Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2012

My Pastry Journey #4: Banana-Blueberry Muffin

กลับมาพบกันอีกสัปดาห์กับขนมอร่อยๆที่อยากมาทำให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน
สามสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เอาเมนูอะไรมาทำให้กินบ้างก็ไปดูกันใน My Pastry Journey ได้นะครับ

สัปดาห์นี้ก็จะเป็นอีกเมนูที่ผมเคยลองทำแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่
มาคราวนี้ เลยไปศึกษามาอย่างดี เพราะเป็นอีกเมนูที่ติดใจมาจากร้านสตาร์บัคส์ ^^
ซึ่งถ้าใครเป็นขาประจำ จะเคยเห็น Skinny Blueberry Muffin ของร้านเค้า
ก็เลยจะมาทำให้ได้ทานกัน โดยเพิ่มกล้วยเข้าไปอีก นั่นก็คือ Banana-Blueberry Muffin นั่นเองครับ

Photobucket

เริ่มแรกต้องเตรียมอะไรกันก่อน ก็ไปดูตามนี้ได้เลยครับผม

(1) นมสด 2/3 ถ้วย
(1) น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย
(1) กล้วยหอมบด 1/2 ถ้วย
(1) ไข่ใบใหญ่ (เบอร์ 0) 1 ฟอง
(2) แป้งสาลี 2 ถ้วย
(2) น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
(2) ผงฟู 2 1/2 ช้อนชา
(2) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(2) ผง Nutmeg (ลูกจันทน์ป่น) 1/4 ช้อนชา
(3) ผลบลูเบอร์รี่สด 1 ถ้วย

Photobucket

เริ่มขั้นตอนการทำกันเลยนะครับ…

เริ่มแรกเอาเบอร์ (1) คือ นมสด น้ำมันพืช กล้วยบด ไข่ ใส่ลงไปพร้อมกัน
แล้วตีผสมด้วยส้อมหรือตะกร้อก็ได้ ให้เนื้อเข้ากันดี เท่านั้นก็พอนะครับ ไม่ต้องตีนาน

จากนั้นเอาเบอร์ (2) คือ แป้งสาลี น้ำตาล ผงฟู เกลือ ผง Nutmeg เอาไปร่อนก่อน
แล้วก็เอามาผสมกับส่วนผสมเบอร์ (1) ผสมให้เข้ากันเท่านั้นพอครับ ไม่ต้องตีนาน
จะสังเกตได้ว่า พอเข้ากันแล้ว เนื้อส่วนผสมจะจับตัวเป็นก้อนๆ เหมือนแป้งเปียก
ถ้าได้ดังนั้นแล้วก็ถือว่าเรียบร้อยแล้วล่ะครับ หน้าตาก็ตามรูปข้างล่างนี้เลย

Photobucket

Photobucket

จากนั้นเราก็เอาเบอร์ (3) คือ ผลบลูเบอร์รี่สด พระเอกของเรามาได้แล้วล่ะครับ
ใครจะผสมลูกเกดเพิ่มเข้าไปก็ได้นะครับ ตามแต่ชอบ เพราะผมก็ผสมไปเหมือนกัน ^^

วิธีการผสมบลูเบอร์รี่ลงไป ให้โรยผลบลูเบอร์รี่ลงไปบนหน้าส่วนผสมมัฟฟิ่นก่อน
แล้วก็ใช้ช้อนทำเหมือนเอาส่วนผสมห่อกลบบลูเบอร์รี่ลงไป เวลาโรยให้โรยพอเต็มหน้า
แล้วก็ห่อกลบบลูเบอร์รี่ แล้วก็โรยบลูเบอร์รี่ต่ออีก ทำไปจนผลบลูเบอร์รี่หมดครับผม

Photobucket

จากนั้นก็เตรียมถาดหลุม เอาเนยหรือน้ำมันทาก้นหลุม เวลาเอามัฟฟิ่นออกจะได้ออกง่าย
หรือใครจะเอาถ้วยกระดาษมัฟฟิ่นมาใส่ไปก่อนอีกทีก็ได้ครับ แล้วก็ค่อยทาเนยหรือน้ำมัน
แล้วก็ตักส่วนผสมมัฟฟิ่นใส่ลงไปในหลุม อยากจะให้พูนมากพูนน้อยก็ตามแต่ครับ
แต่อย่าพูนมากไป เพราะอาจจะต้องกะเวลาอบใหม่ เอาสักเกือบปากหลุมก็พอครับ ^^

