คลังเก็บบล็อก

My Pastry Journey #11: Blueberry Cheesecake

My Pastry Journey กลับมาแล้วครับ ช่วงนี้ทำไม่ทุกสัปดาห์เท่าไหร่ เพราะมีงานและกระเป๋าแห้งๆ ^^”
เมนูนี้ว่าจะทำมาให้เพื่อนๆได้ดูนานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำซะที เพราะว่าส่วนประกอบแต่ละอย่างนี่แพงจับใจ
ยิ่งยุคข้าวของแพงแบบนี้ด้วย แต่เอาน่า ในฐานะสาวกบลูเบอร์รี่เป็นทุนเดิม ก็พลาดเมนูนี้กันไม่ได้ล่ะครับ

Blueberry Cheesecake คงจะเป็นเมนูที่หลายๆคนโดยเฉพาะสาวๆน่าจะชอบ
ทั้งชอบและทั้งกระอักกระอ่วนใจ เพราะกินมากไปก็ไม่ดี แต่ทั้งหน้าตาและรสชาติมันก็ชวนกิน
แล้วชีสเค้กก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ขั้นตอนการทำง่ายเหลือเชื่อ ผิดกับราคาที่แสนแพงของมัน

Photobucket

เรามาดูส่วนประกอบในการทำบลูเบอร์รี่ชีสเค้กกันดีกว่า

ฐานครัสต์
แครกเกอร์ 1 แถว (แครกเกอร์ริซนั่นแหละครับ หรือใครอยากใช้โอริโอ้ก็ตามแต่ชอบ)
เนยสดนิ่ม 4 ช้อนโต๊ะ

ชีสเค้ก
ครีมชีสฟิลาเดเฟีย 1 ก้อน (ตัวแพงเลย T.T)
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
ครีมเปรี้ยว 1 ถ้วขขาย
ไข่ไก่ 2 ฟอง (เบอร์ 1)
วานิลลา 1/2 ช้อนชา

แล้วก็บลูเบอร์รี่กวนสำเร็จรูป 1 กระป๋อง (นี่ก็ตัวแพงอีกเหมือนกัน T.T)
ซึ่งใครจะทำเองก็ได้ แต่ว่าซื้อที่เป็นกระป๋องแล้วจะดีกว่า เพราะมันถูกกว่าทำเอง (จริงๆครับ)

Photobucket

เอาล่ะครับ มาทำกันดีกว่า เริ่มจากฐานครัสต์ก่อน

1. เริ่มแรกก็ทำฐานครัสต์ก่อน เอาแครกเกอร์มาตำป่นให้ละเอียดจนหมดแถว
2. เสร็จแล้วก็ผสมเนยลงไปในแครกเกอร์ป่น คลุกเคล้าให้เข้ากันจนจับตัวเป็นก้อนๆ
3. เอาแครกเกอร์ที่ผสมเนยไปกรุฐานแม่พิมพ์เค้ก 2 ปอนด์แน่นๆให้ทั่ว ปูกระดาษไขก่อนกรุนะครับ
4. เอาเข้าไปอบที่ 180 C ประมาณ 10 นาที เท่านี้เราก็จะได้ฐานครัสต์แล้ว

Photobucket

จากนั้น เรามาทำตัวชีสเค้กกัน

1. เอาครีมชีสออกมาตีให้นิ่ม ตีไปจนกระทั่งครีมชีสขึ้นฟู (จะสังเกตได้ว่าชีสจะดูนิ่มและจับยอดแหลมๆหน่อย)
2. เสร็จแล้วให้ใส่น้ำตาลตามลงไป ตีที่สปีดกลางจนหมด
3. จากนั้นใส่ครีมเปรี้ยว และไข่ไก่ ลดสปีดลงมาที่สปีดต่ำ
4. ปิดท้ายด้วยวานิลลา ผสมให้พอเข้ากัน

ถึงตรงนี้ใช้เวลาไม่นานมากครับ ใครชอบให้หวานขึ้นก็ใส่น้ำตาลเพิ่มได้ แต่ 1 ถ้วยนี่กำลังดีแล้ว
แต่ถ้าใครอยากได้กลิ่นครีมชีสก็ลดน้ำตาลลงมาหน่อย แต่คิดว่าส่วนใหญ่คงไม่ค่อยจะชอบกัน ^^

