Category Archives: ท่องเที่ยว

สวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร บ้านแลง: ไปกินผลไม้อร่อยๆกัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวระยะสั้นที่จังหวัดระยอง
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับผมนัก เพราะก็เคยไปเที่ยวมาแล้ว
แต่ว่ามีคนแนะนำให้ลองไปเที่ยวสวนผลไม้ดู เพราะมาถึงภูมิภาคแห่งผลไม้แล้วทั้งที
ไอ้ผมยังไม่เคยได้ลองไปเที่ยวสวนผลไม้สักที ก็เลยตกลงไปตามคำแนะนำ
และสวนผลไม้ที่ได้มาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ก็คือ “สวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร บ้านแลง”

————————————————————————–

โดยตัวสวนผลไม้นั้น อยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่นัก แต่ก็ขับรถเข้าไปพอสมควรทีเดียว
อันนี้ตามแผนที่นะครับ ถ้าวิ่งมาจากมอเตอร์เวย์ ก็เลี้ยวเข้าทางหลวงที่ 36
ผ่านบิ๊กซีผ่านสี่แยกบ้านค่ายหลัง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกบ้านแลง ผ่านวัดจุฬามณี
ผ่านวัดบ้านแลง จนเจอสามแยกเลี้ยวขวา ผ่านศาลเจ้า แล้ววิ่งตรงไปอีกประมาณ 300 เมตร
ให้เลี้ยวขวาเลียบคลองชลประทาน ตลอดทางจะมีป้ายบอกมายังสวนเป็นระยะๆ

 

แผนที่ไปยังสวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควรครับ

 
พื้นที่สวนผลไม้นั้นมีทั้งหมดประมาณ 100 ไร่ แต่ที่เปิดสวนให้คนเข้าชมมีทั้งหมด 8 ไร่
สวนนี้ถือว่าเป็นสวนที่เก่าแก่ที่สุดสวนหนึ่งในระยอง ก็ปลูกผลไม้ที่ขึ้นชื่อของระยองทุกชนิด
ไม่ว่าจะเป็นเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง กระท้อน ลิ้นจี่ ลางสาด สละ ฯลฯ
เรียกว่ามีให้กินกันชุ่มฉ่ำใจไปเลยทีเดียว มาสวนเดียวมีผลไม้ให้กินเพียบ

 

ทางเข้าสวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร

 
ซึ่งการมาสวนผลไม้นี้ ก็คงไม่ใช่แค่ให้มาเดินดูต้นผลไม้กันเฉยๆหรอกนะครับ
เพราะว่าที่นี่เป็นสวนผลไม้เชิงท่องเที่ยว ดังนั้นเราก็จะได้สัมผัสชีวิตชาวสวนเต็มรูปแบบ
ได้ดูวิธีการปลูกผลไม้ ได้ความรู้ว่าต้นไหนเป็นผลไม้อะไร ได้ดูวิธีการดูผลไม้
ซึ่งจะเดินไปตรงส่วนไหนของสวนก็ได้ครับตามสะดวก ได้ชมผลหมากรากไม้บรรยากาศร่มรื่น

 

เดินชมสวนผลไม้ ก็มีป้ายติดให้รู้ต้นด้วย จะได้รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง

 

 

ที่นี่ก็เป็นที่เพาะพันธุ์ต้นกล้าเตรียมไว้ปลูก มีม่านบาหลีปลูกด้วย

 
ส่วนขณะเดินไป กลัวจะไม่รู้ว่าต้นไหนเป็นผลไม้อะไร ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะดูไม่ออกนะครับ
เพราะเค้าติดป้ายบอกชื่อต้นผลไม้ไว้หมด ดังนั้น เป็นต้นอะไรก็ไม่งงแล้วล่ะ
ป้ายหมึกอาจจะเลอะเลือนบ้าง ก็สวนนี่ครับ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ ต้องมีโดนฝนรดน้ำกันพอสมควร
ซึ่งถ้าท่านจะลองทดลองเก็บผลไม้แบบชาวสวนเอง ก็ทำได้ด้วยนะครับ
เก็บเองกินเอง (แต่ให้คุณเจ้าของสวนปลูก แหะๆ) ก็ได้ฟีลแบบชาวสวนไปอีกแบบ

 

ต้นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ป้ายบอกชัด ผลออกก็ต้องปีนไปเก็บหน่อย

 

 

มังคุด ผลยังไม่สุกดี แต่ก็เตรียมจะได้เก็บกินแล้ว

 

 

ต้นลองกอง เห็นผลกันชัดๆ ใบหน้าตาอย่างนี้นะครับ

 
หลังจากเดินรอบสวน ดูต้นผลไม้ลองหัดเก็บกินเองแล้ว ก็ได้เวลามานั่งกินกันได้
ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีค่ากินกันหน่อย แหม ปลูกผลไม้มามันก็มีต้นทุนนะ ไม่ได้ปลูกฟรีๆ
แต่ไม่ต้องห่วงครับ ท่านสามารถกินผลไม้ได้ไม่อั้น ด้วยราคาบุฟเฟ่ต์แค่ 99 บาท/ท่าน
ก็เรียกว่าคุ้มค่ามาก ได้กินผลไม้สดๆจากสวน ถ้าไม่อร่อย ปอกผลใหม่ให้กินเลย (จริงๆนะครับ)

 

คุณป้าเจ้าของสวน ปอกทุเรียนให้กินเองเลยทีเดียว (แต่ผมไม่ชอบทุเรียน มันเหม็น) ^^”

 
นอกจากนั้น ยังสามารถสั่งผลไม้จากสวนได้โดยตรงเช่นกันนะครับ โทรมาถามราคาก่อนได้
ซึ่งราคาก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลผลไม้ นอกจากนั้นจะมารับที่สวนหรือให้ไปส่งก็ได้นะครับ
ทางสวนก็จะมีกล่องใส่อย่างดี รับรองว่าผลไม้ถึงมือคนกินไม่มีช้ำไม่มีบุบไปซะก่อน
แต่ถ้าไปส่งคงต้องอยู่ในระยองนะ จะให้มาส่งถึงกรุงเทพฯนี่ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ^^”

 

หน้าตากล่องใส่ผลไม้ของสวน หน้าตาดูดีใช่ย่อยทีเดียว

 

 

ผลไม้บรรจุลงกล่อง เตรียมส่งให้ลูกค้าแล้ว น่าหม่ำจัง

 
นอกจากนั้น ทางสวนยังมีผลิตภัณฑ์จากผลไม้เป็นสินค้าแปรรูปแบบอื่นๆขายอีกด้วย
มีทั้งของทำผลิตแปรรูปเอง และฝากขายจากสวนหรือชมรมชาวบ้านใกล้ๆกัน
แล้วยังมี คัตเอาท์ที่บอกวิธีการทำผลไม้แปรรูป ให้ลองจดไปทำกันเองด้วยนะครับ
อย่างข้างล่างนี่ก็เป็นวิธีการทำทุเรียนทอดครับ (ทุเรียนอีกแล้วง่ะ T T)

 

วิธีการทำทุเรียนทอด ใครสนใจก็จดสูตรไปทำได้

 

 

ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ซื้อติดไม้ติดมือไปเป็นของฝากได้นะครับ

 
สำหรับผลไม้ขึ้นชื่อของสวนผู้ใหญ่สมควรนั้น ก็เป็น “มังคุด” ครับ
ขึ้นชื่อขนาดไหน เอารางวัลมาเป็นการันตีได้เลย เพราะมังคุดที่นี่ได้รางวัลความอร่อย
เป็นรางวัลชนะเลิศการประกวดมังคุดประจำจังหวัดระยองปี 2553
ซึ่งชนะในดินแดนผลไม้แบบนี้ คงการันตีได้แน่นอน ถ้าไม่อร่อยก็ให้มันรู้ไป

ซึ่งที่สวนก็จะมีต้นมังคุดที่อยู่คู่สวนมานานเป็นเอกลักษณ์ประจำสวนไปแล้ว
เป็นต้นมังคุด 100 ปี ซึ่งขนาดต้นใหญ่โตมาก (ก็แหงล่ะ อยู่มาเป็นร้อยปีแล้วนี่นา)
โดยต้นมังคุดนี้ก็ถือเป็นของพิเศษของสวนเลยทีเดียว เพราะเขาบอกว่ามังคุดต้นนี้อร่อยสุด
เปลือกจะบาง เนื้ออาจจะไม่เนียนแบบมังคุดที่อื่นๆ แต่รสชาติหวานอร่อยกว่ามังคุดทั่วไป

 

ขึ้นโล่ห์ขนาดนี้ ก็การันตีความอร่อยได้แล้วล่ะนะ ^^

 

 

ต้นนี้แหละครับอร่อยสุด มังคุด 100 ปี ต้นนี้เก่าแก่อยู่คู่สวนมานานมากแล้วครับ

 

 

ขึ้นชื่อไม่ขึ้นชื่อ ขนาดมีวิธีการดูมังคุดให้ดูกันเป็นขั้นตอนเลยทีเดียว

 
ซึ่งตอนแรกที่เข้ามาในสวน พอเห็นชื่อสวนว่าผู้ใหญ่สมควร ผมก็นึกว่าต้องเป็นคุณลุงแน่ๆเลย
แต่ไม่ใช่ครับ เจ้าของสวนคือ คุณป้าสมควร ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าเป็นภรรยาคุณสมควร (งงไหม)
ชื่อจริงของคุณป้าสมควรก็คือ สมควร ศิริภักดี ครับ

ซึ่งก็ได้นั่งคุยกัน ประวัติคุณป้าก็โชกโชนมากทีเดียว เพราะคุณป้าเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านที่นี่
ฉายาที่ชาวบ้านเรียกคุณป้าคือ “หญิงเหล็ก” เพราะคุณป้าคอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน
ไม่ว่าจะกลางวันกลางคืน ใครมีเรื่องเดือดร้อน คุณป้าจะออกไปช่วยเหลือให้หมด
ซึ่งคุณป้าก็ได้รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านดีเด่นถึง 2 สมัย และที่รับประกันความอร่อยของผลไม้ก็คือ
“รางวัลสตรีผู้ผลิตพืชและอาหารยอดเยี่ยมปี 2554 แห่งสหประชาชาติ” ก็เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆ

ดังนั้น เรื่องความอร่อยของผลไม้ก็คงไม่ต้องห่วงแน่นอน เพราะมีตำแหน่งการันตีแบบนี้ ^^

 

คุณป้ากับผลไม้ในสวนให้ได้ชักภาพกันซะหน่อย ^^

 
ก่อนจะไป คุณป้าสมควรก็ได้ให้ผลไม้ติดไม้ติดมือมาสองกล่อง
ให้ฟรีไม่คิดเงินด้วยแน่ะ จะเรียกว่าเป็นค่าทำแผ่นดีวีดีชมสวนไปให้คุณป้ารึเปล่าก็ไม่รู้
เพราะก่อนหน้านี้คุณพ่อยกก๊วนเพื่อนบ้านมาเยี่ยมสวนคุณป้าไปทีนึง แล้วก็ถ่ายวีดีโอมาให้ผมตัด
แต่ตัดคราวนี้รู้สึกจะรีบไปหน่อย คราวหน้าต้องทำให้ดีกว่านี้ คุณป้าอุตส่าห์ใจดีให้ผลไม้มากินฟรี

สำหรับที่อยู่ของสวนผลไม้ตามไปรษณีย์ก็คือ เลขที่ 57 หมู่ 3 ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง
เบอร์โทรศัพท์ของสวนก็คือ 081-761-9497 หรือ 081-991-3233
จะแวะไปเยี่ยมเยียน ชิมผลไม้ ซื้อผลไม้ หรือคุยกับเจ้าของสวนก็ได้ คุณป้าใจดีครับ
แล้วปกติคุณลุงสามีคุณป้าก็จะอยู่ด้วย อยากถามเรื่องผลไม้อะไรก็ถามได้เต็มที่เลยครับ

