งคนทำหนังหรือคนดูหนังยุคนี้อาจลืมเลือนไปทุกที
เพราะมัวแต่พยายามหาความแปลกหวือหวาในเรื่องราว นั่นคือ จังหวะหนังและการเล่าเรื่องพื้นฐาน

ผมคิดว่าก็น่าจริงไม่น้อยนะ เพราะตั้งแต่เราเห็นการเล่าเรื่องหักมุมแบบ The Sixth Sense
และหนังที่ทำตามกันมาอีกหลายเรื่อง หนังเล่าเรื่องไม่เรียงลำดับ หนังเล่าย้อนจากหนังไปหน้า ฯลฯ
ดูเหมือนเราพยายามจะหาอะไรพวกนี้ ยิ่งหนังเรื่องไหนหักมุมร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ คนจะฮือฮากันไปยาว
แต่ The Artist ได้ให้สิ่งที่เรียกว่า ความแม่นในจังหวะหนัง และการเล่าเรื่องตามลำดับพื้นฐาน
ที่คนทั่วไปจะอิ่มอกอิ่มใจและเข้าถึงเนื้อเรื่องได้อย่างครบถ้วน ไม่ต้องปีนกระไดตีความให้ปวดกบาล

ซึ่งสิ่งนั้นก็เป็นสิ่งพื้นฐานแรกในยุคเริ่มแรกหนังที่ปรัชญาพื้นฐานคือ การทำหนังเพื่อคนดูจำนวนมาก
ผู้กำกับ The Artist แม่นมากในการวางจังหวะหนัง ที่คนดูจะรู้สึกสุขและเศร้าในเวลาไหนที่ควร
และหนังโฟกัสถูกไปที่เรื่องของ จอร์จ ไม่ไปเสียเวลากับตัวละครเด่นตัวอื่น (รวมถึงหมา Uggie ด้วย)
แม้หนังจะจัดอยู่ในขั้นที่ว่า “เดาได้” แต่การวางจังหวะหนังที่เด็ดขาดทำให้หนังน่าติดตามตลอดเวลา
รวมถึงหนังยังใส่ลูกเล่นของการเปรียบเทียบ “ความเงียบ” กับ “การใช้เสียง” ได้อย่างฉลาดมาก

ซึ่งฉลาดยังไงนั้น ให้ดูฉากที่จอร์จตะโกนหน้ากระจกห้องแต่งตัวของตัวเอง เราจะรู้สึกได้ทันที
รวมถึงบทพูดที่อาจจะดูทื่อๆ แต่ดูเหมาะเหม็งกับหนัง และช่างรู้สึกเหมือนกับยุคหนังเงียบเหลือเกิน

Photobucket

เทียบระหว่างหนัง Hugo และ The Artist

ในเมื่อไปดูหนัง 2 เรื่อง ที่เล่าเรื่องในยุคสมัยใกล้ๆกันมาสองสัปดาห์ติด
ก็คงจะอดเทียบถึงความดีเด่นของหนังทั้งสองเรื่องไม่ได้ เพราะหนังทั้งสองก็มีดีด้วยกันทั้งคู่

ส่วนตัวผมรู้สึกว่า The Artist ให้ความรู้สึกของการดูหนังที่เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงมากกว่านะ
เพราะจุดประสงค์หนังเริ่มแรกของพี่น้องลูมิแอร์ (คนฉายหนังจนทำให้จอร์จใน Hugo หลงใหลนั่นแหละ)
ก็คือ “การทำให้เข้าถึงคนทั่วไปได้” ความบันเทิงราคาถูก ที่คนจะหัวเราะหรือร้องไห้ในโรงไปพร้อมกัน
ในขณะที่ Hugo ย้อนยุคโดยใช้ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” อย่างครบถ้วนเพื่อบันดาลโลกสมัยนั้นให้สวยงาม
The Artist ใช้ “ศาสตร์ศิลปะสมัยนั้น” ทั้งหมดในการดึงคนดูให้ไปสัมผัสโลกยุคนั้นผ่านหนังเรื่องนี้

