Monthly Archives: เมษายน 2012

My Pastry Journey #10: Betty’s Chocolate Cake With Frosting

ลงไว้ในเฟสบุ๊กว่าจะมาลงสูตรให้ดูกลางสัปดาห์ ปรากฎว่าก็เลื่อนมาสุดสัปดาห์ตามเคย
คือ ที่จริงก็เคยทำเค้กช็อกโกแลตมาให้ดูกันแล้ว ถ้าใครจะได้เคยผ่านมาชมสูตรกันที่นี่
แต่ในความรู้สึกก็คือ ยังไม่พอใจกับผลงานที่ทำได้ ก็เลยอยากจะลองสูตรใหม่อีกครั้ง
เลยไปศึกษามาเอาให้ดียิ่งกว่าเดิม จนได้สูตรเค้กช็อกโกแลตใหม่มาตามชื่อนี่แหละครับ

Betty’s Chocolate Cake With Frosting ครั้งนี้ก็ได้สูตรมาจากคุณเบ๊ตตี้ครับ
ซึ่งคุณเบ๊ตตี้นี่ ก็เป็นคนทำขนมชื่อดังทางยูทูบ ซึ่งมีทั้งหนังสือและรายการของตัวเองด้วย
ซึ่งผมดูมาหลายคน คุณเบ๊ตตี้จะอธิบายและทำได้เข้าใจง่ายที่สุด แบบคนไม่เคยทำก็ทำเป็น
เรามาดูวิธีทำกันก่อน แล้วเดี๋ยวจะลงวีดีโอวิธีทำต้นฉบับของคุณเบ๊ตตี้ไว้ท้ายเรื่องนะครับ

Photobucket

มาดูกันก่อนว่าเราต้องเตรียมอะไรกันบ้าง

ซอสช็อกโกแลต
น้ำร้อน 1 ถ้วย
ผงโกโก้ 3/4 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
เนยสด 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมทำเค้ก
(1) น้ำตาล 2 ถ้วย
(1) แป้งสาลี 2 ถ้วย
(1) ผงฟู 3 ช้อนชา
(1) เกลือ 1 ช้อนชา
(2) เนยสด 1/2 ถ้วย (นิ่ม)
(3) ไข่ไก่ 2 ฟอง
(3) โยเกิร์ต 1 ถ้วยขาย (ขนาดถ้วยโยเกิร์ตที่เรากินกันเลย)
(3) วานิลลา 1 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำสูตรคุณ Betty กันเลย

เริ่มแรกให้ทำซอสช็อกโกแลตก่อน ให้เราเตรียมน้ำร้อนไว้ แล้วก็ร่อนผงโกโก้ลงไป
ตามด้วยเนยสดลงไปพร้อมกัน คนให้ทั่วจนผงโกโก้และเนยละลายหมด เราก็ได้ซอสแล้ว

Photobucket

ขั้นตอนต่อไป…

– เอาเบอร์ (1) คือ น้ำตาล แป้งสาลี ผงฟู เกลือ มาร่อนเข้ากันแล้วพักไว้
– เสร็จแล้วก็เอาซอสช็อกโกแลตที่ทำไว้มาเทลงในแป้งที่ร่อนไว้ พร้อมกับเบอร์ (2) เนยสด
– แล้วตีด้วยเครื่องสปีดเบอร์ 1 ต่ำสุด ตีให้เข้ากัน ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่เกินนาทีก็เข้ากันแล้ว

Photobucket

จากนั้น…

– เอาเบอร์ (3) คือ ไข่ไก่ โยเกิร์ต วานิลลา เทตามลงไปพร้อมกันหมด
– แล้วก็ตีด้วยเครื่องสปีดเบอร์ 1 ต่ำสุดเช่นเคย ตีไป 2 นาทีจนได้ส่วนผสมข้นตามรูป

Photobucket

หลังจากนั้น…

– เตรียมแม่พิมพ์เค้กขนาด 2 ปอนด์ 2 พิมพ์ ปูกระดาษไขและทาเนยให้เรียบร้อย เทส่วนผสมลงไป
– แล้วก็อบที่อุณหภูมิ 176 C ประมาณ 25-30 นาที หรือจนกว่าจะไม่มีเศษเค้กติดขึ้นมาเป็นใช้ได้
– เวลาอบก็อบไฟล่างสักประมาณ 20 นาที เวลาที่เหลือก็ปรับไปที่ไฟบนนะครับ