กินผลไม้ให้อร่อยนะครับ ดีต่อสุขภาพด้วย แล้วโอกาสดีจะมาเขียนเรื่องเที่ยวมาฝากอีกครับ

 

Advertisements

Ni Hao, China (Day 8) – กลับเมืองไทยแล้ว

วันที่ 8 ตุลาคม

วันสุดท้ายของการมาเยี่ยมเมืองจีนแล้ว
เครื่องบินกลับบ้านจะออกจากปักกิ่งตอน 1 ทุ่ม แต่เราต้องไปเช็คอินก่อนสัก 3 ชั่วโมง
นั่นหมายความว่า ผมยังมีเวลาจะเที่ยวเมืองจีนอีกถึงประมาณบ่ายสามโมง
ว่าแล้วก็อย่าเสียเวลาเลย ไปหาที่เที่ยวต่ออีกหน่อยดีกว่า
แต่ว่าจะไปไหนดีล่ะ ไปไกลก็เสียวไส้กลับมาไม่ทัน ถ้างั้นก็คงต้องไปที่ใกล้ๆล่ะ

———————————————-

ที่พัก ห้องของน้องและแฟนน้องที่จริงอยู่ใกล้ Olympic Park มากชนิดเดินไปก็ถึง
แต่ก็นั่นแหละ ใกล้ๆก็เก็บไว้วันสุดท้ายอย่างนี้ จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวไหนไกลไง
ตื่นเช้ามา เราเลยรีบตรงไปยังสนามรังนกทันที

 

สนามกีฬา Bird’s Nest วันหมอกลง ก็สวยไปอีกแบบ

 
ที่จริง ทีแรกผมเข้าใจว่า Olympic Park หลังจัดกีฬาโอลิมปิกแล้วก็คงเป็นสวนสาธารณะสำหรับคนเมือง
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อไปถึง เราก็เข้าไปพักผ่อนหย่อนใจภายในบริเวณรอบสนามกีฬาได้ตามสะดวก
แต่กับสนามกีฬาทั้งหลายน่ะ ไม่ได้เดินได้ฟรี ต้องเสียตังนะคร้าบบบบ…

สนามกีฬา Bird’s Nest อันเลื่องชื่อนั้น ก็ไม่พ้นที่จะต้องเสียค่าเข้าชมอย่างแน่นอน
สนนราคาของการเข้าชมเจ้ารังนกยักษ์นี่ ก็อยู่ที่ 50 หยวนครับ
เรียกว่า สร้างสนามกีฬาครั้งเดียว ใช้จนคุ้ม โอลิมปิกจัดเสร็จแล้วก็ยังเก็บตังได้ต่อ
ไม่เหมือนสนามกีฬาบางประเทศ จัดกีฬาเสร็จแล้วเอาไว้ให้ควายเข้าไปกินหญ้าซะงั้น

 

ข้างในสนามกีฬารังนกยักษ์ กว้างขวางใหญ่โตตามประสา

 
เจ้ารังนกยักษ์นี่ คือถ้าจะพูดไปไม่นับสถาปัตยกรรมภายนอกที่ดูน่าทึ่งแล้ว ก็เหมือนสนามกีฬาอื่นๆ
ภายในเองก็ไม่ได้วิจิตรพิสดารอะไรมาก ก็แอบผิดหวังนิดๆ นึกว่าข้างในจะใหญ่เหมือนที่เห็นจากข้างนอก
แต่มันก็ใหญ่จริงๆนะ เพียงแต่สงสัยผมคงตั้งหวังว่า พอเห็นข้างนอกอลังการ ข้างในก็คงมโหฬารมากๆ
แต่ต้องยอมรับว่า เขาดูแลรักษาสนามได้ดี ภายในจะมีการจัดกิจกรรมให้คนได้เข้ามาชมตลอดทั้งปี

วันนี้ คนที่มาสนามก็ไม่ได้เยอะมาก คงเพราะหมดวันชาติไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว คนก็กลับไปทำงานกัน
ถือเป็นความรู้เล็กๆว่า คนจีนเขาไม่มีหยวนวันหยุด ทั้งที่วันนี้คือวันศุกร์ มีติ่งแค่วันเดียวต่อจากวันชาติ
แต่เขาถือว่าหมดวันชาติวันที่ 7 ก็ต้องไปทำงาน ไม่มีหยุดแถมให้ ถ้าเป็นพี่ไทย รัฐบาลคงใจดีหยุดต่อให้

 

ศูนย์กีฬาทางน้ำแห่งชาติจีน Bubble Building ถ้าวันเปิดไฟจะสวยกว่านี้มาก

 
นอกจากนั้น สระว่ายน้ำ อาคารฟองน้ำก็อยู่ตรงข้ามกับ Bird’s Nest นี่เอง
แต่วันนี้หมอกลงจึงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ และที่จริงถ้าจะดูให้สวยต้องมาดูกลางคืนตอนเขาเปิดไฟ
ทีแรกก็ว่าจะเข้าไปชมภายในเหมือนกัน แต่ว่ามาคิดว่าที่ไหนของจีนก็เป็นต้องเสียตังเข้าชมหมด
ก็เลยล้มเลิกความตั้งใจ ดูแต่ข้างนอกก็ได้วะ เพราะที่จริงที่สวยก็คือข้างนอกนี่แหละ ผมว่า

———————————————-

ยัง…ยังเหลือเวลาอีกหน่อย
หลังจากเมื่อวาน ได้ลองนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินที่ปักกิ่งเป็นครั้งแรก ก็เลยนึกคึกอยากจะหาที่เที่ยวไปเอง
ก็เลยเปิดแผนที่ ลองหาดูว่าที่ไหนน่าจะไปเที่ยวได้บ้าง (ซึ่งต้องบอกว่าปักกิ่งมีที่น่าไปเยอะแยะไปหมด)
ก็ปรากฎว่าเห็น “วัดขงจื้อ” อยู่บนเส้นทางรถใต้ดินผ่านพอดี
ส่วนจะอยู่ตรงไหน ใครที่อยากจะไปเมืองจีนลองหาเอาบนแผนที่ปักกิ่งได้ หาไม่ยากครับ

 

สถานีรถไฟใต้ดินที่ปักกิ่ง ดูใหม่เอี่ยมอ่องมาก

 
ขงจื้อเป็นใครคงไม่ต้องบอก เอาง่ายๆว่าชื่อท่านดังพอจะทำให้ผมไปเยี่ยมวัดท่านก็แล้วกัน
วัดขงจื้อต้องบอกว่าอยู่ในย่านเกือบใจกลางเมืองเหมือนกัน นั่งรถใต้ดินไปอีกนิดก็ถึงเทียนอันเหมินแล้ว

ทันทีที่เหยียบวัดขงจื้อ ก็สัมผัสได้ถึงความสงบสมกับเป็นวัดของท่านจริงๆ
แต่อาจจะเป็นเพราะวันนี้เป็นวันทำงานแล้ว คนเลยไม่แห่กันมาอีก เพราะวันนี้รอบๆเมืองก็เงียบๆ
ภายในวัดนั้นมีการแสดงประวัติและผลงานของขงจื้อตั้งแต่สมัยท่านยังมีชีวิตจนถึงอิทธิพลในปัจจุบัน
ซึ่งต้องบอกว่าน่าทึ่งมากเพราะหลายแนวคิดการปกครองภายหลังทั้งหลายก็สืบทอดความคิดจากขงจื้อ
รากฐานระบอบประชาธิปไตยก็เช่นกัน ซึ่งเขาก็มีแสดงให้เห็นอิทธิพลที่คนใช้ไปในทางที่ผิดและถูก

 

รูปปั้นท่านขงจื้อ หน้าวัดของท่านเอง

 
สำหรับผม การมาเยี่ยมชมวัดขงจื้อครั้งนี้ถือว่าเต็มอิ่ม เพราะไม่ต้องไปเบียดแย่งผู้คนเหมือนวันแรกๆที่มา
ได้เดินชมและอ่านประวัติของท่านได้อย่างเต็มที่ มีเวลาจะเดินได้อย่างไม่ต้องรีบไปรีบกลับ
ซึ่งก็คงต้องแนะนำว่า ถ้าใครอยากจะมาเมืองจีน ก็ควรจะต้องมาในบรรยากาศอย่างนี้ครับ
บรรยากาศที่ได้เที่ยวชมจริงๆ ไม่ต้องยื้อแย่งกับคน และมาเองโดยมีคนรู้จักอยู่ที่นี่
ถ้ามากับทัวร์ ผมคิดว่าคงไม่มีเวลาเยี่ยมชมสถานที่เต็มที่ เพราะต้องรีบมารีบถ่ายรูปรีบกลับ

 

แนวคิดของขงจื้อ มีอิทธิพลต่อการปฏิรูปการปกครองในฝรั่งเศสด้วย

 
ขากลับ เราก็ได้แวะไปกินก๋วยเตี๋ยวแบบจีนๆที่ร้านแถวๆนั้น
ต้องบอกว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวที่เต็มอิ่มแบบอิ่มจริงๆ เพราะเส้นหนามาก แล้วกินยังไงก็กินไม่หมด
แต่สิ่งที่รู้สึกขำอยู่อย่างคือ เป็นมื้อกินอาหารแบบจีนครั้งแรกที่ได้กินแบบได้น้ำได้เนื้อจริงๆ (ฮา)
และแล้ว ก็ได้เวลาเตรียมตัวกลับบ้านแล้วครับ…

———————————————-

บ่ายสี่โมงกว่า ผมและคุณพ่อมาถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง ได้เวลากลับบ้านแล้ว
หลังจากแวะร้านกาแฟแบรนด์จีนๆ ที่ตั้งตรงข้าม Starbucks พูดคุยกันประสาครอบครัวอยู่พักใหญ่
ก็ได้เวลาไปขึ้นเครื่องบินแล้ว เป็นการจบทริป 8 วันที่เมืองจีนครั้งนี้

เป็นการมาเที่ยวแบบมึนๆที่ได้ประสบการณ์หลายๆแบบ ตั้งแต่ไปเบียดกับผู้คนในวันชาติ
เกือบจะอดเหยียบกำแพงเมืองจีน ได้ไปปั่นจักรยานรอบกำแพงเมืองซีอาน ทดลองเดินข้ามเมือง
หาตู้นอน 4 เตียงบนรถไฟได้ แต่ต้องนอนแออัดกับคนจีนที่ไปเที่ยวในตู้นอน 6 เตียงขากลับปักกิ่ง
จนกระทั่งได้สัมผัสรถไฟฟ้าใต้ดิน และลองกึ่งๆหาที่เที่ยวเมืองจีนเองอยู่ 2-3 ชั่วโมงในวันสุดท้ายนี้
เครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ที่สุวรรณภูมิตอน 5 ทุ่มของวันเดียวกัน
ถือเป็นการไปเที่ยวแบบไม่ตั้งใจที่คุ้มค่า กับการได้ไปเห็นโลกและประสบการณ์ใหม่ๆในต่างแดน

สนุกมาก…
อยากจะไปเที่ยวต่ออีกแล้วสิ แต่ขอดูตังในกระเป๋าก่อนนะ อิอิ…
ก็จบเรื่องราวทริปไปเมืองจีนครั้งแรกแต่เพียงเท่านี้ครับผม สวัสดีครับ…

 