ซึ่งศาสตร์ศิลปะการทำหนังสมัยนั้นก็คือ พื้นฐานการทำหนังทุกยุคสมัย นั่นแหละ
ซึ่ง Hugo ก็มีสิ่งนั้นครบถ้วนเช่นกัน แต่สามมิติราคาแพง ทำให้ห่างไกลจากศิลปะเข้าถึงได้ไปหน่อย
ในขณะที่ The Artist สามารถเอาไปฉายหนังขายยาต่อได้ ฉายหนังกลางแปลงได้ ไม่ต้องแจกแว่น
แล้วหนังยังเล่าเรื่องผ่านการแสดง คนดูเข้าใจได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีบทพูดเลยด้วยซ้ำ
เรียกว่านี่คือ “ภาษาสากล” อย่างแท้จริง (ถึงจะไปพากย์อีสานต่อแบบหนังชาร์ลี แชปลิน ก็เอาเถอะ) ^^”

ต้องถือได้ว่าโชคดีมากที่เราได้มีโอกาสดูหนัง 2 เรื่องนี้ จากผู้กำกับที่เข้าใจศาสตร์ภาพยนตร์จริงๆ
เพราะผมรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้เป็นตัวแทนของหนังปี 2011 ที่ทั้งคนทำหนังและคนดูหนังควรศึกษา
ว่าหนังที่ผู้กำกับใส่ใจองค์ประกอบทุกรายละเอียด และเล่าเรื่องโดยใช้ศาสตร์ภาพยนตร์อย่างเข้าใจนั้น
มันยอดเยี่ยมยังไง โดยที่ไม่ต้องโปรโมตว่า “ผู้กำกับใส่ใจทุกรายละเอียด” เพราะผลงานมันฟ้องครับ

Photobucket

ยอดนักแสดง กับจอมขโมยซีน

Jean Dujardin อาจไม่ใช่นักแสดงที่คนรู้จัก แต่ผมว่ามันกลายเป็นเรื่องดีที่ไม่มีใครรู้จักเท่าไหร่
เพราะต้องยอมรับจริงๆว่า ทั้งโครงหน้าและรูปลักษณ์ช่างเหมือนกับนักแสดงยุคเก่ามากๆ
ยังไม่นับรวมถึงการแสดงที่เราแทบไม่รู้สึกว่า นี่คือนักแสดงที่มาแสดงหนังทำเก่าเรื่องหนึ่ง
แต่เรากำลังดู “ชีวิตนักแสดงคนหนึ่งในสมัยนั้น” ต่างหาก ที่ชวนให้นึกไปถึงดาราเก่าสักคนเลยนั่น

ซึ่งถ้าเอานักแสดงชื่อดังมา เราคงไม่ได้ความรู้สึกเช่นนี้ เพราะภาพนักแสดงชื่อดังจะติดมา
ผมนึกถึง จอร์จ คลูนี่ย์ ซึ่งเคยถ่ายรูปย้อนยุคได้เหมือน คลาก เกเบิล มาก ถ้าเกิดมาเล่นหนังเรื่องนี้
คิดว่าฝีมือพี่จอร์จไม่มีปัญหา แต่พอถึงตอนจบของหนัง ทุกอย่างอาจพังทลายหมดเลย
เพราะภาพพี่จอร์จ กับเสียงนุ่มๆหนักๆ ยังไงคนก็ไม่มีทางลืม คงไม่รู้สึกแบบที่ฌองแสดงแน่

แล้วที่อดจะพูดถึงไม่ได้ก็คือ “จอมขโมยซีน” ตัวจริงเสียงจริงในหนังเรื่องนี้
เรียกว่าถูกพูดถึงตั้งแต่คนยังแทบจะไม่ได้ดูหนังกันเสียด้วยซ้ำ จนพอดูหนังก็สมที่เค้ากล่าวอ้าง
จะเป็นใคร เอ๊ย..ตัวไหนไปไม่ได้นอกจากเจ้าหมาน้อย Uggie นั่นเองครับ

เจ้าหมาน้อย Uggie ก็เป็นการเคารพหนังเก่าสมัยก่อน (ผมจำเรื่องไม่ได้) ที่มีหมามาแสดงขโมยซีน
ชนิดที่ว่า มีคนเสนอชื่อให้เจ้าหมาได้ชิงออสการ์กันเลยทีเดียว ถึงเจ้า Uggie จะไม่ได้ชิงกับเขาปีนี้
แต่ว่าใครที่ได้ไปดู (หรือยังไม่ได้ดู) ก็เตรียมรับทั้งความน่ารักและแสนฉลาดของเจ้า Uggie ได้
เพราะออกมากี่ฉากก็ขโมยซีนเค้าหมด เรียกว่าเอาใจคนดูไปเต็มๆเลยล่ะงานนี้ ^^