ถ้าเกิดถาดหลุมเหลือที่ว่าง ใส่น้ำไปด้วยนะครับ เวลาอบจะได้เหมือนอบเท่าๆกัน…

Photobucket

Photobucket

จากนั้นก็เตรียมเตาอบที่ 200 C อุ่นเตาสัก 10 นาทีก่อนเอาส่วนผสมเข้าอบ
เรียบร้อยแล้วก็เอาถาดส่วนผสมเข้าเตาอบ อบไฟบนล่าง 18-20 นาทีครับ
พอสัก 15 นาทีเราก็จะเห็นมัฟฟิ่นฟูสวยๆน่ากินแล้ว แล้วเราก็จะได้มัฟฟิ่นของเรามากินแล้วครับ ^___^

พออบเสร็จแล้ว เอาไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปตรงกลางไม่มีเศษแป้งติดขึ้นมาก็เป็นอันใช้ได้
แต่อย่าทิ้งไว้ในเตานานนะครับ พักสักนาทีก็เอาออกมา แล้วก็เอามัฟฟิ่นออกจากถาดได้เลย
เพราะถ้าทิ้งไว้นานไป มัฟฟิ่นจะอมไอน้ำแล้วเนื้อจะแหยะๆ อดอร่อยกันพอดีครับผม…

Photobucket

ท๊าด๊า…ได้แล้วครับ มัฟฟิ่นกล้วยหอม-บลูเบอร์รี่แสนอร่อย \^o^/

หน้าตาก็ใกล้เคียงกับของที่สตาร์บัคส์เนอะ (อิอิ) เวลากินก็จะได้ทั้งรสกล้วยและบลูเบอร์รี่เลย
เมนูมัฟฟิ่นเป็นเมนูที่ทำได้ค่อนข้างง่ายและเร็วมากด้วย ไม่ต้องใช้เครื่องผสมปรับสปีดอะไรให้ยุ่งยาก
แล้วก็มัฟฟิ่นที่ดี เนื้อข้างนอกจะกรอบๆหน่อย ส่วนเนื้อเค้กข้างในจะนุ่ม ถ้าได้ตามนี้ก็ใช่เลยครับ ^^

ทำเที่ยวนี้ประสบความสำเร็จครับผม เนื้อนอกกรอบ เนื้อข้างในนุ่ม ไม่ล้มเหลวแล้วเรา (ฮิฮิ)
เวลากินให้กินกับนมนะครับ จะอร่อยมาก แล้วก่อนจะกินก็เอาเข้าเตาอบก่อน กินตอนร้อนๆจะอร่อยครับ
แล้วครั้งหน้าจะมาพร้อมกับเมนูขนมใหม่ต่อไปครับ กินมัฟฟิ่นให้อร่อยนะครับผม…

Advertisements

Hugo (B+): ความฝันวัยเยาว์ในโลกภาพยนตร์แสนสวยงาม

สัปดาห์ที่แล้ว ทีแรกว่าจะไปดูแฮร์รี่ พอตเตอร์ผจญผี แต่ต่อมความอยากดูไม่พุ่งเลยเว้นไป
แต่ว่าจากนี้ไป ทุกสัปดาห์จะพยายามไปดูหนังทุกวันพุธแล้วเอามาเขียนให้อ่านกัน (ก็มันถูกสุดนี่) ^^
บางทีที่เว้นไปสัปดาห์ ก็อาจมาเพื่อสัปดาห์นี้ก็ได้ ที่หนังเรื่องนี้ที่ผมไปดูเข้าโรงฉาย
ซึ่งผมตั้งหน้าตั้งตารอมาพอสมควร แล้วดันมีฉายแต่ระบบ 3 มิติซะด้วย Hugo นั่นเองครับ

Hugo เป็นเรื่องราวของเด็กที่มีชื่อตามชื่อหนัง Hugo Cabret เขาเป็นลูกของช่างซ่อมนาฬิกา
แต่ต้องเสียพ่อไป และสิ่งที่พ่อได้ทิ้งไว้ให้และเขาเก็บรักษาไว้อย่างดีคือ หุ่นมนุษย์กล ตัวหนึ่ง
ซึ่งเขาหวังว่าถ้าซ่อมเจ้าหุ่นนี้ได้แล้ว เขาจะมีเพื่อนเล่นที่แสนมหัศจรรย์และจะไม่เหงาอีกต่อไป
แต่เขาไม่รู้เลยว่า เจ้าหุ่นกลตัวนี้จะพาเขาไปสู้เป้าหมายชีวิตที่ใหญ่ยิ่ง ที่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัว

Photobucket

Hugo เป็นหนังของเจ้าพ่อหนังมาเฟีย Martin Scorsese

น่าแปลกใจดีไหมล่ะที่หนังเด็กแบบนี้ กำกับโดยผู้กำกับหนังอย่าง Martin Scorsese
ที่ทั้งชีวิตเราเห็นแต่หนังแนวเจ้าพ่อมาเฟียหนักๆโดนๆมาตลอด แต่คราวนี้มาทำหนังเด็ก
แต่ว่า “ผู้กำกับเก่ง” ก็ย่อมเป็นคนเก่งวันยันค่ำ ไม่จำเป็นต้องมีหนังแนวถนัดแนวเดียวหรอก
Hugo ยิ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของคนทำหนังชั้นครูแบบนี้ยิ่งเข้าไปอีกอักโข

ถ้าใครเป็นแฟนหนังแบบมาเฟียของ Scorsese อาจไม่ถึงกับนิยมชมชอบหนังเรื่องนี้ซะทีเดียว
เพราะหนังไม่ได้มีบทสนทนาคมคาย หรือคาแรกเตอร์ตัวละครโดนใจแบบที่เราเคยๆเห็น
ไม่ได้ข้นเคี่ยวอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร หรือมีจังหวะพลิกผันชีวิตที่ชวนให้หวือหวาอะไร
แต่หนังค่อยๆพาเรื่องไปกับตัว Hugo เพื่อค้นหา “เป้าหมายแท้จริงที่แต่ละคนเกิดมามีชีวิต”
แต่ละคนมีปมอย่างไรในชีวิต แต่ละคนขาดอะไร และอะไรที่จะ “ซ่อมชีวิตของเขาขึ้นมาใหม่ได้”
ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดสำคัญของหนัง “เป้าหมายและการซ่อมแซมชีวิต” ของแต่ละตัวละคร

หนังใช้เวลาพาเราไปซึมซับโลกรอบๆตัวของ Hugo อยู่นานพอดูทีเีดียว ก่อนจะเข้าสู่จุดสำคัญ
ซึ่งนั่นอาจจะทำให้คนดูหนังยุค 2000 หลายคนไม่ชอบนัก แต่มันมีความสำคัญมากต่อตัวหนัง
เพราะเมื่อถึงเวลาเปิดเผยเรื่องราว มันคือการหวนรำลึกประสบการณ์ในวันวานที่สวยงาม
ซึ่ง Scorsese ตั้งใจสร้างขึ้น “ด้วยความรักในมนต์สเน่ห์ภาพยนตร์ยุคแรก” นั่นเองครับ

Photobucket

หนังที่คนหลงรักในโลกภาพยนตร์ควรไปดู
กล้าพูดอย่างนี้เลยเหรอ? เอาเป็นว่า ถ้าได้ไปดูแล้วคุณจะหลงรักหนังไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะเรื่องราวของ Hugo กับหุ่นมนุษย์กลนั้น ไม่ได้จบแต่เพียงว่า Hugo จะซ่อมหุ่นได้ไหม
แต่หุ่นมนุษย์กลนั้น ได้นำ Hugo ไปไกลกว่าแค่การมีเพื่อน แต่ได้เข้าไปสู่โลกกว้างของภาพยนตร์
ซึ่งได้ทำให้ Hugo ค้นพบว่า ชีวิตของเขาเกิดมาเพื่อเป้าหมายอะไรนั่นเอง

สิ่งที่จะได้เห็นในหนังนั้น ใครที่ได้เคยดูภาพยนตร์ยุคแรกๆจะต้องรู้สึกทึ่งกับการผูกเรื่องไม่น้อย
ฉากคลาสสิคทั้งหลายที่เราเคยเห็นในหนังเก่าๆ ถูกนำมาผูกร้อยเรื่องเข้าไปอย่างเนียนตา
ทั้งฉากคลาสสิคอย่างรถไฟวิ่งเข้าสถานี หรือฉากที่บัสเตอร์ คีตัน โหนนาฬิกาหนีตำรวจ
รวมถึงอีกหลายฉาก ที่ผมเชื่อว่าคนที่รักหนังเก่าๆคงจะต้องร้องว้าวไปตามๆกัน

