คลังเก็บบล็อก

Ganmo & Tsukune: การ์ฟิลด์และเนอร์มัลตัวจริง

ใครที่เป็นแฟนๆแมวเหมียวย่อมต้องรู้จักตัวการ์ตูนอย่าง Garfield แน่นอน
แมวกวนประสาทที่ชอบป่วนจอน เจ้านายมันเป็นประจำ แต่การ์ฟิลด์ก็จะมีคู่ปรับชื่อ Nermal
เนอร์มัลเป็นแมวตัวเล็กๆ ที่สวยตลอดกาล ทำให้การ์ฟิลด์ได้อิจฉาทุกครั้งที่ต้องเจอกัน
แต่ใครจะคิดว่า ตัวการ์ตูนแบบนั้น จะมีตัวจริงอยู่บนโลกซะด้วย วันนี้จะพามารู้จักครับ

Ganmo & Tsukune เป็นแมวสองตัวที่ว่านั่นเอง แล้วทั้งสองเหมียวนี่ก็มาจากญี่ปุ่น (อีกแล้ว)
ประเทศที่นิยมการทำช่องสัตว์เลี้ยงน่าจะมากที่สุดในโลก แล้วก็น่ารักได้ตลอดเวลาซะด้วยสิ ^^

ทั้งสองเหมียวเป็นแมวพันธุ์ Scottish Fold โดยที่ Ganmo เป็นผู้ชาย Tsukune เป็นผู้หญิง
Ganmo จะเกิดก่อน คือเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2008 ส่วนน้อง Tsukune เกิดทีหลังอีกปีกว่า
คือเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2010 โดยที่คุณเจ้าของพาย้ายเข้ามาในบ้านทีหลัง Ganmo
ลองไปดูวันแรกที่ Ganmo เจอน้อง Tsukune กันสิครับ น่ารักจริงๆเชียว =^.^=

เหตุที่บอกว่าทำไม Ganmo กับ Tsukune ช่างเหมือนการ์ฟิลด์กับเนอร์มัลในชีวิตจริงเลย
ก็คืออย่างแรก สีตัวของทั้งสอง Ganmo สีจะออกส้มๆ เหมือน Garfield ไม่มีผิด
ส่วนน้อง Tsukune ก็จะสีออกเทาๆส้มๆหน่อย คล้าย Nermal เลย (แต่ Nermal จะเทาทั้งตัว)
ผิดแค่ว่าน้อง Tsukune เป็นผู้หญิง แต่ในการ์ตูน Nermal เป็นผู้ชาย (แต่ดันสวย) แค่นั้นเอง

แล้วอย่างที่สองก็คือ ขนาดตัวและน้ำหนัก ก็ช่างเหมือนกันกับการ์ตูน Garfield อีก
อย่าง Ganmo เนี่ย เห็นอวบๆก็มีน้ำหนักสมขนาดตัวล่ะครับ หนักตั้ง 6 กิโลกรัมเลยนะ O_o
หนักกว่า Maru หรือ Shiro ที่แควนเหมียวทั้งหลายชอบเรียกว่า “อ้วน” อีกแน่ะ (ฮิฮิ)
แต่กับน้อง Tsukune นอกจากจะตัวย่อมเยาหน่อยแล้ว น้ำหนักก็แค่ 3.8 กิโลกรัมเอง
สงสัยกลัวจะอ้วนแล้วไม่สวย เดี๋ยวหนุ่มไม่มอง (แหม สมกับเป็นแมวสาวจริงๆเลย ฮิฮิ)

สิ่งทีแค่ไม่เหมือนกันเท่าไหร่กับการ์ตูน Garfield ก็คือ ทั้งสองไม่ใช่ตัวป่วนของเจ้าของครับ
อย่าง Ganmo เนี่ยก็ท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเกิน พอๆกับน้อง Tsukune ยังไงยังนั้น

ส่วนใหญ่เวลาที่ทั้งสองใช้ไป ก็หมดไปกับการนอนการกลิ้ง เล่นซ่อนแอบ กันเองบ้าง กับเจ้าของบ้าง
บางทีก็วิ่งขึ้นวิ่งลง เดินเล่นตามบันได แล้วก็นอนบิดขี้เกียจเรียกความสนใจคุณเจ้าของ ^^”
ไม่ได้พังข้าวของในบ้าน ขโมยอาหารแบบเจ้า Garfield แน่นอน

ก็เป็นเรื่องราวอมยิ้มน่ารักๆ พอให้คนรักแมวได้รู้จักสองเหมียวฝาแฝด Garfield คู่นี้นะครับ
Ganmo & Tsukune ถ้าอยากรู้จักเรื่องราวมากขึ้น คงต้องอ่านภาษาญี่ปุ่่นออกหน่อย จะได้อ่านบล็อกเค้าได้
ที่นี่นะครับ http://ganmo1217.blog26.fc2.com/ คุณเจ้าของจะชอบถ่ายวีดีโอขึ้นมากกว่าถ่ายรูปสักหน่อย
ทาง Youtube ก็ติดตามช่องของสองเหมียวได้ที่นี่ http://www.youtube.com/user/tomopi2003

ส่วนถ้าอยากตามกันรายวัน ก็มาที่เฟสบุ๊กของผมได้เช่นกัน จะเอารูปมาอัพเดตให้ชมความน่ารักกันสม่ำเสมอ
https://www.facebook.com/CatCakeMaru ก็หวังว่าจะชอบสองเหมียวน่ารักคู่นี้นะครับ ^_^

Pastry History: Muffin

สัปดาห์นี้ จะลองทำเค้กช็อกโกแลตอีกสูตร แต่ก็เหลวอีกครั้ง (ที่เคยเห็นทำได้ นั่นรอดหวุดหวิด) ^^”
เฮ้อ! ไม่ถูกกับเมนูช็อกโกแลตจริงๆ ต้องศึกษาเพิ่มอีก จะเอาให้ได้ คาใจกับช็อกโกแลตมากมาย >.<
วันนี้เลยจำต้องคั่นสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของขนมอร่อยๆที่เรากินไปพลางๆ เดี๋ยวบล็อกจะเงียบเหงาไปซะ
ก็ตามหัวเรื่องที่ขึ้นไว้ วันนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของ Muffin กันครับผม

Photobucket

Muffin ที่เรารู้จักกันเป็นขนมที่ถือกำเนิดในอเมริกา ซึ่งบางคนอาจจะสับสนกับคัพเค้กที่หน้าตาใกล้กัน
มัฟฟิ่นนั้น จะไม่ได้มีรสหวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาสวยๆ แต่จะนิยมใส่ไส้ต่างๆมากกว่า
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็พวก ช็อกโกแลตชิป บลูเบอร์รี่ กล้วย ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟักทอง
ต่อมา แทบทุกอย่างก็ใส่ในมัฟฟิ่นได้หมด ตั้งแต่ส้ม แครอท อัลมอนด์ กระทั่งแตงกวาก็ยังมีเลย (แหวะ)

สำหรับมัฟฟิ่นนั้น เป็นเมนูยอดนิยมในหนังสือสูตรอาหารของคนอเมริกันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19
โดยที่สูตรมัฟฟิ่นนั้นมีทั้งแบบใช้ยีสต์ และไม่ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นมัฟฟิ่นที่ใช้ยีสต์กันอีกแล้ว

