Monthly Archives: มีนาคม 2012

My Pastry Journey #8: Chocolate Cookie

ทำแต่พายๆเค้กมาหลายสัปดาห์ จนเกือบจะลืมละว่าขนมไม่ได้มีแค่นี้
หันไปเปิดตู้เก็บส่วนผสมและอุปกรณ์ทำเค้ก เห็นช็อกโกแลตยังเหลืออยู่ จะทำอะไรดีน้อ
นึกไปนึกมา ก็คิดได้ว่าไม่เคยทำคุ้กกี้มานานม๊ากกกกก ก็เลยไปนั่งหาสูตรจากตำรามา
ก็เอากันดื้อๆอย่างนี้เลยก็แล้วกัน Chocolate Cookie นี่แหละ ^^

Photobucket

เราต้องเตรียมอะไรบ้างน้าจะทำคุ้กกี้ช็อกโกแลตเนี่ย…

(1) น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
(1) เนยเค็ม 1/2 ถ้วย
(1) ไข่ใบใหญ่ 1 ฟอง
(1) ช็อกโกแลตละลาย 2 ออนซ์
(1) โยเกิร์ต 1/3 ถ้วย (หรือน้ำก็ได้)
(1) วานิลลา 1 ช้อนชา
(2) แป้งสาลี 1 3/4 ถ้วย
(2) ผงฟู 1/2 ช้อนชา
(2) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(3) ถั่วบดหยาบ 1 ถ้วย (หรือตามแต่จะชอบ)

Photobucket

เอาล่ะ มาเริ่มทำกันได้แล้ว…

1. เอาเบอร์ (1) คือ น้ำตาลทราย เนยเค็ม ไข่ ช็อกโกแลต โยเกิร์ต วานิลลา มาตีผสมด้วยสปีดกลาง
2. เอาเบอร์ (2) คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ ร่อนก่อนครั้งนึง แล้วเอามาผสมลงกับส่วนผสมเบอร์ (1)
3. เสร็จแล้วก็เอา ถั่วบดหยาบ มาโรยให้ทั่วผสมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกัน

Photobucket

4. หยอดส่วนผสมคุ้กกี้บนถาด หยอดให้ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว เผื่อที่คุ้กกี้พองตัว
(ผมมีแต่กระดาษไข กำลังคิดว่าพวกแผ่นซิลิโคนน่าจะใช้ได้)
5. เตรียมเตาอบที่ 205 องศา แล้วนำคุ้กกี้เข้าอบไฟบน-ล่าง 8-10 นาที ก็เรียบร้อยแล้ว ^^

Photobucket

ที่จริงขั้นตอนการทำคุ้กกี้มันสั้นมากและเร็วมาก (มิน่าเห็นทำขายเอาๆ) จนลืมไปว่าเค้กกับคุ้กกี้ไม่เหมือนกัน
ไอ้เราทีแรกพออบเสร็จ 10 นาที ลองแตะๆดู เอ๊ะ…ทำไมมันนิ่มๆ ไม่เป็นคุ้กกี้เลย ก็เลยเอาไปอบต่อ
ซื่อบื้ออ่ะครับ (^^”) เค้าให้อบแค่ 10 นาที แล้วทิ้งไว้ให้เย็นสักพัก มันก็เป็นคุ้กกี้กรอบอร่อยแล้ว

แถมสองถาดแรก อยากได้คุ้กกี้ใหญ่มากก็เลยหยอดซะเบ้อเริ่ม ลืมเผื่อที่ให้คุ้กกี้พองตัว
เกือบได้แพคุ้กกี้มากินแทนแล้ว ยังดีมีให้แก้ตัวถาดที่สาม เลยหยอดให้พอดีคำหน่อย ป๊องชะมัดเรา ^^”

Photobucket

ได้แล้วล่ะครับ Chocolate Cookie ทำครั้งแรกของผม…

รู้สึกว่าช็อกโกแลตมันไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไหร่ อยากได้แบบ Dark Chocolate มากกว่านี้
แต่ตัวคุ้กกี้ก็กรอบอร่อยดีครับ แต่คิดไปคิดมา อยากได้แบบคุ้กกี้นุ่มๆด้วย เคยกินที่ Subway ชอบมาก
เดี๋ยวคงต้องหาสูตรจากเพื่อนๆเก่งๆแถวนี้หน่อย แต่ถ้าใครชอบกรอบๆ สูตรนี้ก็ใช้ได้เลยนะครับ ^^

สัปดาห์นี้อร่อยกับคุ้กกี้ช็อกโกแลต แล้วคราวหน้าจะมาพร้อมขนมเมนูใหม่ต่อไปครับผม…

Advertisements

Nekoyanagi: ฝาแฝดแมวกล่อง Maru

สัปดาห์ที่แล้วเอาเจ้าเหมียว Hank ว่าที่วุฒิสมาชิกมาฝาก ก็รอลุ้นว่าเจ้าแฮงก์จะได้ไปนั่งในสภาไหม
สัปดาห์นี้เจอแมวที่อยากเขียนอีกเรื่องแล้ว น่ารักมากด้วย มองเผินๆนึกว่าแมวสุดดังอย่าง Maru
แต่ไม่ใช่ครับ แต่ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียงจัง แมวที่จะมาเขียนวันนี้ชื่อ Nekoyanagi ครับ

Photobucket

มารู้จัก Nekoyanagi กันดีกว่า

Nekoyanagi หรือเรียกสั้นๆว่า Yanagi ก็ได้ (เพราะ Neko ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า แมว)
เป็นแมวพันธุ์ สก๊อตติช โฟลด์ เหมือนแมวชื่อดังระดับโลกอย่าง Maru แล้วยังเป็นผู้ชายเหมือนกันด้วย
Yanagi เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2008 บ้านเกิดอยู่ Tokyo ประเทศญี่ปุ่นเค้านี่แหละ
โดยที่ Yanagi มีช่องยูทูบของตัวเองที่คุณเจ้าของใช้ชื่อว่า Neg0yanagi ตามชื่อเหมียวเลย =^.^=

Photobucket

ใครที่ได้เห็น Yanagi วาบแรกอาจจะนึกว่าเป็น Maru เลยทีเดียว เพราะรูปลักษณ์เหมือนกันมาก
เป็นแมวสก๊อตติช โฟลด์ เหมือนกัน ลายก็คล้ายๆกัน ถุงเท้าขาว 4 ข้างเหมือนกันอีกต่างหาก
แต่สิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างก็คือ Yanagi มีหูพับพิมพ์มาตรฐานของแมวสก๊อตติช โฟลด์
แล้วก็ขนขาวด้านขาซ้ายกินพื้นที่ตัวขึ้นมามากกว่า Maru แต่มองเผินๆก็เหมือนกันอย่างกับ “ฝาแฝด” ^^

เมื่อพูดถึง “ฝาแฝด” ก็คงจะสงสัยว่าแล้ว Yanagi ชอบกระโดดเข้ากล่องแบบ Maru รึเปล่า
คำตอบคือ…ใช่คร้าบบบ!!! มีหลักฐาน ดูวีดีโอนี่สิ นึกว่า Maru มาเองเลย ฮิฮิ ;-P

ไม่ใช่หรอกครับ…ที่จริงแล้ว Yanagi ไม่ได้มีนิสัยชอบลงกล่องแบบ Maru
เพราะแมวกับกล่องก็เป็นของคู่กันอยู่แล้ว นิสัยของ Yanagi แค่ชอบกลิ้งๆแล้วก็ชอบให้คนอยู่ใกล้ๆ

ถ้าเทียบว่า Maru เป็นแมวออกจะไฮเปอร์เล่นได้ตลอด Yanagi ก็ชอบอยู่สงบๆซะมากกว่า
วีดีโอส่วนใหญ่ของ Yanagi นั้นมักจะชอบอยู่นิ่งๆ เล่นบ้างตามประสา แล้วก็ให้คุณเจ้าของลูบๆ ^^
แต่เจ้าเหมียวดูจะสนใจเป็นพิเศษถ้าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ขึ้นมา (ต่อไปอาจจะเรียก แมวคอมพิวเตอร์) XD
ซึ่งที่ได้ดู ก็มีแบบไฮเปอร์สุดตอนที่ เล่น iPad 2 ของคุณเจ้าของนี่แหละ ลองคลิกไปดูเลย ^^”

Photobucket

สำหรับ Nekoyanagi นั้นจะเรียกว่าเป็นแมวชื่อดังก็ไม่ได้ เพราะจำนวนการดูช่องนั้นไม่ถือว่าสูง
แค่หลักแสนกว่าครั้งเท่านั้นเอง แม้ว่าคุณเจ้าของจะอัพวีดีโอของเจ้าเหมียวไว้ไม่น้อยเลยก็ตาม
แต่ว่าแม้จะมีจำนวนการดูแค่หลักแสน แต่ก็เป็นที่รู้จักเล็กๆในบรรดาคนรักแมวในหลายประเทศเหมือนกันนะ
ซึ่งจะเห็นได้จากคอมเมนต์ในหลายวีดีโอ ไม่ได้มีแต่ภาษาญี่ปุ่น แต่ยังมีภาษาอังกฤษด้วย
ซึ่งคุณเจ้าของเอง ก็พยายามใส่ภาษาอังกฤษในทุกวีดีโอที่อัพ (นัยว่าก็คงเรียนรู้มาจาก Maru นี่แหละ) ^^

ซึ่งแม้ว่าบรรยากาศบ้าน รวมถึงตัวเจ้าเหมียวจะทำให้นึกถึง Maru อย่างชนิดแยกไม่ออก
จนก็น่าคิดว่าคุณเจ้าของเปิดช่องยูทูบเพราะจะเลียนแบบ Maru รึเปล่า (เพราะที่ญี่ปุ่นมีช่องแมวเยอะมาก)
แต่เมื่อดูไป ก็พบว่า Yanagi เองก็มีเสน่ห์ความน่ารักของตัวเองอยู่ไม่น้อยเลยเช่นกัน

Photobucket

ผมคิดว่า เสน่ห์ของเจ้า Yanagi ที่ทำให้คนหลงรักก็คือ ความน่ารักแบบใสๆของเจ้าเหมียว นี่แหละ
ซึ่งเมื่อดูไปก็จะติดแบบไม่รู้ตัว เพราะเจ้าเหมียวดูเป็นธรรมชาติแบบแมวๆ และสงบเสงี่ยมน่ารักเกินตัวมากๆ
รวมถึงวิธีการถ่ายก็ยิ่งทำให้เจ้าเหมียวดูดีขึ้นไปอีก เพราะใช้กล้องคุณภาพสูง (มีทั้ง Canon, Leica เลยนะ)
โดยเฉพาะภาพนิ่งที่ดูดีมากทีเดียว ที่ดูยังไงก็ต้องหลงรักความน่ารักแบบใสๆของเจ้า Yanagi แน่ๆ =^.^=