Photobucket

จากนั้น ขั้นตอนตรงนี้สำคัญ ไม่เหมือนเค้กทั่วไปครับ

1. เอาส่วนผสมชีสเค้กเทลงไปบนตัวครัสต์
2. ให้คลุมตัวพิมพ์เค้กด้วยอลูมิเนียมฟลอยด์ให้ทั่ว ก่อนที่จะวางไว้บนถาดที่มีน้ำ (สำคัญครับ)
3. เอาเข้าเตาอบที่ 170 C ประมาณ 50-60 นาที หรือจนเห็นไอน้ำจับตัวหน่อยๆบนหน้าเค้กเป็นใช้ได้
4. หลังอบเสร็จแล้ว อย่าเปิดเตาทันที ทิ้งไว้ในเตา 4 ชั่วโมง เพราะเดี๋ยวหน้าเค้กยุบครับ

ที่บอกว่าขั้นตอนสำคัญก็คือ ต้องคลุมพิมพ์เค้กด้วยฟลอยด์ และวางตัวพิมพ์บนถาดน้ำ
ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาอุณหภูมิในเตาให้คงที่ และทำให้เนื้อเค้กเนียนนุ่มและไม่แห้ง สีสม่ำเสมอทั้งก้อนนั่นเองครับ
และอย่างสุดท้ายก็อย่างที่บอกไว้ในข้อ 4 อย่าเปิดเตา เพราะหน้าเค้กจะยุบนั่นเองครับ

Photobucket

หลังจากครบ 4 ชั่วโมง ก็เอาชีสเค้กไปแช่ไว้ทั้งคืนเลยครับ (หน้าไหม้ไปหน่อย อบนานไปนิดนึงน่ะครับ) ^^”
หลังจากแช่ทั้งคืนก็มาเอาเค้กออกจากฐานกัน ช่วงนี้จะยากๆนิดนึง ใจเย็นๆค่อยๆเอาออกจากฐานพิมพ์นะครับ

จากนั้นก็เอาบลูเบอร์รี่มาราดได้แล้วล่ะครับ มากน้อยก็ตามแต่ชอบเลย เท่านี้เราก็กินได้แล้วครับ d^o^b

Photobucket

หลังจากอดทนรอมาหนึ่งคืน ก็ได้แล้วครับ Blueberry Cheesecake

ขั้นตอนการทำค่อนข้างง่ายและรวดเร็วมากสำหรับชีสเค้ก เพียงแต่ต้องอดทนรอสักนิดเพื่อจะได้กินของอร่อย
แต่ก็คุ้มค่าของอร่อยล่ะครับ แต่คงไม่ทำกันบ่อยๆ เพราะนอกจากส่วนผสมจะแพงแล้ว อีกเรื่องก็คือ “อ้วน” ^^”

สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับชีสเค้กกัน แล้วครั้งหน้าจะมาพร้อมเมนูใหม่ๆครับ สวัสดีครับ

Advertisements

Pastry History: Muffin

สัปดาห์นี้ จะลองทำเค้กช็อกโกแลตอีกสูตร แต่ก็เหลวอีกครั้ง (ที่เคยเห็นทำได้ นั่นรอดหวุดหวิด) ^^”
เฮ้อ! ไม่ถูกกับเมนูช็อกโกแลตจริงๆ ต้องศึกษาเพิ่มอีก จะเอาให้ได้ คาใจกับช็อกโกแลตมากมาย >.<
วันนี้เลยจำต้องคั่นสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของขนมอร่อยๆที่เรากินไปพลางๆ เดี๋ยวบล็อกจะเงียบเหงาไปซะ
ก็ตามหัวเรื่องที่ขึ้นไว้ วันนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของ Muffin กันครับผม

Photobucket

Muffin ที่เรารู้จักกันเป็นขนมที่ถือกำเนิดในอเมริกา ซึ่งบางคนอาจจะสับสนกับคัพเค้กที่หน้าตาใกล้กัน
มัฟฟิ่นนั้น จะไม่ได้มีรสหวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาสวยๆ แต่จะนิยมใส่ไส้ต่างๆมากกว่า
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็พวก ช็อกโกแลตชิป บลูเบอร์รี่ กล้วย ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟักทอง
ต่อมา แทบทุกอย่างก็ใส่ในมัฟฟิ่นได้หมด ตั้งแต่ส้ม แครอท อัลมอนด์ กระทั่งแตงกวาก็ยังมีเลย (แหวะ)