Photobucket
มัฟฟิ่นข้าวโพด อีกเมนูยอดนิยมของคนอเมริกัน

ขนาดของมัฟฟิ่นโดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอดีมือของผู้ใหญ่ปกติ และนิยมทานในช่วงเวลาเช้าๆ
บางคนก็ทานเป็นมื้อเช้าไปเลย (เหมือนน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋) แล้วก็ยังกินได้ในหลายโอกาส
เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ คนอเมริกันที่ถือเป็นที่รู้จักในการทำมัฟฟิ่นก็มีมัฟฟิ่นอาหารเช้าของเขา
เรียกว่า Corn Muffin ทำจากข้าวโพดนี่แหละ หน้าตาจะเพลนๆ รสชาติก็เหมือนกินพวกซีเรียล
แต่ออกอารมณ์ขนมปัง ตัดมาทาเนยกินได้ จุ่มกาแฟอะไรอย่างนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่าง

Photobucket
มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ หน้าตาก็ขนมปังก้อนดีๆนี่เอง

เมื่อพูดถึงคนอเมริกันแล้ว ก็คงจะพูดถึงคนอังกฤษไม่ได้ เพราะอะไรที่อเมริกันมี อังกฤษก็มักจะต้องมี
มัฟฟิ่นของอังกฤษก็มีเหมือนกัน แต่บางคนอาจนึกไม่ถึงว่า หน้าตาแบบนี้มันเป็นมัฟฟิ่นกับเขาด้วยเหรอ
มัฟฟิ่นของอังกฤษจะเหมือนขนมปังก้อนกลมๆแบน ขึ้นฟูด้วยยีสต์ เวลากินก็ทาแยมทาเนยเอาแบบขนมปัง
ถ้าใครอยากลอง ไปที่แมคโดนัลด์ก็ได้ครับ มีมัฟฟิ่นอังกฤษให้กิน เคยสั่งมากินที เจ็บใจมาก
ก็ไอ้ชุดอาหารเช้าของแมคโดนัลด์ก็คือ เอามัฟฟิ่นอังกฤษประกบ เอามาแยกขายอีกที หัวเสธจริงๆ >.<

Photobucket
มัฟฟิ่นบลูเบอร์รี่ มัฟฟิ่นประจำรัฐ Minnesota

มัฟฟิ่นถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของคนอเมริกันเค้า และในบางรัฐ มัฟฟิ่นก็เป็นอาหารประจำเมืองด้วย
อย่างในรัฐ Massachusetts มัฟฟิ่นประจำเมืองของเขาก็เป็นมัฟฟิ่นยอดนิยมคือ Corn Muffin
ในรัฐ Minnesota มัฟฟิ่นประจำรัฐก็คือมัฟฟิ่นที่เป็นที่นิยมทั่วโลกอย่าง Blueberry Muffin
และที่ขาดไม่ได้คือ New York ซึ่งมัฟฟิ่นประจำรัฐก็ตามสัญลักษณ์ของรัฐคือ Apple Muffin นั่นเอง

มัฟฟิ่นนั้น เป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก เหมือนกับคัพเค้กที่ใช้เวลาไม่นานในการทำ
จึงเป็นที่นิยมและขายดิบขายดี และในทุกๆร้านกาแฟ ยังไงเราก็ต้องเห็นมัฟฟิ่นประดับตู้แทบทุกร้าน
ข้อดีของมัฟฟิ่นอีกอย่างที่สาวๆคงจะชอบก็คือ มันไม่ทำให้อ้วนแบบโดนัทหรือพวกขนมเดนิชทั้งหลาย ^^

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของ Muffin ขนมยอดนิยมทานง่ายอีกอย่างที่เอามาฝากในสัปดาห์ที่ผมทำขนมเหลว T.T
สำหรับใครที่อยากลองทำมัฟฟิ่น ผมเคยทำ Blueberry Muffin มาให้ทานกัน คลิกชื่อไปอ่านสูตรกันได้เลย

สัปดาห์หน้า จะทำขนมเมนูใหม่ให้สำเร็จ จะได้เอามาให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน ฮึ่มๆ…สวัสดีครับ

Nekoyanagi: ฝาแฝดแมวกล่อง Maru

สัปดาห์ที่แล้วเอาเจ้าเหมียว Hank ว่าที่วุฒิสมาชิกมาฝาก ก็รอลุ้นว่าเจ้าแฮงก์จะได้ไปนั่งในสภาไหม
สัปดาห์นี้เจอแมวที่อยากเขียนอีกเรื่องแล้ว น่ารักมากด้วย มองเผินๆนึกว่าแมวสุดดังอย่าง Maru
แต่ไม่ใช่ครับ แต่ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียงจัง แมวที่จะมาเขียนวันนี้ชื่อ Nekoyanagi ครับ

Photobucket

มารู้จัก Nekoyanagi กันดีกว่า

Nekoyanagi หรือเรียกสั้นๆว่า Yanagi ก็ได้ (เพราะ Neko ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า แมว)
เป็นแมวพันธุ์ สก๊อตติช โฟลด์ เหมือนแมวชื่อดังระดับโลกอย่าง Maru แล้วยังเป็นผู้ชายเหมือนกันด้วย
Yanagi เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2008 บ้านเกิดอยู่ Tokyo ประเทศญี่ปุ่นเค้านี่แหละ
โดยที่ Yanagi มีช่องยูทูบของตัวเองที่คุณเจ้าของใช้ชื่อว่า Neg0yanagi ตามชื่อเหมียวเลย =^.^=

Photobucket

ใครที่ได้เห็น Yanagi วาบแรกอาจจะนึกว่าเป็น Maru เลยทีเดียว เพราะรูปลักษณ์เหมือนกันมาก
เป็นแมวสก๊อตติช โฟลด์ เหมือนกัน ลายก็คล้ายๆกัน ถุงเท้าขาว 4 ข้างเหมือนกันอีกต่างหาก
แต่สิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างก็คือ Yanagi มีหูพับพิมพ์มาตรฐานของแมวสก๊อตติช โฟลด์
แล้วก็ขนขาวด้านขาซ้ายกินพื้นที่ตัวขึ้นมามากกว่า Maru แต่มองเผินๆก็เหมือนกันอย่างกับ “ฝาแฝด” ^^

เมื่อพูดถึง “ฝาแฝด” ก็คงจะสงสัยว่าแล้ว Yanagi ชอบกระโดดเข้ากล่องแบบ Maru รึเปล่า
คำตอบคือ…ใช่คร้าบบบ!!! มีหลักฐาน ดูวีดีโอนี่สิ นึกว่า Maru มาเองเลย ฮิฮิ ;-P

ไม่ใช่หรอกครับ…ที่จริงแล้ว Yanagi ไม่ได้มีนิสัยชอบลงกล่องแบบ Maru
เพราะแมวกับกล่องก็เป็นของคู่กันอยู่แล้ว นิสัยของ Yanagi แค่ชอบกลิ้งๆแล้วก็ชอบให้คนอยู่ใกล้ๆ