แล้วมันมีเหตุผลมากว่า ทำไมต้องให้ฉากหลังเป็นสถานีรถไฟ ทำไมถึงต้องเป็นนาฬิกา
ทำไมตัวละครที่ Hugo ต้องข้องเกี่ยวจะมีแบ็คกราวน์ชีวิตที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ
อย่างเช่น นายตรวจสถานีรถไฟ ทำไมต้องขาเป๋เพราะผลจากการเป็นทหารในสงครามโลก
ทำไมคุณปู่เจ้าของร้านของเล่นถึงชื่อ จอร์จ รวมถึงฉากหลังทำไมต้องเป็น ปารีส
เพราะทุกองค์ประกอบในหนังนั้น “เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดหนังในยุคแรกทั้งหมด”

แล้วคอยดูเซอร์ไพรส์ในหนังให้ดีครับ…
ไม่ได้ขนาดโอ้..ว้าว!! แต่มันทึ่งและกินใจมากมายไม่น้อย ว่าเขาผูกเรื่องมาถึงตรงนี้ได้ยังไง

Photobucket

คุณภาพของ 3D

หนังเรื่องนี้มีฉายแค่ระบบ 3 มิติ นั่นอาจทำให้หลายคนกังวลไม่น้อยว่าจะดูดีไหม
เพราะค่าตั๋ว 3 มิติก็แพงอยู่แล้ว ถ้า 3D ไม่ดีอีก ก็เหมือนเสียเงินไปเปล่าๆไม่คุ้มค่ากัน
ก็บอกให้สบายใจได้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนัง 3 มิติที่ “คุ้มค่าต่อการดูครับ”

หนังไม่ได้ทำให้คนดูตื่นเต้นกับระบบสามมิติแบบตัวละครพุ่งไปมา หรือมีฉาก 3 มิติหวือหวา
แต่หนังเรื่องนี้เป็นการ “แสดงถึงความเข้าใจในศาสตร์ของภาพยนตร์” อย่างมากของผู้กำกับ
ผู้กำกับ Scorsese คงจะรู้ดีว่าหนังของเขานั้น ไม่ใช่หนังโชว์ฉากสามมิติแบบตื่นเต้น
แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในหนังจริงๆ ก็คือการดึงคนดูเข้าไปในโลกของหนัง

หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ผมรู้สึกว่า “ถ่ายให้เห็นปารีสมุมกว้างได้สวยที่สุด ฝันที่สุดจริงๆ”
แม้หนังจะออกสีจัดจ้านจนรู้สึกแฟนตาซี (ซึ่งก็เข้ากับแนวคิดหนังยุคแรกที่ใส่สีให้หนังขาว-ดำ)
แต่เราก็เข้าใจอยู่แล้วว่า นี่เป็นหนังที่แสดงถึงความคิดความฝันในวันวานและวัยเยาว์ที่อยากให้สวยงาม
หนังใช้ภาพกว้างเพื่อแสดงโลกของหนังเยอะมาก รวมถึงภาพที่เล่นกับ Depth ความลึกของภาพ
ทำให้เห็นมิติสิ่งต่างๆในหนัง และสอดคล้องกับการเล่าเรื่องที่ต้องการให้คนดูเข้าไปในโลกของหนังด้วย

Photobucket

แล้วควรจะไปดูไหมเนี่ย ถ้าฉันไม่ได้อินอะไรกับหนังยุคเริ่มแรกเลย

ไม่ต้องกังวลเลยครับ ถึงคุณจะไม่ได้รู้สึกรู้สาไปกับหนังขาว-ดำยุคแรกที่มีแอ็คติ้งตลกๆ
หรือไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับหนังยุคปู่ทวดเลยสักนิด คุณก็สนุกกับหนังเรื่องนี้ได้
เพราะหนังได้ให้ประสบการณ์ทางภาพยนตร์ ที่พื้นฐานภาพยนตร์ทุกเรื่องมีคือ “การเล่าเรื่องที่ดี”
รวมถึงภาพของหนังที่สวยงาม คุณภาพสามมิติที่ดึงเราเข้าไปในโลกของหนังได้จริงๆ
ก็น่าจะทำให้คนที่ได้เข้าไปดูอิ่มอกอิ่มใจกับหนังเรื่องนี้กันได้แล้ว

ถ้าเป็นส่วนตัวผม เสียดายอีกนิดเดียวเองว่า ถ้าหนังพูดฝรั่งเศสไปซะเลย คงจะเพอร์เฟ็คต์
เพราะจะเป็นการเข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์ยุคนั้นที่เริ่มกันที่ฝรั่งเศสเลยจริงๆ
แต่ก็เข้าใจล่ะครับ ทำให้คนส่วนใหญ่ดูก็ต้องภาษาอังกฤษไว้ก่อน อยากฟรองเซ่ส์ไปพากย์เอาละกัน ^^