เท่านี้เราก็จะได้ตัวเค้กแล้ว แต่เที่ยวนี้ที่ทำ ตัวผมเองก็ดันทำพลาดไปพิมพ์นึงเพราะไม่คนส่วนผสมให้ดี
แถมไปปรับไฟต่ำกว่าสูตรอีก เพราะคิดว่าเตาตัวเองร้อนไป เค้กเลยสุกไม่ทั่ว เลยต้องโยนทิ้งไปฟรีๆ
ดีที่ยังเหลืออีกพิมพ์นึง ก็เลยยังมีเค้กให้กินอยู่ ไม่งั้นขายหน้าแย่ อุตส่าห์ทำตามสูตรคุณเบ๊ตตี้แล้ว ^^”

Photobucket

หลังได้เค้กเสร็จ เราก็มาทำหน้าฟรอสติ้งกันครับ

สำหรับหน้าฟรอสติ้ง สิ่งที่ต้องเตรียมก็มี
ช็อกโกแลตละลาย 2 ออนซ์
เนยสด 3 ช้อนโต๊ะ (นิ่ม)
น้ำตาลไอซิ่ง 1 1/2 ถ้วย
นมสด 3 ช้อนโต๊ะ
วานิลลา 2 ช้อนชา

การทำหน้าฟรอสติ้ง มีขั้นตอนเพียงเล็กน้อย
– เริ่มจากเอาเนยกับช็อกโกแลต มีตีผสมให้เข้ากันก่อน ใช้สปีดเบอร์ 1 ครับ
– จากนั้น ใส่น้ำตาลไอซิ่ง นมสด วานิลลา ลงไปพร้อมกัน
– ตีที่สปีดเบอร์ 1 ให้เข้ากันก่อน แล้วเพิ่มเป็นสปีดกลางเบอร์ 4 ตีไปประมาณ 2 นาที

เท่านี้เราก็จะได้ฟรอสติ้งไว้ทาหน้าเค้กแล้ว ตามที่เค้าบอกมา ถ้ายังไม่เข้มข้นพอให้ใส่น้ำตาลไอซิ่งเพิ่ม
แล้วที่ได้ยินมาอีกวิธีคือ ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ เพื่อใฟ้ฟรอสติ้งอยู่ตัว ก็ต้องลองกันดูนะครับ

นี่ก็เป็นวีดีโอ Chocolate Cake ของคุณ Betty นะครับผม

ตามส่วนผสมที่คุณเบ๊ตตี้ทำอาจจะมีบางอย่างที่ไม่ตรงกับสูตรที่ผมลง อย่างโยเกิร์ตเป็นต้น
เพราะคุณเบ๊ตตี้ใช้ Buttermilk แต่บัตเตอร์มิลค์ใช้โยเกิร์ตแทนกันได้ครับ อันนี้มีคนบอกมา
แล้วก็คุณเบ๊ตตี้ทำ Frosting 2 แบบเลย และในนี้ไม่ได้มีบอกสูตรฟรอสติ้งไว้ ผมไปดูอีกวีดีโอนึงมาครับ

ก็ใครฟังภาษาอังกฤษคล่องก็แนะนำครับผม ช่อง Betty’s Kitchen ยังมีสูตรขนมน่าทำน่าทานอีกเยอะครับ ^^

Photobucket

หลังจากทาหน้าเค้กแล้ว เราก็ได้แล้วครับ Chocolate Cake สูตรคุณเบ๊ตตี้ครับผม

หน้าตาอาจจะไม่ได้ใกล้ของคุณเบ๊ตตี้เท่าไหร่ เพราะเสียเค้กไปหนึ่งพิมพ์ด้วย แต่ขอบอกว่าเค้กนิ่มมากครับ
แล้วก็ผมทาฟรอสติ้งบาง เพราะที่บ้านไม่ค่อยชอบกินฟรอสติ้งกัน แต่กินกับฟรอสติ้งก็ยิ่งอร่อยครับ
แช่ไว้ในตู้เย็นได้นาน แค่คลุมเค้กไว้ดีๆก็พอครับ เค้กยังนิ่มกินไปได้เป็นสัปดาห์เลย (ถ้าไม่อยากรีบกินนะ อิอิ)