ลานดอกไม้สวยๆที่เมืองซีอานครับ

Ni Hao, China (Day 7) – ได้เหยียบกำแพงเมืองจีนจนได้

วันที่ 7 ตุลาคม

รถไฟ 11 ชั่วโมงจากซีอานกลับมาถึงปักกิ่งในยามเช้า
อย่างน้อย การนอนก็ทำให้ลืมไปได้ว่าต้องมารถไฟแบบอึดอัดไปหน่อย
แต่สิ่งที่ยังค้างคาใจอยู่ก็คือ การไม่ได้เหยียบกำแพงเมืองจีน
แล้วเวลาก็เหลือน้อยแล้ว เพราะพรุ่งนี้ก็ต้องกลับไทยแล้ว
ทำยังไงดีล่ะเนี่ย มาจีนแต่ไม่ได้เหยียบกำแพงเมืองจีน…

———————————————-

แพลนแรกก็คือ หารถขับไปเองกลับไปที่ Badaling อีกครั้ง
แต่แพลนก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เมื่อคุณแม่ของแฟนน้องบอกว่า มีจุดไปกำแพงเมืองจีนอีกที่
แล้วหลังจากมาถึงปักกิ่งไม่กี่ชั่วโมง คุณแม่ก็มาพาเราไปกำแพงเมืองจีนด้วยตัวเอง

 

วิวกำแพงเมืองจีน ณ จุด Mutianyu ถ่ายจากเคเบิลคาร์

 
ผมเพิ่งได้รู้ว่า กำแพงเมืองจีนไม่ได้มีจุดเที่ยวแค่ที่ Badaling แต่ยังมีอีกถึง 2 ที่
ซึ่งที่จริงผมก็สงสัยมานานแล้วล่ะ ว่ามันจะมีจุดเดียวได้ยังไง กำแพงออกจะยาวขนาดนั้น
และวันนี้ จุดที่เราจะไปเรียกว่า Mutianyu ครับ

จุดเยี่ยมชมกำแพงเมืองจีนที่ Mutianyu ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งไปในระยะที่ก็ไม่ต่างกับ Badaling
กำแพง ณ จุดนี้เขาว่าทางเดินไม่กว้างเท่า Badaling และคนยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก
ซึ่งพอมาถึงก็เป็นดังที่เขาว่า นักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะจริงๆ

 

กำแพงเมืองจีนที่ Mutianyu ในที่สุดก็ได้มาเหยียบ

 
ที่นี่ต้องยอมรับว่า เขาดูแลรักษาสถานที่ได้ดีมาก สถานที่จัดอย่างมีระเบียบดีกว่า Badaling
ร้านค้าดูสะอาดสะอ้านกว่า การหาจุดขึ้นลงและจุดเยี่ยมชมหาได้ง่ายกว่ามาก
ซึ่งเขาก็ให้เกรดของสถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ไว้ที่ระดับ AAA ด้วยซึ่งก็สมกับเกรดที่เขาได้จริงๆ
อ้อ ถ้าใครเกิดอยากกินฟาสต์ฟู้ดแบบอเมริกัน ที่นี่เขามีร้าน Subway อยู่ด้วยนะครับ ^^

 

Cable Car ขึ้นกำแพงเมืองจีนที่ Mutianyu

 
ราคาตั๋วขึ้นกำแพงเมืองจีนที่ Mutianyu ก็เหมือนกับที่ Badaling
คือ เดินขึ้นไปเอง 45 หยวน ขึ้นเคเบิลคาร์ไป-กลับก็ 65 หยวน ไปเที่ยวเดียวก็ 45 หยวน
แต่แนะนำครับว่า ถ้ามาขึ้นกำแพงเมืองจีนที่นี่ ควรขึ้นเคเบิลคาร์ดีกว่า เพราะทางชันมาก
เคเบิลคาร์ที่นี่ คนขึ้นมาระเบียบมากกว่าที่ Badaling อย่างเห็นได้ชัดครับ
นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่แออัดเกินไปแล้ว ทางขึ้นคิวเคเบิลคาร์ก็จัดอย่างมีระเบียบ
หลังจากนั่งเคเบิลคาร์ขึ้นไปไม่นาน ในที่สุด ก็ได้เหยียบกำแพงเมืองจีนจนได้ เย้!!!

 

จงซื้อกล้วยที่นี่ เพราะถูกกว่าที่หน้าทางขึ้นกำแพงเมืองจีน

 
กำแพงเขาดูแลรักษาเป็นอย่างดีมาก และคนท่องเที่ยวที่ไม่เยอะ ทำให้แต่ละคนมีโอกาสถ่ายรูปเดี่ยวๆ
แล้วเส้นทางทอดยาวของกำแพงที่นี่ก็ดูสวยมากทีเดียว ถ้าดูจากสายตาผมคิดว่าสวยกว่าที่ Badaling
แต่เมื่อผมยังไม่ได้ไปเหยียบที่ Badaling ก็คงเทียบกันไม่ได้ คงเพราะเจอประสบการณ์แย่ๆที่นั่นด้วย

แล้วก็หลายคนคงทราบดีว่า การกินกล้วยเป็นการช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกาย
ที่นี่ก็มีกล้วยขายครับ ดูเหมือนจะรู้ข้อนี้ของกล้วยดี เลยมีขายกันเป็นหวีๆเลย
แต่ก่อนจะซื้อ เลือกที่ซื้อหน่อยนะครับ ผมแนะนำให้เดินขึ้นไปบนกำแพงก่อนแล้วไปซื้อบนนั้น
จะมีโต๊ะขายกล้วยขายลูกอมอยู่บนนั้น ราคาขายถูกกว่า ถ้าซื้อข้างล่าง ขายลูกละตั้ง 10 หยวน

หลังจากเดินอยู่บนกำแพงอยู่ชั่วโมงกว่า ก็ได้เวลากลับแล้ว
ถือเป็นการมาเยือนกำแพงเมืองจีนที่ประทับใจ วันนี้อากาศดี มีหมอกลงสวย และนักท่องเที่ยวก็ไม่เยอะ
ถ้าประสานักท่องเที่ยว ก็คงพูดได้เต็มปากว่า มาถึงเมืองจีนจริงๆแล้ว

———————————————-

หลังออกมาจากกำแพงเมืองจีน คุณแม่แฟนน้องก็พาขับรถไปทั่วเมืองปักกิ่งเหมือนเป็นการเยี่ยมชม
สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่งก็คือ ปักกิ่งไม่มีใจกลางเมืองที่เขาเรียกว่า Downtown จริงๆแบบที่อื่น
ทุกที่ดูเหมือนเป็นศูนย์กลางในตัวเอง ผู้คนในย่านนั้นไม่ได้มากมายเป็นพิเศษจนเป็นดาวน์ทาวน์
ซึ่งถ้าเป็นนิวยอร์ก เราคงนึกถึงแมนฮัตตัน โตเกียวเราคงนึกถึงชินจูกุ กรุงเทพฯเราก็คงนึกถึงสยามสแควร์
แต่ปักกิ่ง เราคงนึกไม่ออกว่ามีย่านอะไรอย่างนั้น ถ้านับจริงๆก็คงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินล่ะมั้ง

 

Temple of Heaven วัดแห่งสวรรค์ สวยมากจริงๆ ขอบอก

 
ช่วงก่อนเย็นจะกลับห้อง เราไปแวะที่ Temple Of Heaven เป็นที่สุดท้ายของวัน
บริเวณวัดต้องบอกว่ากว้างขวางอลังการมาก สมกับเป็นที่บูชาเทพแห่งสวรรค์ตามจุดประสงค์ที่เขาสร้าง
ตัววิหารที่สร้างเองก็สวยงามมากทีเดียว ตามรูปที่เอามาให้ดูนี่แหละ ก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก

ก่อนจะกลับ เจอแมวเหมียวนอนขดหน้าบ่จอยตัวหนึ่ง เลยถ่ายรูปไว้
เพิ่งสังเกตว่า แมวที่เมืองจีนนี่ ส่วนใหญ่มันจะขนฟูกันหมดทั้งนั้นเลยวุ้ย

 

แมวหน้าบ่จอยที่วัดแห่งสวรรค์

 
———————————————-

ขากลับ เรากลับโดยขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินครับ
เย้…หลังจากนั่งแท็กซี่ อาศัยรถส่วนตัวมาตลอดทริปเมืองจีน ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถสาธารณะจนได้
ต้องบอกว่า รถไฟฟ้าใต้ดินที่ปักกิ่ง ใหม่มากครับ คงสร้างช่วงเศรษฐกิจบูมทั้งหมดเลย
ราคา 2 หยวน นั่งได้ตลอดทั้งโครงข่าย บอกได้คำเดียวว่า “ถูกกว่าเมืองไทยเห็นๆ”

ก็จบวันที่ 7 ในเมืองจีนไปชนิดรู้สึกดีกว่าที่คิดมาก
ตอนแรกกำลังคิดว่าจะไปไหนมาไหนไหวเหรอ เพราะเพิ่งลงจากรถไฟจากซีอานมาตอนเช้าเอง
พรุ่งนี้ก็เตรียมตัวกลับเมืองไทยแล้วครับ…

 

ลาขี้เกียจที่ Mutianyu ครับ ต้องไปดูเอง บอกได้ว่ามันนอนได้ฮาจริงๆ

Ni Hao, China (Day 6) – ปั่นจักรยานรอบกำแพงเมือง

วันที่ 6 ตุลาคม

หลังจากเมื่อวานได้ทราบว่า บนกำแพงเมืองซีอานมีจักรยานให้ปั่น
ฉะนั้น ตอนเช้าวันนี้ตื่นขึ้นมา ก็เลยรีบดิ่งไปที่กำแพงเมืองทันที
แต่ไอ้ครั้นจะเดินไปมันก็ไกลอยู่ เมื่อวานเพิ่งจะลองเดินข้ามเมืองยังเมื่อยอยู่เลย
ก็เลยนั่งแท็กซี่ไปแทน…

——————————————————

วันนี้เป็นวันที่จะต้องเตรียมตัวกลับปักกิ่งแล้ว ซึ่งรถไฟก็ออกตอน 1 ทุ่ม
ดังนั้น เราจึงไม่มีเวลาจะโต๋เต๋ในเมืองมากนัก เพราะตอนบ่ายก็ต้องเตรียมตัวกลับแล้ว
แต่ก็ยังมีเวลามากพอจะปั่นจักรยานรอบกำแพงเมืองล่ะ

 

บนกำแพงเมืองซีอาน มีการประดับประดาเพราะเป็นช่วงวันชาติ

 
กำแพงเมืองซีอานก็เหมือนกับกำแพงเมืองทั่วไป ซึ่งก็สร้างรอบเมืองไว้ มีประตูเข้าเมือง 4 ทิศ
ซึ่งกำแพงเมืองที่นี่รักษาไว้อย่างดีมาก สภาพกำแพงเมืองเรียกว่าคงยังต้านกำลังข้าศึกได้สบาย
และบนตัวกำแพงเองก็เรียกว่ากว้างขวางมาก สามารถเป็นเมืองอีกเมืองหนึ่งได้อย่างสบายๆ
ช่วงที่ไปนั้นก็มีแขกบ้านต่างเมืองมาเยือนพอดี ก็เลยต้องมีรายการหลบหลีกเล็กน้อย

เมื่อมาถึงกำแพงเมือง ก็ไม่รอช้า รีบตรงไปที่ซุ้มให้เช่าจักรยานทันที
สนนราคาเช่าจักรยานปั่นรอบกำแพงก็ไม่แพงมาก 20 หยวนต่อ 100 นาที
แต่ต้องวางค่ามัดจำที่ 200 หยวนก่อนด้วย พอปั่นเสร็จถึงจะได้ 200 หยวนนั้นคืน

 

