คลังเก็บบล็อก

Pastry History: Apple Pie

สวัสดีครับ วันนี้อาจจะมาแปลกว่าทำไมไม่มีเมนูขนมมาแนะนำเหมือนเคย
ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำครับ แต่ว่าสัปดาห์นี้ลองของยากสำหรับผมที่ยังไม่เคยทำสำเร็จ
คือเมนู “เค้กที่แต่งหน้าครีม” ซึ่งทำไปได้ถึงตัวเค้ก แต่พอทำครีมก็หน้าเละอีกเที่ยวแล้ว ฮือๆ T.T
เอามาโชว์ไม่ได้เลย (สงสัยจะถนัดทำเมนูไร้ครีมซะมากกว่า) ขอเวลาไปฝึกใหม่แล้วกันครับ ฮึ่มๆ >.<

วันนี้ก็เลยมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ที่มาประวัติเมนูขนม” คั่นเวลาไปพลางๆก่อน
เราทุกคนชอบกินขนมเมนูนั้นเมนูนี้ แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าที่มาของแต่ละเมนูในอดีตเป็นอย่างไร
ก็เลยเอาเมนูโปรดของผมมานำเสนอประวัติที่มาของการเป็น Apple Pie กันครับ

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษ หน้าตาจะจืดๆอย่างนี้แหละครับ ^^”

Apple Pie หน้าตาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะแทบทุกคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว
พายแอปเปิ้ลโดยส่วนใหญ่จะมี 2 ครัสต์ คือ แป้งฐานกับแป้งปิดหน้า แล้วก็ใส่ไส้แอปเปิ้ลลงไป
แต่ก็มีเหมือนกันที่เค้าทำแบบเอาไส้แอปเปิ้ลลงถาดไปเลย ปิดแต่ครัสต์บนอย่างเดียว (สงสัยขี้เกียจ) ^^”
แล้วก็แบบที่มีแต่แป้งครัสต์ฐาน แบบนั้นเขามักจะเรียกกันว่า ทาร์ต ซึ่งค้นพบในฝรั่งเศส

Photobucket
สูตรพายแอปเปิ้ลของอังกฤษ เขียนในสมัยศตวรรษที่ 14

สำหรับประวัติของพายแอปเปิ้ลนั้น เริ่มมีบันทึกเป็นรูปเป็นร่างก็ในอังกฤษย้อนไปใน ปี 1381
โดยที่ส่วนผสมสมัยนั้นเขาเขียนไว้ว่า good apples, good spices, figs, raisins and pears
และใช้ดอกแซฟฟรอน เอามาแต่งสีตัวไส้แอปเปิ้ล ซึ่งส่วนผสมค่อนข้างจะต่างจากสมัยนี้อยู่นิดนึง
เพราะสมัยนั้นไม่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม แต่ใช้เป็นเครื่องเทศซะแทน

สำหรับเหตุผลที่เขาพยายามค้นหาว่าทำไมไม่ใช่น้ำตาลแบบเดี๋ยวนี้ บ้างก็ว่าเพราะน้ำตาลสมัยนั้นแพง
จะซื้อทีต้องนำเข้ามาจากอียิปต์โน่น แถมราคาก็ใช่ถูก ตั้ง 1-2 ชิงลิ่งต่อปอนด์ (50 ดอลล่าล์สมัยนี้)
แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ที่เถียงว่า พวกเครื่องเทศอะไรนี่ก็นำเข้า ราคาก็ไม่ต่างกับน้ำตาล
แล้วเมนูขนมสมัยนั้น ก็มีทั้งใส่น้ำตาลและน้ำผึ้งที่ถูกกว่าเป็นส่วนผสมก็ไม่น้อย แต่ยกเว้นแค่พายแอปเปิ้ล
บางคนเค้าก็เลยคิดว่า นี่อาจเป็นต้นแบบเมนู Sugar-Free ลดความอ้วนเอาก็ได้ (ซะงั้น) ^^”