Photobucket

ไม่มีโอกาสอีกแล้วนะ จะได้ดูหนังเงียบในโรง

สำหรับคนดูหนังยุคนี้ บางคนอาจจะมองว่านี่ก็เป็นแค่หนังเรื่องหนึ่งที่ทำแบบเรโทรย้อนยุค
แต่ถ้าลองกลับไปคิดว่า ถ้าเราได้ไปอยู่ในยุคร่วม 100 ปีที่แล้ว โรงหนังดับไฟแล้วดูหนังเงียบ
การได้มีประสบการณ์ในแบบปู่ย่าตาทวดยุคนั้น มันเป็นอะไรที่หาไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้

นักเรียนหนังอย่างมากก็ได้ดูหนังเงียบผ่านโปรเจ็คเตอร์วีดีโอ แล้วก็นั่งดูกับเพื่อนๆด้วยกัน
คนสนใจหนัง อย่างมากก็ได้แต่เปิดแผ่นดีวีดีดูอยู่กับบ้าน ดีหน่อยก็ชวนใครมาดู (ซึ่งใครจะมาล่ะ)
แต่ไม่มีทางที่จะได้ดูกับคนแปลกหน้า ที่จะมานั่งหัวเราะหรือซาบซึ้งกัน “ในโรงหนัง” อย่างนี้
จะมีสักกี่ครั้งที่หนังสักเรื่อง จะให้ประสบการณ์ที่ “ดึงเราไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง” ได้อย่างนี้

Photobucket “อย่าได้พลาดเด็ดขาดครับ”

Photobucket

Lacey & Lexi: ชิสุจอมซนกับเปอร์เซียจอมหยิ่ง

ไม่ได้เขียนบล็อกเรื่องหมาแมวมาตั้ง 2 สัปดาห์ เพราะเอาพลังสมองไปเขียนบทวิจารณ์หนังหมด
แต่วันนี้กลับมาเขียนอีกครั้งแล้ว ไหนๆจะมาทั้งที จะมาแค่เรื่องหมาหรือเรื่องแมวอย่างเดียวได้ไง

คราวนี้ก็เลยมาทั้งหมาทั้งแมวไปซะเลย เมี๊ยวๆ โฮ่งๆ…

————————————————————————-

ถ้าจำกันได้ปกติที่ผมเขียนเรื่องวีดีโอสัตว์เลี้ยง ผมมักจะเจอสัตว์เลี้ยงน่ารักที่มาจากญี่ปุ่นซะมากกว่า
นานๆจะมีวีดีโอที่ทำออกมาดีๆจากฝรั่งมังค่ากันซะทีนึง (ที่จริงผมก็ยังเอามาฝากไม่เยอะเท่าไหร่ แหะๆ) ^^”
แต่ในที่สุด ผมก็เจอวีดีโอสัตว์เลี้ยงน่ารักดีๆจากฟากฝรั่งเค้าซะที ซึ่งรับรองว่าดูแล้วจะต้องอมยิ้มกันแน่ๆ

เชิญพบกับ Lacey & Lexi ครับผม =^.^=

Photobucket

Lacey และ Lexi เป็นหมาแมวของเจ้าของชาวอเมริกัน Lacey เป็นหมาพันธุ์ชิสุ Lexi เป็นแมวพันธุ์เปอร์เซีย
ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้หญิง เจ้า Lexi จะอาวุโสกว่าเยอะหน่อยเพราะ 9 ขวบแล้ว ส่วนเจ้า Lacey อายุแค่ 3 ขวบเอง
ประวัติค่อนข้างหายาก มีลงที่ยูทูบเท่านั้น เพราะคุณเจ้าของเค้าถ่ายวีดีโอลงยูทูบเพียงเพื่อความเพลิดเพลิน
ซึ่งนอกจาก Lacey และ Lexi แล้ว คุณเจ้าของยังเลี้ยงปลาคาร์ฟไว้อีกด้วย เรียกว่ามีแต่สัตว์เลี้ยงทั้งบ้านเลย