ถ้าเทียบว่า Maru เป็นแมวออกจะไฮเปอร์เล่นได้ตลอด Yanagi ก็ชอบอยู่สงบๆซะมากกว่า
วีดีโอส่วนใหญ่ของ Yanagi นั้นมักจะชอบอยู่นิ่งๆ เล่นบ้างตามประสา แล้วก็ให้คุณเจ้าของลูบๆ ^^
แต่เจ้าเหมียวดูจะสนใจเป็นพิเศษถ้าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ขึ้นมา (ต่อไปอาจจะเรียก แมวคอมพิวเตอร์) XD
ซึ่งที่ได้ดู ก็มีแบบไฮเปอร์สุดตอนที่ เล่น iPad 2 ของคุณเจ้าของนี่แหละ ลองคลิกไปดูเลย ^^”

Photobucket

สำหรับ Nekoyanagi นั้นจะเรียกว่าเป็นแมวชื่อดังก็ไม่ได้ เพราะจำนวนการดูช่องนั้นไม่ถือว่าสูง
แค่หลักแสนกว่าครั้งเท่านั้นเอง แม้ว่าคุณเจ้าของจะอัพวีดีโอของเจ้าเหมียวไว้ไม่น้อยเลยก็ตาม
แต่ว่าแม้จะมีจำนวนการดูแค่หลักแสน แต่ก็เป็นที่รู้จักเล็กๆในบรรดาคนรักแมวในหลายประเทศเหมือนกันนะ
ซึ่งจะเห็นได้จากคอมเมนต์ในหลายวีดีโอ ไม่ได้มีแต่ภาษาญี่ปุ่น แต่ยังมีภาษาอังกฤษด้วย
ซึ่งคุณเจ้าของเอง ก็พยายามใส่ภาษาอังกฤษในทุกวีดีโอที่อัพ (นัยว่าก็คงเรียนรู้มาจาก Maru นี่แหละ) ^^

ซึ่งแม้ว่าบรรยากาศบ้าน รวมถึงตัวเจ้าเหมียวจะทำให้นึกถึง Maru อย่างชนิดแยกไม่ออก
จนก็น่าคิดว่าคุณเจ้าของเปิดช่องยูทูบเพราะจะเลียนแบบ Maru รึเปล่า (เพราะที่ญี่ปุ่นมีช่องแมวเยอะมาก)
แต่เมื่อดูไป ก็พบว่า Yanagi เองก็มีเสน่ห์ความน่ารักของตัวเองอยู่ไม่น้อยเลยเช่นกัน

Photobucket

ผมคิดว่า เสน่ห์ของเจ้า Yanagi ที่ทำให้คนหลงรักก็คือ ความน่ารักแบบใสๆของเจ้าเหมียว นี่แหละ
ซึ่งเมื่อดูไปก็จะติดแบบไม่รู้ตัว เพราะเจ้าเหมียวดูเป็นธรรมชาติแบบแมวๆ และสงบเสงี่ยมน่ารักเกินตัวมากๆ
รวมถึงวิธีการถ่ายก็ยิ่งทำให้เจ้าเหมียวดูดีขึ้นไปอีก เพราะใช้กล้องคุณภาพสูง (มีทั้ง Canon, Leica เลยนะ)
โดยเฉพาะภาพนิ่งที่ดูดีมากทีเดียว ที่ดูยังไงก็ต้องหลงรักความน่ารักแบบใสๆของเจ้า Yanagi แน่ๆ =^.^=

สำหรับใครที่อยากติดตามเจ้าเหมียว Yanagi ก็เรียกว่าคุณเจ้าของมีทุกช่องทางติดตาม
ทั้งหน้า Facebook ทั้งหน้า Twitter ทั้ง Blog ของเจ้าเหมียว ทางเว็บรูป Flickr และแน่นอนทาง YouTube
ก็คลิกไปตามลิงก์ที่ทำให้ได้เลยนะครับ ใครที่อ่านภาษาญี่ปุ่นได้ก็ยิ่งดีเข้าไปอีก (ผมอ่านไม่ออก เสียดาย) ^^”

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของเจ้าเหมียว Nekoyanagi แมวแฝดคนละฝาของเซเลบอย่าง Maru (ฮี่ฮี่)
แล้วจะนำเรื่องแมวที่น่าสนใจตัวอื่นๆมาฝากกันต่อไปนะครับ สวัสดีครับผม =^.^=

Hank: (ว่าที่) วุฒิสมาชิกเหมียว

เบื่อจริงจริ๊ง เห็นหน้านักการเมืองทีไร อยากจะเอาตีนไปยันหน้ามันซะทุกคน (อุ๊บ หยาบคายไปหน่อย)
ทำงานกันห่วยๆอย่างนี้ เอาหมาแมวที่ไหนเข้าไปนั่งในสภาก็ได้ เผลอๆอาจจะมีอะไรดีกว่าดูคนกัดกัน
ดูเหมือนวันนี้ฝันของใครบางคนอาจจะเป็นจริงแล้ว เมื่อมีแมวตัวหนึ่งลงสมัครวุฒิสมาชิกที่อเมริกา
บางทีเราอาจจะฝากความหวังได้ดีกว่าคนก็ได้ (อิอิ) แมวตัวนั้นมีชื่อว่า Hank ครับ

Photobucket

Hank เป็นแมวพันธุ์ Maine Coon จากเมือง Springfield มลรัฐเวอร์จิเนีย เป็นผู้ชายครับผม
เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2003 เริ่มแรกเจ้าแฮงก์เป็นแมวจรจัด ก่อนที่จะถูกจับเข้าสถานกักกันสัตว์
เจ้าแฮงก์และครอบครัวแมวข้างถนนเกือบจะโดนกำจัดทิ้งอยู่แล้ว แต่ได้รับความช่วยเหลือเอาไว้
โดยกลุ่มพิทักษ์สัตว์ที่ชื่อ Animal Allies ก่อนที่จะได้มาอยู่กับเจ้าของแบบทุกวันนี้
(อันนี้คุณเจ้าของเค้าเขียนไว้ในเว็บหาเสียง บางทีอาจจะแต่งให้มันดราม่าหน่อยก็ได้นะครับ) ^^”

เรื่องของเรื่องที่เจ้าแฮงก์ดันสมัครวุฒิสมาชิก ก็เกิดจากคุณเจ้าของ แอนโทนี โรเบิร์ต อยากทำอะไรขำๆ
ก็เลยทำแคมเปญเล่นๆ เอารูปเจ้าแฮงก์ไปทำเว็บไซต์ ลงประกาศว่าเจ้าเหมียวจะลงสมัครด้วย
แต่ไปๆมาๆ ปรากฎว่ามีคนเอาด้วยกันล้นหลาม เจ้าแฮงก์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็เลยโดนยุให้สมัครจริงๆ

