Moneyball (B+): เริ่มอะไรใหม่ก็โดนด่าทุกทีแหละ

กลับมาเขียนวิจารณ์หนังอีกครั้ง หลังจากที่เรื่องสุดท้ายที่วิจารณ์ก็ตั้งหลายเดือนก่อนโน่น
แต่มาคราวนี้ ขอมาแบบสบายๆ เขียนไม่ให้ดูซีเรียส นักวิจารณ์ นักวิชาการหนังมีกันเยอะละ
เอาชิลๆสบายๆสไตล์แมวอย่างผมดีกว่า แล้วก็ฟันธงแบบง่ายๆดูหรือไม่ดู เพราะเกรดก็ให้ที่หัวเรื่องแล้ว
ก็มาเริ่มวิจารณ์หนังแบบใหม่ของผม ด้วยหนังที่เพิ่งไปดูมาเมื่อวานนี้ Moneyball กันเลยครับ

Moneyball ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี่ บีน (แบรด พิตต์) ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมเบสบอล โอ๊คแลนด์ เอส์
ทีมนี้เนี่ย ถึงจะอยู่เมืองโอ๊คแลนด์ ใกล้ๆกับแอลเอ แต่ปรากฎว่าเป็นทีมแสนจนที่สุดในลีก เงินไม่ค่อยจะมี
ปั้นนักกีฬาดีๆ ก็โดนทีมใหญ่แย่งซื้อตัวไปหมด (เอ…เหมือนๆกับลีกฟุตบอลอังกฤษจังเลยเนอะ ^^)
ต้องมาปั้นทีมใหม่ทุกปี เงินก็หดลงทุกวัน บิลลี่ก็เลยเกิดความคิดแหวกแนวใหม่ในการปั้นทีมของเขา
แทนที่จะใช้แมวมองไปหาผู้เล่นเก่งๆ กลับไปเอานักเศรษฐศาสตร์มาเลือกผู้เล่นตามหลักตัวเลขซะงั้น

Photobucket

ตัวละครคิดแหวกแนว แล้วหนังแหวกแนวรึเปล่า…

หนังแหวกแนวหรือเปล่า จะว่าแหวกแนวก็ได้ เพราะในความคิดของคนดูหนังเกี่ยวกับกีฬาทั้งหลาย
ก็มักจะนึกถึงว่า หนังจะอุดมไปด้วยฉากแข่งขัน มีดราม่าในสนาม บลิวท์อารมณ์ด้วยฉากยิ่งใหญ่คนเฮตอนชนะ
แต่ Moneyball แทบหาฉากที่ว่ามาได้น้อยมาก ฉากแข่งขันก็ทำเป็นภาพฉายผ่านทีวีเอาซะมากกว่า
ซึ่งเอาเข้าจริง ผมว่ามันได้อารมณ์จริงกว่าเยอะเลย เพราะส่วนใหญ่เวลาเราดูกีฬา ก็ดูผ่านทีวีกันนี่แหละ

หนังไปโฟกัสที่ตัวละครบิลลี่มากกว่า กับวิธีคิดแหวกแนว ซึ่งส่งผลต่อการทำทีมเบสบอลของเขาเอง
เข้าไปดูความคิด การต่อสู้ฝ่าฟัน การต้องเจออุปสรรค การเกือบจะตกงานเพราะความคิดทำท่าจะไม่ได้เรื่อง
ซึ่งถ้าไม่มองว่านี่คือหนังเกี่ยวกับกีฬาแล้ว นี่ก็คือหนังที่เล่าเรื่องชีวิตของคนคนหนึ่งดีๆนี่แหละ
ต้องเจออุปสรรค หาทางเอาชนะ แต่กว่าจะเอาชนะก็ต้องฝ่าดงตีน (อุ๊ย..ไม่สุภาพ) ฝ่ามรสุมมากมาย
เป็นหนังที่ปกติธรรมดาที่ลำดับเรื่องแบบการเขียนบทหนังปกติ ซึ่งเราก็คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

ดังนั้น จะว่าแหวกแนว ก็อาจจะแหวกจากขนบหนังเกี่ยวกับกีฬาที่หลายคนอาจจะเข้าใจกัน
แต่ถ้าไม่มองว่าเป็นหนังแนวไหน นี่ก็คือหนังที่เล่าเรื่องชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่เล่าเรื่องได้สนุกเลยล่ะ

Photobucket

พี่แบรดเป็นยังไงบ้าง…

ไม่นับว่าเสียงพี่แบรดของเราก็ยังคงเป็นพี่แบรด (ก็แหงล่ะ จะให้เขาเป็นใครล่ะฮึ) ความหล่อก็ยังคงที่อยู่
ผมว่าใครได้ไปดูเรื่องนี้ก็ต้องเชื่อล่ะว่า แบรด พิตต์ ฉายรัศมีความเป็น บิลลี่ บีน ได้ออกมาเต็มที่จริงๆล่ะ
ถ้าเราคิดว่า การแสดงเป็นบุคคลที่มีชีวิตจริง อาจจะต้องเป็นตัวละครคนนั้นในทุกกระเบียดนิ้ว จนไปถึงเสียง
ซึ่งแบบนั้นก็มีล่ะ ก็ขึ้นอยู่กับว่านักแสดงและผู้กำกับเค้าจะมองมุมไหนที่อยากให้นักแสดงเอาออกมาล่ะนะ