Photobucket

สำหรับดาวเด่นประจำบ้าน ก็ต้องเป็นเจ้า Lacey ยิ่งเพิ่งอายุแค่ 3 ขวบด้วย ก็เลยยิ่งซนใหญ่
ลักษณะนิสัยของ Lacey ก็เหมือนสุนัขพันธุ์ชิสุทั่วไปคือ ชอบวิ่งเล่นแล้วก็รักสนุก
ยิ่งเป็นหมาน้อยก็เลยชอบสำรวจข้าวของ ซึ่งคุณเจ้าของก็สรรหาข้าวของมาให้เจ้า Lacey สำรวจสารพัด
จนกระทั่งไปสำรวจแล้วคนเข้าไปดูกันเยอะมากเป็นหลักแสนก็คือ เจ้าตุ๊กตาสิงโต
ความน่ารักอยู่ที่เจ้า Lacey ทำท่ากล้าๆกลัวๆ เห่าขู่แต่ก็ถอยกรูด ก่อนเข้าไปสำรวจเจ้าสิงโตอย่างละเอียด

ซึ่งจะน่ารักยังไง ก็ชมวีดีโอข้างล่างนี่ได้ครับ…



แล้วด้วยความช่างเล่น กรรมก็เลยตกอยู่กับเจ้าแมว Lexi ซึ่งไม่ค่อยอยากสุงสิงกับเจ้า Lacey เท่าไหร่ ^^”
แต่ว่าด้วยความที่ Lacey ชอบเล่นชอบมีเพื่อน เจ้า Lacey ก็เลยอยากจะเป็นเพื่อนกับเจ้าเหมียว Lexi ด้วย
แต่ดูเหมือน Lexi ไม่อยากเล่นด้วย มาขอเป็นเพื่อนกี่ทีก็ขู่กลับตะปบหน้าไปก็หลายที แต่เจ้า Lacey ก็ไม่เข็ด
ซึ่งถึงขณะนี้ เจ้า Lacey ก็พยายามมาสามปีแล้ว แต่ท่าทางยังไม่ได้ผล เพราะเจ้า Lexi ก็ยังตบหน้าเหมือนเดิม

ก็ดูความน่ารักของการพยายามขอเป็นเพื่อนของเจ้า Lacey ได้ที่วีดีโอข้างล่างนี่ครับ…



โดยวีดีโอส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้า Lacey มากกว่า เพราะด้วยความชอบซน ทำให้มีกิจกรรมมากกว่าเจ้า Lexi
ซึ่งจุดเด่นของ Lacey ถ้าคุณเจ้าของคิดจะทำให้เป็นสตาร์สุนัข ก็อยู่ที่ “ความชอบเล่นชอบสนุก”
เพราะ Lacey ดูจะขยันเล่นขยันสำรวจไปทุกอย่าง ซึ่งก็แน่นอนว่านอกจากของเล่นแล้ว
ก็ย่อมมีเจ้า Lexi ที่เจ้า Lacey พยายามจะขอเป็นเพื่อนด้วย ก็เรียกว่าพยายามทุกวิถีทางที่มีโอกาส
ซึ่งวีดีโอของ Lacey แสดงจุดเด่นนี้แทบทุกตัว ก็เรียกว่าอิ่มความน่ารักของเจ้า Lacey ไปตามๆกัน

Photobucket

ส่วนเจ้าแมว Lexi นั้น มีวีดีโอไม่มากนัก และความน่ารักมักจะมาคู่กับเจ้า Lacey เสมอ
เพราะด้วยตัวของเจ้า Lexi ชอบจะอยู่สงบๆ จุดเด่นของเจ้า Lexi จึงเป็น “ความเป็นคู่กัด”
เพราะวีดีโอน่ารักๆของ Lexi ก็มักจะมาจากความช่างเล่นของ Lacey ที่พยายามจะขอเป็นเพื่อน
แต่เจ้า Lexi ก็ทั้งตบทั้งขู่สารพัด ความโดดเด่นของเจ้า Lexi จะมีเจ้า Lacey ดันเสมอด้วยความตื้อของ Lacey
ยิ่ง Lacey พยายาม Lexi ก็ยิ่งรำคาญ แต่ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก เพราะแสดงความเป็นหมาแมวอย่างเต็มเปี่ยม