Photobucket

คุณเจ้าของเลยเริ่มทำจริงจังตั้งแต่เอาป้ายไปปักตามที่ต่างๆ แล้วก็ทำทั้งเว็บไซต์หาเสียง ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ก
ซึ่งหน้าเฟสบุ๊กก็มีคนมาช่วยสนับสนุนเจ้าแฮงก์ร่วมเป็นหมื่นๆคนเลยทีเดียว ทวิตเตอร์ก็มีเป็นพัน
และตามรูปแบบนิยม เจ้าแฮงก์ก็ไปเคาะประตูบ้านหาเสียง (เหมือน สส. บ้านเราเลย) โทรศัพท์หาเสียง
ถึงขนาดว่ามีผู้จัดการฝ่ายรณรงค์หาเสียงเลย (จริงจังนะเนี่ย) เรียกว่า กะได้เข้าไปนั่งในสภาแน่

ซึ่งตอนนี้ ความดังของเจ้าแฮงก์ ก็เลยทำให้เจ้าแฮงก์ต้องเริ่มเดินสายหาเสียงไปตามที่ต่างๆ
เพื่อแข่งกับผู้สมัครวุฒิสมาชิกตัวจริง จะได้เข้าไปนั่งเหมียวๆในสภาคองเกรสกับเค้าจริงๆ (ว่าไปนั่น) ^^”

Photobucket

สำหรับสัญญาประชาคมของเจ้าแฮงก์ ในเว็บไซต์หาเสียงก็เขียนเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ว่า (ฮา)…
“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลายากลำบาก ผู้คนตกงานกันเป็นแถว เราได้ยินวิธีแก้ปัญหาบ้าบอเต็มไปหมด
แต่กระป๋มได้ไปเห็นชีวิตของผู้คนที่แท้จริงมาหมดแล้ว และคนเหล่านี้ไม่ใช่หมูให้นักการเมืองเถือ”

“เราจะต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาจากตัวเราเอง ไม่ใช่รอให้คนข้างบนแก้ (นี่…ความคิดเจ้าเหมียวสุดยอด)
ถ้าเราเริ่มปรับปรุงชุมชนเราให้ดีขึ้น ผลก็จะขยายไปสู่มลรัฐ และในที่สุดก็ประเทศของเรา”

สำหรับเจ้าแฮงก์ เค้าว่าเป็นแมวอนุรักษ์นิยมสุดๆ ถึงขนาดเคยข่วนหนังสือแนวเสรีนิยมจนขาดวิ่นมาแล้ว
ซึ่งบางทีคู่แข่งเจ้าเหมียวอย่าง ทิม เคน และ จอร์จ อัลเลน อาจต้องระวังอย่าไปทำให้เจ้าแฮงก์โมโห (อิอิ)
ซึ่งนโยบายแรกถ้าเจ้าเหมียวได้รับเลือกก็คือ “ออกกฎหมายต้องมีเวลาสำหรับแมวหลับในทุกมลรัฐ” ^^”

Photobucket

ตามกฎหมายของอเมริกานั้น กำหนดว่าผู้สมัครต้องมีอายุ 30 ปีขึ้น แต่เมื่อเทียบอายุเจ้าแฮงก์แล้ว
ซึ่งเจ้าแฮงก์อายุ 9 ปี เมื่อเทียบกับมนุษย์ก็คือ 52 ปี ดังนั้นก็เลยไม่มีปัญหาที่เจ้า้แฮงก์จะลงสมัคร
แต่ก็กำหนดเช่นกันว่า “ห้ามสัตว์รับตำแหน่งในสภา” แต่ใครจะสนล่ะถ้าเจ้าแฮงก์ได้รับเลือก (ฮิฮิ)

เพราะตามประวัติในอเมริกา ก็มีสัตว์ได้ตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองมาแล้ว อย่างในรัฐแคลิฟอร์เนีย
ในเมืองซูนอล ก็เคยมีสุนัขลาบราดอร์สีดำชื่อ “บอสโก รามอส” เป็นนายกเทศมนตรีมาแล้ว
แล้วเป็นนานด้วยตั้ง 9 ปี ตั้งแต่ปี 1981-1990 และปัจจุบัน เมืองแรบบิท แฮช มลรัฐเคนตักกี้
ก็มีสุนัขที่ชื่อ “ลูซี่ โลว” เป็นนายกฯเล็กด้วยเช่นกัน (บางทีเมืองไทยเราน่าจะลองมั่งนะ หุหุ)

Photobucket

ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าแฮงก์จะได้รับเลือกหรือไม่ หรือว่าเค้าจะไม่ยอมให้ลงสมัคร แต่ตอนนี้เจ้าแฮงก์ก็ดังไปแล้ว
ขนาดได้คะแนนเสียง 5 เสียง มาตุนไว้ก่อนคู่แข่งคนอื่นซะอีก (อเมริกาเค้าใช้ระบบคะแนนตัวแทนครับ)
ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของอเมริกาจะมีในเดือนพฤศจิกายน (อเมริกาจะใช้เวลาหาเสียงกันนานหน่อย)
ใครที่อยากสนับสนุนเจ้าแฮงก์ ก็ไปได้ทั้ง Facebook หน้าเว็บไซต์ Hank For Senate และ Twitter

แล้วเรามาลุ้นกันว่า เจ้าแฮงก์จะได้เข้าไปนั่งในสภาหรือไม่นะครับ สวัสดีครับ เมี้ยววว =^.^=

ข้อมูลการเขียนเพิ่มเติม: dailynews.co.th, huffingtonpost.com, inquisitr.com

Pastry History: Apple Pie

สวัสดีครับ วันนี้อาจจะมาแปลกว่าทำไมไม่มีเมนูขนมมาแนะนำเหมือนเคย
ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำครับ แต่ว่าสัปดาห์นี้ลองของยากสำหรับผมที่ยังไม่เคยทำสำเร็จ
คือเมนู “เค้กที่แต่งหน้าครีม” ซึ่งทำไปได้ถึงตัวเค้ก แต่พอทำครีมก็หน้าเละอีกเที่ยวแล้ว ฮือๆ T.T
เอามาโชว์ไม่ได้เลย (สงสัยจะถนัดทำเมนูไร้ครีมซะมากกว่า) ขอเวลาไปฝึกใหม่แล้วกันครับ ฮึ่มๆ >.<

วันนี้ก็เลยมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ที่มาประวัติเมนูขนม” คั่นเวลาไปพลางๆก่อน
เราทุกคนชอบกินขนมเมนูนั้นเมนูนี้ แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าที่มาของแต่ละเมนูในอดีตเป็นอย่างไร
ก็เลยเอาเมนูโปรดของผมมานำเสนอประวัติที่มาของการเป็น Apple Pie กันครับ

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษ หน้าตาจะจืดๆอย่างนี้แหละครับ ^^”

Apple Pie หน้าตาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะแทบทุกคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว
พายแอปเปิ้ลโดยส่วนใหญ่จะมี 2 ครัสต์ คือ แป้งฐานกับแป้งปิดหน้า แล้วก็ใส่ไส้แอปเปิ้ลลงไป
แต่ก็มีเหมือนกันที่เค้าทำแบบเอาไส้แอปเปิ้ลลงถาดไปเลย ปิดแต่ครัสต์บนอย่างเดียว (สงสัยขี้เกียจ) ^^”
แล้วก็แบบที่มีแต่แป้งครัสต์ฐาน แบบนั้นเขามักจะเรียกกันว่า ทาร์ต ซึ่งค้นพบในฝรั่งเศส