ฝรั่งคนนี้ก็มาปั่นจักรยาน ดูมุ่งมั่นมาก

 
ตามประสาคนขี้เห่อ ได้จักรยานแล้วก็รีบปั่นไปทันที
วู้ว…ไม่เคยปั่นจักรยานที่คนโล่งๆแบบนี้มานานแล้ว

เท่าที่สังเกตก็มีคนไปเช่าจักรยานมาไม่น้อยเหมือนกัน มีทั้งปั่นเดี่ยวๆและเป็นจักรยานหลายคนปั่น
และดูเหมือนพวกฝรั่งที่ไปกำแพงจะเป็นพวกนิยมปั่นจักรยานมาก เห็นฝรั่งอยู่ไหนมีจักรยานทุกคน
ปั่นจักรยานที่กำแพงด้านแรกยังไม่เหนื่อย สนุกมาก เหมือนได้วิ่งเล่นเป็นเด็กใหม่อีกครั้งเลย
แต่พอเริ่มปั่นไปด้านที่สองสาม เริ่มจะเหนื่อย แล้วทางมันก็ไกลเหลือเกิน

 

เห็นเมืองซีอานหลังกำแพงจากบนกำแพงเมือง ปั่นจักรยานรอบ

 
แต่สิ่งที่น่าตื่นตาก็คือ การได้เห็นเมืองซีอานหลังกำแพงเมือง
การไปทุกด้านของกำแพง เมืองก็จะมีลักษณะต่างกันไปทั้งย่านที่อยู่อาศัย ย่านร้านค้าอะไรต่างๆ
เรียกว่าการปั่นจักรยานรอบกำแพงเมือง เป็นอะไรที่คุ้มค่ามากที่ได้เห็นเมืองรอบทิศ
เพราะเชื่อเถอะว่า ไม่ว่าเมืองไหนที่คุณไปเที่ยว มีน้อยเมืองมากที่คุณได้ไปเที่ยวแบบทะลุปรุโปร่ง
และถึงแม้การปั่นจักรยานจะไม่ได้เห็นเมืองทะลุปรุโปร่ง แต่ก็พูดได้ว่าได้เห็นทั้งเมืองได้ก็แล้วกัน

 

ตี๋น้อยเดินเตาะแตะบนกำแพงเมือง

 
แต่กว่าจะปั่นจักรยานครบรอบ ก็เกือบครบ 100 นาทีที่เช่าจักรยานพอดี
ก็ให้นึกว่า คนให้เช่าจักรยานนี่มันต้องลองปั่นมาแล้วแน่ๆ ถึงได้คำนวณเวลาให้เช่ามาได้อย่างนี้
แต่ก็ยอมรับว่าจักรยานของจีนนี่ทนจริง กำแพงเมืองถนนขรุขระแต่โซ่ก็ไม่หลุดร่วง
อย่างน้อยคงพูดไม่ได้ว่า จักรยาน Made In China ไม่ได้มาตรฐานแน่นอน ^^”

——————————————————

กว่าจะออกจากกำแพงเมืองได้ก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว ยังเหลือเวลาไปหาที่เที่ยวได้อีกสักที่นึง
ญาติของแฟนน้องเลยพาไปสวนสาธารณะแห่งใหม่ของเมือง ที่อยู่นอกเมืองออกไป

 

สวนสาธารณะใหม่ของเมือง มีสร้างพระราชวังจำลองด้วย แต่ดูไม่ทนเท่าไหร่

 
ที่สวนสาธารณะแห่งนี้ (จำชื่อไม่ได้) เป็นอีกหนึ่งในหลายที่ที่เมืองซีอานกำลังเร่งก่อสร้าง
ก็อย่างที่บอก เมืองกำลังเติบโต ก็มีสร้างนั่นสร้างนี่อะไรมากมายในเมือง
ที่นี่ก็จะมีพระราชวังสร้างเป็นจุดเด่นอยู่ด้านหน้า ซึ่งเหมือนจะสร้างจากคอนกรีตแต่โปะด้วยไฟเบอร์มั้ง
ก็ดูเป็นปราสาทพระราชวังดี แต่ไม่ให้ความรู้สึกขลังเท่าไหร่

เดินลึกเข้าไปในสวนสาธารณะที่ไม่ค่อยมีอะไร จะมีซุ้มฉายประวัติพื้นที่เล็กน้อย
ตามประวัติเขาว่าปราสาทที่นี่ถูกเผาไม่เหลือดี จนในที่สุดก็มีการมาสร้างขึ้นใหม่
ซึ่งเขาก็เล่นสนุกดี ด้วยการซ้อนภาพคนในสวนสาธารณะจริงๆกับวีดีโอประวัติของปราสาท
ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้างเล็กๆ ในสวนสาธารณะที่กว้างมาก แต่ไม่มีอะไรเท่าไหร่ที่นี่

——————————————————

และแล้วก็ได้เวลาที่จะต้องกลับปักกิ่งกันแล้ว…
แน่นอนว่าเมื่อเที่ยวมา เราก็ต้องลุ้นว่าจะมีตู้นอน 4 เตียงว่างให้เราครอบครัวได้นอนกันเป็นส่วนตัว
เที่ยวนี้ก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างจากเที่ยวมาก็คือ ครั้งนี้รถไฟเป็นคลาส T
ซึ่งก็คงพอจะทราบได้กันอยู่แล้วว่า ไปไม่ถึง Z ก็คงไม่ใช่รถไฟคลาสที่ดีที่สุดแน่นอน

ซึ่งก็ไม่ต้องสงสัย เพราะรถไฟนี้มีตู้นอน 4 เตียงอยู่แค่ 2 โบกี้ ขณะที่เหลือเป็นล็อก 6 เตียงหมด
ซึ่งตู้นอนที่เป็นล็อกๆ 6 เตียงก็เหมือนการนอนแบบห้องนอนรวม ไม่มีห้องไม่มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
ตอนแรกเราก็นั่งลุ้นว่า จะเหลือตู้นอน 4 เตียงว่างให้ได้ลัดเข้าไปนอนกลับปักกิ่งหรือเปล่า
แต่ปรากฎว่า เที่ยวขากลับนี้ไม่ได้โชคดีเหมือนขามา เพราะตู้นอน 4 เตียงทั้งสองตู้เต็มหมด
เราก็เลยต้องนอนรวมกับคนอื่นในล็อกของเราอย่างนั้นแหละ (ฮือๆ)

——————————————————

แต่ประสบการณ์การนอนตู้นอน 6 เตียงแบบนี้ก็คือ การได้เห็นชีวิตของคนในรถไฟ

อย่างแรกก็คือ ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ ดูจะเป็นอาหารยอดฮิตบนรถไฟของคนจีนมาก
ชนิดที่ว่า รถเข็นขายอาหารที่เข็นขาย มีแต่บะหมี่ชนิดเติมน้ำร้อนสำเร็จรูปขายอย่างเดียว
แล้วทุกคนก็ดูเหมือนจะซื้อกันจนเกลี้ยงรถเข็น ซึ่งน้ำร้อนก็หาได้จากหม้อต้มที่อยู่ระหว่างโบกี้

อย่างที่สองก็คือ การได้เห็นชาวจีนหาวิธีแก้เบื่อบนรถไฟ ซึ่งส่วนมากจะอ่านหนังสือ
แล้วหนังสือก็ดูเป็นตำรับตำราเรียนมาก เดินไปกี่ตู้ก็เห็นเหมือนกันหมด
ก็มีบ้างพวกวัยรุ่นหนุ่มสาวที่เอาเกมส์เพลย์มาเล่น ฟังเพลงกด iPhone แก้เบื่อ
แต่ถ้านับเปอร์เซ็นต์กันแล้ว ส่วนใหญ่คนจะอ่านหนังสือกันมากกว่า

อย่างสุดท้ายก็คือ การได้เห็นฝรั่งที่ขึ้นมาบนรถไฟด้วย ซึ่งเท่าที่ผ่านมาแทบจะเจอฝรั่งน้อยมาก
ซึ่งก็แปลกดีว่าทั้งที่เมืองจีนก็มีที่เที่ยวมากมาย แต่กลับไม่ค่อยเห็นคนตะวันตกสักเท่าไหร่
ซึ่งฝรั่งที่เจอก็นอนอยู่ตู้นอน 6 เตียง แล้วท่าทางจะสนุกสนานเฮฮากันมาก นั่งเม้าท์ดื่มเบียร์กันมันส์
ฉะนั้น ผมก็เลยคิดว่า ในเมื่อฝรั่งมันก็ยังสนุกของมันได้ แล้วจะไปคิดอะไรกับที่นอน 4 เตียงวะ

หลังจากเดินสำรวจรถไฟแล้วก็กลับมานอน 11 ชั่วโมงต่อ
แล้วเจอกันที่ปักกิ่งครับ..

Ni Hao, China (Day 5) – เยี่ยมสุสานจิ๋นซี

วันที่ 5 ตุลาคม

วันนี้ก็ได้เวลาไปเยือนสุสานกองทัพหุ่นของจิ๋นซีฮ่องเต้กันแล้ว
จากประสบการณ์การไปกำแพงเมืองจีนกับทัวร์ที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่
วันนี้ เราก็เลยพากันไปโดยให้ญาติของแฟนน้องเป็นคนพาไป ดีกว่าเยอะ
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้หรือ Terracotta Army อยู่ห่างจากตัวเมืองซีอานมาแค่ขับรถ 1 ชั่วโมง
ซึ่งก็ถือว่าไม่ห่างนัก มาได้ง่ายและถนนหนทางไปมาก็สะดวกมากทีเดียว

แล้วที่จริงก็น่าแปลกดีที่วันนี้เราไป รถไม่ค่อยติดเลย ทั้งที่เป็นอีกสถานที่ยอดฮิตที่คนจะไป
แต่คนเขาอาจจะรีบแห่กันไปแต่เช้าก่อนเราแล้วก็ได้

——————————————————-

ทันทีที่มาถึง ก็ให้ได้แปลกใจอีกว่า คนไม่ได้เยอะมากมายอย่างที่คิด
แต่คงเป็นเพราะตัวสถานที่เองก็ใหญ่โตมาก ก็เลยดูรู้สึกว่าปริมาณคนไม่แน่นหนาเท่าไหร่
แต่เท่าที่กะเกณฑ์จากสายตา ก็นับว่าน้อยกว่าปริมาณคนที่กำแพงเมืองจีนและพระราชวังต้องห้าม

ตัวสถานที่เองถือว่าจัดได้ดีมากทีเดียว ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีสัดส่วนที่ชัดเจนเข้าใจง่าย
ราคาตั๋วเข้าชมสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีอยู่ที่ 110 หยวน ใครเป็นนักศึกษาก็ได้ลดราคาลงอีกมากโข
เมื่อซื้อแล้วสามารถเข้าชมได้ 3 ส่วนที่เปิดให้ได้เข้าชม ซึ่งเป็นส่วนที่นักโบราณคดีขุดเสร็จไปแล้ว
หลังจากตีตั๋วแล้วก็ได้เวลาเข้าไปชมกันซะทีล่ะ

 

ภายใน Pit No.1 ที่ขุดค้นพบ มีการสร้างอาคารครอบไว้เพื่อรักษาสภาพปรับอากาศอย่างดี

 
เรื่องเล่าตำนานทั้งหลายแหล่ของการสร้างสุสานนี้ขึ้นมาคงไม่จำเป็นต้องเล่า เพราะคงรู้กันดีอยู่แล้ว
ก็อยากจะเล่าสิ่งที่ได้ไปเห็นมากกว่า ในบรรดาทั้งสามหลุมที่เปิดให้ชม Pit ที่ 1 เป็นที่ยอดฮิตสุด
เพราะเป็น Pit ที่ทำการประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก ที่ Pit นี้เราจะได้เห็นทหารดินเผายืนเรียงรายสมใจ