Photobucket “ควรไปดูที่โรงภาพยนตร์ครับ”

Photobucket

My Pastry Journey #3: Butter Cake

เมนูขนมอย่างหนึ่งที่ถ้าใครนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรให้เลิศหรูแล้วจะนึกถึงอย่างแรกๆ
เมนูนั้นก็คือ Butter Cake หรือเค้กเนยนั่นเอง ไม่ต้องหรูหราแต่เข้าปากแล้วอร่อยนัก
เคยเจอหลายๆคนติดใจรสชาติเค้กเนยของ S&P จนไปที่ไหนก็ต้องซื้อติดไม้ติดมือกันไป
แล้วคำถามที่มักจะตามมาพอนั่งกินกันก็คือ “เค้าทำเค้กให้นุ่มอร่อยอย่างนี้ได้ยังไง”

หลังจากสัปดาห์ก่อน ผมนำเมนู Apple Pie และ Carrot Cake มาลองทำให้ดูกันแล้ว
วันนี้ก็เลยจะมาทำเค้กเนยกัน เมนูแสนง่ายแต่พิฆาตความอร่อยนี้ให้ทุกคนได้ลองทานกัน
ไอ้เผอิญว่าก็ค้นหาสูตรจากแถวๆนี้แหละ ทำมาหลายทีแล้วจนมาเจอสูตรที่จะมาทำกันวันนี้
รับรองว่าทำแล้วนุ่มอร่อย จนอยากจะทำกินกันเองแน่นอน ไม่ไปซื้อกินแล้ว (แย่งลูกค้าเค้าซะงั้น) ^^

Photobucket

ของที่ต้องเตรียมเพื่อทำเค้กเนยแสนนุ่มอร่อยวันนี้ ก็มีไม่เยอะครับ ตามนี้เลย…

(1) แป้งเค้ก 1 3/4 ถ้วย
(1) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(1) ผงฟู 3 ช้อนชา
(2) ไข่ใบใหญ่ (เบอร์ 0) 3 ฟอง
(2) น้ำตาลทรายละลายเร็ว 1 ถ้วย
(2) สารเอสพี 2 ช้อนชา
(3) เนยละลาย 3/4 ถ้วย
(3) โยเกิร์ตรสธรรมดา 100 กรัม (เกือบหมดกระป๋องที่เรากินกัน)
(3) วานิลลา 1 ช้อนชา

ส่วนประกอบแยกตามหมายเลขไว้ให้ลำดับง่ายๆเหมือนเช่นเคย ทุกอย่างหาซื้อได้ง่ายครับ
จะมี สารเอสพี ซึ่งอาจจะหายากหน่อย เพราะจะไม่มีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตเท่าไหร่
แนะนำให้หาซื้อตามร้านที่เค้าขายเครื่องเบเกอรี่โดยเฉพาะครับ กระป๋องชมพูๆ มีแน่นอน

Photobucket

เริ่มขั้นตอนแรกให้เอาเบอร์ (1) คือ แป้งเค้ก เกลือ และผงฟู มาร่อนเข้าด้วยกันแล้วพักไว้

หลังจากนั้นไปที่เบอร์ (2) กันครับคือ ไข่ไก่ น้ำตาลทรายละลายเร็ว และสารเอสพี ตามรูปบน
เริ่มตีไข่ก่อน ใช้เครื่องตีด้วยความเร็วปานกลาง แล้วก็ใส่น้ำตาลทรายไปครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะ
ตีผสมจนละลายแล้วก็ใส่ไปเรื่อยๆจนหมด จนเราได้ส่วนผสมไข่ปริมาณเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 เท่า
แล้วก็ปิดด้วย สารเอสพี พอผสมลงไปแล้ว เราจะสังเกตได้ว่า เนื้อส่วนผสมจะเนียนขึ้นไปอีก

Photobucket

จากนั้นเตรียมพร้อมเบอร์ (3) คือ เนยละลาย โยเกิร์ตรสธรรมดา และวานิลลา
โดยเริ่มจาก เอาเนยไปตั้งไฟให้ละลายก่อน เสร็จแล้วเราก็เอาส่วนผสมแป้งที่พักไว้ มาพร้อมโยเกิร์ต