Photobucket
สูตรพายแอปเปิ้ลของอังกฤษ เขียนในสมัยศตวรรษที่ 14

สำหรับประวัติของพายแอปเปิ้ลนั้น เริ่มมีบันทึกเป็นรูปเป็นร่างก็ในอังกฤษย้อนไปใน ปี 1381
โดยที่ส่วนผสมสมัยนั้นเขาเขียนไว้ว่า good apples, good spices, figs, raisins and pears
และใช้ดอกแซฟฟรอน เอามาแต่งสีตัวไส้แอปเปิ้ล ซึ่งส่วนผสมค่อนข้างจะต่างจากสมัยนี้อยู่นิดนึง
เพราะสมัยนั้นไม่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม แต่ใช้เป็นเครื่องเทศซะแทน

สำหรับเหตุผลที่เขาพยายามค้นหาว่าทำไมไม่ใช่น้ำตาลแบบเดี๋ยวนี้ บ้างก็ว่าเพราะน้ำตาลสมัยนั้นแพง
จะซื้อทีต้องนำเข้ามาจากอียิปต์โน่น แถมราคาก็ใช่ถูก ตั้ง 1-2 ชิงลิ่งต่อปอนด์ (50 ดอลล่าล์สมัยนี้)
แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ที่เถียงว่า พวกเครื่องเทศอะไรนี่ก็นำเข้า ราคาก็ไม่ต่างกับน้ำตาล
แล้วเมนูขนมสมัยนั้น ก็มีทั้งใส่น้ำตาลและน้ำผึ้งที่ถูกกว่าเป็นส่วนผสมก็ไม่น้อย แต่ยกเว้นแค่พายแอปเปิ้ล
บางคนเค้าก็เลยคิดว่า นี่อาจเป็นต้นแบบเมนู Sugar-Free ลดความอ้วนเอาก็ได้ (ซะงั้น) ^^”

Photobucket
หน้าตาพายแอปเปิ้ลแบบดัทช์เค้าล่ะครับ

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษนั้น หน้าตาก็จะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีที่มีแป้ง 2 ครัสต์
แ่ต่ก็ยังมีพายแอปเปิ้ลแบบชนชาติอื่นเค้าด้วย อย่างเช่นแบบ Dutch Style กับ Swedish Style

อย่างแบบ Dutch Style ก็จะเป็นแบบที่หลายๆคนชื่นชอบกัน คือเค้าจะบวก ผงซินามอนกับน้ำมะนาว ลงไป
และทำหน้าท็อปแบบเหมือนแป้งเส้นสานกัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง ซึ่งเมนูนี้ก็เริ่มย้อนไปใน ปี 1626 โน่น
ส่วนแบบ Swedish Style อันนี้มาแปลกแหวกแนวกว่าเค้าเพราะมาสไตล์ “ทำแต่น้อย” (Ikea มาเอง) XD
คือ เค้าจะหั่นแอปเปิ้ลลงถาดพายไปเลย แล้วก็คลุกพวกแป้ง น้ำตาลโรยผสมๆลงไปแล้วก็อบ จบแค่นี้
คงเพราะเป็นเมืองหนาว เลยต้องทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้ เดี๋ยวของทำขนมแข็งเป๊กไม่ทันกินกันพอดี ^^”

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบคนสวีเดน หน้าตาใกล้เคียงต้นแบบสุดแล้วครับ สมัยก่อนอาจจะดูมั่วๆกว่านี้ก็ได้ ^^”

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน ที่หลายคนเคยทานกันมาแล้วนั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม
ยังไม่มีแอปเปิ้ลปลูก ครั้นจะปลูกก็ยังปลูกไม่ค่อยขึ้น (สมัยนั้นคนตั้งถิ่นฐานทำได้ดีสุดก็จับไก่งวงน่ะครับ) ^^”
พอจะทำพายกินกัน ก็เลยใช้พวกเนื้อสัตว์แทนซะส่วนมาก (ก็เลยเป็นที่มาของพายเนื้อที่หลายๆคนชอบกัน)
ส่วนแอปเปิ้ล ก็ต้องรอเมืองแม่อย่างประเทศอังกฤษส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ ถึงจะมีแอปเปิ้ลไว้กิน
กว่าจะทดลองปลูกแอปเปิ้ลจนขึ้น แล้วเอามาทำจนกลายเป็นขนมยอดนิยมก็ต้องรอถึง ศตวรรษที่ 18

แต่พอได้รับความนิยม ก็กลายเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของคนอเมริกันไปทันที
ถึงกับมีการกล่าวกันว่า “คนไม่กินพายสมควรถูกกำจัดทิ้ง” (ว่าไปนั่น) ขนาดว่าทหารไปรบในสงครามโลก
ผู้สื่อข่าวไปถามว่าไปรบเพราะอะไร ทหารก็ตอบมาว่า “For mom and Apple pie” (เกี่ยวยังไงเนี่ย) ^^”
กระทั่งมีเมืองหนึ่งในรัฐ New Mexico ตั้งชื่อเมืองตัวเองว่า Pie Town ก็เพราะพายแอปเปิ้ลนี่เอง

Photobucket
ฝรั่งเศสเค้าไม่ชอบเหมือนชาวบ้าน ต้องเป็นทาร์ตเท่านั้น ฮิฮิ

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พายแอปเปิ้ลก็ถูกทำเป็นสูตรพลิกแพลงกันไปตามแต่ละเชฟขนมจะสร้างสรรค์กัน
ซึ่งเมื่อพูดถึงความสร้างสรรค์เรื่องอาหารและขนม หลายคนก็คงจะนึกถึงชนชาติฝรั่งเศสกันแน่นอน
ไหนๆก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็เล่าไปถึงเมนู ทาร์ต ซึ่งดัดแปลงจากพายแอปเปิ้ลโดยคนฝรั่งเศสเลยแล้วกัน

ทาร์ต เป็นการค้นพบโดยบังเอิญในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Hotel Tatin ประมาณปี 1880
ซึ่งมีพี่น้องตาแต็ง สเตฟานี่และแคโรไลน์ ดูแลอยู่ สเตฟานี่จะเป็นคนทำอาหารประจำโรงแรมอยู่ทุกวัน
ซึ่งเธอก็ทำพายแอปเปิ้ลตามปกตินี่แหละ แต่วันนึงเธอผัดแอปเปิ้ลกับเนยน้ำตาลนานไปจนได้กลิ่นไหม้
เธอเลยรีบเอาแอปเปิ้ลลงถาดแล้วปิดหน้าครัสต์บนเฉยๆแล้วก็อบเลย ก่อนจะเอาไปเสิร์ฟแขกแบบกลับหัว
แต่ปรากฎว่าแขกชื่นชอบมาก จนกลายเป็นเมนูประจำของโรงแรมที่เรียกตามชื่อพี่น้องว่า Tarte Tatin

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน หน้าตาก็หล่อกว่าอังกฤษหน่อย

นั่นก็เป็นประวัติที่มาของ “พายแอปเปิ้ล” ที่เรากินกันทุกวันนี้นั่นเองครับ
ใครที่อยากลองทำลองทานกันก็ไปที่หน้า Apple Pie และ Apple Tart ที่ผมทำไว้ได้นะครับ ^^