สำหรับใครที่อยากติดตามเจ้าเหมียว Yanagi ก็เรียกว่าคุณเจ้าของมีทุกช่องทางติดตาม
ทั้งหน้า Facebook ทั้งหน้า Twitter ทั้ง Blog ของเจ้าเหมียว ทางเว็บรูป Flickr และแน่นอนทาง YouTube
ก็คลิกไปตามลิงก์ที่ทำให้ได้เลยนะครับ ใครที่อ่านภาษาญี่ปุ่นได้ก็ยิ่งดีเข้าไปอีก (ผมอ่านไม่ออก เสียดาย) ^^”

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของเจ้าเหมียว Nekoyanagi แมวแฝดคนละฝาของเซเลบอย่าง Maru (ฮี่ฮี่)
แล้วจะนำเรื่องแมวที่น่าสนใจตัวอื่นๆมาฝากกันต่อไปนะครับ สวัสดีครับผม =^.^=

My Pastry Journey #7: Chocolate Cake

สัปดาห์ที่แล้วจะทำเค้กวิปปิ้งครีมไม่ประสบความสำเร็จ เลยอดเอาเมนูใหม่มาให้ดู
แต่สัปดาห์นี้ก็ยังไม่เข็ดของยาก (สำหรับผม) ก็จะลองเมนูช็อกโกแลตที่ไม่เคยทำได้สำเร็จ
แต่ถ้าไม่ลองทำแล้วจะทำได้ยังไง วันนี้ก็เลยลองทำ Chocolate Cake ครับ

มาดูกันว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง…
(1) แป้งสาลี 2 ถ้วย
(1) ผงฟู 2 ช้อนชา
(1) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(2) ไข่ 2 ฟอง
(2) น้ำตาล 1 1/2 ถ้วย
(2) น้ำ 3/4 ถ้วย
เนยขาว 1/2 ถ้วย
โยเกิร์ต 3/4 ถ้วย
ช็อกโกแลตละลาย 4 ออนซ์

มาเริ่มขั้นตอนการทำกันดีกว่าครับ
1. เริ่มเอาเบอร์ (1) คือ แป้ง เกลือ ผงฟู มาร่อนเข้าด้วยกันก่อนแล้วพักไว้
2. เอาเบอร์ (2) คือ ไข่ น้ำตาล น้ำ มาตีสปีดความเร็วกลาง โดยใส่ไข่และน้ำลงในโถ
เติมน้ำตาลลงไปทีละ 2-3 ช้อนโต๊ะ จนไข่ขึ้นฟู แล้วตามด้วยเนยขาวตามลงไป
3. เอาช็อกโกแลต ไปเข้าไมโครเวฟละลาย (ของผมใช้ความร้อน 800W) 1 นาที
4. เอาแป้งที่ร่อนพักไว้ มาตีผสมกับส่วนผสมไข่ ช็อกโกแลตและโยเกิร์ตพร้อมกัน สปีดต่ำจนเข้ากันหมด

ตามรูปข้างบนก็เป็นการละลายช็อกโกแลตครับผม เอาช็อกโกแลตไปชั่งก่อน
แล้วก็เอาไปเข้าไมโครเวฟ แค่นาทีเดียวก็ลองคนๆดูได้แล้วล่ะครับ ละลายชัวร์ ^^

จากนั้นก็เอามาเทลงพิมพ์เค้กขนาด 2 ปอนด์ 2 พิมพ์ (อย่าเทพิมพ์เดียว เพราะเดี๋ยวจะล้นครับ)
แล้วก็ไปอุ่นเตาอบที่ 177 C สัก 10 นาที ก่อนจะเอาส่วนผสมเข้าอบ 30-35 นาที
หรือจนเราเอาไม้จิ้มฟันจิ้มไปตรงกลางแล้วไม่มีเศษเค้กติดมาก็เป็นอันใช้ได้ครับ
ใครเตาอบใหญ่ก็เอาเข้าพร้อมกัน 2 พิมพ์เลย แต่ถ้าใหญ่ไม่พอ ก็เอาเข้าทีละพิมพ์ครับ ^^

เท่านี้เราก็ได้ตัวเค้กช็อกโกแลตแล้ว…
และแล้ว ก็มาส่วนที่ยากสำหรับผมแล้วครับ อ๊ากกก…(สัปดาห์ที่แล้วพังก็หน้าเค้กนี่แหละ)

สำหรับช็อกโกแลตฟรอสติ้ง มีของที่ต้องเตรียมตามนี้…
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย (ถ้าไม่อยากได้หวานมากก็ลดน้ำตาลลงได้ครับ)
เนยขาว 1/2 ถ้วย
นม 2/3 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา
ช็อกโกแลตละลาย 3 ออนซ์
วานิลลา 2 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำก็ไม่ยาวครับ…
1. เอาส่วนผสมทุกอย่างลงหม้ออุ่นที่ไฟต่ำ ยกเว้นวานิลลา อุ่นจนเดือด
2. ให้หม้อเย็นสักหน่อย แล้วเอาหม้อวางลงในชามน้ำแข็งหรือน้ำเย็น
เอาตะกร้อตีจนข้นหนืด แล้วเติมวานิลลาผสมลงไปให้เข้ากัน

ตามสูตรที่เห็นรูปมา เค้าทำดูเป็นครีมเลย ก็สารภาพว่าตีตั้งนานก็หนืดดีแต่ไม่ครีมซักที
ก็เลยคิดว่าก็คงเป็นฟรอสติ้งตามชื่อล่ะมั้ง พอตีหนืดๆเสร็จเลยไม่กล้าตีต่อกลัวตีนานไป
ก็เลยใส่เข้าตู้เย็นมันซะเลย แหะๆ (วีคที่แล้วตีวิปครีมนานเกิน เหลวหมดไม่เป็นครีม เซ็งเลย)

พอตัวเค้กเย็น เราก็เอาฟรอสติ้งมาราดแล้วทาให้ทั่วเค้ก ทาชั้นแรกก่อน แล้วก็เอาเค้กซ้อน
แล้วก็ราดฟรอสติ้งทาอีกชั้น (วีคนี้ไม่เหลวแล้วครับ เย้ \^o^/) เราก็ได้เค้กช็อกโกแลตแล้ว

เอาล่ะครับ รอดมาจนจบจนได้ เค้กช็อกโกแลต (แต่งหน้าด้วยสตราเบอร์รี่สักนิดนึง) ^^

ก็ถือว่า Mission Accomplished ไปได้อย่างเฉียดฉิว เพราะกลัวที่สุดก็ตัวฟรอสติ้งนี่แหละครับ
อย่างน้อยก็เอาสูตรมาให้เพื่อนๆได้ลองทำกันได้ ที่จริงก็ศึกษาจากคนทำขนมเก่งๆแถวนี้แหละครับ

สัปดาห์นี้อร่อยกับเค้กช็อกโกแลตกันครับ แล้วคราวหน้าจะหาขนมเมนูใหม่มาทำให้ทานต่อครับ…

Mirror Mirror (B): เทพนิยายร้ายรั่วน่ารัก

ปีนี้มีหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายสโนไวท์ถึงสองเรื่อง แต่คนละอารมณ์โดยสิ้นเชิง
แล้วก็ดูเหมือนว่า หนังที่กำลังมาแรงกลับเป็นหนังที่มาทีหลังของเจ๊ชาร์ลิซกับหนูเบลล่า
แต่ว่าเรื่องที่มาก่อน ก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าที่ไหน มีเจ๊บานฉ่ำนำมาเอง (ฉันล่ะเกลียดชื่อไทยจริงๆ)
ว่าแล้วก็ไปพิสูจน์หนังสโนไวท์ที่มาก่อนเรื่องนี้เลยกับ Mirror Mirror

Mirror Mirror เรื่องราวเป็นอย่างไรคงไม่ต้องบอกมาก เพราะมันดัดแปลงมาจากสโนไวท์
ทุกองค์ประกอบมีครบตั้งแต่ราชินีใจร้าย เจ้าชายรูปงาม คนแคระทั้งเจ็ด และแน่นอน “สโนไวท์”
ซึ่งเรื่องราวก็ยังเป็นสโนไวท์ต้องพยายามเอาชนะราชินีแม่มดชั่วร้าย และชิงบัลลังก์กลับมา
เพียงแต่ว่าในฉบับนี้ สโนไวท์ไม่ได้รอเจ้าชายมาช่วยแบบนิยาย แต่เธอมีวิธีจัดการของเธอเอง

Photobucket

รั่วเล็กๆอมยิ้มหน่อยๆน่ารักกำลังดี

เมื่อหนังมาอยู่ในมือของ ทาร์เซม ซิงก์ ผู้กำกับงานอาร์ตอลังการ ก็น่าสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ไม่เห็นอลังบ้าง
แต่ก็พบว่า งานหนังเรื่องนี้ของทาร์เซม ลงตัวกว่างานที่ผ่านๆมามาก ทั้งการใช้งานอาร์ตที่ไม่ฟุ่มเฟือย
ทุกองค์ประกอบในหนังดูมีเป้าหมายในการใช้เล่าเรื่องหมด ถึงแม้จะมีขาดๆเกินๆไปบ้างบางฉาก
แล้วการเล่าเรื่องก็น่ารักกำลังดีไปหมด การวางจังหวะเรื่อง ทั้งอารมณ์จริงจังและมุขตลกลงตัวตลอด

และแม้หนังดูจะอยู่ในอารมณ์เล่นๆตลอด แต่ก็เป็นการฉีกไปจากหนังดัดแปลงจากนิยายยุคหลังๆ
ที่มักไปโทนจริงจังหมด หนังยังคงอารมณ์เทพนิยาย แต่บทพูดก็ให้อารมณ์สมัยใหม่ไม่ตกยุค จิกได้แสบๆคันๆ

ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ใครอาจจะไม่ชอบ ก็คงเป็นที่หนังออกจะนิยายจัง บางช่วงก็ลอยๆเหมือนไม่มีเป้าหมาย
บางช่วงตัวละครก็ดูจะคิดตัดสินใจอะไรง่ายๆ จนอาจจะไม่คุ้นกับคนยุคนี้ที่ดูหนังตัวละครซับซ้อนหน่อย
ก็อยากจะบอกว่า จงสนุกไปกับเทพนิยายแล้วให้หนังเอนเตอร์เทน แล้วเพื่อนๆจะหัวเราะมีความสุขตาม
เพราะถึงแม้หนังจะเดินเรื่องดูแสนง่ายจริง แต่เป็นความแสนง่ายที่ดูสนุก และจังหวะหนังลงตัวกำลังดีเลย

Photobucket

เสน่ห์ตัวละครกินขาด

ใครดูตัวอย่าง หรือแม้แต่โปสเตอร์หรือภาพจากหนัง อาจจะรู้สึกว่านักแสดงไม่ดึงดูดเลย
เจ๊ปากกว้างก็รั่วไปหน่อยไหม สโนไวท์เป็นใครก็ไม่รู้ คิ้วก็เข๊มเข้ม เจ้าชาย…ใครเล่นยังไม่รู้เลยอ่ะ
แต่พอได้ดูหนังแล้ว แทบจะหลงรักตัวละครทุกตัว เหมือนที่บอกแล้วว่าทุกองค์ประกอบน่ารักกำลังดีหมด

ลิลลี่ คอลลินส์ เป็นสโนไวท์ที่น่ารักมาก ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารักเสน่ห์แรงสมกับที่หนังอุตส่าห์บรรยายไว้
แล้วก็เป็นไปตามสมัยนิยม ที่นางเอกไม่ได้นอนรอให้เจ้าชายมาช่วยอีกต่อไป สโนไวท์เรื่องนี้ก็เช่นกัน
แต่ก็ไม่ได้ขนาดจะเป็นนักรบไปซะเลยแบบอีกฉบับของหนูคริสเท็น สจ็วตต์ที่กำลังจะมา
ตรงกันข้าม หนังยังชั่งน้ำหนักได้ดีระหว่างเจ้าหญิงที่บอบบางและเจ้าหญิงที่ต้องลุกขึ้นสู้ ดูแล้วรู้สึกลงตัว

ที่ไม่เหมือนนิยายเลยก็เจ้าชายนี่แหละ กลายเป็นเจ้าชายเป๋อๆ เจอเจ้าหญิงกับคนแคระจับถอดเสื้อเข้าอีก
แต่ถึงจะเปลี่ยนไปขนาดนั้น พอมาอยู่ในหนังอารมณ์นี้ กลับดูน่ารักดี แล้วนักแสดงก็เล่นได้น่ารักดีมาก
ถ้าใครจำกันได้ เจ้าชายอัลคอต ก็คือแฝดคู่กัดมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ในเรื่อง The Social Network นั่นแหละ

ตัวขโมยซีนอีก..ต้องเรียกว่ายกกลุ่มก็คือ “คนแคระทั้ง 7” เรียกว่าแต่ละคนคาแรกเตอร์เป็นที่จดจำ
ออกมาเมื่อไหร่ ยังไงก็เรียกเสียงฮาได้ทุกครั้ง แล้วไม่ใช่แค่ตัวโจ๊กของเรื่อง ยังมีบทบาทในหนังกำลังดีด้วย
และมีความรู้สึกว่า ถึงแม้ว่าตัวละครในหนังออกจะ Stereotype สักหน่อย แต่ทาร์เซมกลับจัดการได้ลงตัวดี

และที่ไม่พูดไม่ได้ก็คงต้อง “เจ๊จูปากกว้าง” ที่งานนี้มารั่วเต็มที่ แล้วก็รั่วได้ร้ายแบบน่ารักจนเกลียดไม่ลง
เรียกว่าไม่เสียราคานักแสดงออสการ์ (ที่หลายคนอาจบอกว่าฝีมือเจ๊ยังไม่ใช่) งานนี้เจ๊จูโชว์เต็มที่
ซึ่งด้วยบทออกแนวตลกหน่อย ก็เป็นแนวถนัดแต่แรกของเจ๊จูเลียอยู่แล้ว ผสมกับความร้ายแบบรั่วๆ
เจ๊บานฉ่ำก็ชั่งน้ำหนักได้ดี จิกแบบแสบๆฮาๆ พอบทจะร้ายก็ดูเหี้ยมกำลังดี งานนี้ให้คะแนนเต็ม ^^

Photobucket

แล้วทำไมให้แค่ B เอง สรุปน่าไปดูไหมเนี่ย

ถึงจะให้ B แต่เป็น B ที่ปริ่มขึ้นไป B+ สำหรับผมเลยทีเดียว เพราะหนังสนุก “กำลังดีมากๆ”
มันติดแค่ตรงที่ว่าหนังอาจจะดูไหลลื่นไร้อุปสรรคไปสักนิด เพราะหนังอยู่ในอารมณ์จิกๆเฮๆฮาๆไปสักหน่อย
หนังเลยอาจจะขาดความหนักแน่นไปบ้าง หลายคนอาจจะคิดว่ามันเบาหวิวไปเลยทีเดียว
แต่ถ้าเราคิดว่านี่คือ “เทพนิยาย” เราจะรู้สึกเฮฮามีความสุขมาก เพราะหนังให้อารมณ์นั้นอย่างดี

แล้วก็เกร็ดเล็กๆ ถ้าเพื่อนๆรู้สึกแฮปปี้กับหนังมาจนจบ อย่าให้ฉากจบของหนังทำลายความรู้สึกนั้น
เข้าใจว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันประดักประเดิดไปบ้าง แต่ถ้าเข้าใจว่าผู้กำกับเป็นใคร และเรื่องคืออะไร
จะพบว่าหนังปิดจบได้อย่างสวยงาม และเพลงตอนจบ “จะติดหูจนต้องกลับมาหาฟังกันเลยทีเดียว”

Photobucket “จงมีความสุขกับเทพนิยายสโนไวท์ในโรงครับ”

Photobucket

Hank: (ว่าที่) วุฒิสมาชิกเหมียว

เบื่อจริงจริ๊ง เห็นหน้านักการเมืองทีไร อยากจะเอาตีนไปยันหน้ามันซะทุกคน (อุ๊บ หยาบคายไปหน่อย)
ทำงานกันห่วยๆอย่างนี้ เอาหมาแมวที่ไหนเข้าไปนั่งในสภาก็ได้ เผลอๆอาจจะมีอะไรดีกว่าดูคนกัดกัน
ดูเหมือนวันนี้ฝันของใครบางคนอาจจะเป็นจริงแล้ว เมื่อมีแมวตัวหนึ่งลงสมัครวุฒิสมาชิกที่อเมริกา
บางทีเราอาจจะฝากความหวังได้ดีกว่าคนก็ได้ (อิอิ) แมวตัวนั้นมีชื่อว่า Hank ครับ

Photobucket

Hank เป็นแมวพันธุ์ Maine Coon จากเมือง Springfield มลรัฐเวอร์จิเนีย เป็นผู้ชายครับผม
เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2003 เริ่มแรกเจ้าแฮงก์เป็นแมวจรจัด ก่อนที่จะถูกจับเข้าสถานกักกันสัตว์
เจ้าแฮงก์และครอบครัวแมวข้างถนนเกือบจะโดนกำจัดทิ้งอยู่แล้ว แต่ได้รับความช่วยเหลือเอาไว้
โดยกลุ่มพิทักษ์สัตว์ที่ชื่อ Animal Allies ก่อนที่จะได้มาอยู่กับเจ้าของแบบทุกวันนี้
(อันนี้คุณเจ้าของเค้าเขียนไว้ในเว็บหาเสียง บางทีอาจจะแต่งให้มันดราม่าหน่อยก็ได้นะครับ) ^^”

เรื่องของเรื่องที่เจ้าแฮงก์ดันสมัครวุฒิสมาชิก ก็เกิดจากคุณเจ้าของ แอนโทนี โรเบิร์ต อยากทำอะไรขำๆ
ก็เลยทำแคมเปญเล่นๆ เอารูปเจ้าแฮงก์ไปทำเว็บไซต์ ลงประกาศว่าเจ้าเหมียวจะลงสมัครด้วย
แต่ไปๆมาๆ ปรากฎว่ามีคนเอาด้วยกันล้นหลาม เจ้าแฮงก์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็เลยโดนยุให้สมัครจริงๆ

Photobucket

คุณเจ้าของเลยเริ่มทำจริงจังตั้งแต่เอาป้ายไปปักตามที่ต่างๆ แล้วก็ทำทั้งเว็บไซต์หาเสียง ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ก
ซึ่งหน้าเฟสบุ๊กก็มีคนมาช่วยสนับสนุนเจ้าแฮงก์ร่วมเป็นหมื่นๆคนเลยทีเดียว ทวิตเตอร์ก็มีเป็นพัน
และตามรูปแบบนิยม เจ้าแฮงก์ก็ไปเคาะประตูบ้านหาเสียง (เหมือน สส. บ้านเราเลย) โทรศัพท์หาเสียง
ถึงขนาดว่ามีผู้จัดการฝ่ายรณรงค์หาเสียงเลย (จริงจังนะเนี่ย) เรียกว่า กะได้เข้าไปนั่งในสภาแน่

ซึ่งตอนนี้ ความดังของเจ้าแฮงก์ ก็เลยทำให้เจ้าแฮงก์ต้องเริ่มเดินสายหาเสียงไปตามที่ต่างๆ
เพื่อแข่งกับผู้สมัครวุฒิสมาชิกตัวจริง จะได้เข้าไปนั่งเหมียวๆในสภาคองเกรสกับเค้าจริงๆ (ว่าไปนั่น) ^^”

Photobucket

สำหรับสัญญาประชาคมของเจ้าแฮงก์ ในเว็บไซต์หาเสียงก็เขียนเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ว่า (ฮา)…
“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลายากลำบาก ผู้คนตกงานกันเป็นแถว เราได้ยินวิธีแก้ปัญหาบ้าบอเต็มไปหมด
แต่กระป๋มได้ไปเห็นชีวิตของผู้คนที่แท้จริงมาหมดแล้ว และคนเหล่านี้ไม่ใช่หมูให้นักการเมืองเถือ”

“เราจะต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาจากตัวเราเอง ไม่ใช่รอให้คนข้างบนแก้ (นี่…ความคิดเจ้าเหมียวสุดยอด)
ถ้าเราเริ่มปรับปรุงชุมชนเราให้ดีขึ้น ผลก็จะขยายไปสู่มลรัฐ และในที่สุดก็ประเทศของเรา”