สำหรับมัฟฟิ่นนั้น เป็นเมนูยอดนิยมในหนังสือสูตรอาหารของคนอเมริกันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19
โดยที่สูตรมัฟฟิ่นนั้นมีทั้งแบบใช้ยีสต์ และไม่ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นมัฟฟิ่นที่ใช้ยีสต์กันอีกแล้ว

Photobucket
มัฟฟิ่นข้าวโพด อีกเมนูยอดนิยมของคนอเมริกัน

ขนาดของมัฟฟิ่นโดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอดีมือของผู้ใหญ่ปกติ และนิยมทานในช่วงเวลาเช้าๆ
บางคนก็ทานเป็นมื้อเช้าไปเลย (เหมือนน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋) แล้วก็ยังกินได้ในหลายโอกาส
เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ คนอเมริกันที่ถือเป็นที่รู้จักในการทำมัฟฟิ่นก็มีมัฟฟิ่นอาหารเช้าของเขา
เรียกว่า Corn Muffin ทำจากข้าวโพดนี่แหละ หน้าตาจะเพลนๆ รสชาติก็เหมือนกินพวกซีเรียล
แต่ออกอารมณ์ขนมปัง ตัดมาทาเนยกินได้ จุ่มกาแฟอะไรอย่างนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่าง

Photobucket
มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ หน้าตาก็ขนมปังก้อนดีๆนี่เอง

เมื่อพูดถึงคนอเมริกันแล้ว ก็คงจะพูดถึงคนอังกฤษไม่ได้ เพราะอะไรที่อเมริกันมี อังกฤษก็มักจะต้องมี
มัฟฟิ่นของอังกฤษก็มีเหมือนกัน แต่บางคนอาจนึกไม่ถึงว่า หน้าตาแบบนี้มันเป็นมัฟฟิ่นกับเขาด้วยเหรอ
มัฟฟิ่นของอังกฤษจะเหมือนขนมปังก้อนกลมๆแบน ขึ้นฟูด้วยยีสต์ เวลากินก็ทาแยมทาเนยเอาแบบขนมปัง
ถ้าใครอยากลอง ไปที่แมคโดนัลด์ก็ได้ครับ มีมัฟฟิ่นอังกฤษให้กิน เคยสั่งมากินที เจ็บใจมาก
ก็ไอ้ชุดอาหารเช้าของแมคโดนัลด์ก็คือ เอามัฟฟิ่นอังกฤษประกบ เอามาแยกขายอีกที หัวเสธจริงๆ >.<

Photobucket
มัฟฟิ่นบลูเบอร์รี่ มัฟฟิ่นประจำรัฐ Minnesota

มัฟฟิ่นถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของคนอเมริกันเค้า และในบางรัฐ มัฟฟิ่นก็เป็นอาหารประจำเมืองด้วย
อย่างในรัฐ Massachusetts มัฟฟิ่นประจำเมืองของเขาก็เป็นมัฟฟิ่นยอดนิยมคือ Corn Muffin
ในรัฐ Minnesota มัฟฟิ่นประจำรัฐก็คือมัฟฟิ่นที่เป็นที่นิยมทั่วโลกอย่าง Blueberry Muffin
และที่ขาดไม่ได้คือ New York ซึ่งมัฟฟิ่นประจำรัฐก็ตามสัญลักษณ์ของรัฐคือ Apple Muffin นั่นเอง

มัฟฟิ่นนั้น เป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก เหมือนกับคัพเค้กที่ใช้เวลาไม่นานในการทำ
จึงเป็นที่นิยมและขายดิบขายดี และในทุกๆร้านกาแฟ ยังไงเราก็ต้องเห็นมัฟฟิ่นประดับตู้แทบทุกร้าน
ข้อดีของมัฟฟิ่นอีกอย่างที่สาวๆคงจะชอบก็คือ มันไม่ทำให้อ้วนแบบโดนัทหรือพวกขนมเดนิชทั้งหลาย ^^

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของ Muffin ขนมยอดนิยมทานง่ายอีกอย่างที่เอามาฝากในสัปดาห์ที่ผมทำขนมเหลว T.T
สำหรับใครที่อยากลองทำมัฟฟิ่น ผมเคยทำ Blueberry Muffin มาให้ทานกัน คลิกชื่อไปอ่านสูตรกันได้เลย