สัปดาห์นี้ก็น่าเสียดายสำหรับตัวผมเองที่ไม่ได้มีโอกาสเอาเมนูขนมใหม่ๆมาให้เพื่อนๆได้ลองชิมกัน
ก็ทำพลาดส่วนสำคัญไป แต่ก็นั่นแหละครับ ก็เหมือนกับชื่อ My Pastry Journey เส้นทางก็ต้องลุยต่อไป
ก็ต้องมีพลาดกันบ้าง ใครไม่พลาดเลยก็เก่งเกินไปล่ะใช่ไหมครับ ทุกสัปดาห์ที่มาลงนี่ก็คือทำสดทุกครั้ง
ก็เสียวทุกสัปดาห์ว่าจะพลาด ก็มาเจอสัปดาห์นี้จนได้ แต่ไม่เป็นไร เอาใหม่ครับ ขอไปฝึกเพิ่มอีก ^^

สัปดาห์นี้ก็อ่านประวัติของพายแอปเปิ้ลกันไปก่อน แล้วจะทำเมนูขนมคราวต่อไปมาให้สำเร็จครับ…

ข้อมูลการเขียน: wikipedia.org

Thai Movie 2011: มองหนัง 4 แนวหลักเมืองไทย แนวไหนอยู่แนวไหนร่วง!?!

ไม่ได้เขียนบล็อกใหม่มานาน เพราะหาเรื่องที่อยากจะเขียนจริงๆไม่ได้
และช่วงนี้เองก็ไม่ได้ดูหนัง หรือเรื่องแมวเลย เพราะมีงานหนังส่วนตัว 2-3 งานที่ต้องเคลียร์
บล็อกผมก็เลยเงียบๆไปพักใหญ่ แต่วันนี้ก็กลับมาเขียนกันอีกครั้งครับ
(ถ้าใครเห็นผมเล่นเกมบนเฟสบุ๊ค อันนั้นเล่นแก้เครียดนะครับ ที่จริงกำลังหัวฟูเลย)

สำหรับเรื่องวันนี้ที่เขียน ที่จริงก็ชั่งใจอยู่พอสมควรว่าจะเขียนดีไหม
เพราะผมเองทำงานในแวดวงหนังไทย ก็ที่เคยบอกไว้คือไม่ต้องการวิจารณ์หนังไทยกันเอง
แต่เมื่อคิดไปคิดมาแล้ว เรื่องวันนี้ไม่ได้มาวิจารณ์หนัง แต่เป็นการมองภาพวงการมากกว่า
จึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยู่ เพราะผมเองจะเขียนในมุมมองแบบคนนอกมองเข้าไปครับ

———————————————————————————

สำหรับหนังแนวหลักที่เป็นที่นิยมในตลาดหนังไทยจนถึงยามนี้ ก็จะเห็นได้อยู่ทั้งหมด 4 แนว
นั่นคือ หนังผี-หนังตลก-หนังแอ็คชั่น และ หนังโรแมนติคคอมเมดี้ ที่เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่

ซึ่งอันที่จริง ในช่วงหลังมานี้ หนังนอกกระแสก็เริ่มเติบโตขึ้น และเริ่มมีผู้ผลิตออกมามากขึ้น
แต่คนดูก็ยังไม่ได้เพิ่มจำนวนตามมากนัก จึงยังไม่สามารถนับเป็นหนังอีกแนวที่คนเลือกดู
รวมถึงหนังดราม่าที่ยังทำออกมานานๆที จึงต้องถือว่าไม่ใช่แนวหนังที่คนไทยนิยมดูกัน
ดังนั้น จึงขอพูดถึงหนัง 4 แนวหลักนี้ แล้วมาดูว่า หนังทั้ง 4 แนวนี้จะมีทิศทางไปอย่างไร

หนังผี

หนังผียังคงเป็นหนังที่ค่ายหนังในเมืองไทยนิยมทำกันอย่างสม่ำเสมอ
ด้วยความเชื่อที่ว่า “คนไทยชอบหนังผี” ซึ่งคนดูหลายคนคงสงสัยว่าไปได้ความคิดจากไหน
แต่คงน่าจะเป็นเพราะความสำเร็จเริ่มจากสมัยนางนาก ยาวมาจนถึงชัตเตอร์เลย
แล้วยังมีหนังผีแนวตลกแบบบุปผาราตรีอีก ทำให้นายทุนทั้งใหญ่เล็กมองว่าหนังผีทำเงิน

แต่ในความเป็นจริงถ้านับหนังที่ประสบความสำเร็จจริงๆจังๆ ถือว่ามีน้อยรายมาก
จะมีก็แต่ค่าย GTH เท่านั้นที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากหนังแนวผีแนวสยองนี้ได้ตลอด
แล้วถามว่าทำไมค่ายหนังไทยเล็กใหญ่หลายๆค่ายยังคงนิยมจะทำหนังผีออกมา
เหตุผลหลักที่พอจะทราบได้ก็คือ “หนังแนวนี้จากเมืองไทยไปได้ดีในตลาดต่างประเทศ”
ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนในเมืองไทย แต่เมืองนอกก็คงเก็บเล็กผสมน้อยจนเอากำไรได้
และอีกอย่าง ดูเหมือนหนังแนวนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งโปรดักชั่นสูงๆ หรือดาราระดับแม่เหล็กมาก
เพราะตัวละครเด่นเป็นผี ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากกว่าที่จะคุมงบประมาณให้อยู่ตัวได้

แต่ในทัศนะของผมแล้ว ตลาดหนังผีเมืองไทยยามนี้ดูเหมือนมีแต่ทรงกับทรุดมากกว่า
ถ้า Big Idea ไม่โดนจริงแบบค่าย GTH ก็มักจะทำหนังผีที่พยายามสรรหาวิธีผีหลอกสารพัด
ซึ่งเนื้อหามักจะไม่หนีกันมาก คือผีมีความอาฆาตแค้นตัวละครเอก ขึ้นกับว่าจะมาหลอกแบบไหน
ความต่างจึงอยู่ที่ Big Idea จะโป้งโดนใจคนยังไงอย่าง ลัดดาแลนด์ ที่เอาหมู่บ้านจริงมาเป็นจุดฮุค

ดังนั้น ถ้าคิดจะได้เงินกับหนังผี ต้องมาพร้อม Big Idea ที่โป้งโดนใจคนทันทีตั้งแต่เห็นหน้าหนัง
ไม่อย่างนั้น ทำมาเท่าไหร่ก็ขายไม่ออก เพราะที่จริงคนไทยโดนผีหลอกจนไม่กลัวกันแล้ว