เริ่มจากใส่แป้งไปทีละ 3-4 ช้อนโต๊ะ สลับกับเนยและโยเกิร์ตไปเรื่อยๆ จนผสมเข้ากันดีหมด
ใช้เครื่องตีส่วนผสมด้วยความเร็วปานกลางนะครับ ถึงตรงนี้แล้วเราจะได้ส่วนผสมปริมาณเพิ่มทวีคูณเลย
แล้วก็ปิดท้ายด้วยวานิลลา ผสมให้พอเข้ากัน ได้แล้วครับ ส่วนผสมบัตเตอร์เค้กของเรา ตามรูปข้างล่างเลย

Photobucket

ส่วนผสมบัตเตอร์เค้ก จุดสังเกตนั้น เราจะเห็นตั้งแต่ผสมไข่แล้วนะครับว่า เนื้อจะต้องเนียนๆ
ถ้าทำมาตามขั้นตอนนี้แล้ว รับรองว่าเนื้อส่วนผสมต้องเนียน เราจะได้เค้กนุ่มๆอร่อยๆทานแน่นอน ^^

เตรียมพิมพ์เค้กสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 2 ปอนด์ แนะนำว่าควรเตรียมไว้ 2 อันเลยครับผม
เพราะส่วนผสมที่ได้ พอสำหรับพิมพ์ 2 ปอนด์ถึงสองอัน จะเป็นพิมพ์กลมก็ได้นะครับ ไม่เกี่ยง
ปูพิมพ์เค้กด้วยกระดาษไข ทาพวกเนยหรือไขมันหน่อย เวลาแกะเค้กออกจะได้เอาออกง่ายๆครับ
เทส่วนผสมลงไป เอาแค่ประมาณ 3/4 ของแม่พิมพ์พอครับ เผื่อที่ให้น้องเค้กเค้าฟูขึ้นมาหน่อยครับ

Photobucket

จากนั้น เตรียมเตาอบไว้ที่ 180 C อุ่นเตาอบไว้ประมาณ 10 นาที ก่อนจะเอาส่วนผสมเข้าอบ
อบประมาณ 50-55 นาที โดยที่เริ่มอบ ไฟบน-ล่างก่อนที่ 30-35 นาที
หลังจากนั้น ไฟล่างอีก 20 นาทีท้าย ทั้งนี้ขึ้นกับเตาอบแต่ละคนด้วยนะครับ อาจใช้เวลามากขึ้นก็ได้
เพราะเตาอบที่ผมใช้ จะใช้เวลาประมาณนี้ ไม่งั้นเค้กจะไหม้ ถ้าเตาร้อนน้อยหน่อย ก็ใช้เวลาเพิ่มขึ้นครับ

ตามรูปนี้ผมใส่ไปแค่พิมพ์เดียว เพราะประมาท คิดว่าเทพิมพ์เดียวอยู่ เลยเกิดเรื่องวุ่นๆ ส่วนผสมล้นพิมพ์ >.<
เตาเลอะเลย ต้องกะเวลาอบใหม่กันจ้าละหวั่น เพราะฉะนั้น อบสองพิมพ์นะครับ อย่าเอาเยี่ยงอย่างผม ^^”
อบจนเมื่อเอาไม้จิ้มลงไปแล้วไม่มีเศษเค้กติดไม้ขึ้นมาก็เป็นอันเสร็จ บัตเตอร์เค้กแสนอร่อยของเรา…

Photobucket

เมนูง่ายๆ พิฆาตความอร่อยนักแล ทำครั้งนี้เผลอไปนิดนึง แต่ผลลัพธ์ออกมายังเป็นเค้กนุ่มแสนอร่อยอยู่ครับ
ลองไปทำกันได้นะครับ ขั้นตอนไม่ยากเลย ได้เค้กนุ่มๆอร่อยๆแบบที่เราเคยทานจากร้านหลายๆร้านด้วย

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้า จะมาพร้อมกับเมนูขนมอะไรให้ได้ลองทำกันอีกนั้น ติดตามกันได้นะครับ
วันนี้ก็ทาน Butter Cake ให้อร่อยกันนะครับ สวัสดีครับผม…

My Pastry Journey #2: Carrot Cake

อาทิตย์ก่อน ผมมาแนะนำเมนูโปรดที่ทำกินเป็นประจำกันไปแล้วนั่นก็คือ Apple Pie
มาสัปดาห์นี้ ก็อยากจะมาแนะนำอีกเมนูขนม ซึ่งบอกกันตามตรงว่าไม่เคยทำมาก่อน
แต่น่าจะเป็นเมนูที่สาวๆหลายคนน่าจะชอบเพราะเป็นเค้กเพื่อสุขภาพ Carrot Cake นั่นเองครับ