สัปดาห์หน้า จะทำขนมเมนูใหม่ให้สำเร็จ จะได้เอามาให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน ฮึ่มๆ…สวัสดีครับ

My Pastry Journey #5: Blueberry Cake

กลับมาพบกันเช่นเคยอีกสัปดาห์แล้วกับ My Pastry Journey ที่จะมาทำขนมให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน
สำหรับขนม 4 เมนูที่ผ่านไปเดือนที่แล้วเป็นอะไรบ้างก็คลิกดูที่หมวด My Pastry Journey ได้นะครับ

ในสัปดาห์นี้ ทีแรกว่าจะลองหาเมนูที่ต่างออกไปจากสัปดาห์ก่อนๆ ที่ยังอยู่กับเค้กและพาย
แต่ว่าบลูเบอร์รี่ที่ซื้อมายังเหลืออีกตั้งกล่อง ก็เลยลองค้นหาสูตรที่จะทำอะไรกับบลูเบอร์รี่ได้บ้าง
พอนั่งคิดไปคิดมา เห็นพ่อต้องมีอะไรทานกับกาแฟทุกเช้า แล้วก็ไปเจอสูตรคอฟฟี่เค้กสูตรนึงพอดี
ก็เลยได้เวลาผลาญบลูเบอร์รี่ให้หมด เมนูวันนี้ที่จะมาทำก็เลยเป็น Blueberry Cake เค้กอยู่ดีครับ ^^”

Photobucket

มาดูกันว่าเราต้องเตรียมอะไีกันบ้าง…

(1) แป้งสาลี 1 ถ้วย
(1) ผงฟู 1 1/4 ช้อนชา
(1) เกลือ 1/3 ช้อนชา
(2) เนยขาว 1/8 ถ้วย
(2) นม 1/3 ถ้วย
(2) ไข่ 1 ฟอง (ประมาณเบอร์ 1)
(2) น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
(3) บลูเบอร์รี่สด 1 ถ้วย

สำหรับตามสูตรนี้เราจะได้ เค้กบลูเบอร์รี่ 1 ปอนด์ นะครับผม ก็เตรียมพิมพ์เค้กไว้เลย

Photobucket

จะทำเค้กเปล่าๆ เดี๋ยวก็หาว่าวนเวียนอยู่กับเมนูเดิมๆ วันนี้ก็เลยมีอะไรใหม่ครับ
เพราะผมยังไม่เคยทำหน้าครัมบ์กับเค้า เคยแต่ได้ยินๆว่าโรยน้ำตาลๆก็ได้แล้ว ก็เลยไปหาสูตรให้ชัวร์
วันนี้ก็เลยมีสูตรทำทั้งหน้าครัมบ์ และหน้าเกลซเป็นซอสราดหน้าเค้กด้วยครับ

ของที่ต้องเตรียมทำหน้าครัมบ์
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
แป้งสาลี 1/6 ถ้วย
เนยสด 1/8 ถ้วย (เนยต้องนิ่ม)
ผงซินามอน 1/4 ช้อนชา

ส่วนของที่ต้องเตรียมทำหน้าเกลซ
น้ำตาลไอซิ่ง 1/4 ถ้วย
วานิลลา 1/4 ช้อนชา
น้ำร้อน 1 ช้อนชา ถึง 1 1/2 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำดีกว่า…

ขั้นแรกให้เอาเบอร์ (1) คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ มาร่อนแล้วพักไว้ก่อนนะครับ
หลังจากนั้นก็เตรียมเบอร์ (2) คือ เนยขาว นม ไข่ ใส่พร้อมกันไปทีเดียวเลย
แยกน้ำตาลทรายไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะใส่ตามลงไป ยังไม่ต้องใส่ไปพร้อมกับเนยขาว นม ไข่
แล้วผสมด้วยเครื่องปั่น สปีดปานกลาง ใส่น้ำตาลทรายไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากันจนหมด

จากนั้นก็เอาส่วนผสมแป้งที่เราพักไว้ มาใส่ตามลงไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะเหมือนกันครับ
ตีไม่ต้องนานมาก ให้ดูว่าเข้ากันดีแล้ว พอผสมแป้งจนหมดเราก็จะได้ส่วนผสมเค้กแล้วครับ