สำหรับเจ้าแฮงก์ เค้าว่าเป็นแมวอนุรักษ์นิยมสุดๆ ถึงขนาดเคยข่วนหนังสือแนวเสรีนิยมจนขาดวิ่นมาแล้ว
ซึ่งบางทีคู่แข่งเจ้าเหมียวอย่าง ทิม เคน และ จอร์จ อัลเลน อาจต้องระวังอย่าไปทำให้เจ้าแฮงก์โมโห (อิอิ)
ซึ่งนโยบายแรกถ้าเจ้าเหมียวได้รับเลือกก็คือ “ออกกฎหมายต้องมีเวลาสำหรับแมวหลับในทุกมลรัฐ” ^^”

Photobucket

ตามกฎหมายของอเมริกานั้น กำหนดว่าผู้สมัครต้องมีอายุ 30 ปีขึ้น แต่เมื่อเทียบอายุเจ้าแฮงก์แล้ว
ซึ่งเจ้าแฮงก์อายุ 9 ปี เมื่อเทียบกับมนุษย์ก็คือ 52 ปี ดังนั้นก็เลยไม่มีปัญหาที่เจ้า้แฮงก์จะลงสมัคร
แต่ก็กำหนดเช่นกันว่า “ห้ามสัตว์รับตำแหน่งในสภา” แต่ใครจะสนล่ะถ้าเจ้าแฮงก์ได้รับเลือก (ฮิฮิ)

เพราะตามประวัติในอเมริกา ก็มีสัตว์ได้ตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองมาแล้ว อย่างในรัฐแคลิฟอร์เนีย
ในเมืองซูนอล ก็เคยมีสุนัขลาบราดอร์สีดำชื่อ “บอสโก รามอส” เป็นนายกเทศมนตรีมาแล้ว
แล้วเป็นนานด้วยตั้ง 9 ปี ตั้งแต่ปี 1981-1990 และปัจจุบัน เมืองแรบบิท แฮช มลรัฐเคนตักกี้
ก็มีสุนัขที่ชื่อ “ลูซี่ โลว” เป็นนายกฯเล็กด้วยเช่นกัน (บางทีเมืองไทยเราน่าจะลองมั่งนะ หุหุ)

Photobucket

ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าแฮงก์จะได้รับเลือกหรือไม่ หรือว่าเค้าจะไม่ยอมให้ลงสมัคร แต่ตอนนี้เจ้าแฮงก์ก็ดังไปแล้ว
ขนาดได้คะแนนเสียง 5 เสียง มาตุนไว้ก่อนคู่แข่งคนอื่นซะอีก (อเมริกาเค้าใช้ระบบคะแนนตัวแทนครับ)
ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของอเมริกาจะมีในเดือนพฤศจิกายน (อเมริกาจะใช้เวลาหาเสียงกันนานหน่อย)
ใครที่อยากสนับสนุนเจ้าแฮงก์ ก็ไปได้ทั้ง Facebook หน้าเว็บไซต์ Hank For Senate และ Twitter

แล้วเรามาลุ้นกันว่า เจ้าแฮงก์จะได้เข้าไปนั่งในสภาหรือไม่นะครับ สวัสดีครับ เมี้ยววว =^.^=

ข้อมูลการเขียนเพิ่มเติม: dailynews.co.th, huffingtonpost.com, inquisitr.com

Pastry History: Apple Pie

สวัสดีครับ วันนี้อาจจะมาแปลกว่าทำไมไม่มีเมนูขนมมาแนะนำเหมือนเคย
ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำครับ แต่ว่าสัปดาห์นี้ลองของยากสำหรับผมที่ยังไม่เคยทำสำเร็จ
คือเมนู “เค้กที่แต่งหน้าครีม” ซึ่งทำไปได้ถึงตัวเค้ก แต่พอทำครีมก็หน้าเละอีกเที่ยวแล้ว ฮือๆ T.T
เอามาโชว์ไม่ได้เลย (สงสัยจะถนัดทำเมนูไร้ครีมซะมากกว่า) ขอเวลาไปฝึกใหม่แล้วกันครับ ฮึ่มๆ >.<

วันนี้ก็เลยมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ที่มาประวัติเมนูขนม” คั่นเวลาไปพลางๆก่อน
เราทุกคนชอบกินขนมเมนูนั้นเมนูนี้ แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าที่มาของแต่ละเมนูในอดีตเป็นอย่างไร
ก็เลยเอาเมนูโปรดของผมมานำเสนอประวัติที่มาของการเป็น Apple Pie กันครับ

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษ หน้าตาจะจืดๆอย่างนี้แหละครับ ^^”

Apple Pie หน้าตาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะแทบทุกคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว
พายแอปเปิ้ลโดยส่วนใหญ่จะมี 2 ครัสต์ คือ แป้งฐานกับแป้งปิดหน้า แล้วก็ใส่ไส้แอปเปิ้ลลงไป
แต่ก็มีเหมือนกันที่เค้าทำแบบเอาไส้แอปเปิ้ลลงถาดไปเลย ปิดแต่ครัสต์บนอย่างเดียว (สงสัยขี้เกียจ) ^^”
แล้วก็แบบที่มีแต่แป้งครัสต์ฐาน แบบนั้นเขามักจะเรียกกันว่า ทาร์ต ซึ่งค้นพบในฝรั่งเศส

Photobucket
สูตรพายแอปเปิ้ลของอังกฤษ เขียนในสมัยศตวรรษที่ 14

สำหรับประวัติของพายแอปเปิ้ลนั้น เริ่มมีบันทึกเป็นรูปเป็นร่างก็ในอังกฤษย้อนไปใน ปี 1381
โดยที่ส่วนผสมสมัยนั้นเขาเขียนไว้ว่า good apples, good spices, figs, raisins and pears
และใช้ดอกแซฟฟรอน เอามาแต่งสีตัวไส้แอปเปิ้ล ซึ่งส่วนผสมค่อนข้างจะต่างจากสมัยนี้อยู่นิดนึง
เพราะสมัยนั้นไม่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม แต่ใช้เป็นเครื่องเทศซะแทน

สำหรับเหตุผลที่เขาพยายามค้นหาว่าทำไมไม่ใช่น้ำตาลแบบเดี๋ยวนี้ บ้างก็ว่าเพราะน้ำตาลสมัยนั้นแพง
จะซื้อทีต้องนำเข้ามาจากอียิปต์โน่น แถมราคาก็ใช่ถูก ตั้ง 1-2 ชิงลิ่งต่อปอนด์ (50 ดอลล่าล์สมัยนี้)
แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ที่เถียงว่า พวกเครื่องเทศอะไรนี่ก็นำเข้า ราคาก็ไม่ต่างกับน้ำตาล
แล้วเมนูขนมสมัยนั้น ก็มีทั้งใส่น้ำตาลและน้ำผึ้งที่ถูกกว่าเป็นส่วนผสมก็ไม่น้อย แต่ยกเว้นแค่พายแอปเปิ้ล
บางคนเค้าก็เลยคิดว่า นี่อาจเป็นต้นแบบเมนู Sugar-Free ลดความอ้วนเอาก็ได้ (ซะงั้น) ^^”

Photobucket
หน้าตาพายแอปเปิ้ลแบบดัทช์เค้าล่ะครับ

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอังกฤษนั้น หน้าตาก็จะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีที่มีแป้ง 2 ครัสต์
แ่ต่ก็ยังมีพายแอปเปิ้ลแบบชนชาติอื่นเค้าด้วย อย่างเช่นแบบ Dutch Style กับ Swedish Style

อย่างแบบ Dutch Style ก็จะเป็นแบบที่หลายๆคนชื่นชอบกัน คือเค้าจะบวก ผงซินามอนกับน้ำมะนาว ลงไป
และทำหน้าท็อปแบบเหมือนแป้งเส้นสานกัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง ซึ่งเมนูนี้ก็เริ่มย้อนไปใน ปี 1626 โน่น
ส่วนแบบ Swedish Style อันนี้มาแปลกแหวกแนวกว่าเค้าเพราะมาสไตล์ “ทำแต่น้อย” (Ikea มาเอง) XD
คือ เค้าจะหั่นแอปเปิ้ลลงถาดพายไปเลย แล้วก็คลุกพวกแป้ง น้ำตาลโรยผสมๆลงไปแล้วก็อบ จบแค่นี้
คงเพราะเป็นเมืองหนาว เลยต้องทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้ เดี๋ยวของทำขนมแข็งเป๊กไม่ทันกินกันพอดี ^^”

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบคนสวีเดน หน้าตาใกล้เคียงต้นแบบสุดแล้วครับ สมัยก่อนอาจจะดูมั่วๆกว่านี้ก็ได้ ^^”

สำหรับพายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน ที่หลายคนเคยทานกันมาแล้วนั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม
ยังไม่มีแอปเปิ้ลปลูก ครั้นจะปลูกก็ยังปลูกไม่ค่อยขึ้น (สมัยนั้นคนตั้งถิ่นฐานทำได้ดีสุดก็จับไก่งวงน่ะครับ) ^^”
พอจะทำพายกินกัน ก็เลยใช้พวกเนื้อสัตว์แทนซะส่วนมาก (ก็เลยเป็นที่มาของพายเนื้อที่หลายๆคนชอบกัน)
ส่วนแอปเปิ้ล ก็ต้องรอเมืองแม่อย่างประเทศอังกฤษส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ ถึงจะมีแอปเปิ้ลไว้กิน
กว่าจะทดลองปลูกแอปเปิ้ลจนขึ้น แล้วเอามาทำจนกลายเป็นขนมยอดนิยมก็ต้องรอถึง ศตวรรษที่ 18

แต่พอได้รับความนิยม ก็กลายเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของคนอเมริกันไปทันที
ถึงกับมีการกล่าวกันว่า “คนไม่กินพายสมควรถูกกำจัดทิ้ง” (ว่าไปนั่น) ขนาดว่าทหารไปรบในสงครามโลก
ผู้สื่อข่าวไปถามว่าไปรบเพราะอะไร ทหารก็ตอบมาว่า “For mom and Apple pie” (เกี่ยวยังไงเนี่ย) ^^”
กระทั่งมีเมืองหนึ่งในรัฐ New Mexico ตั้งชื่อเมืองตัวเองว่า Pie Town ก็เพราะพายแอปเปิ้ลนี่เอง