สัปดาห์นี้ไม่ได้ทำขนมเมนูใหม่ ก็ลองขนมสูตรคุณเบ๊ตตี้กันนะครับ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ

Advertisements

Pastry History: Muffin

สัปดาห์นี้ จะลองทำเค้กช็อกโกแลตอีกสูตร แต่ก็เหลวอีกครั้ง (ที่เคยเห็นทำได้ นั่นรอดหวุดหวิด) ^^”
เฮ้อ! ไม่ถูกกับเมนูช็อกโกแลตจริงๆ ต้องศึกษาเพิ่มอีก จะเอาให้ได้ คาใจกับช็อกโกแลตมากมาย >.<
วันนี้เลยจำต้องคั่นสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของขนมอร่อยๆที่เรากินไปพลางๆ เดี๋ยวบล็อกจะเงียบเหงาไปซะ
ก็ตามหัวเรื่องที่ขึ้นไว้ วันนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของ Muffin กันครับผม

Photobucket

Muffin ที่เรารู้จักกันเป็นขนมที่ถือกำเนิดในอเมริกา ซึ่งบางคนอาจจะสับสนกับคัพเค้กที่หน้าตาใกล้กัน
มัฟฟิ่นนั้น จะไม่ได้มีรสหวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาสวยๆ แต่จะนิยมใส่ไส้ต่างๆมากกว่า
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็พวก ช็อกโกแลตชิป บลูเบอร์รี่ กล้วย ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟักทอง
ต่อมา แทบทุกอย่างก็ใส่ในมัฟฟิ่นได้หมด ตั้งแต่ส้ม แครอท อัลมอนด์ กระทั่งแตงกวาก็ยังมีเลย (แหวะ)

สำหรับมัฟฟิ่นนั้น เป็นเมนูยอดนิยมในหนังสือสูตรอาหารของคนอเมริกันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19
โดยที่สูตรมัฟฟิ่นนั้นมีทั้งแบบใช้ยีสต์ และไม่ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นมัฟฟิ่นที่ใช้ยีสต์กันอีกแล้ว

Photobucket
มัฟฟิ่นข้าวโพด อีกเมนูยอดนิยมของคนอเมริกัน

ขนาดของมัฟฟิ่นโดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอดีมือของผู้ใหญ่ปกติ และนิยมทานในช่วงเวลาเช้าๆ
บางคนก็ทานเป็นมื้อเช้าไปเลย (เหมือนน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋) แล้วก็ยังกินได้ในหลายโอกาส
เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ คนอเมริกันที่ถือเป็นที่รู้จักในการทำมัฟฟิ่นก็มีมัฟฟิ่นอาหารเช้าของเขา
เรียกว่า Corn Muffin ทำจากข้าวโพดนี่แหละ หน้าตาจะเพลนๆ รสชาติก็เหมือนกินพวกซีเรียล
แต่ออกอารมณ์ขนมปัง ตัดมาทาเนยกินได้ จุ่มกาแฟอะไรอย่างนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่าง

Photobucket
มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ หน้าตาก็ขนมปังก้อนดีๆนี่เอง

เมื่อพูดถึงคนอเมริกันแล้ว ก็คงจะพูดถึงคนอังกฤษไม่ได้ เพราะอะไรที่อเมริกันมี อังกฤษก็มักจะต้องมี
มัฟฟิ่นของอังกฤษก็มีเหมือนกัน แต่บางคนอาจนึกไม่ถึงว่า หน้าตาแบบนี้มันเป็นมัฟฟิ่นกับเขาด้วยเหรอ
มัฟฟิ่นของอังกฤษจะเหมือนขนมปังก้อนกลมๆแบน ขึ้นฟูด้วยยีสต์ เวลากินก็ทาแยมทาเนยเอาแบบขนมปัง
ถ้าใครอยากลอง ไปที่แมคโดนัลด์ก็ได้ครับ มีมัฟฟิ่นอังกฤษให้กิน เคยสั่งมากินที เจ็บใจมาก
ก็ไอ้ชุดอาหารเช้าของแมคโดนัลด์ก็คือ เอามัฟฟิ่นอังกฤษประกบ เอามาแยกขายอีกที หัวเสธจริงๆ >.<

Photobucket
มัฟฟิ่นบลูเบอร์รี่ มัฟฟิ่นประจำรัฐ Minnesota

มัฟฟิ่นถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของคนอเมริกันเค้า และในบางรัฐ มัฟฟิ่นก็เป็นอาหารประจำเมืองด้วย
อย่างในรัฐ Massachusetts มัฟฟิ่นประจำเมืองของเขาก็เป็นมัฟฟิ่นยอดนิยมคือ Corn Muffin
ในรัฐ Minnesota มัฟฟิ่นประจำรัฐก็คือมัฟฟิ่นที่เป็นที่นิยมทั่วโลกอย่าง Blueberry Muffin
และที่ขาดไม่ได้คือ New York ซึ่งมัฟฟิ่นประจำรัฐก็ตามสัญลักษณ์ของรัฐคือ Apple Muffin นั่นเอง

มัฟฟิ่นนั้น เป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก เหมือนกับคัพเค้กที่ใช้เวลาไม่นานในการทำ
จึงเป็นที่นิยมและขายดิบขายดี และในทุกๆร้านกาแฟ ยังไงเราก็ต้องเห็นมัฟฟิ่นประดับตู้แทบทุกร้าน
ข้อดีของมัฟฟิ่นอีกอย่างที่สาวๆคงจะชอบก็คือ มันไม่ทำให้อ้วนแบบโดนัทหรือพวกขนมเดนิชทั้งหลาย ^^

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของ Muffin ขนมยอดนิยมทานง่ายอีกอย่างที่เอามาฝากในสัปดาห์ที่ผมทำขนมเหลว T.T
สำหรับใครที่อยากลองทำมัฟฟิ่น ผมเคยทำ Blueberry Muffin มาให้ทานกัน คลิกชื่อไปอ่านสูตรกันได้เลย

สัปดาห์หน้า จะทำขนมเมนูใหม่ให้สำเร็จ จะได้เอามาให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน ฮึ่มๆ…สวัสดีครับ

The Band’s Visit (B): คืนหนึ่งที่วงออเคสตร้าหลงทาง

ทีแรกว่าจะไปดู Battleship มาเขียน แต่สงสัยจะเลทเกินไปละ คนเค้าไปดูมาหมดแล้ว
ก็เลยหาหนังในตู้ดีวีดีที่ยังไม่เคยดูมานั่งดูเล่นดีกว่า หาอะไรรื่นเริงสนุกๆดูอยู่บ้านซะหน่อย
ก็มาเจอหนังเรื่องนี้ ท่าจะไม่เลว กวาดรางวัลมาทั่วโลกตั้ง 35 รางวัล รวมทั้งจากคานส์ด้วย
หนังเรื่องนี้เป็นหนังอิสราเอล แต่เล่าเรื่องคนอียิปต์มาอิสราเอล ชื่อว่า The Band’s Visit

The Band’s Visit เล่าเรื่องของวงออเคสตร้าตำรวจจากอียิปต์ที่จะมาเปิดแสดงที่อิสราเอล
แต่ปรากฎว่ารถตู้ที่มาส่งกลับมาส่งผิดที่ เท่านั้นไม่พอ พอจะหาทางไปเองก็ไปลงผิดที่อีก
เพราะชื่อเมืองอ่านคล้ายกัน แต่สะกดคนละแบบ วงออเคสตร้าตำรวจวงนี้ก็เลยคว้างอยู่ในเมืองเล็กๆ
แล้วใน 1 คืนก่อนที่จะเดินทางต่อไปให้ถูกเมืองนั้น เหล่าสมาชิกวงจะไปทำอะไรกันบ้าง