Photobucket
หน้าตาพายแอปเปิ้ลแบบดัทช์เค้าล่ะครับ

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษนั้น หน้าตาก็จะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีที่มีแป้ง 2 ครัสต์
แ่ต่ก็ยังมีพายแอปเปิ้ลแบบชนชาติอื่นเค้าด้วย อย่างเช่นแบบ Dutch Style กับ Swedish Style

อย่างแบบ Dutch Style ก็จะเป็นแบบที่หลายๆคนชื่นชอบกัน คือเค้าจะบวก ผงซินามอนกับน้ำมะนาว ลงไป
และทำหน้าท็อปแบบเหมือนแป้งเส้นสานกัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง ซึ่งเมนูนี้ก็เริ่มย้อนไปใน ปี 1626 โน่น
ส่วนแบบ Swedish Style อันนี้มาแปลกแหวกแนวกว่าเค้าเพราะมาสไตล์ “ทำแต่น้อย” (Ikea มาเอง) XD
คือ เค้าจะหั่นแอปเปิ้ลลงถาดพายไปเลย แล้วก็คลุกพวกแป้ง น้ำตาลโรยผสมๆลงไปแล้วก็อบ จบแค่นี้
คงเพราะเป็นเมืองหนาว เลยต้องทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้ เดี๋ยวของทำขนมแข็งเป๊กไม่ทันกินกันพอดี ^^”

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบคนสวีเดน หน้าตาใกล้เคียงต้นแบบสุดแล้วครับ สมัยก่อนอาจจะดูมั่วๆกว่านี้ก็ได้ ^^”

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน ที่หลายคนเคยทานกันมาแล้วนั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม
ยังไม่มีแอปเปิ้ลปลูก ครั้นจะปลูกก็ยังปลูกไม่ค่อยขึ้น (สมัยนั้นคนตั้งถิ่นฐานทำได้ดีสุดก็จับไก่งวงน่ะครับ) ^^”
พอจะทำพายกินกัน ก็เลยใช้พวกเนื้อสัตว์แทนซะส่วนมาก (ก็เลยเป็นที่มาของพายเนื้อที่หลายๆคนชอบกัน)
ส่วนแอปเปิ้ล ก็ต้องรอเมืองแม่อย่างประเทศอังกฤษส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ ถึงจะมีแอปเปิ้ลไว้กิน
กว่าจะทดลองปลูกแอปเปิ้ลจนขึ้น แล้วเอามาทำจนกลายเป็นขนมยอดนิยมก็ต้องรอถึง ศตวรรษที่ 18

แต่พอได้รับความนิยม ก็กลายเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของคนอเมริกันไปทันที
ถึงกับมีการกล่าวกันว่า “คนไม่กินพายสมควรถูกกำจัดทิ้ง” (ว่าไปนั่น) ขนาดว่าทหารไปรบในสงครามโลก
ผู้สื่อข่าวไปถามว่าไปรบเพราะอะไร ทหารก็ตอบมาว่า “For mom and Apple pie” (เกี่ยวยังไงเนี่ย) ^^”
กระทั่งมีเมืองหนึ่งในรัฐ New Mexico ตั้งชื่อเมืองตัวเองว่า Pie Town ก็เพราะพายแอปเปิ้ลนี่เอง

Photobucket
ฝรั่งเศสเค้าไม่ชอบเหมือนชาวบ้าน ต้องเป็นทาร์ตเท่านั้น ฮิฮิ

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พายแอปเปิ้ลก็ถูกทำเป็นสูตรพลิกแพลงกันไปตามแต่ละเชฟขนมจะสร้างสรรค์กัน
ซึ่งเมื่อพูดถึงความสร้างสรรค์เรื่องอาหารและขนม หลายคนก็คงจะนึกถึงชนชาติฝรั่งเศสกันแน่นอน
ไหนๆก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็เล่าไปถึงเมนู ทาร์ต ซึ่งดัดแปลงจากพายแอปเปิ้ลโดยคนฝรั่งเศสเลยแล้วกัน