 

เหล่าทหารยืนเรียงแถวหน้าทางเข้าสุสาน ถ้าคนขุดมาเจอทางใต้ดินคงน่าสยองดีพิลึก

 
ซึ่งเขาก็จะจัดส่วนเข้าชมไว้อย่างดี และรักษาสภาพภายในไว้อย่างดีมาก
ยังมีส่วนที่จัดไว้ให้เห็นกระบวนการทำงานของการขุดสำรวจด้วยว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือยังไง
คนที่ไม่ทราบก็นึกว่า ที่ตรงนี้เขายังขุดกันอยู่ เพราะเห็นเครื่องมือวางกันเรียงราย
ซึ่งผมว่าเขาคงไม่ขุดตรงนี้แล้วล่ะ เพราะถ้ายังขุดอยู่จริง เขาไม่ยอมให้ใครเข้ามายุ่มย่ามหรอก

ยังเหลืออีก 2 Pit ถ้าใครคาดหวังว่าจะได้เจออะไรอลังการแบบ Pit ที่ 1 คงจะผิดหวังกันไป
เพราะ 2 Pit ที่เหลือ เป็นส่วนคูเมืองกำแพงเมืองที่จักรพรรดิจิ๋นซีทรงให้สร้างเหมือนเมืองของพระองค์
และเมื่อเวลาผ่านไปหลายพันปี หุ่นทหารที่รักษากำแพงเมืองทั้งหลายก็ผุกร่อนแตกหักไป
เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากเห็นทหารยืนเรียงรายกันปกป้องสุสานแบบ Pit ที่ 1 ก็คงจะผิดหวัง
ซึ่งก็สังเกตได้จากปริมาณคนที่น้อยตามความน่าตื่นตา

 

Pit No.2 มีทหารกับม้าศึกให้เห็นอยู่แค่นี้แหละ เห็นเขาบอกว่าขุดเจอแค่นี้

 
อันที่จริงตัวสุสานยังมีส่วนที่ใหญ่โตกว่านี้อีกมาก ไม่ได้มีแค่ 3 Pit ที่เขาขุดค้นพบ
อย่างที่เรารู้กัน ตัวสุสานยังมีส่วนขององค์จักพรรดิเองที่เขาว่ากันว่ามีลำธารปรอทและเมืองจำลอง
ซึ่งส่วนที่เปิดให้ชมยังเป็นแค่ส่วนเล็กๆ อาณาบริเวณของจริงใหญ่โตกว่านี้มาก
เพราะอย่างที่รู้กัน ฮ่องเต้จิ๋นซีเป็นประเภท “เล็กเล็กไม่ ใหญ่ใหญ่ทำ” สุสานของพระองค์จึงใหญ่มาก

แค่ส่วนเล็กๆก็เที่ยวกันจนเกือบบ่ายแล้ว ก็เสียดายอยู่ แต่คงต้องมีเวลามากกว่านี้ล่ะ
ก่อนกลับ คุณพ่อก็ได้รูปสลักกองทัพทหารของจิ๋นซีไปเป็นที่ระลึกเซ็ตใหญ่อันนึง ^^

——————————————————-

สำหรับผม การมาเที่ยวต่างประเทศ สิ่งที่อยากเห็นไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นชีวิตในเมือง
โดยส่วนตัวรู้สึกว่า มาต่างบ้านต่างเมืองทั้งทีก็อยากเห็นความเคลื่อนไหวชีวิตคนต่างบ้านต่างเมืองเขา
แต่บางทีการออกไปเดินชมเมืองเล่นโดยลากน้อง แฟนน้องแล้วก็คุณพ่อไปด้วย คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่
โชคดีว่าเมืองซีอานมีร้านหนังสือมือสองซึ่งอยู่อีกฟากของเมือง ที่อยากไปดูมากว่าหน้าตาร้านเป็นยังไง
เลยหาข้ออ้างชวนทั้งน้อง แฟนน้องและคุณพ่อออกไปเดินชมเมืองได้ อิอิ

 

คุณสาวกท่านประธานเหมาคนนี้ ไม่ยอมให้ถ่ายรูป (แต่ก็ถ่ายไปแล้ว อิอิ)

 
เมืองซีอานภายในกำแพงเมืองเป็นเมืองเล็กๆที่มีความน่าสนใจมากทีเดียว มีการจัดโซนเมืองที่น่าสนใจ
มีทั้งการจัดเมืองย่านที่พัก ย่านเมืองเก่า ย่านแฟชั่นวัยรุ่น ย่านอุปกรณ์ไฟฟ้า ย่านร้านอาหาร ฯลฯ
ซึ่งพอเดินผ่านเมืองไป ก็จะเห็นโซนแต่ละโซนของในเมืองชัดเจน แต่ละโซนก็จะมีสีสันแตกต่างไป
อย่างโซนร้านหนังสือก็จะเป็นโซนที่มีร้านวาดรูปศิลปะเรียงรายเป็นแถว เหมือนย่านโซโหในนิวยอร์ก
เรียกว่า หลังกำแพงเมืองมีสีสันของเมืองที่น่าสนใจมากๆ เดินท่องไปได้ทั้งวันไม่มีเบื่อเลย

 

ถนนใหญ่ที่ตรงไปยังใจกลางของเมืองซีอาน

 
ซึ่งเวลาที่เราเดินกันรอบเมืองก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ร้านหลายร้านก็ปิดตัวกันไปหลายร้าน
ร้านหนังสือมือสองที่ผมอยากไป ทีแรกก็ดูแผนที่ดิบดี แต่พอไปถึงกลับหาร้านไม่เจอซะงั้น
ตอนแรกก็นึกว่าแผนที่มันเก่ารึเปล่า แต่ได้มาจากโรงแรมก็ไม่น่านะ แฟนน้องก็ช่วยถามทางคนไปทั่ว
ปรากฎว่า ที่จริงเราเดินเลยมาแล้ว เพราะร้านมันปิดไปแล้วเราเลยไม่เห็นเอง ^^”

ก็เลยได้ผจญภัยเหมือนหาลายแทงขุมทรัพย์ยามเย็น ที่สมบัติคือร้านหนังสือมือสอง
แต่จะบอกว่าถ้าใครไปซีอานแล้วชอบเสื้อผ้าและขนม ให้ไปเดินถนนฝั่งตะวันตกของประตูเมืองฝั่งใต้
เพราะมีร้านเสื้อผ้าเยอะมาก ร้านขนมเบเกอรี่ก็มีหลายร้าน ถือว่ามากสำหรับภายในเมืองเล็กๆ
เสื้อสวยไม่สวยไม่รู้ ขนมอร่อยไม่อร่อยก็แล้ว แต่ผมว่าน่าเพลินตาดี วัยรุ่นก็เดินเยอะทีเดียวแถวนั้น

——————————————————-

ก็เป็นการจบวันที่คุ้มค่าอีกวันที่เมืองซีอาน
ก่อนจบวัน ผมได้ยินมาว่า บนกำแพงเมืองของซีอาน มีจักรยานให้เช่าขี่รอบกำแพงเมืองได้
เดี๋ยวพรุ่งนี้ จะต้องไปลองซะหน่อยแล้ว…

 

อันนี้น่ารักดี ไกด์ใช้ตุ๊กตาแพนด้าเป็นธงนำทัวร์ (ปกติเห็นใช้แต่ธงผ้าโบกกัน)

Ni Hao, China (Day 4) – ซีอานที่แสนวุ่นวาย

วันที่ 4 ตุลาคม

ตื่นเช้าขึ้นมาบนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้เมืองซีอานเข้าไปทุกขณะ
สิ่งที่บอกได้เมื่อเข้าใกล้เมืองซีอานคือ รอบเมืองที่ดูเป็นชนบทมากขึ้น
แต่เมื่อเมืองซีอานคือเมืองหลวงสำคัญแต่เก่าก่อน ประเดี๋ยวก็คงเจอความศิวิไลซ์แล้วล่ะมั้ง

แต่ก่อนลงผมดันเกิดอยากจะกินอะไรสักนิดนึง ที่จริงก็ไม่ได้หิวอะไรหรอก
แต่ว่าเห็นว่ารถไฟมีตู้ครัว ก็เลยเดินดุ่มๆไป รู้ทั้งรู้แหละว่าพูดภาษาจีนไม่ได้
แต่รถไฟดีๆอย่างนี้ น่าจะมีใครพูดได้มั่งสิ เผื่อใครจะหาอะไรน่ากินมาเสิร์ฟได้มั่ง

แต่ก็ได้ค้นพบว่า คนจีนโดยทั่วไป ภาษาอังกฤษค่อนข้างต่ำเรี่ยติดดิน
เพราะกระทั่งเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่พูดอังกฤษได้ก็พอพูดได้บ้าง แต่ไม่ค่อยคล่องเอาเสียเลย
แต่ที่จริงก็สื่อสารรู้เรื่องบ้าง แต่อาหารก็ไม่น่ากินนักออกแนวเผ็ดมากกว่า เลยยอมอดก็ได้วะ

——————————————————–

รถไฟเข้าเทียบท่าที่สถานี สิ่งแรกที่ได้เห็นแล้วเตะตาทันทีเลยคือ “กำแพงเมือง”
ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นคือ เหมือนกำลังจะไปเข้าป้อมค่ายทหารมาก เพราะกำแพงก็ดูคลาสสิคมาก
อย่างกับหลุดมาเจอเมืองในสมัยกลาง ที่รอบข้างมีแต่รถราตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่
แต่ที่น่าตื่นเต้นแล้วรู้สึกชอบมากพอมาถึงโรงแรมที่พักก็เมื่อได้เห็นแผนที่ของเมืองซีอาน
เมืองซีอานจะมีกำแพงเมืองล้อมรอบ ซึ่งที่จริงก็มีเมืองชั้นนอกกำแพงออกไปอีก

แต่ตั้งแต่เกิดมา เพิ่งเคยเห็นและเข้ามาสัมผัสเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบจริงๆแบบนี้
รู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่ารักดูอนุรักษ์มาก เหมือนได้เข้ามาอยู่เมืองเล็กๆอบอุ่นเมืองหนึ่งจริงๆ

 

หอระฆังกลางเมืองซีอาน ใครเดินไปไหนไม่ถูกก็มาตั้งต้นตรงนี้ซะ

 
เพราะเป็นการมาเที่ยวแบบมึนๆ และไม่รู้อะไรกับเมืองนี้มากนอกจากมีสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี
ก็เลยอาศัยคำแนะนำปากต่อปากไป ที่แรกที่เขาแนะนำให้ไปชื่อภาษาไทยว่า “เจดีย์ห่านยักษ์”
ภาษาอังกฤษก็ว่า The Giant Wild Goose Pagoda แต่ชื่อมันยาว เรียกแบบไทยง่ายกว่า อิอิ

 

เจดีย์ห่านยักษ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองซีอาน

 
ตามเรื่องราวจริงๆ เขาว่าเจดีย์นี้โดนแผ่นดินไหวเล่นงานมาบ่อยแล้ว แต่เจดีย์ก็ไม่เคยพัง
ซึ่งชาวบ้านก็คงต้องเชื่อว่า มีเทพยดา อาจจะเป็นห่านบินมาจากฟ้ามาปกป้องอะไรก็ว่าไป
แต่เท่าที่เห็นผมว่าเพราะเขาก่อสร้างดีมากกว่า เพราะดูเจดีย์มีรากฐานที่แน่นหนาแข็งแรงมาก