หนังตลก

หนังตลกสำหรับเมืองไทย ก็เป็นอีกแนวหนึ่งที่ทำออกมาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
ซึ่งโดยหลักส่วนใหญ่แล้ว จะใช้ดาราตลกเป็นตัวชูโรง และเนื้อเรื่องก็จะยืนพื้นกับมุขตลก
โดยที่ค่ายที่ทำหนังแนวนี้สม่ำเสมอก็เป็นค่ายอย่าง สหมงคลฟิล์ม และ พระนครฟิล์ม
ซึ่งโดยลักษณะนิสัยของคนไทยที่รักสนุก และวัฒนธรรมการดูหนังและทีวีที่ยังแยกกันไม่ออก
จึงทำให้หนังแนวนี้ทำรายได้คุ้มทุนได้เสมอๆ ไม่ค่อยจะเกิดอาการล้มแรงๆกับเขา

แต่จุดอ่อนของหนังตลกไทยเองก็มีอยู่ตรงที่ว่า มักจะใช้ดาราตลกเป็นตัวชูโรงนี่แหละ
ทำให้ช่วงหลังมีชะตากรรมเหมือนหนังผีคือ ดูตลกเล่นหนังจนฝืดไม่ค่อยจะขำเท่าไหร่แล้ว
ถึงแม้ว่ารายได้จะยังไม่ถึงกับเจ๊งยับขนาดตกไปต่ำกว่าหลัก 10 ล้านแบบหนังผีในช่วงหลังๆ
แต่ก็เกิดอาการปืนฝืด ทำมาเท่าไหร่ก็ขายไม่ออกแล้วเช่นกันสำหรับหลายๆเรื่อง
ขนาดว่าหนังพี่หม่ำเองที่เคยรับประกันรายได้แน่ๆ พักหลังตัวเลขก็เริ่มไม่ค่อยเดินเท่าไหร่แล้ว

จึงทำให้ช่วงหลัง เริ่มมีการให้ดาราตลกเป็นตัวเสริมและใช้นักแสดงปกติเป็นดารานำหลัก
ซึ่งค่ายที่ดูจะประสบความสำเร็จขึ้นมาก็คือ M39 กับหนังของ คุณยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพชร
ซึ่งวางแนวทางหนังตลกใหม่ที่วางนักแสดงให้สอดรับกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ไม่ใช่ขายแต่มุข
จึงทำให้หนังตลกมีเส้นทางที่เติบโตออกไปได้อีก หลังจากใช้ดาราตลกยิงมุขนำมานาน

ดังนั้น สำหรับหนังแนวตลก ก็จะยังคงทำเงินได้ในตลาดหนังเมืองไทย แบบที่ไม่ต้องเจ็บตัวมาก
และถ้าหนังเนื้อหาดี ก็มีสิทธิทำเงินถล่มทลายได้เช่นกัน เพราะหนังก็ถูกกับลักษณะคนไทยอยู่แล้ว
และตอนนี้ก็ยังมีเส้นทางแนวหนังที่ไปได้อีก เพียงแต่ผสมผสานมุขกับเนื้อหาให้ลงตัวเท่านั้น

หนังแอ็คชั่น

ที่จริงสำหรับหนังแนวนี้แล้ว มีแต่เพียงค่ายใบโพธิ์เท่านั้นที่ทำออกมาเป็นเรื่องเป็นราว
ซึ่งก็มาจากทีมสตั๊นท์คุณพันนา นำโดยดาราชูโรงอย่าง พี่จา พนม (ตอนนี้ก็ชื่อ ธัชกร ไปแล้ว)
โดยมีโปรดักชั่นเฮ้าส์อย่าง บาแรมยู เป็นหัวหอกในการผลิตหนังแนวนี้แบบผูกขาด
ซึ่งถ้าโดยรสชาติที่ถูกปากคอหนังไทยแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าค่ายใบโพธิ์ชิงธงนี้ไปได้ก่อน
ทำให้ค่ายอื่นถึงคิดจะทำก็ทำไม่ได้แล้ว เหมือนใครคิดจะทำเครื่องแม็คแข่งก็สู้แอปเปิ้ลไม่ได้

แต่เมื่อเปิดแนวรบแล้วประสบความสำเร็จขึ้นมาขึ้นมา ก็ทำให้ค่ายอื่นเองก็มีลงมาเล่นด้วย
ทั้งค่ายเล็กค่ายใหญ่ต่างก็ลองส่งหนังตัวเองมา แม้จะรู้ว่าต้องใช้ทรัพยากรมากก็ตาม
แต่แนวหนังที่ฉับไวน่าจะเข้าถึงคนดูได้ง่ายและมีความสำเร็จการันตีให้ ก็ทำให้มีคนกล้าลอง
ซึ่งปรากฎว่าโดยภาพรวมส่วนใหญ่หลายเรื่องกลับไม่เป็นตามคาด ต้องเจ็บตัวไปตามๆกัน

ค่ายใหญ่ที่ลองลงมือกับหนังแอ็คชั่นก็มีค่ายอย่าง ไฟว์สตาร์ กับ อินทรีแดง (ที่เจ็บตัวแรงมาก)
และค่ายอย่าง Oriental Eyes ที่ส่งหนังอย่าง My Best Bodyguard มา (ซึ่งก็เจ็บตัวอีก)
กระทั่ง GTH ก็เคยลองผสมผสานแอ็คชั่นกับตลกในหนังอย่าง ตั๊ดสู้ฟุด (เรื่องนี้ทำเงินได้ดี)
ล่าสุด ค่าย FilmRUs ของอาร์เอสส่งหนังรักแอ็คชั่น บางกอกกังฟู มา (ซึ่งก็มาแล้วไปแบบเงียบๆ)

หนังแนวนี้ทำค่อนข้างยาก แต่ถ้าทำออกมาดี ก็จะประสบความสำเร็จแรงอย่าง ไตรภาคองค์บาก
ซึ่งถึงแม้ว่ารายได้จะลดลงทุกภาค แต่เมื่อเทียบกับรายได้หนังไทยโดยเฉลี่ยก็ยังถือว่าสูง
ซึ่งถึงเวลานี้ก็มีเพียงค่ายใบโพธิ์ค่ายเดียว ที่ยังประสบความสำเร็จจริงๆจังๆกับหนังแนวนี้
แต่ถ้าเจ๊งก็จะเจ๊งแรงเช่นกัน อย่างหนังบางส่วนที่ได้ยกตัวอย่างไป ซึ่งมักจะมาจากหลายปัจจัย
ทั้งโดยตัวเนื้องาน และเนื้อหาเรื่องที่อาจจะห่างไกลคนไทยไปก็มีส่วนอยู่ที่หนังไม่ประสบความสำเร็จ

ภาวะการณ์หนังแนวนี้ในปัจจุบัน ถ้าจะพูดจริงๆ ก็ค่อนข้างซบเซาอยู่เพราะมีหนังเจ๊งติดกันหลายเรื่อง
แต่ถามว่ายังมีอนาคตอยู่ไหม ก็เชื่อว่าอย่างน้อยค่ายใบโพธิ์ที่เป็นเจ้าหลัก ก็น่าจะยังมีแพลนอยู่
เพราะตอนนี้ก็มี “ต้มยำกุ้ง 2” ที่กำลังถ่ายทำ ซึ่งอาจจะเรียกความคึกคักหนังแอ็คชั่นกลับมาอีกครั้ง