Photobucket

ซึ่งถึงแม้ว่าคุณเจ้าของจะเพียงแค่ถ่ายวีดีโอไว้เพื่อความเพลิดเพลิน
แต่กับวีดีโอที่ออกมานั้นก็ดึงความโดดเด่นของทั้ง Lacey และ Lexi ออกมาได้ดีมาก
ทั้งการจับลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของหมาแมวทั้งสองตัว วิธีการถ่ายที่ใกล้ชิดทั้ง Lacey และ Lexi
อีกทั้งยังไม่ล่อหลอกด้วยเสียงพร่ำเพรื่อจนน่ารำคาญ และแม้ใช้เสียงเพลงประกอบก็เลือกมาได้น่ารัก
จึงทำให้การชมเจ้า Lacey และ Lexi เป็นความเพลิดเพลินและยังสร้างความจดจำให้กับทั้งสองหมาแมวด้วย

Photobucket

ซึ่งแม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ทั้งสองก็มีแบรนด์ติดตัวเรียบร้อย ซึ่งก็คือความเป็นหมาแมวปกตินี่แหละ
ตามลักษณะจุดเด่นที่ผมได้บอกไป คือ “ความชอบเล่นชอบสนุก” และ “ความเป็นคู่กัด”
ซึ่งผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็นการยากเลยถ้าเกิดคุณเจ้าของคิดจะทำให้เจ้าสองตัวนี่ดัง
เพราะคาแรกเตอร์ทั้งสองตัวชัดเจนมาก ทั้งความซนและความเป็นคู่กัด ทำให้คนหลงรักได้ไม่ยากเลย
ซึ่งถ้าเกิดคุณเจ้าของมีการทำบล็อกอัพเดตให้คนติดตาม หรือกระทั่งสร้างหน้าเฟสบุ๊กขึ้นมา
ผมว่าคงต้องมีแฟนเข้ามาตามอีกเยอะแน่ๆ เพราะขนาดถ่ายเล่นๆก็มีคนตามไม่น้อยแล้ว

แต่คิดว่าคุณเจ้าของคงชอบถ่ายสนุกๆมากกว่า แต่แค่นี้เราก็รักเจ้า Lacey และ Lexi จะแย่แล้วล่ะ ^^

————————————————————————-

ก็เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ความน่ารักของหมาแมวที่นำมาฝากกันวันนี้
ใครอยากเข้าไปชมวีดีโอน่ารักของ Lacey และ Lexi ก็ไปตามนี้ได้นะครับ
http://www.youtube.com/user/lacey41908/

.

ก่อนจะไปกันก็ตบท้ายด้วยวีดีโอน่ารักๆ ของ Lacey และ Lexi
สังเกตขาหลังเจ้า Lacey ดีๆนะครับ เวลาจะขอเจ้า Lexi เป็นเพื่อนด้วย น่ารักมาก!!!

แล้วคราวหน้าจะนำเรื่องหมาแมวเรื่องอื่นๆมาฝากกันใหม่ครับ สวัสดีครับ

Coco-Chan: แบรนด์แบบหมาๆ ที่ไม่ต้องทำอะไรนอกจากเป็นหมาแบบ “โกลเด้น”

ปกติผมจะชอบเรื่องแมวๆเหมียวๆ โดยเฉพาะเจ้า Maru ที่ผมจะชอบเป็นพิเศษจนอิจฉาเจ้าเหมียว ^^”
แต่ถ้าหมาน่ารักผมก็ไม่ได้รังเกียจนะครับ เพราะสัตว์เลี้ยงย่อมสร้างความผ่อนคลายให้เราได้เสมอ
แล้วเจ้าหมาที่มาทำให้ผมปันใจได้ตัวนี้ ก็น่ารักซะด้วย จนทำให้ผมต้องเขียนถึงจนได้
ชื่อของเจ้าหมาน่ารักตัวนี้ก็คือ Coco ครับ

——————————————————————-

Coco เนี่ยเป็นหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ อย่างไม่ต้องไปถามหาว่าเป็นพันธุ์อะไรให้เสียเวลา
เพราะหมาพันธุ์นี้ใครก็รู้จัก แต่ก่อนจะนึกว่าหน้าตาหล่ออย่างนี้ จะบอกว่า “Coco เป็นผู้หญิง” นะครับ ^^”
แล้วก็แน่นอนว่า Coco เกิดที่ “ญี่ปุ่น” (อีกละ ของน่ารักๆทำไมมาจากญี่ปุ่นอยู่เรื่อย)