——————————————————–

แต่ที่ผมว่าน่าสนใจกว่าคือ ลานวัฒนธรรมใหม่ของเมืองซีอาน
เนื่องจากเมืองซีอานกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเมืองขนานใหญ่ เขาจึงสร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมากมาย
ลานวัฒนธรรมที่สร้างตรงข้ามเจดีย์นี้ ก็น่าสนใจมากที่เดียว เพราะเขาสร้างรูปปั้นที่เล่าเรื่องราวต่างๆ
ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังเหมือนได้ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองไปได้ในตัว

 

หนึ่งในรูปปั้นที่มีอยู่มากมายในลานศูนย์กลางเมืองซีอานใหม่

 
ลานวัฒนธรรมนี้ก็ผสมผสานความเก่าใหม่ได้ดีมากทีเดียว มีทั้งพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศิลปะ ห้างสรรพสินค้า
เรียกว่าเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นศูนย์เศรษฐกิจของเมืองได้ในเวลาเดียวกัน
ลานก็กว้างขวางพอจะจัดกิจกรรมอะไรได้มากมาย ดูแล้วก็น่าอิจฉาที่เขามีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง
บ้านเราสิ กว่าจะจัดหาที่เพื่อประโยชน์สังคมช่างยากเย็น เอาไปสร้างเป็นที่ขายของซะหมด

 

เด็กคนนี้น่าสงสารเชียวล่ะ ต้องอยู่บนเสาขบวนพาเหรดกลางแดด ร้องไห้จ้าเลย

 
ช่วงที่ไปเขามีเดินขบวนพาเหรดกันด้วย แล้วก็จับเอาเด็กๆมาแต่งเป็นตุ๊กตาโชว์บนรถพาเหรดกัน
มีหนูน้อยคนหนึ่งต้องอยู่บนเสานิ่งๆ แล้วแดดก็ร้อนน่าดู ร้องไห้จ้าเลย น่าสงสารเชียว
อ้อ แล้วที่นี่แหละ ผมก็ได้จ่ายเงินหยวนครั้งแรกซะที หลังจากมีแต่คนแย่งจ่ายให้ตลอด ^^”

——————————————————–

ตอนเที่ยงเราก็มาแวะศูนย์กลางเมืองซีอาน ที่มีหอระฆังและหอกลองตั้งตระหง่านอยู่ (อีกแล้ว)
เนื่องจากหอกลองหอระฆังก็หน้าตาเหมือนกันทุกที่ ถึงซีอานอาจจะมีกลองมากหน่อย เลยไม่ได้ขึ้นไป
หน้าหอมีร้านแมคโดนัลด์อยู่ร้านหนึ่งด้วย โอ้ว บุกมาถึงนี่แล้วนะเนี่ย แต่ใครจะอยากกินแมคโดนัลด์
มาถึงเมืองจีนทั้งที ผมก็อยากไปแวะถนนด้านหลังที่มีของกินเยอะๆมากกว่า

 

ร้านของกินเพียบ แต่ไม่อร่อยเลยอ่ะ

 
แต่การมาลองเดินถนนของกิน กลับรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย
ทีแรกก็รู้อยู่นะว่าการมาแวะซีอานก็ต้องลองอาหารพื้นเมืองกิน ซึ่งก็มีร้านอาหารท้องถิ่นเต็มไปหมด
แต่อืม…นอกจากร้านติ่มซำที่รสชาติก็เฉยๆแล้ว ร้านอื่นก็เป็นพวกเนื้อย่างแล้วก็อาหารพื้นบ้าน
ที่เหมือนเอาหนังเอาเต้าหู้มาทำกินมากกว่า เผ็ดแบบฝาดๆอีกต่างหาก ไม่อร่อยเลยอ่ะ
ว่าแล้วก็จำยอมออกมากินมื้อเที่ยงที่ร้านแมคโดนัลด์หน้าหอกลองก็ได้วะ เฮ้อ…

——————————————————–

อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่วันแรกแล้วว่า คนจีนเวลาขับรถน่ากลัวมากและเราต้องระวังกันเอง
ซึ่งใครที่อยากสัมผัสอารมณ์นั้นเต็มๆ แนะนำให้มาที่ซีอานเลยครับ
การขับรถราที่ซีอานนั้นวุ่นวายมาก เรียกว่าที่ปักกิ่งขับแซงซ้ายแซงขวาแย่งกันที่ว่าแย่ๆแล้ว
มาเจอซีอาน คนปักกิ่งขับรถสุภาพไปทันทีเลย เพราะไม่ใช่แค่รถ แต่คนก็ต้องดูเลนรถให้ดีๆด้วย

เพราะถึงมีเลนรถแต่รถก็ขับแซงขึ้นซ้ายขวาได้ตลอด ข้ามถนนทีมองปราดเดียวไม่ได้ ต้องมองหลายๆที
เพราะข้ามถนนไปได้หนึ่งเลนแล้ว อีกเลนอาจจะวิ่งสวนมาดื้อๆ เล่นเอาหลบกันแทบไม่ทัน

 

สตาร์บัคส์มาบุกจีนด้วย ร้านสวยมากๆทีเดียวเชียว

 
ที่ซีอาน ถนนใหญ่ๆเขาจึงมีทางลอดใต้ดินไว้ให้คนเดินข้ามถนนกัน
เพราะแม้แต่คนจีนเองก็ยังไม่กล้าข้าม เพราะจะโดนรถโฉบไปกินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
สะพานคนข้ามหาไม่ได้ที่นี่ เพราะเข้าใจว่าเขาต้องการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ของเมืองเอาไว้
แต่กว่าจะหาที่ข้ามใต้ดินได้ก็ไกลน่าดู และอยู่แต่เส้นถนนใหญ่ ถนนเล็กๆก็ไม่มี มีแต่ทางม้าลาย
ซึ่งทางม้าลาย มีก็เหมือนไม่มี เพราะจะข้ามก็ต้องดูรถให้ดีอยู่ดี ไม่งั้นโดนโฉบไปกินแน่

——————————————————–

วันแรกที่เมืองซีอานก็จบไปแบบลุ้นระทึกไปกับการข้ามถนนอันน่าเสียวไส้
แต่ถ้าไม่คิดเรื่องมารยาทบนท้องถนนแล้ว เมืองซีอานมีอะไรน่าสนใจมากทีเดียวเชียวในตัวเมือง
โดยเฉพาะตัวเมืองภายในกำแพง ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาเล่าในวันที่ 6 ให้ฟัง

วันนี้ก็เตรียมตัวนอนก่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องไปสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีแล้ว

 

สวนสาธารณะเล็กๆที่เมืองซีอาน มีน้ำพุเสียงเพลงสวยมากทีเดียว

Ni Hao, China (Day 3) – คลื่นมนุษย์ที่พระราชวังฤดูร้อน ก่อนนั่งรถไฟไปซีอาน

วันที่ 3 ตุลาคม

หลังจากเพิ่งผิดหวังที่ไม่ได้ขึ้นไปเหยียบกำแพงเมืองจีน
วันนี้ก็ต้องเตรียมตัวไปซีอานแล้ว เพื่อไปดูสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีที่เขาเรียกว่า Terracotta Army
แต่กว่ารถไฟจะออกก็ตอนกลางคืน ดังนั้น จึงมีเวลาทั้งวันที่จะเที่ยวปักกิ่งอีกสักหน่อย
วันนี้ตอนเช้า เราเลยไปเยี่ยมหอกลองและหอระฆังกลางเมืองปักกิ่งกัน

———————————————————

จากเมื่อวานที่ผจญกับการเบียดแย่งกันของคนจีนที่กำแพงเมืองจีน
วันนี้รู้สึกผ่อนคลายมาก เพราะเราได้ไปในย่านที่คนไม่พลุกพล่าน และเป็นย่านเมืองเก่า

เริ่มแรกเราไปที่หอกลองและหอระฆังก่อน ซึ่งทั้งสองหอก็ตั้งอยู่ใกล้กัน
กลองและระฆังสำหรับคนจีนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการบอกเวลา
จากที่แฟนของน้องบอก คนจีนจะตีกลองบอกเวลาตอนเช้า และจะตีระฆังบอกเวลาตอนกลางคืน
ซึ่งถ้าใครอยู่ย่านคนจีนในเมืองไทยก็คงจะเคยได้ยินตอนตี 3-4 จะมีคนเดินตีฆ้องบอกเวลากัน

 

มีโชว์ตีกลองตอนไปถึงหอกลองพอดี

 
ทั้งหอกลองและหอระฆัง ทางเดินขึ้นไปสูงมาก เวลาเดินอย่ามองย้อนกลับเด็ดขาด ไม่งั้นจะเสียวไส้
หรือเวลาเดินลงก็จับราวดีๆ เพราะมีสิทธิจะร่วงตกบันได เพราะตาลายจากความสูง
ตอนไปถึงหอกลอง ก็ไปทันเวลาเขาตีกลองโชว์พอดี ก็เลยได้ดูโชว์เป็นของแถม

———————————————————

หลังจากแวะหอกลองและหอระฆังแล้ว ก็ได้ไปเดินรอบสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลจากหอทั้งสองนัก
ย่านนี้เหมือนเป็นย่านกินดื่มตอนกลางคืน เปรียบไปก็เหมือนย่าน RCA บ้านเรา
แต่ว่าผมจำไม่ได้ว่ามันชื่อย่านอะไร ละแวกนั้นก็จำไม่ได้ น่าอายจังอ่ะ T.T
ถ้าใครดูจากรูปแล้วจำได้ ก็ช่วยบอกหน่อยนะคร้าบบบ ไปเที่ยวคราวนี้ไปแบบมึนๆ ^^”

 

ย่านกินดื่มที่จัดเป็นเมืองเก่า ดูมีชีวิตชีวาดี

 
ย่านกินดื่มย่านนี้จัดเป็นเมืองเก่า คือ เหมือนเขาบูรณะและทำลุกให้เหมือนเป็นย่านคนจีนเก่าแก่
แต่ก็ดูออกแหละว่าไม่ได้เก่าจริงจังอะไร เพราะวัสดุที่ก่อสร้างก็ดูใหม่ๆ ทำเอาบรรยากาศมากกว่า
มาถึงย่านนี้ ก็มีร้านสตาร์บัคส์แอบอยู่ตรงหัวมุมด้วย เลยได้ชิมสตาร์บัคส์แดนมังกรไปซะเลย

———————————————————

หลังจากเดินเล่นย่านกินดื่มพักผ่อนรับลมพอสมควรแล้ว ก็ได้เวลาข้ามเมืองไปที่ “พระราชวังฤดูร้อน”
พระราชวังฤดูร้อนตั้งอยู่แถวถนนวงแหวนที่ 5 ของกรุงปักกิ่ง ก็เรียกว่าจะออกเขตเมืองของกรุงปักกิ่งอยู่แล้ว
อันที่จริงก็มีรถไฟฟ้าใต้ดินไปถึง แต่เราเลือกนั่งแท็กซี่ แล้วก็ต้องเดินต่อไปอีกหน่อย
ซึ่งอากาศก็ร้อนใช้ได้เลย สมกับจะไปพระราชวังฤดูร้อนจริงๆ

แต่ก็เช่นเคยเมื่อมาถึงพระราชวังฤดูร้อน คลื่นมนุษย์จำนวนมหาศาลเบียดเสียดยัดเยียดกัน
ก็อย่างที่บอก เพราะว่าเป็นช่วงวันชาติของจีน คนจึงออกมาพักผ่อนวันหยุดตามสถานที่ต่างๆ
ซึ่งก็ไม่รู้จะเรียกว่าพักผ่อนได้รึเปล่า กับการต้องมาเบียดเสียดกันมากมายเช่นนี้
แต่ก็คงเหมือนคนทำงานบ้านเรานั่นแหละ จะมีวันหยุดได้ไปพักผ่อนยาวได้แค่ไหนกัน

 

คลื่นมนุษย์ที่พระราชวังฤดูร้อน

 
เมื่อคลื่นมนุษย์มากมายขนาดนั้น ก็คงไม่ต้องคิดฝันว่าจะไปเหยียบตัวพระราชวัง เพราะคนก็เยอะมาก
ไหนกว่าจะเบียดคนไปถึงพระราชวังอีก กว่าจะเดินกลับมาอีกคงเย็นพอดี ไปขึ้นรถไฟไปซีอานไม่ทัน
ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปพระราชวังอยู่ไกลๆ แต่ก็สมกับความสวยจริงๆ เพราะบรรยากาศทุกอย่างดูสวยงามมาก
สมแล้วที่ฮ่องเต้ในอดีตใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน ใครที่เคยไปก็คงทราบดี

———————————————————

และแล้วเราก็ต้องรีบกลับบ้าน เพราะต้องเตรียมตัวไปซีอาน…

รถไฟที่จะไปซีอานออกตอนเกือบสามทุ่ม และรถไฟที่เรานั่งไปก็เป็นคลาส Z
ก็ต้องอธิบายนิดว่า คลาส Z ถือเป็นรถไฟเกรดสูงสุดและจัดว่าสบายสุดของเมืองจีน
รถจะเป็นตู้นอนอย่างดี จัดห้องเป็นส่วนตัว เรียกว่านอนสบายไปจนถึงปลายทาง

 

สถานีรถไฟ Beijing West Train Station (ตอนกลางคืนสวยกว่านี้อีก) [ภาพจากอินเตอร์เน็ทนะครับ]

 
สถานีที่เราไปขึ้นรถไฟเป็นสถานีรถไฟปักกิ่งตะวันตก ซึ่งทำซะอลังการใหญ่โตมาก
เสียดายว่าไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะเราต้องรีบไปขึ้นรถไฟกันก่อน
แต่ว่าก่อนที่เราจะได้เข้านอนกันก็มีเรื่องให้ลุ้นกันเล็กน้อย
เพราะว่ารถไฟคลาส Z เป็นรถไฟอย่างดี ดังนั้นจึงต้องจองกันเป็นเดือนเพื่อให้ได้ตู้ที่ต้องการ

 

รถไฟมุ่งหน้าสู่ Xian (รูปนี้เป็น Z20 แต่ของเราเป็น Z53 ซึ่งก็ดีเหมือนกัน) [ภาพจากอินเตอร์เน็ทนะครับ]

 
แต่ว่าด้วยความที่ผมกับพ่อมาจีนแบบฉุกละหุก น้องชายกับแฟนเลยไม่ได้จองล่วงหน้าเร็วๆ
เราสี่คนก็เลยได้ตั๋วแยกตู้กันไปสองตู้ ซึ่งก็ไปนอนรวมกันคนอื่น
ซึ่งคนจีนก็แปลกอยู่อย่าง ทั้งที่มาด้วยกัน แต่บางทีก็ไม่อยากนอนตู้นอนเดียวกัน
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากครับ “เพราะเขาไม่อยากปีนขึ้นไปนอนเตียงด้านบน”
เพราะตู้หนึ่งจะมี 4 เตียง พอจองก่อน เขาก็เลยเลือกเตียงล่างกันหมด ให้คนจองทีหลังนอนเตียงบน

แต่ด้วยฝีปากของแฟนของน้องและโชคช่วยเล็กๆ เผอิญว่าเที่ยวนี้รถไฟไม่เต็มขบวน
เราทั้งสี่คนก็เลยได้ย้ายไปนอนตู้ว่างด้วยกันฉันท์ครอบครัวทั้ง 4 คนในที่สุด
และแล้วรถไฟมุ่งหน้าสู่ซีอาน 11 ชั่วโมงก็เริ่มออกจากสถานี

แล้วเจอกันที่ซีอานครับ…

 

ชอบภาพคู่แม่ลูกภาพนี้ที่สุด ดู Lively มาก ถ่ายที่พระราชวังฤดูร้อน

Ni Hao, China (Day 2) – เบียดตุ้บตั้บที่ Badaling

วันที่ 2 ตุลาคม

แล้วก็มาถึงวันที่ 2 ของการอยู่เมืองจีน
แล้วเมื่ออยู่เมืองจีน ก็พลาดไม่ได้ที่จะต้องไป “กำแพงเมืองจีน”
ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ชอบการไปกับทัวร์เอาเสียเลย แต่วันนี้ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะว่าน้องชายก็ไม่คุ้นเส้นทางไปกำแพง แฟนน้องก็ไม่อยากขับรถในเมืองจีนที่ขับยากแสนยาก
เราเลยต้องจองทริปไปกำแพงเมืองจีนกับทัวร์แทน จะได้ไปถึงกำแพงเมืองจีนไม่หลงไปก่อน

คณะทัวร์ออกเดินทางแต่เช้า ดูเหมือนจะมีแค่กลุ่มผมที่เป็นคนต่างชาติ ที่มีแฟนน้องช่วยเป็นล่ามให้
นอกนั้นก็เป็นลุงป้าน้าอาชาวจีนทั้งนั้น ไกด์นำทัวร์ก็พูดจีนตลอดทริป ว่าแล้วก็เลยนอนต่อดีกว่า

———————————————————–

แต่ก่อนไปกำแพงเมืองจีนก็มีแวะระหว่างทางก่อน เพื่อให้สมกับเป็นทริป ที่แรกคือ “สุสานราชวงศ์หมิง”
ราชวงศ์หมิงถือเป็นราชวงศ์ที่รุ่งเรืองมาก และเป็นราชวงศ์ที่เปิดและสร้างวิทยาการหลายอย่างให้จีน
ถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์จีน คงจะรู้จักกองเรือนายพลเจิ้งเหอที่ยิ่งใหญ่ดี ก็ริเริ่มในราชวงศ์หมิงนี่เอง

 

ผู้ชายถือธงนำหน้าคนนี้แหละ ตาไกด์นำทัวร์ของเรา

 
เมื่อเป็นสุสานราชวงศ์ ก็ย่อมดูดีกว่าสุสานคนธรรมดา มีทั้งป้อมปราการ สวนหย่อมร่มรื่น สิ่งก่อสร้างดีๆ
ทีแรกเดินเข้าไปก็ไม่รู้หรอกว่าสุสาน นึกว่าที่บูชาอะไรสักอย่าง เพราะตาไกด์พูดอะไรก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี
จนตอนเดินผ่านป้อม แฟนน้องบอกว่าที่นี่คือสุสาน ถึงได้รู้ว่า นี่เรามาเยี่ยมสุสานนะไม่ใช่ที่บูชาอะไร

ก่อนจะจบทัวร์ที่นี่ เขาจะมีการให้เดินลอดผ่านช่องประตูก่อนทางออก
ซึ่งเขาบอกว่า ถ้าเดินผ่านแล้วตะโกนเสียงดังจะโชคดีปราศจากโรคภัย
แต่ผมไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ ที่จริงแม้แต่ตาไกด์ก็บอกว่าเป็นเรื่องขำๆ คณะทัวร์ก็เลยตะโกนเฮฮากันไป
ส่วนผมไม่ได้ตะโกนด้วยล่ะ ตะโกนเป็นภาษาไทยเดี๋ยวไม่รู้เรื่อง โรคภัยจะถามหาซะแทน ^^”

 

คนมาเที่ยวก็โยนไว้ คงขอพรให้ร่ำรวยขึ้นประมาณนั้น

 
———————————————————–

ที่ต่อไปที่ตาไกด์พาเราไปไม่ประทับใจเท่าไหร่ เพราะเป็น “ตลาดค้าหยก” ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในจีน
เพราะตอนนั้นเวลาเที่ยงแล้ว นึกว่าจะมาแวะร้านอาหารอะไรสักอย่าง ปรากฎว่าพามาลงที่ตลาดค้าหยก
ซึ่งก็แน่ล่ะ พามาลงที่นี่ก็เพราะจะให้กรุ๊ปทัวร์ซื้อของ เรียกว่าอุปถัมภ์จุนเจือระหว่างคณะทัวร์กับพ่อค้า

คณะทัวร์พาลูกทัวร์มาลง พ่อค้าหยกก็ได้ขายของ ได้กำไรกันไป ซึ่งหลายทัวร์ก็ถูกพามาลงกันที่นี่
ส่วนผมไม่สนใจด้วยล่ะ แพงก็แพง ซื้อไปก็ไม่ได้ใช้อะไร ยังดีหน่อยที่ได้กินข้าวเที่ยงที่นี่ที่มีร้านอาหาร

———————————————————–

แล้วที่หมายสุดท้ายเสียทีที่เราตั้งใจจะมาเยือนก็คือ “กำแพงเมืองจีน”
กำแพงเมืองจีนที่เรามาเยือนครั้งนี้ เป็นจุดกำแพง Badaling ซึ่งถือว่าเป็นที่ยอดฮิตที่สุดที่คนมากัน
ฮิตไม่ฮิตก็บอกจากจำนวนคนที่มาได้ มากมายมหาศาล ชนิดหาที่จอดรถกันไม่ได้

วิธีขึ้นกำแพงเมืองจีนมีอยู่สองแบบคือ “ขึ้นเคเบิลคาร์” กับ “เดินขึ้นไป”
ถ้าขึ้นเคเบิลคาร์ จะต้องซื้อตั๋วราคา 45 หยวนสำหรับขึ้นไปอย่างเดียว เที่ยวกลับเดินลงมาเอง
แต่ใครขี้เมื่อยก็ซื้อตั๋วแบบไปกลับ ราคา 65 หยวน ก่อนจะขึ้นก็คิดให้ดีเสียก่อนว่าจะเดินหรือนั่งกลับ
ส่วนถ้าใครอยากเดินก็จ่าย 45 หยวน ราคาเดียวไม่มีไปกลับ เพราะเดินก็คงไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเติม
แต่ถ้าใครอายุเกิน 60 ปีและมีเอกสารพวกวีซ่าอะไรไปโชว์เขา ราคาจะลดลงเหลือ 25 หยวน

 

กำแพงเมืองจีนที่ Badaling เขาว่าทางเดินกว้างสุด (แต่เท่าที่ดูก็ไม่น่านะ)

 
แต่การมา Badaling คราวนี้ไม่ประทับใจอย่างแรง เพราะจำนวนคนเยอะและไกด์ให้เราขึ้นเคเบิลคาร์
ไอ้ด้วยความที่เราไม่รู้ นึกว่าขึ้นได้แต่เคเบิลคาร์ ก็ต่อแถวกับเขาไป แล้วคนก็เบียดกันเยอะมาก
เบียดกันยังไม่พอ มีการแซงคิวกันให้วุ่นวาย แทนที่จะเข้าแถวเดียว กลายเป็นมี 4-5 แถว

แล้วกว่าจะได้ขึ้นเคเบิลคาร์ก็รอนานมากหลายชั่วโมงก็ยังไม่ได้ขึ้นเสียที จนในที่สุด “ฝนก็ตกลงมา”
คนที่ต่อแถวซึ่งเป็นคณะทัวร์หลายคนก็หมดความอดทนล้มเลิกความตั้งใจที่จะขึ้นไปกำแพงเมืองจีนกันไป
คณะทัวร์ทุกคนพากันกลับรถ แต่ฝนก็หยุด ตาไกด์ก็เลยเอาตั๋วเคเบิลคาร์มาแจกให้เลือกว่าจะขึ้นอีกรึเปล่า
แต่เวลาขึ้นมันใกล้หมด 16.30 น.แล้ว ผมกับน้องชายและแฟนน้องก็เลือกที่จะไม่ขึ้น ไม่เอาแล้ว