ไอ้ที่อยากลองทำแครอทเค้ก ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะที่จริงส่วนตัวก็ชอบแครอทเค้กเหมือนกัน
เคยไปซื้อกินที่ร้าน Bake A Wish แต่ไปๆมาๆ ร้านที่รังสิตแถวบ้านดันไม่เอากลับมาขายอีกซะงั้น
เลยเกิดอาการนอยด์อดกินเค้ก ว่าแล้วก็ทำกินมันซะเองเลย ไม่เคยทำก็ลองทำดูล่ะวะ ^^

Photobucket

สูตรที่มาทำกันในวันนี้ ตามสูตรจะทำสำหรับพิมพ์เค้ก 2 ปอนด์ 2 อันนะครับ
อันนี้ผมลดลงไปครึ่งหนึ่งจากสูตร เพราะเสียวกลัวจะทำไม่ได้เรื่อง ก็ทำครั้งแรกนี่หน่า
แต่ถ้าใครอยากกินมากจะทำ 2 อันเลยก็คูณ 2 จากสูตรเข้าไปนะครับ

(1) น้ำตาลทรายละเอียด 3/4 ถ้วย
(1) น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย
(1) ไข่ใบใหญ่ (เบอร์ 0) 2 ฟอง
(2) แป้งสาลี 1 ถ้วย
(2) ผงฟู 3/4 ช้อนชา
(2) ผงซินนามอน 3/4 ช้อนชา
(2) ผง Nutmeg (ลูกจันทน์ป่น) 1/8 ช้อนชา
(2) เกลือ 1/4 ช้อนชา
(2) วานิลลา 3/4 ช้อนชา
(3) แครอทสับเป็นเส้นๆ 1 1/2 ถ้วย
(3) ถั่วบดหยาบ 1/4 ถ้วย
(3) ลูกเกด 1/4 ถ้วย

ก็เหมือนเดิมกับคราวที่แล้ว ผมจะแยกเป็นตัวเลขของส่วนผสมไว้ นะครับ
เวลาทำก็จะเป็นลำดับขึ้นตอนผสมไปตามตัวเลข จะได้เข้าใจง่าย ซึ่งหน้าตาก็จะออกมาตามรูปข้างล่าง

Photobucket

ตอนทำก็แยกเป็นโถเอาไว้อย่างนี้เลยนะครับ พอจะเริ่มผสมก็หยิบมาทีละโถง่ายดีใช่ไหมล่ะ ^^

เริ่มแรกก็เอาโถที่ 1 คือ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ไข่ ผสมพร้อมกันทีเดียว ตีผสมด้วยความเร็วปานกลาง
ใช้เวลาประมาณ 1 นาทีเท่านั้น ให้เนื้อเข้ากันกำลังดีเฉยๆ อย่าผสมจนเนียนมากนะครับ

จากนั้นก็เอาโถที่ 2 คือ แป้งสาลี ผงฟู ซินนามอน ผงจันทน์ เกลือ ผสมตามลงไป
อย่าลืมร่อนพวกแป้งและผงก่อนนะครับ และก็เช่นเคย ผสมให้เข้ากันแค่นั้นเป็นพอ แค่ 1 นาที
อย่าลืมตามด้วยวานิลลาปิดท้าย หน้าตาเวลาผสมก็จะออกมาตามรูปข้างล่างนี่แหละครับ

Photobucket

หลังจากนั้นเอาโถที่ 3 คือ แครอทสับเส้น ถั่วบดหยาบ และลูกเกด ที่เราทำพักเอาไว้
ผสมตามลงไป ตรงนี้ก็ใช้ไม้พายหรือตะกร้อเอานะครับ จะง่ายกว่าใช้เครื่องปั่นผสม
เสร็จแล้วก็เทลง พิมพ์เค้กขนาด 2 ปอนด์ หน้าตาก็จะเป็นตามรูปข้างล่างครับผม ^^

Photobucket

Photobucket

เสร็จแล้วก็อุ่นเตาอบที่ 180 C สักประมาณ 10 นาที ก่อนจะเอาส่วนผสมเข้าเตาอบ
ใช้ไฟบน-ล่าง อบประมาณ 35-40 นาที จนเราเอาไม้จิ้มฟันจิ้มไปตรงกลางแล้วไม่มีเศษเค้กติดมา
เท่านั้นก็เป็นอันใช้ได้ เราก็จะได้เค้กแครอทออกมากินกันแล้ว อร่อย…\^o^/