พี่แบรดของเรา เป็นบิลลี่ บีน ในด้านความเป็นผู้จัดการทีมที่เชื่อมั่นในความคิดตัวเองอย่างสุดลิ่ม
แล้วก็พุ่งไปหาเป้าหมายแบบไม่ลังเล เพราะในปมลึกๆของเขา เคยผิดหวังจากการเป็นนักเบสบอลอาชีพ
ในขณะเดียวกัน ก็มีด้านครอบครัวที่มาช่วยทำให้ด้านพุ่งดะของเขา ไม่ดูแข็งกระด้างไป ทำให้ดูเป็นมนุษย์อยู่
ซึ่งอันที่จริงการเป็นตัวละคร ก็คือการรู้ว่าตัวละครมีเป้าหมายอะไรในชีวิต แล้วจับจุดตรงนั้นนั่นแหละ
ดังนั้นอาจจะมีใครที่คิดว่า ถ้าเป็นตัวละครบุคคลจริง ต้องทำท่าทางเลียนเสียงให้เหมือนตัวจริง ก็คิดใหม่นะ

สำหรับตัวละครคนอื่น คนที่อาจจะเซอร์ไพรส์ ถ้าไม่ได้เห็นชื่อบนโปสเตอร์หนัง คงไม่รู้ว่ามาเล่นด้วย
เพราะผมก็ยังไม่รู้เลยจนกระทั่งไปเห็นชื่อ ก็คือ ฟิลิปป์ ซีมัวร์ ฮอฟแมนน์ มาเล่นเป็นโค้ช อาร์ท ฮาวว์
ซึ่งฉายแววโคตรการแสดงแบบที่พี่ฟิลิปป์เค้าทำเป็นปกติหรือเปล่า งานนี้ไม่มีแฮะ งานนี้มาเล่นเฉยๆจริงๆ
แทบจำไม่ได้ แต่ก็จำไม่ได้แบบเนียนซะ นึกว่านักแสดงโนเนมที่ไหน อย่างนี้ล่ะมั้งที่เรียกว่า เป็นตัวละครจริงๆ
คงมาช่วยผู้กำกับที่เคยส่งแกไปได้ออสการ์ในหนัง Capote โกนหัวล้านเลี่ยนซะจนเกือบจำไม่ได้เลย ^^

Photobucket

ไม่รู้เรื่องเบสบอลสักแอะ จะดูรู้เรื่องไหมเนี่ย…

แทนที่จะถามอย่างนั้น น่าจะถามกลับว่า “แล้วถ้าอีฉันเกลียดตัวเลข จะไม่อ้วกเป็นสูตรคูณเหรอ”
สบายใจได้ว่า ถึงจะไม่รู้เรื่องเบสบอลหรือเกลียดเลขสุดๆ คุณก็ดูหนังเรื่องนี้ได้สนุกแน่นอนชัวร์ป้าบ
เพราะว่าผมก็เป็นทั้งสองอย่างเลยนั่นแหละ ก็ยังดูสนุกไปจนลืมเวลาเลยว่าหนังยาวตั้งสองชั่วโมงกว่า

หนังจับจุดง่ายๆตามประโยคที่เขาพูดกันในหนัง “ไม่ปรับตัวก็ตาย” “คนเริ่มอะไรใหม่ก็โดนด่าทุกที”
หนังก็จับเรื่องราวอยู่ที่จุดนี้แหละ แล้วก็สนุกไปกับการฝ่าอุปสรรคของบิลลี่กับหนุ่มนักเศรษศาสตร์ตุ้ยนุ้ย ^^
ผมก็ไม่รู้เรื่องตัวเลขหรอกครับ ไอ้หลักสถิติอะไรที่หนังเค้าอาจจะพูดออกมา แต่หนังเค้าก็พูดให้ฟังเข้าใจง่ายๆ
“ทำเบสได้เยอะกว่า” “ทำแต้มได้เปอร์เซ็นต์เยอะกว่า” แค่นี้เราก็รู้แล้วว่า ไอ้นี่มันเก่งกว่า (ฮา)

จากนั้นเราก็ลุ้นกันว่า พี่บิลลี่กับเนิร์ดปีเตอร์ จะพาทีมแสนจนฝ่าดงฉลามให้เข้าไปชิงแชมป์ได้ยังไง
แล้วถ้ากลัวว่าหนังจะมีแต่เด็กเนิร์ดกับผู้จัดการทีมที่ไม่ได้ไปสนามสักแอะจนเห็นแต่หน้าคน ไม่มีกีฬาให้ลุ้น
ไม่ต้องกลัว หนังเค้าไม่ได้ใจร้ายอย่างนั้น ฉากแข่งก็มี แถมช่วงทีมแข่งทำสถิติ รับรองว่ามีแอบซึ้งด้วย
แล้วจะรู้ว่า ฉากหนังทำตั้งใจซึ้ง กับฉากดูสมจริงผ่านทีวี บางทีฉากสมจริงผ่านทีวีมันซึ้งกินใจกว่าเยอะ

Photobucket

สรุปควรจะดูใช่หรือเปล่า…

สำหรับผมแล้ว คิดว่าหนังแบบนี้ควรแค่แก่การดู ยิ่งในยุคตั๋วหนังแพงๆแบบนี้ หนังที่เราน่าจะดูก็ต้องดีๆหน่อย
ไม่ต้องไปกลัวว่าหนังมันพะยี่ห้อออสการ์หรอก เพราะหนังเรื่องนี้เดินเรื่องแบบสนุกที่คนปกติทั่วไปเขาดูกัน

แล้วอิ่มใจสุขใจในการดูด้วย เพราะฉะนั้น ตัดสินใจแบบเมี้ยวๆ
Photobucket “ควรไปดูที่โรงภาพยนตร์ครับ”

Photobucket

Posted on กุมภาพันธ์ 9, 2012, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: