Category Archives: เรื่องน่าสนใจ

Pastry History: Muffin

สัปดาห์นี้ จะลองทำเค้กช็อกโกแลตอีกสูตร แต่ก็เหลวอีกครั้ง (ที่เคยเห็นทำได้ นั่นรอดหวุดหวิด) ^^”
เฮ้อ! ไม่ถูกกับเมนูช็อกโกแลตจริงๆ ต้องศึกษาเพิ่มอีก จะเอาให้ได้ คาใจกับช็อกโกแลตมากมาย >.<
วันนี้เลยจำต้องคั่นสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของขนมอร่อยๆที่เรากินไปพลางๆ เดี๋ยวบล็อกจะเงียบเหงาไปซะ
ก็ตามหัวเรื่องที่ขึ้นไว้ วันนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของ Muffin กันครับผม

Photobucket

Muffin ที่เรารู้จักกันเป็นขนมที่ถือกำเนิดในอเมริกา ซึ่งบางคนอาจจะสับสนกับคัพเค้กที่หน้าตาใกล้กัน
มัฟฟิ่นนั้น จะไม่ได้มีรสหวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาสวยๆ แต่จะนิยมใส่ไส้ต่างๆมากกว่า
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็พวก ช็อกโกแลตชิป บลูเบอร์รี่ กล้วย ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟักทอง
ต่อมา แทบทุกอย่างก็ใส่ในมัฟฟิ่นได้หมด ตั้งแต่ส้ม แครอท อัลมอนด์ กระทั่งแตงกวาก็ยังมีเลย (แหวะ)

สำหรับมัฟฟิ่นนั้น เป็นเมนูยอดนิยมในหนังสือสูตรอาหารของคนอเมริกันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19
โดยที่สูตรมัฟฟิ่นนั้นมีทั้งแบบใช้ยีสต์ และไม่ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นมัฟฟิ่นที่ใช้ยีสต์กันอีกแล้ว

Photobucket
มัฟฟิ่นข้าวโพด อีกเมนูยอดนิยมของคนอเมริกัน

ขนาดของมัฟฟิ่นโดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอดีมือของผู้ใหญ่ปกติ และนิยมทานในช่วงเวลาเช้าๆ
บางคนก็ทานเป็นมื้อเช้าไปเลย (เหมือนน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋) แล้วก็ยังกินได้ในหลายโอกาส
เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ คนอเมริกันที่ถือเป็นที่รู้จักในการทำมัฟฟิ่นก็มีมัฟฟิ่นอาหารเช้าของเขา
เรียกว่า Corn Muffin ทำจากข้าวโพดนี่แหละ หน้าตาจะเพลนๆ รสชาติก็เหมือนกินพวกซีเรียล
แต่ออกอารมณ์ขนมปัง ตัดมาทาเนยกินได้ จุ่มกาแฟอะไรอย่างนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่าง

Photobucket
มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ หน้าตาก็ขนมปังก้อนดีๆนี่เอง

เมื่อพูดถึงคนอเมริกันแล้ว ก็คงจะพูดถึงคนอังกฤษไม่ได้ เพราะอะไรที่อเมริกันมี อังกฤษก็มักจะต้องมี
มัฟฟิ่นของอังกฤษก็มีเหมือนกัน แต่บางคนอาจนึกไม่ถึงว่า หน้าตาแบบนี้มันเป็นมัฟฟิ่นกับเขาด้วยเหรอ
มัฟฟิ่นของอังกฤษจะเหมือนขนมปังก้อนกลมๆแบน ขึ้นฟูด้วยยีสต์ เวลากินก็ทาแยมทาเนยเอาแบบขนมปัง
ถ้าใครอยากลอง ไปที่แมคโดนัลด์ก็ได้ครับ มีมัฟฟิ่นอังกฤษให้กิน เคยสั่งมากินที เจ็บใจมาก
ก็ไอ้ชุดอาหารเช้าของแมคโดนัลด์ก็คือ เอามัฟฟิ่นอังกฤษประกบ เอามาแยกขายอีกที หัวเสธจริงๆ >.<

Photobucket
มัฟฟิ่นบลูเบอร์รี่ มัฟฟิ่นประจำรัฐ Minnesota

มัฟฟิ่นถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของคนอเมริกันเค้า และในบางรัฐ มัฟฟิ่นก็เป็นอาหารประจำเมืองด้วย
อย่างในรัฐ Massachusetts มัฟฟิ่นประจำเมืองของเขาก็เป็นมัฟฟิ่นยอดนิยมคือ Corn Muffin
ในรัฐ Minnesota มัฟฟิ่นประจำรัฐก็คือมัฟฟิ่นที่เป็นที่นิยมทั่วโลกอย่าง Blueberry Muffin
และที่ขาดไม่ได้คือ New York ซึ่งมัฟฟิ่นประจำรัฐก็ตามสัญลักษณ์ของรัฐคือ Apple Muffin นั่นเอง

มัฟฟิ่นนั้น เป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก เหมือนกับคัพเค้กที่ใช้เวลาไม่นานในการทำ
จึงเป็นที่นิยมและขายดิบขายดี และในทุกๆร้านกาแฟ ยังไงเราก็ต้องเห็นมัฟฟิ่นประดับตู้แทบทุกร้าน
ข้อดีของมัฟฟิ่นอีกอย่างที่สาวๆคงจะชอบก็คือ มันไม่ทำให้อ้วนแบบโดนัทหรือพวกขนมเดนิชทั้งหลาย ^^

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของ Muffin ขนมยอดนิยมทานง่ายอีกอย่างที่เอามาฝากในสัปดาห์ที่ผมทำขนมเหลว T.T
สำหรับใครที่อยากลองทำมัฟฟิ่น ผมเคยทำ Blueberry Muffin มาให้ทานกัน คลิกชื่อไปอ่านสูตรกันได้เลย

สัปดาห์หน้า จะทำขนมเมนูใหม่ให้สำเร็จ จะได้เอามาให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน ฮึ่มๆ…สวัสดีครับ

Pastry History: Apple Pie

สวัสดีครับ วันนี้อาจจะมาแปลกว่าทำไมไม่มีเมนูขนมมาแนะนำเหมือนเคย
ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำครับ แต่ว่าสัปดาห์นี้ลองของยากสำหรับผมที่ยังไม่เคยทำสำเร็จ
คือเมนู “เค้กที่แต่งหน้าครีม” ซึ่งทำไปได้ถึงตัวเค้ก แต่พอทำครีมก็หน้าเละอีกเที่ยวแล้ว ฮือๆ T.T
เอามาโชว์ไม่ได้เลย (สงสัยจะถนัดทำเมนูไร้ครีมซะมากกว่า) ขอเวลาไปฝึกใหม่แล้วกันครับ ฮึ่มๆ >.<

วันนี้ก็เลยมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ที่มาประวัติเมนูขนม” คั่นเวลาไปพลางๆก่อน
เราทุกคนชอบกินขนมเมนูนั้นเมนูนี้ แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าที่มาของแต่ละเมนูในอดีตเป็นอย่างไร
ก็เลยเอาเมนูโปรดของผมมานำเสนอประวัติที่มาของการเป็น Apple Pie กันครับ

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษ หน้าตาจะจืดๆอย่างนี้แหละครับ ^^”

Apple Pie หน้าตาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะแทบทุกคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว
พายแอปเปิ้ลโดยส่วนใหญ่จะมี 2 ครัสต์ คือ แป้งฐานกับแป้งปิดหน้า แล้วก็ใส่ไส้แอปเปิ้ลลงไป
แต่ก็มีเหมือนกันที่เค้าทำแบบเอาไส้แอปเปิ้ลลงถาดไปเลย ปิดแต่ครัสต์บนอย่างเดียว (สงสัยขี้เกียจ) ^^”
แล้วก็แบบที่มีแต่แป้งครัสต์ฐาน แบบนั้นเขามักจะเรียกกันว่า ทาร์ต ซึ่งค้นพบในฝรั่งเศส

Photobucket
สูตรพายแอปเปิ้ลของอังกฤษ เขียนในสมัยศตวรรษที่ 14

สำหรับประวัติของพายแอปเปิ้ลนั้น เริ่มมีบันทึกเป็นรูปเป็นร่างก็ในอังกฤษย้อนไปใน ปี 1381
โดยที่ส่วนผสมสมัยนั้นเขาเขียนไว้ว่า good apples, good spices, figs, raisins and pears
และใช้ดอกแซฟฟรอน เอามาแต่งสีตัวไส้แอปเปิ้ล ซึ่งส่วนผสมค่อนข้างจะต่างจากสมัยนี้อยู่นิดนึง
เพราะสมัยนั้นไม่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม แต่ใช้เป็นเครื่องเทศซะแทน

สำหรับเหตุผลที่เขาพยายามค้นหาว่าทำไมไม่ใช่น้ำตาลแบบเดี๋ยวนี้ บ้างก็ว่าเพราะน้ำตาลสมัยนั้นแพง
จะซื้อทีต้องนำเข้ามาจากอียิปต์โน่น แถมราคาก็ใช่ถูก ตั้ง 1-2 ชิงลิ่งต่อปอนด์ (50 ดอลล่าล์สมัยนี้)
แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ที่เถียงว่า พวกเครื่องเทศอะไรนี่ก็นำเข้า ราคาก็ไม่ต่างกับน้ำตาล
แล้วเมนูขนมสมัยนั้น ก็มีทั้งใส่น้ำตาลและน้ำผึ้งที่ถูกกว่าเป็นส่วนผสมก็ไม่น้อย แต่ยกเว้นแค่พายแอปเปิ้ล
บางคนเค้าก็เลยคิดว่า นี่อาจเป็นต้นแบบเมนู Sugar-Free ลดความอ้วนเอาก็ได้ (ซะงั้น) ^^”

Photobucket
หน้าตาพายแอปเปิ้ลแบบดัทช์เค้าล่ะครับ

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษนั้น หน้าตาก็จะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีที่มีแป้ง 2 ครัสต์
แ่ต่ก็ยังมีพายแอปเปิ้ลแบบชนชาติอื่นเค้าด้วย อย่างเช่นแบบ Dutch Style กับ Swedish Style

อย่างแบบ Dutch Style ก็จะเป็นแบบที่หลายๆคนชื่นชอบกัน คือเค้าจะบวก ผงซินามอนกับน้ำมะนาว ลงไป
และทำหน้าท็อปแบบเหมือนแป้งเส้นสานกัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง ซึ่งเมนูนี้ก็เริ่มย้อนไปใน ปี 1626 โน่น
ส่วนแบบ Swedish Style อันนี้มาแปลกแหวกแนวกว่าเค้าเพราะมาสไตล์ “ทำแต่น้อย” (Ikea มาเอง) XD
คือ เค้าจะหั่นแอปเปิ้ลลงถาดพายไปเลย แล้วก็คลุกพวกแป้ง น้ำตาลโรยผสมๆลงไปแล้วก็อบ จบแค่นี้
คงเพราะเป็นเมืองหนาว เลยต้องทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้ เดี๋ยวของทำขนมแข็งเป๊กไม่ทันกินกันพอดี ^^”

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบคนสวีเดน หน้าตาใกล้เคียงต้นแบบสุดแล้วครับ สมัยก่อนอาจจะดูมั่วๆกว่านี้ก็ได้ ^^”

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน ที่หลายคนเคยทานกันมาแล้วนั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม
ยังไม่มีแอปเปิ้ลปลูก ครั้นจะปลูกก็ยังปลูกไม่ค่อยขึ้น (สมัยนั้นคนตั้งถิ่นฐานทำได้ดีสุดก็จับไก่งวงน่ะครับ) ^^”
พอจะทำพายกินกัน ก็เลยใช้พวกเนื้อสัตว์แทนซะส่วนมาก (ก็เลยเป็นที่มาของพายเนื้อที่หลายๆคนชอบกัน)
ส่วนแอปเปิ้ล ก็ต้องรอเมืองแม่อย่างประเทศอังกฤษส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ ถึงจะมีแอปเปิ้ลไว้กิน
กว่าจะทดลองปลูกแอปเปิ้ลจนขึ้น แล้วเอามาทำจนกลายเป็นขนมยอดนิยมก็ต้องรอถึง ศตวรรษที่ 18

แต่พอได้รับความนิยม ก็กลายเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของคนอเมริกันไปทันที
ถึงกับมีการกล่าวกันว่า “คนไม่กินพายสมควรถูกกำจัดทิ้ง” (ว่าไปนั่น) ขนาดว่าทหารไปรบในสงครามโลก
ผู้สื่อข่าวไปถามว่าไปรบเพราะอะไร ทหารก็ตอบมาว่า “For mom and Apple pie” (เกี่ยวยังไงเนี่ย) ^^”
กระทั่งมีเมืองหนึ่งในรัฐ New Mexico ตั้งชื่อเมืองตัวเองว่า Pie Town ก็เพราะพายแอปเปิ้ลนี่เอง

Photobucket
ฝรั่งเศสเค้าไม่ชอบเหมือนชาวบ้าน ต้องเป็นทาร์ตเท่านั้น ฮิฮิ

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พายแอปเปิ้ลก็ถูกทำเป็นสูตรพลิกแพลงกันไปตามแต่ละเชฟขนมจะสร้างสรรค์กัน
ซึ่งเมื่อพูดถึงความสร้างสรรค์เรื่องอาหารและขนม หลายคนก็คงจะนึกถึงชนชาติฝรั่งเศสกันแน่นอน
ไหนๆก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็เล่าไปถึงเมนู ทาร์ต ซึ่งดัดแปลงจากพายแอปเปิ้ลโดยคนฝรั่งเศสเลยแล้วกัน

ทาร์ต เป็นการค้นพบโดยบังเอิญในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Hotel Tatin ประมาณปี 1880
ซึ่งมีพี่น้องตาแต็ง สเตฟานี่และแคโรไลน์ ดูแลอยู่ สเตฟานี่จะเป็นคนทำอาหารประจำโรงแรมอยู่ทุกวัน
ซึ่งเธอก็ทำพายแอปเปิ้ลตามปกตินี่แหละ แต่วันนึงเธอผัดแอปเปิ้ลกับเนยน้ำตาลนานไปจนได้กลิ่นไหม้
เธอเลยรีบเอาแอปเปิ้ลลงถาดแล้วปิดหน้าครัสต์บนเฉยๆแล้วก็อบเลย ก่อนจะเอาไปเสิร์ฟแขกแบบกลับหัว
แต่ปรากฎว่าแขกชื่นชอบมาก จนกลายเป็นเมนูประจำของโรงแรมที่เรียกตามชื่อพี่น้องว่า Tarte Tatin

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน หน้าตาก็หล่อกว่าอังกฤษหน่อย

นั่นก็เป็นประวัติที่มาของ “พายแอปเปิ้ล” ที่เรากินกันทุกวันนี้นั่นเองครับ
ใครที่อยากลองทำลองทานกันก็ไปที่หน้า Apple Pie และ Apple Tart ที่ผมทำไว้ได้นะครับ ^^

สัปดาห์นี้ก็น่าเสียดายสำหรับตัวผมเองที่ไม่ได้มีโอกาสเอาเมนูขนมใหม่ๆมาให้เพื่อนๆได้ลองชิมกัน
ก็ทำพลาดส่วนสำคัญไป แต่ก็นั่นแหละครับ ก็เหมือนกับชื่อ My Pastry Journey เส้นทางก็ต้องลุยต่อไป
ก็ต้องมีพลาดกันบ้าง ใครไม่พลาดเลยก็เก่งเกินไปล่ะใช่ไหมครับ ทุกสัปดาห์ที่มาลงนี่ก็คือทำสดทุกครั้ง
ก็เสียวทุกสัปดาห์ว่าจะพลาด ก็มาเจอสัปดาห์นี้จนได้ แต่ไม่เป็นไร เอาใหม่ครับ ขอไปฝึกเพิ่มอีก ^^

สัปดาห์นี้ก็อ่านประวัติของพายแอปเปิ้ลกันไปก่อน แล้วจะทำเมนูขนมคราวต่อไปมาให้สำเร็จครับ…

ข้อมูลการเขียน: wikipedia.org

TCDC: What is Design?

ที่จริงก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเขียนดีไหม เพราะคิดว่าหลายคนน่าจะเคยไปมาแล้ว
แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงอีกหลายคนก็อาจจะยังไม่เคยไปดูเลย
อาจจะเคยได้ยินบ้างแต่ก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมกัน ก็เลยคิดว่าลองเขียนดีกว่า
เพราะสิ่งนี้เป็นอีกฟันเฟืองหนึ่ง ที่จะทำให้ประเทศเราพัฒนาไปได้ก้าวไกลครับ

——————————————————————————

What is Design? เป็นนิทรรศการถาวรของ TCDC เปิดมาตั้งแต่ TCDC เริ่มก่อตั้ง
นิทรรศการจะเป็นที่ที่เราจะได้ชมผลงานการออกแบบสำคัญๆของแต่ละประเทศ
รวมถึงวิวัฒนาการงานออกแบบของโลก อย่างเข้าใจง่ายและสร้างแรงบันดาลใจ
โดยเฉพาะชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบอย่าง ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ อเมริกา
และอีกหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราก็มีผลงานให้ได้ชมกันที่นี่


ทางเข้านิทรรศการ What is Design? ที่ TCDC

ผมเองก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็เว้นช่วงไปอยู่พักหนึ่ง
แต่ล่าสุดก็เพิ่งเข้าไปเยี่ยมชมอีกครั้ง ก็พบว่านิทรรศการมีการเปลี่ยนไปพอสมควร
เพราะครั้งแรกๆที่เคยเข้าไปเยี่ยมชม จำได้ว่าผลงานยังไม่เยอะเท่าที่ไปครั้งนี้
ผลงานบางชิ้นก็มีการหมุนเวียนเอาผลงานใหม่มาให้ชม โดยเฉพาะของไทยเรา


ชมวีดีโอเพื่อทำความเข้าใจการออกแบบก่อนเข้าไปชมนิทรรศการ

ก่อนที่เราจะเข้าไปชม ก็จะมีวีดีโอแนะนำเบื้องต้นให้เข้าใจเรื่องงานออกแบบก่อน
ว่าทำไมถึงมีความสำคัญ และส่งผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศเราอย่างไร

หลายๆคนคงทราบดีถึงเรื่องราวของ Samsung ที่ถึงกับจ้างนักออกแบบชาวอิตาลี
ให้มาออกแบบสินค้าของพวกเขา จนสินค้าของ Samsung สามารถตีตลาดได้ทั่วโลก
และที่ขาดไม่ได้ที่เป็นจ้าวแห่งสินค้าดีไซน์อย่าง Apple ที่ทำไมคนถึงซื้อกันได้กันดี
แล้วทำไมสินค้าหลายๆอย่างถึงมีการจ้างนักออกแบบให้มาทำสินค้า Limited Edition
ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า และยังมีผลต่อความรู้สึกของผู้ใช้ที่จะรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้ด้วย

หลังจากชมวีดีโอแล้วก็เข้าไปชมผลงานที่ผ่านการออกแบบจนครองใจคนทั่งโลกกันเลย


เก้าอี้สีสันฉูดฉาดของบราซิล คุณค่าไม่ได้อยู่ที่การนั่งได้ แต่อยู่ที่ความภูมิใจของคนใช้มัน

โซนภายในนิทรรศการจะแบ่งเป็นสามโซน ของต่างประเทศสอง และคนไทยเราอยู่ตรงกลาง
พอเราเลี้ยวขวาเข้ามา โซนแรกเราจะเห็นเก้าอี้ออกแบบ 2-3 ตัวสีสันฉูดฉาดวางเด่นชัดอยู่
หลายคนมองไปอาจจะคาดไม่ถึงกันทีเดียวว่า เก้าอี้เหล่านั้นมาจากแดนกาแฟ บราซิล
เห็นไหมครับว่า โลกงานออกแบบก้าวไปไกลจนหลายประเทศที่เราคิดไม่ถึงก็มีงานเด่นๆ


เครื่องครัวเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ดูง่ายๆแบบนี้ ต้องผ่านการคิดการออกแบบมาอย่างดีนะครับ

ภายในโซนนี้จะมีประเทศนักออกแบบที่เรารู้จักกันดีอย่าง อเมริกา เยอรมัน ฟินแลนด์
ซึ่งแต่ละประเทศเราก็จะได้เห็นอัตลักษณ์ในรูปแบบของงานออกแบบในแต่ละผลงาน
อย่างเยอรมัน เราก็จะได้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ทนทาน เป็นระเบียบในทุกเม็ดของงาน

หรืออย่างฟินแลนด์ เราก็จะได้เห็นความเป็นประเทศในแถบหนาว ทั้งรูปแบบและลวดลาย
หรืออย่างอเมริกา เราก็จะได้เห็นความเป็นสินค้าเพื่อตอบสนองจิตวิทยาคนเต็มรูปแบบ
และแน่นอนว่าบราซิล เราก็จะได้เห็นสีสัน ความเป็นคาร์นิวัลแบบแซมบ้าในชิ้นงาน


หัวโคมไฟเก๋ๆ และมีดอรัญญิก ฝีมือการออกแบบของคนไทยเรา

ทีนี้มาถึงโซนที่สอง ของประเทศไทยเราบ้าง ปกติโซนนี้เคยว่างๆฉายวีดีโองานออกแบบ
ถ้าเดินผ่านๆอาจนึกไม่ถึงอีกแล้วว่านี่เป็นงานออกแบบฝีมือคนไทยเรา และมีหลายงานทีเดียว
อย่างเช่นเจ้าหัวโคมไฟหรือมีดเนี่ย ถ้านึกไม่ถึงก็นึกว่าเป็นงานของคนญี่ปุ่นไปนั่นทีเดียว
หรือคนอาจสงสัยว่าโทรศัพท์ไอ-โมบายมาทำไม เขาให้ดูว่า เป็นการคิดค้นทีวีบนมือถือครับ


เก้าอี้พักผ่อนแสนสบาย แล้วก็ “วิทยุธานินทร์” แบรนด์สินค้าไทยแท้ที่น่าภูมิใจของเรา

ในโซนงานออกแบบคนไทยเรา ก็จะมีงานที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลกอยู่แล้วอย่างพวกเสื้อผ้าต่างๆ
หรืออย่างเก้าอี้รูปทรงดูเหมือนธรรมดา แต่ธรรมดานี่แหละที่เรานั่งๆนอนๆกันสบายเพราะมัน
และรวมไปถึงสิ่งที่เราคิดไม่ถึงว่าจะเป็นงานออกแบบด้วย แต่มันก็ใช่อย่าง วิทยุธานินทร์
อะฮ่า อย่าดูถูกนะครับ งานดูเหมือนเชยๆแบบนี้ต่อยอดสร้างสินค้าดีไซน์เก๋ขึ้นมานักต่อนักแล้ว


รถซีตรอง สัญชาติฝรั่งเศส ดูท่าทางไม่น่าจะข้ามสะพานไหนได้ แต่งานออกแบบเป็นเลิศ

ทีนี้ก็มาถึงโซนสุดท้าย เป็นโซนประเทศยอดนักออกแบบอย่าง ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี อังกฤษ
มาถึงโซนนี้ สิ่งที่เราจะได้เห็นเด่นเป็นสง่าเลยคือ รถซีตรองท่าทางจะขับไม่ได้ของฝรั่งเศส
มองอยู่นานก็สงสัยเหมือนกันว่ามันจะขึ้นสะพานได้ยังไง แต่ใจความสำคัญคือ การออกแบบ
ของแปลกๆอย่างนี้แหละครับ ดูเหมือนใช้ไม่ได้ แต่มันต่อยอดความคิดคนให้ไกลออกไป


สเปน บุกตลาดโลกด้วยสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างมีดีไซน์ และกวาดเงินจากกระเป๋าคนทั่วโลกเพียบ

เข้าโซนนี้ เราจะเห็นทางซ้ายมือดูผลงานชิ้นเล็กๆเหมือนไม่โดดเด่นอย่าง รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า
นี่แหละครับผลงานจากสเปน ประเทศที่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าดูดเงินจากกระเป๋าเราไปแค่ไหน
ถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกถึงแบรนด์รองเท้าอย่าง Camper หรือแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Zara
นั่นไงครับ คงจะนึกออกแล้วใช่ไหม บางคนอาจจะคลำกระเป๋าตัวเองอยู่ก็ได้พอนึกออก ฮิฮิ


สินค้าและงานออกแบบของสหราชอาณาจักร เรียบง่ายแต่เก๋า แฝงความขบถ

ที่ฝั่งตรงข้ามกันจะเป็นงานของ อังกฤษและอิตาลี ซึ่งอังกฤษเราก็เห็นความขบถมาแต่ไกล
รวมถึงความริเริ่ม ทั้งแบรนด์อย่าง Burberry และวงดนตรีที่กลายเป็นตำนานอย่าง The Beatles
งานเพลงก็เป็นงานออกแบบเหมือนกันนะครับ และเห็นไหมครับว่าสร้างมูลค่าได้มากแค่ไหน

ส่วนอิตาลีก็แน่นอนว่าหนีไม่พ้น เวสป้า และดินแดนแฟชั่นชื่อดังที่มีหัวหอกอย่าง Giorgio Armani
ก็คิดว่ามอเตอร์ไซต์รุ่นอย่าง Fino, Scoopy-i, Jelato น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไรครับ


กระเป๋าเดินทางหรือตู้เสื้อผ้ากันแน่ ของหลุยส์ วิตตอง (บราข้างๆนั่นกระเป๋านะครับ)

แล้วก็มาถึงประเทศที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นตำนานการออกแบบอย่าง ฝรั่งเศส
ผลงานที่เห็นพูดกันตรงๆ ส่วนใหญ่ดูจะใช้ไม่ค่อยได้ (ฮา) นอกจากเสื้อผ้าของ Coco Chanel
แต่ก็นั่นแหละครับ ไอ้ความใช้ไม่ได้ของมันนี่แหละ ได้สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากมาย
อย่างน้อยผมว่า กระเป๋าที่ดูแล้วนึกว่าเป็นบราหนังรัดรูป ก็คงสร้างแรงบันดาลใจสัปดนได้ล่ะ


ตารางแสดงวิวัฒนาการความก้าวหน้าของงานออกแบบแต่ละชนชาติ

แน่นอนว่านอกจากผลงานต่างๆและคำอธิบายสั้นๆแต่ได้ใจความแล้ว
นิทรรศการก็ไม่ได้ปล่อยให้คนดูงงแตก ยังมีตารางวิวัฒนาการงานออกแบบให้ชมด้วย
ซึ่งจะเห็นได้เด่นชัดเมื่อเราเดินจากทางเข้ามา เนื่องจาก TCDC จัดห้องไว้ให้สังเกตง่ายอยู่แล้ว
เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของชาติที่โดดเด่นเรื่องงานออกแบบว่ามีผลงานเด่นสืบมาอย่างไร
ซึ่งเราก็จะเห็นว่า แต่ละชาตินั้นเหล่านั้นจะมีความเจริญและมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงทั้งสิ้น

ที่น่าดีใจของคนทำงานแวดวงหนังอย่างผมก็คือ โปสเตอร์หนังฟ้าทะลายโจร ก็มีอยู่ในตารางด้วย
ซึ่งก็เป็นผลจากการต่อยอดศิลปะไทยจนสร้างงานที่โดดเด่น ที่แม้แต่ต่างชาติก็ยอมรับด้วยนะครับ


โปสเตอร์หนังฟ้าทะลายโจร งานออกแบบอันมีเอกลักษณ์ที่น่าภูมิใจของคนไทยเรา

นิทรรศการอาจจะใช้เวลาชมไม่นาน หรืออาจจะนานเป็นชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแต่ละคน
แต่ภายในพื้นที่เล็กๆ TCDC จัดนิทรรศการนี้ได้อย่างคุ้มค่าและเป็นต้นแบบสำหรับทุกๆงาน
ซึ่งใช้พื้นที่ในทุกตารางเมตรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และอัดแน่นไปด้วยความรู้ที่เข้าใจง่าย

——————————————————————————

นิทรรศการนี้ เป็นนิทรรศการถาวร นะครับ ซึ่งผมว่าเป็นนิทรรศการที่ทุกคนควรไปชม
เพราะในแทบทุกแวดวงที่เราทำงาน การออกแบบมีส่วนสำคัญในการก้าวกระโดดทางความคิด
รวมถึงธุรกิจอันเป็นผลต่อเนื่อง เพราะทุกวันนี้เราจะไปสู้คนอื่นด้วยราคาถูกๆไม่ได้แล้ว
ยิ่งถูกก็ยิ่งตัดราคาก็พากันตายหมู่ เราต้องสู้ด้วยความคิดและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา
ใครจะไปรู้ว่า ไอ้รถซีตรองขึ้นสะพานไม่ได้ อาจถูกต่อยอดกลายเป็น รถลอยฟ้าขึ้นมาก็ได้


งานออกแบบของชนชาติอิตาลี เหมือนไม่มีอะไร แต่เรียบหรูเมื่อได้ใช้หรือใส่

ช่วงนี้ก็มีงาน “ปล่อยแสง 8” ซึ่งเป็นการนำผลงานของนักศึกษาปีสุดท้ายที่เด่นๆมาให้ชมและต่อยอด
ซึ่งต้องบอกว่า มีหลายผลงานน่าสนใจมาก และน่าจะพัฒนาต่อยอดไปได้ไกลทีเดียว
ก็อยากจะแนะนำให้ไปชมนะครับ งานปล่อยแสง 8 มีไปถึงวันที่ 28 สิงหาคมครับ


What is Design? นิทรรศการถาวรที่ TCDC อย่าลืมไปชมกันนะครับ

เหรียญ 1,5,10 สตางค์: คุณค่าที่คนไทยเรามองข้ามไปรึเปล่า

คุณเคยเห็นเหรียญสตางค์ตามภาพข้างล่างนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
1 สตางค์ / 5 สตางค์ / 10 สตางค์

ที่จริงอย่าว่าแต่เหรียญเหล่านี้เลย เหรียญ 25 กับ 50 สตางค์เราก็แทบจะจับน้อยมาก
เพราะตอนนี้แทบทุกอย่างที่เราซื้อใช้จับจ่ายก็แทบไม่มีเศษสตางค์ต่อท้ายแล้ว
จะมีก็แต่ในบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือเลขในบัญชีธนาคารเท่านั้นเอง

 

เหรียญสตางค์รุ่นปัจจุบันที่สามารถใช้ได้ตามกฎหมาย

 
แต่ทำไมผมถึงมาพูดถึงเรื่องนี้วันนี้ล่ะ…
หลายๆท่านที่เคยได้ไปเมืองนอก เอาที่คุ้นเคยที่สุดก็คือ สหรัฐอเมริกา
น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับการต้องเก็บเหรียญ 1 เซนต์ 5 เซนต์ 10 เซนต์
ยิ่งเหรียญ 25 เซนต์หรือ 50 เซนต์แทบไม่ต้องพูดถึง ถือว่ามีค่าเป็นอย่างมาก

แรกๆเราไปอยู่ที่โน่นกัน มักจะงงๆว่าเหรียญพวกนี้มีค่าอะไรนักหนา
เพราะอยู่เมืองไทยเราแทบจะไม่เคยได้ใช้เศษเหรียญราคาขนาดนี้เลย
แต่พอใช้ชีวิตไป ให้ฟันธงเลยว่า ทุกคนต้องมีแก้วโหลเก็บเหรียญพวกนี้ทุกคน
เพราะสินค้าบริการ การใช้จ่ายที่โน่น มีเศษเป็นเซนต์แทบจะทุกอย่างเลย

 

คนที่เคยไปอเมริกา คงรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเหรียญมูลค่านิดเดียวเหล่านี้เป็นอย่างดี

 
กลับมาที่เมืองไทยบ้านเรากันบ้าง…
ที่หลายคนมักไม่รู้หรือเพราะเป็นความเคยชินไปแล้วก็คือ เหรียญสตางค์ยังใช้กันอยู่
จริงๆนะครับ ทั้งเหรียญ 1 สตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์ ยังใช้ได้อยู่ตามกฎหมาย
โดยสำหรับเหรียญรุ่นปัจจุบันนั้น ผลิตกลับมาให้ใช้กันอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2530
แต่ว่าอันที่จริง เหรียญทั้ง 3 ชนิดนั้นมีใช้กันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว

 

เหรียญ 10 สตางค์สมัยก่อน ยามก่อนโน้นอาจมีค่ามาก แต่ยามปัจจุบันค่าของมันก็ควรจะสูงอยู่ดี

 
เหรียญเหล่านี้ สำหรับคนไทยโดยทั่วไปที่ไม่ได้ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอาจไม่ค่อยเห็นค่า
แต่สำหรับคนที่ได้เคยไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมา มักจะรู้สึกว่าคุณค่าของมันมหาศาล