Photobucket
ฝรั่งเศสเค้าไม่ชอบเหมือนชาวบ้าน ต้องเป็นทาร์ตเท่านั้น ฮิฮิ

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พายแอปเปิ้ลก็ถูกทำเป็นสูตรพลิกแพลงกันไปตามแต่ละเชฟขนมจะสร้างสรรค์กัน
ซึ่งเมื่อพูดถึงความสร้างสรรค์เรื่องอาหารและขนม หลายคนก็คงจะนึกถึงชนชาติฝรั่งเศสกันแน่นอน
ไหนๆก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็เล่าไปถึงเมนู ทาร์ต ซึ่งดัดแปลงจากพายแอปเปิ้ลโดยคนฝรั่งเศสเลยแล้วกัน

ทาร์ต เป็นการค้นพบโดยบังเอิญในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Hotel Tatin ประมาณปี 1880
ซึ่งมีพี่น้องตาแต็ง สเตฟานี่และแคโรไลน์ ดูแลอยู่ สเตฟานี่จะเป็นคนทำอาหารประจำโรงแรมอยู่ทุกวัน
ซึ่งเธอก็ทำพายแอปเปิ้ลตามปกตินี่แหละ แต่วันนึงเธอผัดแอปเปิ้ลกับเนยน้ำตาลนานไปจนได้กลิ่นไหม้
เธอเลยรีบเอาแอปเปิ้ลลงถาดแล้วปิดหน้าครัสต์บนเฉยๆแล้วก็อบเลย ก่อนจะเอาไปเสิร์ฟแขกแบบกลับหัว
แต่ปรากฎว่าแขกชื่นชอบมาก จนกลายเป็นเมนูประจำของโรงแรมที่เรียกตามชื่อพี่น้องว่า Tarte Tatin

Photobucket
พายแอปเปิ้ลแบบอเมริกัน หน้าตาก็หล่อกว่าอังกฤษหน่อย

นั่นก็เป็นประวัติที่มาของ “พายแอปเปิ้ล” ที่เรากินกันทุกวันนี้นั่นเองครับ
ใครที่อยากลองทำลองทานกันก็ไปที่หน้า Apple Pie และ Apple Tart ที่ผมทำไว้ได้นะครับ ^^

สัปดาห์นี้ก็น่าเสียดายสำหรับตัวผมเองที่ไม่ได้มีโอกาสเอาเมนูขนมใหม่ๆมาให้เพื่อนๆได้ลองชิมกัน
ก็ทำพลาดส่วนสำคัญไป แต่ก็นั่นแหละครับ ก็เหมือนกับชื่อ My Pastry Journey เส้นทางก็ต้องลุยต่อไป
ก็ต้องมีพลาดกันบ้าง ใครไม่พลาดเลยก็เก่งเกินไปล่ะใช่ไหมครับ ทุกสัปดาห์ที่มาลงนี่ก็คือทำสดทุกครั้ง
ก็เสียวทุกสัปดาห์ว่าจะพลาด ก็มาเจอสัปดาห์นี้จนได้ แต่ไม่เป็นไร เอาใหม่ครับ ขอไปฝึกเพิ่มอีก ^^

สัปดาห์นี้ก็อ่านประวัติของพายแอปเปิ้ลกันไปก่อน แล้วจะทำเมนูขนมคราวต่อไปมาให้สำเร็จครับ…

ข้อมูลการเขียน: wikipedia.org

John Carter (B-): ฉันมาอยู่ดาวอังคารทำไมเนี่ย

ก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปดูแบบ 3 มิติเพราะเห็นตัวอย่างอลังการดี
แต่พอได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องเนื้อหาหนัง ก็เลยเปลี่ยนใจดูแค่ 2 มิติพอ ทีแรกว่าจะไม่ดูด้วย
เพราะเดี๋ยวนี้ถ้าได้ยินไม่ดีนักก็กลัวเสียดายตัง แต่ในที่สุดก็จ่ายราคาวันพุธ 80 บาทกับ John Carter

John Carter เป็นเรื่องราวของเจ้าหนุ่มจอห์นตามชื่อเรื่อง เป็นนายทหารม้าจากเวอร์จิเนีย
จอห์นไม่อยากออกรบเข่นฆ่าใครอีก แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาได้พบถ้ำทองคำที่วาร์ปเขาไปดาวอังคาร
เขาต้องไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และชนเผ่าประหลาดที่จะเปลี่ยนอนาคตดาวดวงนี้ตลอดไป
แล้วจอห์นใน ฐานะคนแปลกหน้าจากดาวใกล้กันอย่างโลก จะมาเกี่ยวข้องกับอนาคตดาวสีแดงนี้อย่างไร

Photobucket

ดาวอังคารอยู่ได้ด้วยเหรอเนี่ย!?!

ก็จะพยายามเข้าใจว่ามันคือดาว “บาร์ซูม” ส่วนดาวโลกของเราก็คือ “จาร์ซูม”
แล้วก็นี่เป็นโลกสมมุติในหนังก็แล้วกันอ่ะนะ (แต่การอิงระบบสุริยะ มันก็ทำให้หนังดูหลอกไม่น้อย)

ผมว่าจุดเสียใหญ่ไม่น้อยคือ หนังทำให้เชื่อไม่ค่อยได้ว่า ดาวอังคารจะเป็นอย่างนั้นจริงอย่างในหนัง
เพราะใครก็รู้อยู่แล้วว่าดาวอังคารอยู่ไม่ได้ ถึงแม้ว่าหนังจะให้เหตุผลว่า เป็นจอห์นตัว Copy ไปอยู่ที่โน่น
แต่พอโลกของหนังเดินไป มันก็ยังยากจะทำใจให้เชื่อได้อยู่ดี ทางที่ดีก็ต้องลืมๆเหตุผลตรงนี้ไปก่อน
แต่มันก็ทำให้หนังขาดความเชื่อมโยงกับคนดูไปไม่น้อย เพราะเสียความน่าเชื่อถือตรงนี้ไปซะแล้ว

ทั้งเผ่าประหลาดและสัตว์ประหลาดยักษ์อยู่บนดาว แล้วยังมีพฤติกรรมแบบชาวโลก แล้วยังมีมนุษย์อีกด้วย
แล้วยังมีเทพที่บอกว่าเป็นอมตะ (ตรงไหนหว่า) ยานบินล้ำยุคสำหรับยุคสมัยในหนัง จนน่าจะบุกโลกซะเลย
มันน่าจะดีกว่ามาก ถ้าให้ John Carter วาร์ปไปอยู่ในระบบจักรวาลหนึ่งไปเลย จะน่าเชื่อถือกว่าเยอะ

Photobucket

Prince Of Persia + Avatar ฉบับดาวอังคาร

หนังให้กลิ่นของสองเรื่องผสมกันไม่น้อย แต่ออกจะไปทาง “เจ้าชายเปอร์เซีย” ซะมากกว่า
คือหนังว่าด้วยเรื่องพระเอกที่มีชีวิตไม่เอาไหนบนโลก แล้วก็ไปพบชีวิตใหม่บนดาวอังคาร พล็อตปกติทั่วไป
แต่หนังวางปมไม่สุดแบบ Avatar เพราะชีวิตบนโลกของจอห์นก็ไม่ได้ดูจะแย่อะไร แค่ทหารไม่อยากรบ
ก่อนที่จะบังเอิญวาร์ปไปดาวอังคาร แล้วหนังก็ส่งจอห์นให้ไปเจอเรื่องราวผจญภัยต่างๆนานา

ที่บอกว่า Prince Of Persia เพราะพอมาอยู่บนดาวอังคาร จอห์นก็กลายเป็นซูเปอร์แมนไปทันที
เหมือนกับดัสแตนที่เก่งกาจอยู่แล้ว ของจอห์นดูแย่กว่าตรงที่พลังซูเปอร์ของจอห์นแทบไม่มีอะไรต้องลุ้น
แล้วหนังส่งจอห์นไปผจญภัยแบบไม่ค่อยจะมีจุดหมายอะไรนัก เหมือนจับแพะชนแกะไปเรื่อยๆ
ให้จอห์นได้เจออุปสรรคต่างๆ ที่วิธีแก้ก็ไม่ค่อยมีอะไรนักนอกจากใช้พลังซูเปอร์แมนก็จัดการได้แล้ว
ซึ่งก็คล้ายๆกับหนังเจ้าชายเปอร์เซีย ที่หนังให้ดัสแตนเจอนั่นนี่ไปเรื่อย จนเกือบลืมเป้าหมายในหนัง

หนังพยายามบอกว่า จอห์นเป็นคนไม่มีเป้าหมาย การมาอยู่ดาวอังคาร ทำให้เขาพบเป้าหมายชีวิต
แต่กว่าเราจะเห็นเป้าหมายชีวิตจอห์นก็ปาเข้าไปท้ายเรื่องโน่น ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ให้จอห์นเรียนรู้เท่าไหร่
ซึ่งต่างจากใน Avatar ที่หนังค่อยๆให้เจคได้เรียนรู้ซึมซับวิถีชีวิตที่ต่างจากชาวโลกจนเจคค้นพบตัวเอง
แต่ชีวิตชาวดาวอังคารใน John Carter ดูยังไงก็ไม่ต่างและมีอะไรให้น่าค้นพบเป้าหมายไปกว่าชาวโลก

จนน่าคิดว่า จอห์นน่าจะกลับโลก หรือไม่ก็หาเรื่องยึดดาวอังคารซะเลย เป็นซูเปอร์แมนซะขนาดนั้นแล้ว
แต่จอห์นก็ยังงงกับชีวิตตัวเองจนเกือบท้ายเรื่อง ก่อนจะพาเผ่าธาร์กไปรบแล้วก็แต่งงานกับเจ้าหญิงแบบงงๆ
หรือบางที เป้าหมายชีวิตของจอห์นอาจจะเป็น “เจ้าหญิงดูมๆ” ก็ได้นะ (ฮา)

Photobucket

แต่หนังก็ดูได้เรื่อยๆ อย่างน้อยก็มีเจ้าหมาน่ารัก

ถ้าอยากจะไปดูเอางานสร้าง ก็ถือว่าสมราคาเพราะก็อลังการดี สมกับที่ลงทุนไปซะเยอะ
หรือจะไปดูเจ้าหญิงดูมๆก็แล้วแต่ อาจจะเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ทำให้คนยังตามหนัง (เพราะดูแต่หุ่น)
แต่ถ้าได้ Monica Bellucci มาเล่นคงจะเจ๋งกว่านี้เยอะ (ตอนดูตัวอย่างมองไกลๆนึกว่าโมนิก้า)
แล้วก็ “เจ้าหมาดาวอังคาร” ที่ขโมยซีนสุดๆ กลายเป็นเจ้า Uggie 2 ไปเลย ถึงหน้าตาจะไม่ให้ก็เถอะ
คือ ถ้าไม่มีเจ้าหมาดาวอังคาร หนังก็คงดูไปแบบเซ็งๆอยู่เหมือนกัน เพราะออกจะชืดๆ