ตาไกด์เองก็น่าสงสารอยู่ เพราะต้องคอยรองรับอารมณ์ของลูกทัวร์ที่ก็ไม่พอใจหลายคน
แล้วเมื่อไม่มีทางเลือกเพราะเดี๋ยวเสียเงินฟรี ลูกทัวร์หลายคนเลยยอมกลับไปต่อแถวขึ้นเคเบิลคาร์ต่อ

 

อาตี๋เล่นปืนใหญ่ตอนเดินไปเจอทางขึ้นกำแพงอีกด้านนึง (ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่ดี)

 
แต่สำหรับผมและคุณพ่อที่มาด้วย เสียก็เสียไปเถอะเพราะมันไม่ประทับใจไปแล้วก็ไม่อยากขึ้นไปอีก
แล้วก็เป็นเรื่องตลกที่อยู่ๆ เราก็ค้นพบทางอีกทางที่เดินไปอีกด้านก็เจอทางเดินขึ้นกำแพงเมืองจีน
ผมกับพ่อเลยคุยขำๆว่า “รู้งี้มาเดินขึ้นอีกด้านตั้งนานแล้ว ไม่ต้องไปเบียดกับคนให้วุ่นวายหรอก”

แต่็นั่นแหละ ถ้ามาเดินขึ้นก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 45 หยวนเองอยู่ดี เพราะไม่ได้อยู่ในรายการไกด์
การมาเยือนกำแพงเมืองจีนครั้งนี้เลยได้แต่ดู ไม่ได้ขึ้นไปเหยียบ (ช่างน่าเศร้าใจ)

———————————————————–

แต่ว่าท้ายวันก่อนกลับ ตาไกด์ก็แสนดียอมคืนเงินค่าเคเบิลคาร์ให้เราทั้งสี่คน (มองตาไกด์แกดีขึ้นหน่อย)
แต่ก็ต้องมาแอบคืน ให้ลูกทัวร์คนอื่นเห็นไม่ได้ เดี๋ยวจะโวยวายขอเงินคืนให้วุ่นวายอีก

บทสรุปวันนี้ก็คือ “จงอย่ามากับคณะทัวร์ จงไปเที่ยวเองจะดีกว่า (เยอะ)”

 

กำแพงเมืองจีนที่ Badaling ได้แต่มองไม่ได้ขึ้นไปเหยียบ

Ni Hao, China (Day 1) – ก้าวแรกบนแผ่นดินจีน

ที่จริงการไปเมืองจีน เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ไป
ยิ่งเว้าภาษาจีนไม่ได้ และไม่ชอบไปกับกรุ๊ปทัวร์ สงสัยชาตินี้คงได้แต่ไปประเทศที่สปีกอิงลิช
แต่อยู่ๆก็ได้รับคำเชิญแบบไม่ทันตั้งตัวจากน้องชายและแฟนของน้อง ให้ไปเหยียบเมืองจีน
แล้วใครจะกล้าปฏิเสธโอกาสนี้ล่ะ…

ว่าแล้วก็จองตั๋วเครื่องบิน ขอวีซ่าซึ่งเป็นประเทศที่ขอวีซ่าได้ง่ายจริงๆ และแล้วก็ได้ไปเมืองจีนซะที
เครื่องบินมุ่งตรงสู่ปักกิ่ง สายการบิน Air China ออกจากเมืองไทยตี 2 ไปถึงโน่นก็ 7 โมงเช้าพอดี
ก็เรียกว่านอน 5 ชั่วโมงไปบนเครื่องบิน ดีมากทีเดียว ถือเป็นสายการบินที่จัดเวลาไปจีนได้ดีมาก
เพราะเที่ยวกลับก็ออกทุ่มครึ่ง มาถึงเมืองไทยตอน 5 ทุ่ม ก็กลับถึงบ้านมานอนเลย

——————————————————————-

วันที่ 1 ตุลาคม

ทันทีที่เหยียบลงบนแผ่นดินจีนก็ได้รู้ว่า ผมและพ่อมาในช่วงวันชาติของเขาพอดี
ทุกที่ที่ผ่านไป มีธงชาติประดับไปทุกหนแห่ง คนจีนก็ถือธงชาติโบกกันไปทั่ว
และก็สมกับเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ทุกอย่างตั้งแต่ถนน ตึกรามบ้านช่องก็ต้องดูใหญ่โตไปหมด
เอาเป็นว่า ถนนเส้นธรรมดาในกรุงปักกิ่ง มันคือไฮเวย์ของเมืองไทยนี่แหละ

ในเมื่อเว้าจีนไม่ได้สักแอะ นอกจาก Ni Hao ก็จำเป็นอย่างมากที่ต้องมีคนที่พูดจีนได้พาท่องเมืองจีน
ซึ่งก็เป็นแฟนน้องที่เป็นสาวจีนแท้ๆนี่แหละ ช่วยพาท่องเมืองจีน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่กล้ามาเหมือนกัน

 

ทางเข้าเห็นอยู่แค่นี้ แต่ข้างในคนเยอะมว๊ากกกกก!!!

 
——————————————————————-

มาถึงตั้งแต่เช้าอย่างนี้จะมัวเสียเวลาไปใย รีบออกไปสัมผัสเมืองจีนเลยดีกว่า
แน่นอน มาถึงปักกิ่งทั้งที ที่แรกที่ต้องไปอย่างด่วนก็คือ “พระราชวังต้องห้าม”
หลังจากเก็บข้าวของนั่งพักผ่อนหลังจากมาถึงเมืองจีนสักพัก ก็จับแท็กซี่ไปที่พระราชวังต้องห้าม

แท็กซี่ที่เมืองจีนหาค่อนข้างยากหน่อย ไม่เหมือนเมืองไทยเราโผล่พ้นถนนก็เข้ามาจ่อเป็นสิบๆคัน
เริ่มต้นที่ 10 หยวน 2 กิโลเมตรถัดไป 1 หยวน แล้วต่อไปก็จะเป็นกิโลเมตรละ 1 หยวน
จากที่พักมาพระราชวังต้องห้ามไม่ค่อยไกลนัก เพราะที่อยู่ก็แทบจะอยู่ใจกลางปักกิ่งเลยทีเดียว

อย่างที่บอกว่า ช่วงที่ไปเป็น “วันชาติจีน” ดังนั้น ทุกที่จึงมีแต่คนจีนเดินกันให้มืดฟ้ามัวดิน
แม้พระราชวังต้องห้าม จะยิ่งใหญ่สมกับที่ได้เคยเห็นในภาพในหนัง The Last Emperor
แต่เมื่อเจอกับคนจีนที่มาเที่ยววันหยุดกันมหาศาล พระราชวังต้องห้ามก็เล็กลงไปถนัดตาทีเดียว
นี่สินะที่ถึงสิ่งต่างๆในจีนจะใหญ่โตมโหฬาร แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ “คนจีน” นี่แหละ

 

ในพระราชวังต้องห้าม คนมหาศาลมาก (แต่นี่ยังจิ๊บๆ)

 
แต่ปริมาณคนในพระราชวังต้องห้ามยังน้อยนัก เมื่อเทียบกับที่ที่จะไปต่อคือ “จตุรัสเทียนอันเหมิน”
จตุรัสเทียนอันเหมินอยู่ใกล้กับพระราชวังต้องห้ามและก็อย่างที่รู้คือ เป็นจตุรัสที่ใหญ่ที่สุดของโลก
แต่ถึงอยู่ใกล้กันแต่กว่าจะเดินไปถึงก็ค่อนข้างไกลทีเดียว ยิ่งถ้าอยากไปจุดที่มีรูปเหมาเจ๋อตุงด้วยแล้ว
ก็ใช่น่ะสิ…นี่มันประเทศจีนนะคร้าบบบ

 

นายทหารแห่งกองทัพประชาชนนี่ หายิ้มไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ เพราะทำหน้าที่ห้ามยิ้ม ^^”

 
ต้องเรียกว่า เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ได้เห็นคนจำนวนมหาศาลขนาดนี้
ขนาดว่าจตุรัสที่ว่าใหญ่แล้ว ยังไม่อาจทานจำนวนคนจีนมากมายมหาศาลที่ออกมาฉลองวันชาติกัน
ซึ่งวันนั้น ก็มีพิธีฉลองวันชาติที่จตุรัสเทียนอันเหมินด้วย คนเลยยิ่งแห่มาดูพิธีฉลองกันใหญ่

ไอ้เรายิ่งสื่อสารภาษาจีนไม่ได้สักแอะ ถ้าห่างน้องชายกับแฟนของน้องไป สงสัยกลับบ้านไม่ถูกแหงๆ
ดังนั้นเวลาเดินก็ต้องคอยมองหาน้องและแฟนน้องให้ดี ขณะที่คลื่นมนุษย์ก็แห่โถมเข้ามาทุกสารทิศ
ถ้าโลกคือจตุรัสเทียนอันเหมิน สงสัยออกซิเจนหายใจวันนี้คงไม่พอ เพราะคนเยอะมากจริงๆ

——————————————————————-

สิ่งแรกๆที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับคนจีนคือ วิธีการขับรถ และการไปไหนมาไหนของคนจีน
คนจีนขับรถชนิดไม่ค่อยจะเกรงใจเท่าไหร่ นึกจะแซงก็แซง เบียดซ้ายเข้าขวาเรียกว่าทำได้หมด
ใครว่าขับรถที่เมืองไทยใช้ความสามารถมาก ต้องมาขับที่เมืองจีน แล้วจะรู้ว่าเมืองไทยขนมๆ
ถ้าหูตาไม่ไว นอกจากจะอารมณ์เสียได้แล้ว ยังจะหลบรถไม่ทัน อาจโดนชนหัวชนข้างชนท้าย
แต่น่าแปลก ทั้งที่ขับรถกันน่ากลัวมาก แต่กลับไม่เห็นอุบัติเหตุเลยสักครั้งทั้งที่โอกาสเกิดง่ายมาก

และพูดถึงเรื่องความเกรงใจ ก็คงหาศัพท์นี้จากคนจีนไม่ได้ง่าย นอกจากเป็นญาติพี่น้องกันเอง
เวลาเดินอย่าหวังว่าคนจีนจะหลบให้ คุณต่างหากจะต้องหลบ ไม่งั้นก็เดินเบียดเดินชนไปเลย
แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนคนจีนหันกลับมาหาเรื่องถ้าคุณเดินชน เพราะคนจีนก็เดินชนปึงปังเหมือนกัน

และคนจีนต้องเรียกว่าแย่งกันกินแย่งกันใช้เลยทีเดียว อยากจะทำอะไรต้องรีบด่วนไม่งั้นคุณจะโดนแย่ง
แต่คงเพราะคนจีนขยันทำขยันใช้ เศรษฐกิจจีนถึงได้พุ่งๆ ซึ่งนับแต่วันนี้ก็จะไม่เห็นที่ว่างสักวัน

——————————————————————-

วันแรกของการตะลอนบนแผ่นดินจีน ก็จบลงหลังหลุดออกมาจากจตุรัสเทียนอันเหมินอย่างทุลักทุเล
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบไปที่มีคนมากเท่าไหร่ แต่ไม่คิดว่ามาจีนวันแรกจะเจอคนชนิดมหาศาลสุดๆ
แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ได้รสชาติอีกแบบกับการได้มาเบียดกับคนในชาติที่เรียกว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

แต่เรื่องราวการมาเมืองจีนแบบมึนๆ ยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีอะไรสนุกๆอีก นี่แค่วันแรกเอง
แล้วจะมาเล่าเรื่องวันต่อไปให้ฟังกันต่อครับ…

 

แถวๆเทียนอันเหมิน ดูเอาแล้วกัน จะหาช่องไหนเดินล่ะเนี่ย ^^”