ลองคิดดูสิครับว่า ทุกครั้งที่เราได้บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ แล้วมีเศษสตางค์ต่อท้ายมา
ซึ่งไม่ใช่เศษ 25 สตางค์หรือ 50 สตางค์ สิ่งแรกที่เรามักจะคิดกับเศษเหล่านี้คืออะไร
เชื่อว่าทุกคนน่าจะมีคิดเล็กๆว่า ให้เป็นเศษมาทำไม ฉันก็โดนปัดเศษขึ้นตอนเสียอีกน่ะสิ
ซึ่งพอเราไปจ่ายบิลก็จะเป็นอย่างนั้นทุกครั้ง คนคิดเงินก็จะปัดเศาสตางค์ขึ้นบาทหมด
จะยกเว้นก็แต่คนที่จ่ายบิลผ่านบัญชีธนาคาร เขาก็จะหักเลขตามเศษสตางค์ที่ติ่งมา

 

เหรียญเก่าแก่เหล่านี้ แต่ที่จริงมันควรมีความหมายมากกว่านั้น

 
แต่ว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะจ่ายบิลหักผ่านบัญชีธนาคาร ส่วนใหญ่ก็ยังไปเสียด้วยตัวเอง
แล้วคิดดูสิครับว่า กี่สตางค์แล้วที่ปัดเศษแล้วเราต้องเสียให้ไปฟรีๆกับบิลเหล่านี้
ยังดีที่ว่า สินค้าบริการโดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีเศษสตางค์ที่ต้องปัดเศษกันโดยมาก
แต่พอเวลานานๆเข้า ก็กลายเป็นความเคยชิน เราก็ปล่อยให้เขาปัดเศษขึ้นไปหมด
ซึ่งถ้ารวมกันคนทั้งประเทศทั้งปี เศษสตางค์เหล่านี้ก็รวมกันเป็นล้านบาทแน่นอน

 

ทุกวันนี้ เหรียญสตางค์ดูเหมือนจะมีค่าเป็นของสะสมซะมากกว่า

 
คงพูดลำบากว่า เป็นเพราะภาครัฐไม่สนับสนุนอย่างพอสมควรให้ใช้เหรียญสตางค์
หรือว่าเพราะคนบ้านเราเองก็ไม่อยากจะแบกเศษสตางค์ เพราะมันก็เคยชินไปแล้ว
แต่ความจริงแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ใช้เหรียญสตางค์เหล่านี้จริงจัง
เพราะหนึ่งสำคัญลึกๆคือ เป็นการไม่ทำมักง่ายให้ใครเขาโกงเศษเงินเศษทองกันได้

และอีกหนึ่งสำคัญลึกๆก็คือ เศษสตางค์ช่วยในการรู้จักบริหารเงินทางอ้อมด้วย
ลองคิดดูว่า เมื่อเราได้บิลที่มีเศษสตางค์ หรือต้องใช้จ่ายสิ่งใดที่มีเศษสตางค์ต่อท้าย
ถ้าเรามีเหรียญสตางค์เหล่านี้ใช้เป็นเรื่องเป็นราว เราจะเริ่มรู้จักคิดคำนวณค่าใช้จ่าย
แม้จะเป็นแค่เศษสตางค์เล็กน้อย แต่โดยนิสัยมนุษย์อย่างเราก็คงไม่ยอมเสียง่ายๆ
และเมื่อทำบ่อยๆ จะเป็นการสร้างนิสัยรู้จักคำนวณวางแผนการใช้เงินลึกๆด้วย

 

เหรียญสตางค์เหล่านี้ ภาครัฐควรสนับสนุนให้คนใช้ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

 
ถ้าบางคนยังสงสัยว่า เศษสตางค์จะมีค่าแค่ไหนกันเชียว หยวนๆไปมั่งก็ได้เถอะ
ให้ลองไปถามคนเคยไปเมืองนอกได้ว่า เขาเคยต้องคำนวณเศษสตางค์เวลาจ่ายเงินไหม
ผมกล้าบอกเลยว่า ทุกคนเคยคำนวณเศษสตางค์เวลาจ่ายเงินทุกคนแน่นอน
แล้วหลายๆคนน่าจะต้องได้เจอเหตุการณ์ของ “การขาดเงินแค่ 1 เซนต์” กันมาแล้ว

ก็ไม่รู้ว่าภาครัฐจะคิดสนับสนุนการใช้เศษสตางค์ให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมหรือไม่
เหมือนกับที่ทุกวันนี้เหรียญ 2 บาทก็ใช้กันจนเป็นปกติ เหรียญสตางค์ก็น่าจะทำบ้าง
เพราะทุกวันนี้จ่ายบิลปัดเศษขึ้น ไม่รู้เงินเข้ากระเป๋าใครฟรีๆไปไม่รู้กี่ล้านบาทแล้ว…

 

เหรียญ 1 สตางค์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สมัยนี้ราคามันอาจเล็กน้อย แต่ที่จริงมันควรมีค่ากว่านั้นมาก