อนาคตหนังแนวนี้น่าจะอยู่ที่ การวางเรื่องราวหนังให้เข้มข้นขึ้น ไม่เน้นฉากสตั๊นท์ต่อสู้แบบที่ผ่านมา
เพราะไม่อย่างนั้น ชะตากรรมจะคล้ายๆหนังตลกและหนังผี ที่โยนมุขโยนผีมาใส่จนคนดูเอียนไปแล้ว
ที่จริงก็มีหนังที่ลองผสมผสานแนวอื่นเข้ามาอย่าง ตั๊ดสู้ฟุด เป็นตัวอย่างว่าถ้าวางเนื้อหาน่าสนใจ
ทางหนังแอ็คชั่นก็สามารถแตกแขนงไปได้ไกลเช่นกัน เหมือนที่หนังต่างประเทศจะมี แอ็คชั่นตลก
ซึ่งประสบความสำเร็จทางรายได้และคำวิจารณ์หลายๆเรื่อง ซึ่งหนังไทยก็สามารถเอาเป็นแนวทางได้
เพราะจะทำให้หนังแอ็คชั่นมีความหลากหลาย และสามารถเติบโตขึ้นไปได้อีกมาก

หนังโรแมนติค-คอมเมดี้

หลังการมาของ “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ก็ทำให้หนังแนวนี้กลายเป็นน้องใหม่ของค่ายหนังทั้งหลาย
ที่เห็นช่องทางทำเงิน จนตอนนี้กำลังเริ่มกลายเป็นกระแสหนังแนวหลักในตลาดเข้าไปทุกทีๆ
ด้วยข้อดีที่หนังแนวนี้มีความยืดหยุ่นกว่าหนังตลกในมุมมองของคนไทยคือ ใกล้ชีวิตจริงมากกว่า
กล่าวคือ หนังรู้สึกสัมผัสได้มากกว่า เพราะหนังมักจะเล่นประเด็นกับเรื่องราวและความคิดคนจริงๆ
โดยเฉพาะความรักที่เป็นเรื่องที่คนพูดถึงอยู่แล้ว ผสมผสานกับความตลกอันเป็นรสชาติหลักคนไทย
แถมยังใส่ดาราตลกให้เป็นจุดเรียกคนดูได้ ทำให้ดูเหมือนว่าหนังแนวนี้จะเป็นเส้นทางใหม่ขึ้นมา

ซึ่งจะว่าไปก็ใช่ว่าหนังแนวนี้จะไม่เคยมีมาก่อน ถ้าจะยังจำกันได้ในยุคกระโปรงบานขาสั้น
ในยุคนั้นที่จริงหนังก็ไปแนวทางนี้ แล้วที่น่าขำก็คือ หนังแนวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ฆ่าหนังไทยยุคนั้น
แต่พอล้มหายไปยาวนาน ก็ดูเหมือนว่าคนทำจะพบวิธีการสร้างสรรค์ใหม่จนพลิกฟื้นมาในอีกรูปแบบ

แล้วดูแนวโน้มของหนังที่กำลังออกตามมาอีก สัญญาณก็ดูค่อนข้างจะโอเคเป็นที่ต้อนรับ
อย่างเลวสุดก็คงเก็บรายได้เท่าทุนพอไหว แล้วการทำหนังแนวนี้ก็คล้ายกับหนังผี หนังตลก
คือไม่ต้องอาศัยโปรดักชั่นสูงๆ (ซึ่งเป็นจุดอ่อนของหนังแอ็คชั่น) ทำให้สามารถควบคุมงบได้
เพียงแต่ขอให้งานสร้างออกมาดูมีเกรด ไม่ทำลวกๆ ก็สามารถจะดึงดูดผู้ชมได้ไม่ยาก
เพราะโดยอารมณ์ของหนังแนวนี้ก็จะสนุกสนานสดใสอยู่แล้ว ซึ่งลักษณะพื้นฐานของคนไทย

แต่สิ่งที่ต้องระวังของหนังแนวนี้คือ ความหลากหลายของเนื้อหา และ ความใกล้เคียงหนังตลก
เพราะตอนนี้ก็เริ่มได้กลิ่นมาบ้างแล้ว ตัวอย่างหนังที่กำลังจะออกมาเริ่มมีการกระหน่ำมุขมากขึ้น
ซึ่งจะต้องแยกหนังแนวนี้ให้ออกจากหนังตลก และหามุมที่ไม่ใกล้กันเกินไปของเนื้อหาหนัง

อนาคตของหนังแนวนี้ขึ้นอยู่กับ ความหลากหลายในการสร้างสรรค์เนื้อหาของหนัง
เพราะมีบทเรียนจากหนัง 3 แนวแรกแล้วที่ทำซ้ำไปมาจนคนดูเบื่อและรายได้ลดลงไปเรื่อยๆ
คนทำต้องหาแง่มุมที่หลากหลาย รวมทั้งต้องเข้าใจเส้นบางๆที่เฉียดใกล้หนังตลกเพียวๆอย่างมาก
หนังแนวนี้โดยธรรมชาติ มีเนื้อหาในตัวเองที่คนพร้อมจะติดตามเรื่องราวอยู่แล้ว
เพราะไม่ใช่หนังประเภทโยนมุข สิ่งที่ต้องจดจำคือ ไม่ทำเรื่องราวให้เบาบางจนไม่น่าสนใจ
เพราะเนื้อเรื่องหนังแนวนี้มีสิทธิจะทำแบบง่ายดายแค่หนุ่มสาวรักกันจบ หรือไม่ก็เอาแต่โยนมุขเลย
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็จะคล้ายๆหนังแนวอื่นทุกเรื่องที่พอทำไปๆ คนดูก็จะเบื่อไปในที่สุด

———————————————————————————

โดยภาพรวม ณ ขณะนี้แล้ว ไม่มีหนังแนวหลักแนวไหนที่ล้มหายตายจากไปจากตลาดแบบถาวร
เพียงแต่ปัญหาใหญ่คือ ความยังไม่หลากหลายพอของเนื้อหาหนัง ซึ่ง 3 แนวแรกโดนไปเต็มๆ
หนังโรแมนติค-คอมเมดี้ จะเรียนรู้บทเรียนเหล่านั้น และรักษาแนวหนังที่เข้ากับคนไทยนี้ได้ไหม
แล้วหนังแนวอื่นจะเรียนรู้และสร้างสรรค์ความหลากหลายของเนื้อหาออกมาใหม่ได้อย่างไร
รวมถึงการผสมแนวทางหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นอีกทางที่จะทำให้หนังมีความหลากหลายขึ้น

ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนสำหรับคนดูหนังไทยเรา เพราะที่จริงรสนิยมเราไม่เปลี่ยนมาก
คนไทยเราดูคู่กรรม หรือบ้านทรายทองรีเมคกันมาเป็นสิบๆรอบแล้วคงยืนยันอะไรได้
เราคนไทยเพียงแต่ต้องการมุมมองที่สร้างสรรค์แปลกแตกต่างออกไป แม้เนื้อหาจะยังเล่มเดิม
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนทำแล้วว่าจะขยัน และทำงานกับหนังของตัวเองหนักแค่ไหนเท่านั้นเอง

เพราะท้ายที่สุดความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่แนวหนัง แต่เป็นเนื้อหาของหนังต่างหากใช่ไหมล่ะครับ