ทาร์ต เป็นการค้นพบโดยบังเอิญในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Hotel Tatin ประมาณปี 1880
ซึ่งมีพี่น้องตาแต็ง สเตฟานี่และแคโรไลน์ ดูแลอยู่ สเตฟานี่จะเป็นคนทำอาหารประจำโรงแรมอยู่ทุกวัน
ซึ่งเธอก็ทำพายแอปเปิ้ลตามปกตินี่แหละ แต่วันนึงเธอผัดแอปเปิ้ลกับเนยน้ำตาลนานไปจนได้กลิ่นไหม้
เธอเลยรีบเอาแอปเปิ้ลลงถาดแล้วปิดหน้าครัสต์บนเฉยๆแล้วก็อบเลย ก่อนจะเอาไปเสิร์ฟแขกแบบกลับหัว
แต่ปรากฎว่าแขกชื่นชอบมาก จนกลายเป็นเมนูประจำของโรงแรมที่เรียกตามชื่อพี่น้องว่า Tarte Tatin

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน หน้าตาก็หล่อกว่าอังกฤษหน่อย

นั่นก็เป็นประวัติที่มาของ “พายแอปเปิ้ล” ที่เรากินกันทุกวันนี้นั่นเองครับ
ใครที่อยากลองทำลองทานกันก็ไปที่หน้า Apple Pie และ Apple Tart ที่ผมทำไว้ได้นะครับ ^^

สัปดาห์นี้ก็น่าเสียดายสำหรับตัวผมเองที่ไม่ได้มีโอกาสเอาเมนูขนมใหม่ๆมาให้เพื่อนๆได้ลองชิมกัน
ก็ทำพลาดส่วนสำคัญไป แต่ก็นั่นแหละครับ ก็เหมือนกับชื่อ My Pastry Journey เส้นทางก็ต้องลุยต่อไป
ก็ต้องมีพลาดกันบ้าง ใครไม่พลาดเลยก็เก่งเกินไปล่ะใช่ไหมครับ ทุกสัปดาห์ที่มาลงนี่ก็คือทำสดทุกครั้ง
ก็เสียวทุกสัปดาห์ว่าจะพลาด ก็มาเจอสัปดาห์นี้จนได้ แต่ไม่เป็นไร เอาใหม่ครับ ขอไปฝึกเพิ่มอีก ^^

สัปดาห์นี้ก็อ่านประวัติของพายแอปเปิ้ลกันไปก่อน แล้วจะทำเมนูขนมคราวต่อไปมาให้สำเร็จครับ…

ข้อมูลการเขียน: wikipedia.org

Advertisements

My Pastry Journey #6: Apple Tart

กลับมาพบกับ My Pastry Journey กันอีกสัปดาห์แล้ว วันนี้ก็มากับเมนูผลไม้โปรดอีกแล้วครับ
นั่นก็คือ “แอปเปิ้ล” นั่นเอง ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดแรกที่ทำให้ผมคิดอยากจะทำขนมกินนี่ล่ะครับ
(ก็ไปอ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มทำขนมได้ที่นี่ My Pastry Journey กันได้นะครับ)

แต่วันนี้ ไม่ได้มาทำเมนู “พายแอปเปิ้ล” ครับ แต่เป็นอีกเมนูที่ชื่นชอบเหมือนกัน
เพราะเคยซื้อกินที่ร้าน Bake A Wish (คนเราก็มักจะชอบอะไรจากการไปซื้อมากินก่อนอ่ะเนอะ) ^^”
ก็เลยคิดอยากจะลองทำเองบ้าง เผื่อจะอร่อยเท่าของเค้า เคยทำแต่พายแต่ไม่เคยทำ “ทาร์ต”
วันนี้ก็เลยลองทำมันครั้งแรกซะเลย (จะรอดไหมเนี่ย) กับเมนู Apple Tart ครับ

Photobucket

ต้องเตรียมอะไรกันก่อน…

เมนูทาร์ตมีทั้งหมดอยู่ 3 ขั้นตอน และของที่ต้องเตรียมก็ตามรูปข้างบนเลยครับ

แป้งครัสต์
เนยสด 1/2 ถ้วย (เนยต้องนิ่ม)
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 1 ฟอง
แป้งสาลี 1 1/2 ถ้วย
เกลือ 1/8 ช้อนชา