Photobucket

แล้วก็เอาเบอร์ (3) คือ บลูเบอร์รี่สด มาได้แล้วครับ วิธีผสมก็เหมือนที่ทำมัฟฟิ่นคราวนี้แล้ว
ก็คือโรยบลูเบอร์รี่ลงไปแล้วก็เอาส่วนผสมเค้กห่อกลบผลบลูเบอร์รี่ให้เป็นส่วนผสมเดียวกัน
โรยให้ทั่วไปทีละนิด แล้วก็ห่อผสมไปจนหมดครับผม (อยากลองทำมัฟฟิ่นกล้วยหอมบลูเบอร์รี่ คลิกที่นี่ เลย)
แล้วเอาส่วนผสมเค้กไปเทลงในพิมพ์เค้กขนาด 1 ปอนด์ ทาก้นพิมพ์ด้วยเนยหรือน้ำมันก่อนนะครับ

จากนั้นเราก็มาทำหน้าครัมบ์กันได้แล้วครับ…
ครัมบ์ หน้าตาของมันก็จะเหมือนกับ ถั่วบดหยาบๆเวลากัดจะกรุบกรอบ ประมาณนั้นแหละครับ
วิธีทำหน้าครัมบ์ก็ง่ายๆครับ เอาส่วนผสมที่เราเตรียมไว้ทำหน้าครัมบ์ใส่ลงไปพร้อมกันเลย
แล้วก็คลุกเคล้าให้เข้ากันจนหน้าตาออกมาเป็นเศษเม็ดเล็กๆเหมือนน้ำตาลจับตัวเป็นก้อนๆ
แล้วก็เอาหน้าครัมบ์ไปโรยให้ทั่วหน้าส่วนผสมเค้กที่เราเทไว้ในพิมพ์แล้ว ตามรูปข้างล่างเลย ^^

Photobucket

Photobucket

จากนั้นเตรียมเตาอบไว้ที่ 190 C อุ่นเตาที่ 10 นาทีเหมือนเดิมแล้วก็เค้กเข้าอบ
อบที่ไฟบน-ล่าง ประมาณ 40-45 นาที จนเราเอาไม้จิ้มไปกลางเค้กไม่มีเศษติดมาก็เสร็จครับ

เอาเค้กออกจากเตาอบ แล้วก็ราดหน้าเกลซกันได้ครับ…
เกลซ ถ้าใครนึกไม่ออก สีมันจะออกขาวๆเหมือนน้ำตาลเชื่อมข้นๆที่เวลาทิ้งไว้จะแข็งตัวรสหวานๆน่ะครับ
วิธีทำหน้าเกลซก็เหมือนหน้าครัมบ์ คือเอาส่วนผสมลงพร้อมกันแล้วก็คนๆเหมือนชงกาแฟนั่นแหละครับ
เท่านั้นก็ได้หน้าเกลซเอาไว้ราดแล้ว ใครอยากได้เยอะก็กะส่วนผสมกับน้ำร้อนเวลาคนเพิ่มเข้าไปครับ

Photobucket

ได้แล้วครับผม เค้กบลูเบอร์รี่ สำหรับทานกับกาแฟยามเช้า…

อันที่จริงวันนี้ที่ทำ หน้าครัมบ์ไหม้ไปหน่อย เพราะเกิดอาการซน ไปปรับไฟที่เตาอบผิด
เพราะอยากจะลองให้หน้าเค้กไม่ฟูเป็นรูปโค้ง เลยจะปรับไฟล่าง แต่ลืมอ่านคู่มือเตาอบดันหมุนไปไฟบน
หน้าเลยไหม้เลย เกือบกลับตัวไม่ทันแน่ะ (เวลาถ่ายรูปก็เลยต้องหลบๆหน่อย อายเค้าง่า…) ^^”

ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาน่ากินรึเปล่านะครับ แต่เค้กนุ่มดีครับ ผมว่าบลูเบอร์รี่ถ้วยนึงมัีนเยอะมาก หน้าตาเลยดูผุๆหน่อย
เพราะโดนบลูเบอร์รี่ฟาดไปเกือบครึ่ง แต่บางคนก็อาจจะชอบแบบนี้ เครื่องเยอะไว้ก่อน หน้าตาทีหลัง XD
คราวหน้าว่าจะลองทำทาร์ต ก็ติดตามกันได้นะครับ สัปดาห์นี้กินเค้กบลูเบอร์รี่ให้อร่อยครับผม…