 

 
Coco นี่เกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2003 เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็อายุ 8 ขวบเข้าไปแล้ว
ซึ่งเจ้าของ Coco เนี่ยก็เป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งคุณสามีนี่น่าจะเป็นคุณครูพละมั้ง เพราะร่างกายแกฟิตน่าดู
ตามลักษณะนิสัยที่คุณเจ้าของบรรยายไว้คือ เจ้า Coco เป็นหมาที่เอาแต่กินนอนเล่น (ตามคอนเซ็ปต์ ฮ่าฮ่า)
ถูกเลี้ยงแบบสบายอย่างกับราชินี แล้วก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้า (ปกติ เจ้าโกลเด้นเนี่ย)
เป้าหมายในชีวิตของ Coco คือ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในอากาศ (ฮ่าฮ่า เจ้าของคงเขียนเอาเอง)

 

 
Coco นี่ถูกเอามาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นลูกหมาอยู่เลยครับ ซึ่งเจ้า Coco ก็ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก
ซึ่งก็เป็นปกติที่เจ้าของที่รักสุนัขตัวเองก็จะต้องฝึกฝนสุนัขให้เชื่อฟังคำสั่ง
แต่นั่นแหละครับที่ทำให้กลายมาเป็นคาแรกเตอร์น่ารักๆ ของเจ้า Coco ในเวลาต่อมา

 

 
อย่างที่ผมเคยเขียนถึงแบรนด์ของ Maru ไปแล้วว่าคือความเป็นแมว “ความขี้เล่น ขี้สงสัย”
เจ้า Coco เองก็มีแบรนด์ของตัวเองครับที่ทำให้คนหลงรัก คือ “ความเป็นหมา แบบโกลเด้น”
ความเป็นหมา คงไม่ต้องบอกว่ายังไง หมาจะมีความซื่อสัตย์ เชื่อฟังเจ้าของ เป็นเพื่อนเจ้าของได้ตลอดเวลา
แต่ “ความเป็นโกลเด้น” นี่แหละครับที่เป็นลักษณะพิเศษของเจ้า Coco ที่เจ้าของดึงออกมาได้

 

 
ใครที่เลี้ยงหมาโกลเด้น มักจะรู้ข้อพิเศษของหมาพันธุ์นี้อยู่อย่างหนึ่งคือ “กินทุกอย่างที่ขวางหน้า”
ซึ่งก็หมายความอย่างนั้นจริงๆ เรามักจะนึกว่าหมาจะกินแต่เนื้อ แต่โกลเด้นไม่ใช่ “โกลเด้นก็กินผักด้วย”
สำหรับคนเลี้ยงโกลเด้นทั่วไปอาจไม่ได้มองว่าแปลกเพราะรู้กันอยู่แล้ว
แต่เจ้าของ Coco เห็นว่าเป็นความน่ารัก ที่ไม่ค่อยมีใครเอามาเสนอเท่าไหร่
ดังนั้น เจ้าของ Coco ก็เลยถ่ายวีดีโอกินสารพัดผักผลไม้ของ Coco ไว้เพียบเลย

 

 
อย่างที่ผมเคยบอกไปในบทความ Maru นั่นแหละครับ “ใครรู้ก่อนได้ก่อน”
เจ้าของ Coco ก็เช่นเดียวกับเจ้าของ Maru เห็นข้อที่คนอื่นเขามองเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องพิเศษ
การกินผักของ Coco ซึ่งก็คือลักษณะของโกลเด้นแบบปกติแท้ๆ
เลยกลายเป็นความพิเศษและความน่ารักเฉพาะตัวของเจ้า Coco ไปเลย

 

 
แล้วหมาโกลเด้นมักจะเป็นหมารักสนุก และเป็นมิตรชอบเล่นกับทุกคน (จนไม่เหมาะจะเอามาเฝ้าบ้าน) ^^”
ซึ่งการทำให้เจ้านายของ Coco สนใจคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้คนมาสนใจเจ้าหมาตัวนี้
แต่ในประวัติย่อๆของเจ้า Coco ข้อหนึ่งที่เป็นความน่ารักของเจ้า Coco สุดๆก็คือ…
เจ้า Coco ชอบประธานของช่องโทรทัศน์ขายของ Japanet ครับ