Photobucket

หนังรางวัล Un Certain Regard 2007 จากเมืองคานส์

ดูเหมือนหนังรางวัลนี้จากเมืองคานส์ มักจะมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ ไม่เดินเรื่องเหมือนชาวบ้านเขา
หนังที่เนื้อเรื่องประมาณนี้ จะทำให้ตลกเฮฮาไปเลยก็ยังได้ ดูจากจังหวะหนังแล้วก็เอื้อมากเหลือเกิน
แต่หนังกลับแน่วแน่ในอารมณ์นิ่งตลอดเรื่อง ซึ่งถ้าคนที่คุ้นกับหนังแบบฮอลลีวู้ดคงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
แต่ถ้าเราเข้าใจว่าเพราะวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็จะเข้าใจอารมณ์ช่องว่างของตัวละครที่เป็นอย่างนั้น

แม้จะใช้วัฒนธรรมที่ต่างกันสร้างอารมณ์ แต่การใช้ภาษาอังกฤษก็ทำให้อารมณ์เบาบางไปหน่อย
ก็เข้าใจว่าเพื่อให้หนังเดินเรื่องได้ราบรื่นขึ้น แต่บางทีการให้คนอิสราเอลพอเข้าใจภาษาอาหรับบ้าง
ก็น่าจะดีไม่น้อย เพราะเป็นอะไรที่ชัดสุด หรือกระทั่งชีวิตประจำวันเล็กๆน้อยๆที่ต่างกันบ้าง
แต่หนังใช้เรื่องง่ายๆ ใช้ปมและความหลังของตัวละครเล่าเรื่องใน 1 คืน เลยทำให้รู้สึกธรรมดาไปอยู่

Photobucket

แล้วทำไมหนังถึงเป็นขวัญใจเทศกาลหนังซะมากมาย

ถึงหนังจะเบาบางเรื่องความต่างของตัวละครไป (เข้าใจว่าคนอียิปต์กับอิสราเอลอาจไม่ได้ใช้ชีวิตต่างกันนัก)
แต่จุดเด่นสุดของหนังคือ หนังสร้างโมเมนต์จดจำตัวละครได้ชวนจี๊ด จนทำให้หนังดูน่ารักเหลือเชื่อ
ทั้งที่หนังอยู่ในอารมณ์เกือบจะโทนเดียวตลอด แต่หนังก็ฮุคเราได้ตลอดในทุกโมเมนต์ที่อมยิ้มน่ารัก
ทั้งปูมหลังทั้งคาแรกเตอร์ มีทั้งความจริงจังและอารมณ์ตลกน่ารักที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

ยกตัวอย่าง ฉากตามรูปข้างบนนี้ ที่ถ้าใครได้ดูหนังแล้วจะต้องรักฉากนี้ที่สุด เพราะเป็นฉากที่น่ารักมาก
เป็นฉากของ Haled นักเป่าแตรจอมหลีหญิงของวง ที่แนะนำเจ้าหนุ่มน้อยให้จีบหญิงแบบซื่อๆแต่จี๊ด
หรือโมเมนต์ของ Tawfiq หัวหน้าวงกับ Dina เจ้าของร้านอาหารเล็กๆที่เขาต้องมาขออาศัยคืนนึง
เมื่อทั้งสองได้คุยกันเรื่องปมความรัก เป็นโมเมนต์ที่ผสมความดราม่าและตลกได้ทั้งจริงจังและชวนอมยิ้ม

ยังมีตัวละครเล็กๆในหนังที่มีคาแรกเตอร์น่ารักๆ และหนังก็เรียงร้อยโมเมนต์ให้อยู่ในความจำเราได้ต่อเนื่อง
แล้วเมื่อคิดไปอีกขั้นว่า อันที่จริงประวัติศาสตร์อียิปต์กับอิสราเอลก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่ (ในหนังมีแอบใส่)
การที่หนังให้อารมณ์แบบนี้ ทำให้หนังก้าวข้ามจากหนังที่ให้ความบันเทิง เป็นหนังเชื่อมสัมพันธ์ได้เลย
แม้ว่าจะน่าเสียดายนิดๆว่า หนังน่าจะเสริมความแตกต่างเล็กๆน้อยๆให้ชัดขึ้น รวมถึงภาษาที่ใช้ก็ตาม

Photobucket

แล้ววงออเคสตร้าหลงทางวงนี้ น่าดูหรือไม่น่าดู

ที่ผมรู้สึกว่าหนังไปไม่ถึง B+ เพราะหนังออกจะเดินเรื่องเรียบไปสักนิด และตัวเรื่องเองก็ไม่ได้มีมุมเล่าใหม่ๆ
และแม้หนังจะมีโมเมนต์น่ารักให้ได้อมยิ้มตลอดทาง แต่ความสนุกแบบคนทั่วไปเข้าถึง เป็นสิ่งที่หนังขาด
เข้าใจว่าความโมโนโทนมันเข้ากับเมืองอันแสนเงียบในหนัง แต่การจะใส่ผงชูรสสักนิดก็คงไม่เสียหายอะไร
แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามุมคอหนังแนวนี้ก็อาจบอกว่า ถ้าหนังมีเฮฮาแหลมขึ้นมา ก็เสียสมดุลหนังกันหมดพอดี

ก็ขึ้นกับว่า คุณจะเปิดรับหนังแบบนี้หรือไม่ และพร้อมจะเข้าไปสัมผัสอารมณ์ตลกน่ารักที่แตกต่างหรือเปล่า
เอาเป็นว่า ถ้าคุณเป็นคอหนังอาร์ต ก็คงไม่ใช่ปัญหาที่คุณจะซึมซับความน่ารักของหนังในรสชาติใหม่ๆ
แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังเมนสตรีม คุณคงจะต้องสูดหายใจลึกๆแล้วกล้าจะอดทนดูหนังที่ออกจะโมโนโทนนี้

Photobucket “ถ้ารับความโมโนโทนของหนังได้ หนังเรื่องนี้อมยิ้มน่ารักดีครับ”

Photobucket

My Pastry Journey #9: Orange Cake

เว้นทำขนมไปสัปดาห์นึงเนื่องจากมีภารกิจครอบครัว บล็อกเรื่องอะไรก็ไม่ได้เขียนเลย
มาสัปดาห์นี้กลับมาทำขนมอีกครั้ง แล้วก็ไปศึกษาการทำเพิ่มเติม เพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรที่ทำพลาดอยู่
แล้วก็เป็นโอกาสดีด้วยว่า เป็นสัปดาห์ปีใหม่ไทย แล้ววันเกิดคุณพ่อก็วันนี้พอดีซะด้วย ^^
เลยหาสูตรทำเค้กที่คุณพ่อบอกอยากกินมาทำ วันนี้ก็เลยทำเค้กส้ม Orange Cake ครับ

Photobucket

สูตรเค้กส้มก็หาจากเพื่อนๆที่ทำขนมเก่งๆในพันทิปมานี่แหละครับผม…

เริ่มจากส่วนผสมทำตัวเค้กก่อน
ไข่ไก่ 5 ฟอง
น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
แป้งเค้ก 1 ถ้วย
ผงฟู 1 ช้อนชา
นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (ผมไม่อยากคั้นเลยเอาน้ำส้มในกระป๋องไปเลย)
เนยสดละลาย 1/4 ถ้วย
วานิลลา 1 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำเลยดีกว่า…

1. เอาไข่มาตีกับน้ำตาล โดยตีไข่ก่อนให้ขึ้นฟองฟูแล้วค่อยเติมน้ำตาลไปทีละช้อนโต๊ะจนข้นขาว
2. เสร็จแล้วก็เอาแป้งและผงฟูมาร่อนแล้วเติมตามลงไป
3. จากนั้นก็เติมนมสด น้ำส้มคั้น และวานิลลาตามลงไป
4. ปิดท้ายด้วยเนยละลายผสมลงไปให้เข้ากันพอดี

Photobucket

สำหรับการตีไข่นั้น เวลาตีก่อนจะเติมน้ำตาล ให้ตีด้วยความเร็วปานกลางก่อนจนขึ้นฟองเล็กๆทั่วแล้ว
พอถึงเวลาเติมน้ำตาลให้ตีด้วยความเร็วสูง จนน้ำตาลหมด เอาช้อนตักดูเราจะได้ส่วนผสมข้นๆ
อันนี้ก็ศึกษามาจากเพื่อนที่ทำขนมนี่แหละครับ ปกติงมโข่งตีไปเรื่อยไม่รู้เรื่องรู้ราว (แต่ก็ยังกินอร่อยนะ) ^^”

ส่วนเวลาใส่พวกแป้งและนมสด น้ำส้มคั้น เขาบอกว่าให้ลดความเร็วลงมาปานกลาง
เพราะเราต้องการผสมให้เข้ากัน ไม่ได้ทำให้ขึ้นฟู อันนี้ก็ยังงงๆตอนทำเหมือนกันว่าจะตีเร็วหรือลดลงดี
เลยตีเร็วไป ซึ่งไม่ใช่อ่ะครับ เพราะส่วนผสมจะเหลว ไม่ข้นกำลังดี เกือบกลับตัวไม่ทันเหมือนกันแน่ะ ^^”

Photobucket

เสร็จแล้วก็เอาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 C ที่ 20-30 นาที
โดยที่ใช้ไฟล่างประมาณ 20-23 นาทีก่อน แล้วเวลาที่เหลือให้ใช้ไฟบน หน้าเค้กจะได้เรียบไม่แตก

เรื่องเตาอบนี้ เที่ยวนี้ก็แอบพลาดครับ เพราะระหว่างอบมันฟูเร็วไปแล้วหน้าก็ยุบลง
ยังดีที่ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไม ก็ปรากฎว่าเป็นเพราะเตาร้อนเกินไป
และส่วนผสมอาจเหลวไป (นั่นแน่ะ) ตามที่บอกกันคือ เราควรลดอุณหภูมิจากสูตร 10-20 องศา
ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเตาด้วยนะครับ ก็ต้องจับไต๋เตาอบของเราเอง อย่างเตาของผมนี้ร้อนไปอ่ะ ^^”

Photobucket

เอาล่ะ เรามาทำแยมส้มทาหน้ากันได้แล้วครับ…

น้ำ 1 1/2 ถ้วย
น้ำส้มเข้มข้น (ซันควิส) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย
เนยสด 20 กรัม

ขั้นตอนการทำก็ง่ายๆครับ
1. เอาส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นเนยลงหม้อ แล้วอุ่นไฟกลาง กวนจนข้น (กวนเร็วๆได้เลยนะครับ)
2. พอส่วนผสมข้นแล้ว ให้เอาเนยใส่ตามลงไปผสมให้เข้ากัน แล้วก็ยกหม้อลง ได้แยมส้มไปราดแล้ว

รูปข้างบน จะเห็นว่าหน้าเค้กมียุบๆ ผมก็เลยเอาแยมส้มราดปิดซะเลย แล้วก็แต่งหน้าหลอกเด็กหน่อย (อิอิ)
ก็ไม่เลวอ่ะ แต่ต้องฝึกแต่งหน้าเค้กอีก เพราะปาดเท่าไหร่ก็ไม่สวย (รู้สึกว่าตัวเองปาดหน้าเค้กไม่เอาไหนเลย)

Photobucket

เอาล่ะครับ ได้แล้ว…Orange Cake ให้คุณพ่อเป็นเค้กวันเกิด ^__^

ขอบอกว่าเค้กนุ่มมาก (ความพอใจสูงสุดในการทำเที่ยวนี้ อิอิ) XD
ถ้าไม่นับหน้าเค้กยุบกับปาดแยมไม่เอาไหน ก็ถือว่าทำเค้กส้มเที่ยวนี้ก็ออกมาไม่เลว กินได้แล้วกัน
แต่รสชาติก็อร่อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าแค่กินได้เหรอ (เอาเป็นว่าพ่อชมล่ะ ไม่ได้แค่ชมเพราะลูกทำด้วยนะ) ^^
แค่ต้องไปปรับปรุงการผสมและการอบนิดหน่อยคราวหน้า ก็ต้องศึกษากันต่อไปครับ

สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับเค้กส้ม Orange Cake แล้วคราวหน้าจะเอาเมนูขนมอร่อยๆมาฝากกันต่อไปครับ