แต่ถึงกระนั้น หนังก็ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร แต่เมื่อเทียบกับฟอร์มก็ถือว่าไม่ค่อยสมราคาเท่าไหร่
หนังก็สนุกไปได้เรื่อยๆ เวลาไปเจอเรื่องผจญภัยก็มีอะไรให้ลุ้น มีมุขขำๆเป็นระยะ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ
เพราะโลกอลังการของหนัง และโครงเรื่องสำเร็จที่ก็วางแอ็คชั่นให้ลุ้นให้ตื่นเต้นไปตามมาตรฐานเท่านั้นเอง
แต่ด้วยตัวหนังที่ปะติดปะต่อเรื่องไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ เพราะบทและคาแรกเตอร์ที่วางไม่เคลียร์แต่แรก
พอวางไม่เคลียร์ หนังก็เลยมีปัญหาตลอด ไปไม่สุด พอดูจบแล้วก็จบกัน ไม่ค่อยจะจดจำอะไรมาก
ตอนดูหนังจบ ยังได้ยินคนข้างๆบ่นด้วยว่า “จับเรื่องอะไรไม่ค่อยจะได้เลย”

Photobucket “ไม่ถึงกับเสียดายตัง แต่ไม่ค่อยสมราคาฟอร์มหนัง ถ้าอยากดู ดู 2 มิติก็พอครับ”

Photobucket

My Pastry Journey #6: Apple Tart

กลับมาพบกับ My Pastry Journey กันอีกสัปดาห์แล้ว วันนี้ก็มากับเมนูผลไม้โปรดอีกแล้วครับ
นั่นก็คือ “แอปเปิ้ล” นั่นเอง ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดแรกที่ทำให้ผมคิดอยากจะทำขนมกินนี่ล่ะครับ
(ก็ไปอ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มทำขนมได้ที่นี่ My Pastry Journey กันได้นะครับ)

แต่วันนี้ ไม่ได้มาทำเมนู “พายแอปเปิ้ล” ครับ แต่เป็นอีกเมนูที่ชื่นชอบเหมือนกัน
เพราะเคยซื้อกินที่ร้าน Bake A Wish (คนเราก็มักจะชอบอะไรจากการไปซื้อมากินก่อนอ่ะเนอะ) ^^”
ก็เลยคิดอยากจะลองทำเองบ้าง เผื่อจะอร่อยเท่าของเค้า เคยทำแต่พายแต่ไม่เคยทำ “ทาร์ต”
วันนี้ก็เลยลองทำมันครั้งแรกซะเลย (จะรอดไหมเนี่ย) กับเมนู Apple Tart ครับ

Photobucket

ต้องเตรียมอะไรกันก่อน…

เมนูทาร์ตมีทั้งหมดอยู่ 3 ขั้นตอน และของที่ต้องเตรียมก็ตามรูปข้างบนเลยครับ

แป้งครัสต์
เนยสด 1/2 ถ้วย (เนยต้องนิ่ม)
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 1 ฟอง
แป้งสาลี 1 1/2 ถ้วย
เกลือ 1/8 ช้อนชา

ทาร์ต
แอปเปิ้ล 4-6 ลูก (ถ้าอยากได้ชั้นเยอะๆก็ 6 ลูกครับ)
เนยสด 3 ช้อนโต๊ะ (เนยต้องนิ่ม)
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา
ซินามอน 1/2 ช้อนชา

เกลซ (สำหรับทาปิดหน้า)
แยมแอปริคอต 1/2 ถ้วย
น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ (หรือเหล้ารัม คอนยัค แล้วแต่ชอบ)

Photobucket

มาเริ่มทำทาร์ตแอปเปิ้ลกันเลย…

ขั้นแรกเริ่มกันที่แป้งครัสต์ก่อนครับ
1. เอาแป้งและเกลือมาร่อนก่อนซักทีนึง ทำเป็นหลุมตรงกลาง แล้วพักแป้งไว้ก่อน
2. จากนั้นเอาเนยมาตีให้นิ่ม แล้วใส่น้ำตาลลงไปทีละ 2 ช้อนโต๊ะ ตีจนเนยขึ้นฟูดูนุ่มๆ
3. จากนั้นใส่ไข่ตามลงไป ตีแค่พอเข้ากันเท่านั้นก็พอครับ อย่าตีนานเกินไป
3. หลังจากนั้นก็เอาส่วนผสมตรงนี้ ไปใส่กลางหลุมแป้งที่เราพักไว้ แล้วปั้นให้เป็นก้อนครับ

Photobucket

พอได้แป้งครัสต์เป็นก้อนกลมๆแล้ว ก็เอามาแผ่ออกให้ได้ความกว้างของถาดพาย
ถาดพายที่ต้องเตรียม ความกว้างประมาณ 9 นิ้วนะครับ จะเป็นถาดแก้วหรือถาดอลูมิเนียมก็ได้

พอแผ่แป้งได้ประมาณความกว้างถาดพายแล้วก็ม้วนแป้งเข้ากับไม้พาย จะได้ไปแผ่ลงถาดพายได้ง่าย
แล้วก็เอาแป้งไปแผ่ลงบนถาดพาย จัดระเบียบแป้งครัสต์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็เอาไปแช่เย็น
แช่ประมาณ 15-20 นาที แป้งจะได้จับตัวดี อ้อ เอาส้อมจิ้มรูบนแป้งด้วยครับ เวลาอบแป้งจะได้ไม่โป่ง
แล้วจากนั้นก็เอาไปอบที่ 205 C ประมาณ 20-25 นาที เราก็จะได้แป้งครัสต์แล้ว

Photobucket

เสร็จจากแป้งครัสต์ เราก็มาทำตัวทาร์ต

1. ปอกแอปเปิ้ลไว้ 2 ชาม ชามละ 2-3 ลูก โดยปอกแอปเปิ้ลหั่นเป็นแว่นๆ เวลาเรียงจะได้สวยๆ
2. จากนั้นเอากระทะแบนตั้งไฟ แล้วใส่เนยลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ให้ละลายก่อน
3. แล้วตามด้วยน้ำตาลครึ่งหนึ่งของที่เตรียมไว้ น้ำมะนาว และซินามอนก็เช่นกัน
4. ใส่แอปเปิ้ลชามแรกลงไปในกระทะ ประมาณ 7-10 นาทีให้แอปเปิ้ลนิ่ม แล้วยกออก
5. ทำขั้นตอน 2-4 กับแอปเปิ้ลชามที่ 2 แบบเดียวกันอีกครั้ง

ที่ทำแยก 2 ชามก็ไม่ใช่อะไรครับ เพราะใส่แอปเปิ้ลทีเดียวมันจะเยอะไปหน่อย ความร้อนจะไม่ทั่วถึง
แล้วก็แอปเปิ้ลก็อาจจะซึมรสชาติเนย น้ำตาล ซินามอนไม่ทั่วถึง ก็เลยต้องทำแบบนี้ล่ะครับ ^^

Photobucket

จากนั้นก็เอาแอปเปิ้ลมาเรียงให้เป็นวงสวยๆ บนแป้งครัสต์ที่เราทำไว้แล้ว
จากรูปข้างบน รูปแรกเป็นขั้นตอนอบแป้งครัสต์นะครับ ยังไม่ได้ใส่แอปเปิ้ลลงไป ^^”

ก็อย่างที่บอกไปในขั้นตอนเตรียมว่า ถ้าอยากได้ชั้นเยอะๆก็ปอกแอปเปิ้ลเยอะๆ
อย่างที่ผมทำเที่ยวนี้ ใช้แอปเปิ้ลแค่ 4 ลูก เพราะปอกไปปอกมาล้นชามเลยกลัวจะล้นถาดด้วย
แต่เอาเข้าจริงไม่ล้นหรอกครับ เพราะฉะนั้น อยากได้ชั้นเยอะๆก็ปอกไปเลยเต็มที่ไม่ต้องยั้ง ^__^

Photobucket

เรียงแอปเปิ้ลเสร็จแล้วก็เอาเข้าเตาอบได้…
ก่อนอบ เอาฟลอยหุ้มถาดไว้ซะหน่อยก็จะดีครับผม เดี๋ยวแป้งจะไหม้เกินไป (สูตรเขาว่ามาอย่างนั้น)
แล้วก็อบที่อุณหภูมิ 177 C ประมาณ 25-30 นาที จนได้แอปเปิ้ลสีเหลืองสวยก็เป็นอันเสร็จครับ

อ๊ะ…แต่เดี๋ยวก่อน ลืมอะไรไปรึเปล่าเนี่ย ทำไมอบเสร็จออกมาแล้วมันดูแห้งๆจัง
ใช่แล้วครับ พออบเสร็จ หน้าตาทาร์ตแอปเปิ้ลของเราจะดูแห้งๆไม่ค่อยจะน่ากินเหมือนที่ซื้อกินเลย ^^”
นั่นเราถึงต้องมีการทาหน้าเกลซปิดท้ายให้ดูสวยๆไงล่ะครับ เกลซมาได้แล้ว…

Photobucket

ขั้นตอนการทำเกลซก็ไม่ค่อยยุ่งยากครับ…

1. เอาแยมแอปริคอตไปตั้งไฟแล้วต้มให้เดือด
2. จากนั้นผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะลงไป คนๆให้กลายเป็นเหมือนน้ำเชื่อม

จากนั้นเราก็เอาหน้าเกลซแอปริคอตมาไปทาหน้าแอปเปิ้ลทาร์ตของเรา ทาให้ชุ่มฉ่ำไปเลย ^__^
ทีแรกผมก็สงสัยว่าทำไมต้องเลือกแอปริคอต พอลองทำเลยรู้ว่า รสชาติมันไม่แรงและใกล้ๆกลิ่นแอปเปิ้ล
ก็เลยเหมาะจะเอามาทาหน้า พอทาเสร็จเราก็ได้แล้วล่ะครับ แอปเปิ้ลทาร์ตของเรา…