 

 
นี่ก็เป็นความช่างสังเกตของเจ้าของอีกอย่างหนึ่ง ที่พอเวลาเปิดทีวีรายการนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่
เจ้า Coco ก็จะรีบไปคาบของเล่นแล้วมาร้องงี๊ดๆกระดิกหางหน้าทีวี โดยเฉพาะตอนเห็นท่านประธานออกทีวี
ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยพิเศษที่กลายเป็นจุดเด่นของเจ้า Coco ไปเลย แล้วเจ้าของก็สังเกตเห็น
เจ้าของเลยถ่ายวีดีโอติดตามพฤติกรรมของเจ้า Coco อันนี้ไว้ตลอด

กระทั่งเคยลองใจเจ้า Coco ว่าจะจดจำรายการท่านประธานได้ไหม โดยเอารายการเพลงคล้ายๆกันมาล่อ
ปรากฎว่าเจ้า Coco ไม่สนใจ แล้วถึงรายการเดียวกัน แต่ท่านประธานไม่ออกมาอีก เจ้า Coco ก็ไม่สนใจอีก
แต่พอเสียงท่านประธานมาเมื่อไหร่ล่ะก็ รีบแจ้นไปหาของเล่นแล้วก็โร่ไปหน้าทีวีเลย
เรียกว่า “จดจำเก่งสมกับเป็นสุนัข แล้วก็สมกับเป็นโกลเด้น” ครบความเป็นหมาโกลเด้นจริงๆ ^^

 

 
แน่นอนว่า วีดีโอของเจ้า Coco เนี่ยก็เข้าสูตรสำเร็จของวีดีโอหมาแมวที่ประสบความสำเร็จของญี่ปุ่น
คือ “ไม่เห็นหน้าเจ้าของ เห็นแต่ตัวสัตว์เลี้ยง และปล่อยหมาแมวไปตามธรรมชาติ”
แต่เสน่ห์น่ารักๆอย่างหนึ่งของวีดีโอเจ้า Coco ก็คือ เจ้าของชอบจะเล่นทดสอบนิสัยกับเจ้า Coco อยู่เรื่อย

 

 
ซึ่งตรงข้ามกับแมวที่เราจะไม่ชอบดูเจ้าของแมวพยายามหลอกล่อแมว เพราะดูน่ารำคาญมากกว่าน่ารัก
สำหรับหมาแล้ว เรายินดีที่จะเห็นเจ้าของเล่นกับหมาด้วย เพราะนั่นเป็นลักษณะนิสัยของหมาอยู่แล้ว
แล้วเจ้าของ Coco เองก็ชอบเล่นกับนิสัยของ Coco อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ค่อยไปฝืนอะไร

อาทิ บอกให้ Coco รอก่อนกิน ซึ่ง Coco ก็ฟังแน่นอน แต่เกิดหิวมากก็ซัดเรียบเหมือนกัน เจ้าของก็ไม่ได้ว่า
บางครั้งก็เล่นสนุกกับความจำ ซึ่งเจ้า Coco ก็มีทั้งเล่นและแกล้งทำเป็นงอนก็มี (ก็ผู้หญิงนี่นะ) ^^
เราเลยรู้สึกผูกพันกับเจ้า Coco เพราะ Coco มีอารมณ์ความรู้สึก
และชอบสนุกสนานไปกับเรา สมนิสัยของโกลเด้น

 

 
ทุกวันนี้ ช่องยูทูบของเจ้า Coco มีคนคลิกเข้ามาดูที่ 13 ล้านกว่าครั้ง
ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่ามาก เมื่อเทียบกับเจ้าแมว Maru ซึ่งเป็นเซเลบวงการแมวและสัตว์เลี้ยงไปแล้ว
แต่ว่าเจ้า Coco เป็นสุนัขที่ดังระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะคนหลงรักความน่ารักแบบนี้ของเจ้า Coco
เอาเป็นว่า ตอนเกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ก็มีคนตามข่าวเจ้า Coco เหมือนกันว่าเป็นอะไรรึเปล่า

นี่แหละครับ แบรนด์แบบหมาๆของเจ้า Coco เป็นโกลเด้นเล่นสนุกไปตามประสา ก็ดังสนั่นแล้ว…