ทาร์ต
แอปเปิ้ล 4-6 ลูก (ถ้าอยากได้ชั้นเยอะๆก็ 6 ลูกครับ)
เนยสด 3 ช้อนโต๊ะ (เนยต้องนิ่ม)
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา
ซินามอน 1/2 ช้อนชา

เกลซ (สำหรับทาปิดหน้า)
แยมแอปริคอต 1/2 ถ้วย
น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ (หรือเหล้ารัม คอนยัค แล้วแต่ชอบ)

Photobucket

มาเริ่มทำทาร์ตแอปเปิ้ลกันเลย…

ขั้นแรกเริ่มกันที่แป้งครัสต์ก่อนครับ
1. เอาแป้งและเกลือมาร่อนก่อนซักทีนึง ทำเป็นหลุมตรงกลาง แล้วพักแป้งไว้ก่อน
2. จากนั้นเอาเนยมาตีให้นิ่ม แล้วใส่น้ำตาลลงไปทีละ 2 ช้อนโต๊ะ ตีจนเนยขึ้นฟูดูนุ่มๆ
3. จากนั้นใส่ไข่ตามลงไป ตีแค่พอเข้ากันเท่านั้นก็พอครับ อย่าตีนานเกินไป
3. หลังจากนั้นก็เอาส่วนผสมตรงนี้ ไปใส่กลางหลุมแป้งที่เราพักไว้ แล้วปั้นให้เป็นก้อนครับ

Photobucket

พอได้แป้งครัสต์เป็นก้อนกลมๆแล้ว ก็เอามาแผ่ออกให้ได้ความกว้างของถาดพาย
ถาดพายที่ต้องเตรียม ความกว้างประมาณ 9 นิ้วนะครับ จะเป็นถาดแก้วหรือถาดอลูมิเนียมก็ได้

พอแผ่แป้งได้ประมาณความกว้างถาดพายแล้วก็ม้วนแป้งเข้ากับไม้พาย จะได้ไปแผ่ลงถาดพายได้ง่าย
แล้วก็เอาแป้งไปแผ่ลงบนถาดพาย จัดระเบียบแป้งครัสต์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็เอาไปแช่เย็น
แช่ประมาณ 15-20 นาที แป้งจะได้จับตัวดี อ้อ เอาส้อมจิ้มรูบนแป้งด้วยครับ เวลาอบแป้งจะได้ไม่โป่ง
แล้วจากนั้นก็เอาไปอบที่ 205 C ประมาณ 20-25 นาที เราก็จะได้แป้งครัสต์แล้ว

Photobucket

เสร็จจากแป้งครัสต์ เราก็มาทำตัวทาร์ต

1. ปอกแอปเปิ้ลไว้ 2 ชาม ชามละ 2-3 ลูก โดยปอกแอปเปิ้ลหั่นเป็นแว่นๆ เวลาเรียงจะได้สวยๆ
2. จากนั้นเอากระทะแบนตั้งไฟ แล้วใส่เนยลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ให้ละลายก่อน
3. แล้วตามด้วยน้ำตาลครึ่งหนึ่งของที่เตรียมไว้ น้ำมะนาว และซินามอนก็เช่นกัน
4. ใส่แอปเปิ้ลชามแรกลงไปในกระทะ ประมาณ 7-10 นาทีให้แอปเปิ้ลนิ่ม แล้วยกออก
5. ทำขั้นตอน 2-4 กับแอปเปิ้ลชามที่ 2 แบบเดียวกันอีกครั้ง

ที่ทำแยก 2 ชามก็ไม่ใช่อะไรครับ เพราะใส่แอปเปิ้ลทีเดียวมันจะเยอะไปหน่อย ความร้อนจะไม่ทั่วถึง
แล้วก็แอปเปิ้ลก็อาจจะซึมรสชาติเนย น้ำตาล ซินามอนไม่ทั่วถึง ก็เลยต้องทำแบบนี้ล่ะครับ ^^