Photobucket

ได้แล้วครับ Apple Tart ถาดแรกของผม ฮิฮิ ^__^

หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้เนอะ เสียดายชั้นน้อยไป น่าจะปอกแอปเปิ้ลให้เยอะกว่านี้ เรียงก็ยังไม่สวย ^^”
ส่วนรสชาติก็หวานๆเปรี้ยวๆกำลังดีครับ ใครชอบหวานก็เพิ่มน้ำตาลตอนช่วงทำตัวทาร์ตได้นะครับ
ส่วนตัวแป้งครัสต์ สูตรนี้ไม่เลว คราวหน้าว่าจะเพิ่มน้ำตาลอีกหน่อย รู้สึกยังไม่หวานโดนใจเท่าไหร่

แล้วคราวหน้าจะมากับเมนูใหม่ต่อไป สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับแอปเปิ้ลทาร์ตนะครับ สวัสดีครับ ^__^

Chronicle (B+): อย่าเรียกว่าเด็กเกรียน ต้องเรียกว่า “ซูเปอร์เกรียน”

ต่อมความอยากไปดูตามประสาวัยรุ่น (น้อย) มันพุ่งตั้งแต่เห็นตัวอย่างเกรียนๆของหนังเรื่องนี้
อยากไปดูความเกรียนๆของเจ้าสามหน่อว่า จะเกรียนแตกได้ขนาดไหนพอได้พลังซูเปอร์ฮีโร่
ทีแรกว่าจะไปดูวันพุธ แต่พุธนี้วันมาฆบูชา อดโปรตั๋วถูก เลยต้องหาโรงราคาไม่แพงยกใหญ่
สุดท้ายก็ได้ไปเบิ่งความเกรียนที่โรง SF มาบุญครองกับหนังเรื่องนี้ Chronicle

Chronicle ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตประจำวันของ แอนดรูว์ ที่มีเพื่อนสนิทข้างบ้านชื่อ แมตต์
แอนดรูว์อยู่ในครอบครัวที่ไม่ค่อยมีความอบอุ่นเท่าไหร่ โดนพ่อซ้อมได้ทุกทีที่พ่อเห็นหน้า
แต่แล้ววันหนึ่ง แอนดรูว์ แมตต์ และสตีฟ เพื่อนสุดป๊อบที่กำลังลงสมัครประธานนักเรียน
ก็ไปเจอวัตถุประหลาดในหลุมลึกลับเข้า ทั้งสามได้พลังลึกลับเหนือธรรมชาติมา
แล้วทั้งสามจะจัดการกับพลังที่ทำให้พวกเขาแทบจะเหนือมนุษย์ได้อย่างไร

Photobucket

มันคือ Cloverfield ฉบับเด็กเกรียน

หลายคนทั้งที่ดูแล้วและยังไม่ได้ดู คงต้องมีหนังเรื่องดังของนายเจเจ Cloverfield ขึ้นมาในหัวแน่
ส่วนจะคิดไปในแง่ดีหรือแง่ไม่ดี ก็เป็นรสนิยมส่วนบุคคล หลายคนอาจจะเข็ดกับหนังกล้องเหวี่ยงของพี่เจเจ
แต่หลายคนอาจจะชอบมากๆ และตั้งใจไปเสพหนังเรื่องนี้ในโรง นอกจากความเกรียนที่อยากไปดูแล้ว

เอาอย่างแรกก่อน เรื่องมุมกล้อง หลายคนได้ยินเสียงเล่าอ้างมาว่า กล้องเหวี่ยงน่าเวียนหัวไม่ต่างกันเลย
ขอบอกว่า เรื่องนี้ปราณีกว่า Cloverfield เยอะ ถ้าใครดูแล้วเวียนหัว สงสัยคงจะกินวอดก้าก่อนเข้าโรงแหงๆ
เพราะที่จริง มุมกล้องเรื่องนี้เกือบแทบจะปกติ จนน่าตกใจด้วยซ้ำเมื่อคิดถึงสไตล์โฮมวีดีโอที่ตั้งใจใช้เล่า
แหม ก็ทียกกล้องถ่ายคลิปกันเองยังสั่นสะเทิ้นกว่านี้ ยังนั่งดูหัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากได้เลยนี่ ^^

นอกจากนั้น ผมคิดว่าเป็นความฉลาดของหนัง Chronicle ที่ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบนี้
ทั้งที่หนังจะเลือกเล่าเรื่องแบบปกติทั่วไป มีโปรดักชั่นดีๆ เซ็ตฉากสวยๆ เซ็ตคาแรกเตอร์ตัวละครให้อลังๆ
กลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มใหญ่สักเรื่องหนึ่งที่มีภาคต่อก็ยังได้ เพราะมีองค์ประกอบครบถ้วน
แต่นั่นก็คงต้องมาพร้อมกับต้นทุนสูงลิบ และคงไม่ได้รับประกันว่าคนจะเข้ามาดูเหมือนหนังฮีโร่แบบ Marvel

ตรงกันข้าม พอหนังเล่าเรื่องแบบนี้ สไตล์โฮมวีดีโอ นอกจากจะให้ความรู้สึกสมจริงแล้ว
หนังยังฉีกจากความคาดหวังคนดูที่ได้เห็นหนังซูเปอร์พลังในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คนดูไม่เคยเห็น
เพราะที่ผ่านมา ถ้าไม่เล่าแบบฮีโร่บล็อกบัสเตอร์ ก็เล่าแบบ Hero Wannabe แนวไอ้ขี้แพ้ทั้งหลาย
ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำได้แบบ Cloverfield ที่กล้าจะไม่เล่าแบบ Godzilla แต่ให้ความรู้สึกจริงกว่าเยอะ

Photobucket

เกรียนติ่งแตก แหกกฎหนัง!?!

รึเปล่า??? สิ่งแรกที่อยากให้เพื่อนๆได้รู้กันเลย ซึ่งหลายคนก็คงรู้กันมาไม่น้อยแล้วก็คือ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องแบบที่คุ้นเคยกันที่เราจะเห็นการเปิดตัวละคร แล้วค่อยๆนับ 1-2-3-4
แต่หนังจะเล่าเรื่องเร็ว เหมือนเรานั่งดูวีดีโอไดอารี่ชีวิตเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ถ่ายแบบไม่ประติดประต่อ
ซึ่งคนดูหนังทั่วไปที่ดูหนังแนวบล็อกบัสเตอร์แบบฮอลลีวู้ด คงอาจจะด่าหนังว่า “เกรียนแตก”
แต่อย่าคิดว่าหนังไม่มีเส้นเรื่อง เพราะหนังไม่ได้แหกกฎการเล่าเรื่องแบบหนังปกติทั่วไปเลยสักนิด

หนังเล่าเรื่องของแอนดรูว์เป็นหลัก และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากได้พลังเหนือธรรมชาติมา
เรื่องมีการพัฒนาการของแอนดรูว์ เด็กมีปัญหามีปม ได้พลังมาแล้วจะรับมือกับอารมณ์ตัวเองยังไง
เพียงแต่หนังใช้วิธีการเล่าแบบเอาลูกเล่น Home Video มาใช้ ให้เรารู้สึกเหมือนไปอยู่เหตุการณ์จริง
ไม่ได้ตัดต่อเล่าเรื่องอย่างสวยๆงามๆ แบบหนังทั่วๆไปที่หลายคนอาจจะคุ้น มาเจอเรื่องนี้เลยอาจเหวอ

ซึ่งถ้าตัดเรื่องสไตล์ทิ้ง นี่ก็คือหนังเล่าเรื่อง “เด็กมีปัญหาที่ต้องจัดการกับพลังพิเศษที่ได้มา” เรื่องหนึ่ง
ตัวหนังเล่าเรื่องได้มีเปิดหัว Conflict ไคลแมกซ์แบบหนังทั่วไปทุกประการ แล้วเล่าได้ดีด้วยนะ
ซึ่งถ้าไม่เหวอหรือตั้งอคติกับสไตล์เล่าเรื่อง ก็รับรองว่า หนังเรื่องนี้ดูแล้วไม่ผิดหวังกับเรื่องแน่

Photobucket

ดูแล้วทึ่งอึ้งว้าว ได้ความเกรียนแบบสุดๆรึเปล่า

อืม…พอดูไปแล้วก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ คือนอกจากสไตล์การเล่าเรื่องที่แปลกตาไปแล้ว
ตัวเนื้อเรื่องก็เป็นอย่างที่บอก เป็นเรื่องเด็กวัยรุ่นที่ได้พลังมาแล้วก็เรียนรู้ที่จะีัรับมือกับพลังพิเศษนั้น
ส่วนคนที่อยากดูความเกรียนเอาพลังไปแกล้งคนแบบเด็กอเมริกันให้มากขึ้นจากตัวอย่างหนัง
ก็คงต้องบอกว่า “เจ้าสามเกรียนก็แกล้งคนเท่าที่เห็นในตัวอย่างนั่นแหละครับ”

สิ่งที่เป็นจุดหลักในหนังคือพัฒนาการจาก “เกรียนแกล้งคน” กลายเป็น “เกรียนแตก” มากกว่า
ซึ่งเราก็พอจะได้กลิ่นจากในตัวอย่างหนังแล้วว่า ท้ายที่สุดก็เกรียนแตก ทำชาวบ้านเค้าเดือดร้อน
หนังเล่าพัฒนาการตรงนี้ได้ลงจังหวะดี ทุกครั้งที่ตัวละครเรียนรู้พลังใหม่ เราเองก็จะสนุกฮือฮาตามทุกที
จนไปถึงการพัฒนาปมเก็บกดของแอนดรูว์ ที่วางปมในครอบครัวและเพื่อนรอบตัวออกมาได้ดี

แต่ถ้าคิดว่ามีอะไรให้น่าตื่นตะลึงจนชวนให้เราอยากดูแบบสัตว์ประหลาดใน Cloverfield หรือเปล่า
สำหรับ Chronicle ไม่มีจุดนั้น ซึ่งพอไม่มีจุดนั้นก็เลยรู้สึกขาดความพิเศษไปไม่น้อยพอดูหนังจบ
อย่างใน Cloverfield นอกจากเส้นเรื่องที่ให้ลุ้นระทึกแล้ว เราก็อยากเห็นสัตว์ประหลาดที่บุกโลก
ซึ่งพอเห็นก็ชวนขนลุกซู่ได้เลยทีเดียว มันมีอารมณ์เหมือนกับว่า “สมใจสุดแล้วได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น”

ที่จริง คนดูไม่น้อยคงอยากเห็นการใช้พลังเกรียนๆไปแกล้งคนจะแกล้งอีท่าไหนให้แปลกๆได้อีก
คือจุดนี้เหมือนเป็นความคาดหวังจากการที่เห็นตัวอย่าง และโดยตัวละครที่เอื้อให้ไปทางนั้นอยู่แล้ว
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีเท่าไหร่ จริงอยู่ว่าหนังทำดีมากที่โฟกัสพัฒนาการตัวละคร เป็นสิ่งที่หนังทุกเรื่องควรทำ
แต่อย่างที่บอก พอถ้าคิดว่าตัดสไตล์ไปมันก็คือหนังเล่าเรื่องปกติ เลยรู้สึกขาดจุดฮุคความพิเศษไป
เพราะเรามาดูหนังเรื่องนี้ ก็คาดหวังความพิเศษที่จะต่างจากหนังซูเปอร์พลังอื่นๆไม่น้อยเหมือนกัน

Photobucket

แล้วควรจะไปสัมผัสความเกรียนกันดีรึเปล่า

คิดว่าขึ้นกับความอยากมากกว่า ถ้าชื่นชอบอยากลองสไตล์การเล่าเรื่องแปลกๆ ไม่กลัวกล้องเหวี่ยง
หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ครับ หนังสนุกแล้วก็เล่าเรื่องได้ดีมากอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
เวลาโชว์เกรียน ก็ยังคงระดับความเกรียนให้ชวนขำกันทั้งโรง ถึงแม้ว่าอยากให้มีมากกว่านี้ก็เถอะ

แต่ถ้าไม่ถูกกับสไตล์เล่าเรื่องแบบโฮมวีดีโอ กลัวกล้องเหวี่ยง หรืออยากหาเซอร์ไพรส์อะไรในหนัง
ก็อาจจะไม่ถึงกับเรียกว่าห้ามพลาด หรือต้องไปดูที่โรงเสียเลยทีเดียว จะรอดีวีดีก็ได้
เผื่อว่าเพื่อนๆอาจจะยังไม่อยากเสี่ยงดวงรับกับสไตล์หนัง แต่เรื่องเนื้อเรื่อง รับรองไม่ผิดหวัง
ดูแล้วก็อยากมีพลังแบบที่หนังเขาถาม What are you capable of? เหมือนกัน

Photobucket “แล้วแต่ความชอบครับผม แต่ถ้าไม่อคติกับสไตล์หนัง สามเกรียนนี่มีดีครับ”

Photobucket

My Pastry Journey #5: Blueberry Cake

กลับมาพบกันเช่นเคยอีกสัปดาห์แล้วกับ My Pastry Journey ที่จะมาทำขนมให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน
สำหรับขนม 4 เมนูที่ผ่านไปเดือนที่แล้วเป็นอะไรบ้างก็คลิกดูที่หมวด My Pastry Journey ได้นะครับ

ในสัปดาห์นี้ ทีแรกว่าจะลองหาเมนูที่ต่างออกไปจากสัปดาห์ก่อนๆ ที่ยังอยู่กับเค้กและพาย
แต่ว่าบลูเบอร์รี่ที่ซื้อมายังเหลืออีกตั้งกล่อง ก็เลยลองค้นหาสูตรที่จะทำอะไรกับบลูเบอร์รี่ได้บ้าง
พอนั่งคิดไปคิดมา เห็นพ่อต้องมีอะไรทานกับกาแฟทุกเช้า แล้วก็ไปเจอสูตรคอฟฟี่เค้กสูตรนึงพอดี
ก็เลยได้เวลาผลาญบลูเบอร์รี่ให้หมด เมนูวันนี้ที่จะมาทำก็เลยเป็น Blueberry Cake เค้กอยู่ดีครับ ^^”

Photobucket

มาดูกันว่าเราต้องเตรียมอะไีกันบ้าง…

(1) แป้งสาลี 1 ถ้วย
(1) ผงฟู 1 1/4 ช้อนชา
(1) เกลือ 1/3 ช้อนชา
(2) เนยขาว 1/8 ถ้วย
(2) นม 1/3 ถ้วย
(2) ไข่ 1 ฟอง (ประมาณเบอร์ 1)
(2) น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
(3) บลูเบอร์รี่สด 1 ถ้วย

สำหรับตามสูตรนี้เราจะได้ เค้กบลูเบอร์รี่ 1 ปอนด์ นะครับผม ก็เตรียมพิมพ์เค้กไว้เลย

Photobucket

จะทำเค้กเปล่าๆ เดี๋ยวก็หาว่าวนเวียนอยู่กับเมนูเดิมๆ วันนี้ก็เลยมีอะไรใหม่ครับ
เพราะผมยังไม่เคยทำหน้าครัมบ์กับเค้า เคยแต่ได้ยินๆว่าโรยน้ำตาลๆก็ได้แล้ว ก็เลยไปหาสูตรให้ชัวร์
วันนี้ก็เลยมีสูตรทำทั้งหน้าครัมบ์ และหน้าเกลซเป็นซอสราดหน้าเค้กด้วยครับ

ของที่ต้องเตรียมทำหน้าครัมบ์
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
แป้งสาลี 1/6 ถ้วย
เนยสด 1/8 ถ้วย (เนยต้องนิ่ม)
ผงซินามอน 1/4 ช้อนชา

ส่วนของที่ต้องเตรียมทำหน้าเกลซ
น้ำตาลไอซิ่ง 1/4 ถ้วย
วานิลลา 1/4 ช้อนชา
น้ำร้อน 1 ช้อนชา ถึง 1 1/2 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำดีกว่า…

ขั้นแรกให้เอาเบอร์ (1) คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ มาร่อนแล้วพักไว้ก่อนนะครับ
หลังจากนั้นก็เตรียมเบอร์ (2) คือ เนยขาว นม ไข่ ใส่พร้อมกันไปทีเดียวเลย
แยกน้ำตาลทรายไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะใส่ตามลงไป ยังไม่ต้องใส่ไปพร้อมกับเนยขาว นม ไข่
แล้วผสมด้วยเครื่องปั่น สปีดปานกลาง ใส่น้ำตาลทรายไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากันจนหมด

จากนั้นก็เอาส่วนผสมแป้งที่เราพักไว้ มาใส่ตามลงไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะเหมือนกันครับ
ตีไม่ต้องนานมาก ให้ดูว่าเข้ากันดีแล้ว พอผสมแป้งจนหมดเราก็จะได้ส่วนผสมเค้กแล้วครับ

Photobucket

แล้วก็เอาเบอร์ (3) คือ บลูเบอร์รี่สด มาได้แล้วครับ วิธีผสมก็เหมือนที่ทำมัฟฟิ่นคราวนี้แล้ว
ก็คือโรยบลูเบอร์รี่ลงไปแล้วก็เอาส่วนผสมเค้กห่อกลบผลบลูเบอร์รี่ให้เป็นส่วนผสมเดียวกัน
โรยให้ทั่วไปทีละนิด แล้วก็ห่อผสมไปจนหมดครับผม (อยากลองทำมัฟฟิ่นกล้วยหอมบลูเบอร์รี่ คลิกที่นี่ เลย)
แล้วเอาส่วนผสมเค้กไปเทลงในพิมพ์เค้กขนาด 1 ปอนด์ ทาก้นพิมพ์ด้วยเนยหรือน้ำมันก่อนนะครับ

จากนั้นเราก็มาทำหน้าครัมบ์กันได้แล้วครับ…
ครัมบ์ หน้าตาของมันก็จะเหมือนกับ ถั่วบดหยาบๆเวลากัดจะกรุบกรอบ ประมาณนั้นแหละครับ
วิธีทำหน้าครัมบ์ก็ง่ายๆครับ เอาส่วนผสมที่เราเตรียมไว้ทำหน้าครัมบ์ใส่ลงไปพร้อมกันเลย
แล้วก็คลุกเคล้าให้เข้ากันจนหน้าตาออกมาเป็นเศษเม็ดเล็กๆเหมือนน้ำตาลจับตัวเป็นก้อนๆ
แล้วก็เอาหน้าครัมบ์ไปโรยให้ทั่วหน้าส่วนผสมเค้กที่เราเทไว้ในพิมพ์แล้ว ตามรูปข้างล่างเลย ^^

Photobucket

Photobucket

จากนั้นเตรียมเตาอบไว้ที่ 190 C อุ่นเตาที่ 10 นาทีเหมือนเดิมแล้วก็เค้กเข้าอบ
อบที่ไฟบน-ล่าง ประมาณ 40-45 นาที จนเราเอาไม้จิ้มไปกลางเค้กไม่มีเศษติดมาก็เสร็จครับ

เอาเค้กออกจากเตาอบ แล้วก็ราดหน้าเกลซกันได้ครับ…
เกลซ ถ้าใครนึกไม่ออก สีมันจะออกขาวๆเหมือนน้ำตาลเชื่อมข้นๆที่เวลาทิ้งไว้จะแข็งตัวรสหวานๆน่ะครับ
วิธีทำหน้าเกลซก็เหมือนหน้าครัมบ์ คือเอาส่วนผสมลงพร้อมกันแล้วก็คนๆเหมือนชงกาแฟนั่นแหละครับ
เท่านั้นก็ได้หน้าเกลซเอาไว้ราดแล้ว ใครอยากได้เยอะก็กะส่วนผสมกับน้ำร้อนเวลาคนเพิ่มเข้าไปครับ

Photobucket

ได้แล้วครับผม เค้กบลูเบอร์รี่ สำหรับทานกับกาแฟยามเช้า…

อันที่จริงวันนี้ที่ทำ หน้าครัมบ์ไหม้ไปหน่อย เพราะเกิดอาการซน ไปปรับไฟที่เตาอบผิด
เพราะอยากจะลองให้หน้าเค้กไม่ฟูเป็นรูปโค้ง เลยจะปรับไฟล่าง แต่ลืมอ่านคู่มือเตาอบดันหมุนไปไฟบน
หน้าเลยไหม้เลย เกือบกลับตัวไม่ทันแน่ะ (เวลาถ่ายรูปก็เลยต้องหลบๆหน่อย อายเค้าง่า…) ^^”

ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาน่ากินรึเปล่านะครับ แต่เค้กนุ่มดีครับ ผมว่าบลูเบอร์รี่ถ้วยนึงมัีนเยอะมาก หน้าตาเลยดูผุๆหน่อย
เพราะโดนบลูเบอร์รี่ฟาดไปเกือบครึ่ง แต่บางคนก็อาจจะชอบแบบนี้ เครื่องเยอะไว้ก่อน หน้าตาทีหลัง XD
คราวหน้าว่าจะลองทำทาร์ต ก็ติดตามกันได้นะครับ สัปดาห์นี้กินเค้กบลูเบอร์รี่ให้อร่อยครับผม…