Photobucket

จากนั้นก็เอาแอปเปิ้ลมาเรียงให้เป็นวงสวยๆ บนแป้งครัสต์ที่เราทำไว้แล้ว
จากรูปข้างบน รูปแรกเป็นขั้นตอนอบแป้งครัสต์นะครับ ยังไม่ได้ใส่แอปเปิ้ลลงไป ^^”

ก็อย่างที่บอกไปในขั้นตอนเตรียมว่า ถ้าอยากได้ชั้นเยอะๆก็ปอกแอปเปิ้ลเยอะๆ
อย่างที่ผมทำเที่ยวนี้ ใช้แอปเปิ้ลแค่ 4 ลูก เพราะปอกไปปอกมาล้นชามเลยกลัวจะล้นถาดด้วย
แต่เอาเข้าจริงไม่ล้นหรอกครับ เพราะฉะนั้น อยากได้ชั้นเยอะๆก็ปอกไปเลยเต็มที่ไม่ต้องยั้ง ^__^

Photobucket

เรียงแอปเปิ้ลเสร็จแล้วก็เอาเข้าเตาอบได้…
ก่อนอบ เอาฟลอยหุ้มถาดไว้ซะหน่อยก็จะดีครับผม เดี๋ยวแป้งจะไหม้เกินไป (สูตรเขาว่ามาอย่างนั้น)
แล้วก็อบที่อุณหภูมิ 177 C ประมาณ 25-30 นาที จนได้แอปเปิ้ลสีเหลืองสวยก็เป็นอันเสร็จครับ

อ๊ะ…แต่เดี๋ยวก่อน ลืมอะไรไปรึเปล่าเนี่ย ทำไมอบเสร็จออกมาแล้วมันดูแห้งๆจัง
ใช่แล้วครับ พออบเสร็จ หน้าตาทาร์ตแอปเปิ้ลของเราจะดูแห้งๆไม่ค่อยจะน่ากินเหมือนที่ซื้อกินเลย ^^”
นั่นเราถึงต้องมีการทาหน้าเกลซปิดท้ายให้ดูสวยๆไงล่ะครับ เกลซมาได้แล้ว…

Photobucket

ขั้นตอนการทำเกลซก็ไม่ค่อยยุ่งยากครับ…

1. เอาแยมแอปริคอตไปตั้งไฟแล้วต้มให้เดือด
2. จากนั้นผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะลงไป คนๆให้กลายเป็นเหมือนน้ำเชื่อม

จากนั้นเราก็เอาหน้าเกลซแอปริคอตมาไปทาหน้าแอปเปิ้ลทาร์ตของเรา ทาให้ชุ่มฉ่ำไปเลย ^__^
ทีแรกผมก็สงสัยว่าทำไมต้องเลือกแอปริคอต พอลองทำเลยรู้ว่า รสชาติมันไม่แรงและใกล้ๆกลิ่นแอปเปิ้ล
ก็เลยเหมาะจะเอามาทาหน้า พอทาเสร็จเราก็ได้แล้วล่ะครับ แอปเปิ้ลทาร์ตของเรา…

Photobucket

ได้แล้วครับ Apple Tart ถาดแรกของผม ฮิฮิ ^__^

หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้เนอะ เสียดายชั้นน้อยไป น่าจะปอกแอปเปิ้ลให้เยอะกว่านี้ เรียงก็ยังไม่สวย ^^”
ส่วนรสชาติก็หวานๆเปรี้ยวๆกำลังดีครับ ใครชอบหวานก็เพิ่มน้ำตาลตอนช่วงทำตัวทาร์ตได้นะครับ
ส่วนตัวแป้งครัสต์ สูตรนี้ไม่เลว คราวหน้าว่าจะเพิ่มน้ำตาลอีกหน่อย รู้สึกยังไม่หวานโดนใจเท่าไหร่

แล้วคราวหน้าจะมากับเมนูใหม่ต่อไป สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับแอปเปิ้ลทาร์ตนะครับ สวัสดีครับ ^__^