Photobucket

ถึงตรงนี้แล้วใครจะกินเลยก็ได้ แต่บางคนก็คงอยากจะปาดครีมหน่อย จะได้อร่อยเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้น เราก็มาทำ “ครีมชีสฟรอสติ้ง” ไว้ปาดหน้าเค้กกันต่อ
แล้วก็เหมือนสูตรเค้กครับ ผมลดลงจากสูตรครึ่งหนึ่ง ใครอยากทำเพิ่มก็คูณ 2 จากสูตรเอานะครับ

(1) ครีมชีสฟิลาเดลเฟีย 1/2 แพ็ค (ครึ่งแพ็คที่ซื้อมานั่นแหละครับ)
(1) เนยเค็ม 1/8 ถ้วย
(1) นมสด 1 ช้อนชา
(1) วานิลลา 3/4 ช้อนชา
(2) น้ำตาลไอซิ่ง 2 ถ้วย

ครีมชีสแนะนำเป็นยี่ห้อ “ฟิลาเดลเฟีย” นะครับ ราคาประมาณ 149 บาท ที่ท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต
ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นไม่แน่ใจ เคยลองใช้แล้วคุณภาพครีมชีสไม่ดีเท่าของฟิลาเดลเฟียครับ

Photobucket

วิธีทำก็ง่ายๆครับ เอาส่วนผสมเบอร์ 1 คือ ครีมชีส เนยเค็ม นม วานิลลา ผสมพร้อมกันเลย
ครีมชีส กับ เนย ต้องให้นิ่มก่อนจะผสมนะครับ ไม่ใช่ออกมาจากตู้เย็นก็ผสมเลย
ตีด้วยความเร็วปานกลาง จนเนื้อเข้ากันดี ให้เนื้อเข้ากันพอดีก็พอนะครับ อย่าตีนานเกินไป

หลังจากผสมเบอร์ 1 ทั้งหมดเข้ากันดีแล้ว ก็เอา “น้ำตาลไอซิ่ง” ผสมตามลงไป
ค่อยๆเทน้ำตาลลงไปทีละครึ่งถ้วย ผสมให้เข้ากัน ตีด้วยความเร็วต่ำนะครับ จนน้ำตาลหมด

Photobucket

เสร็จแล้วก็เอามาปาดหน้าเค้กตามรูปแบบนี้แหละครับ
สิ่งที่ต้องเตรียมก็มี สเปตูล่า แท่นวางเค้กหมุนได้ จะได้ปาดครีมได้รอบๆครับ
เวลาปาดครีมเนี่ย ให้ปาดจากตรงกลางแล้วก็ค่อยๆแผ่ไปให้ทั่วเค้ก เริ่มแรกยังไม่ต้องสวย
ไว้ค่อยมาแต่งสวยทีหลัง จะหนาจะบางก็แล้วแต่ชอบครับ หนาก็โปะเยอะๆ บางก็โปะน้อยหน่อย

ปาดครีมเที่ยวนี้ก็เสียวๆอยู่ เพราะเคยทำอยู่ 2-3 ที ปาดได้ไม่เอาไหนเลย ผสมครีมก็ไม่ดีด้วย
แต่เที่ยวนี้ท่าทางจะพัฒนาขึ้นหน่อย หน้าตาเลยพอใช้ได้ แต่ลองเที่ยวแรก เอาสวยพอดูได้ก็ใช้ได้ละ ^^”

Photobucket

เอาล่ะครับ ได้แล้ว แครอทเค้กของเรา…

ทำครั้งแรก ออกมาหน้าตาก็ใช้ได้แฮะ รสชาติให้พ่อชิม สอบผ่าน! เค้กนิ่มดี แต่กลิ่นลูกจันทน์แรงไปนิด
สงสัยใส่หนักมือไปหน่อย แต่ก็เป็นอันว่า ประสบความสำเร็จไปได้อย่างสวยงามเหลือเชื่อแฮะ เย่!!!

ก็กินแครอทเค้กกันให้อร่อยนะครับผม คราวหน้าจะมาพร้อมกับเมนูใหม่ๆอีกครับ สวัสดีครับ…

Moneyball (B+): เริ่มอะไรใหม่ก็โดนด่าทุกทีแหละ

กลับมาเขียนวิจารณ์หนังอีกครั้ง หลังจากที่เรื่องสุดท้ายที่วิจารณ์ก็ตั้งหลายเดือนก่อนโน่น
แต่มาคราวนี้ ขอมาแบบสบายๆ เขียนไม่ให้ดูซีเรียส นักวิจารณ์ นักวิชาการหนังมีกันเยอะละ
เอาชิลๆสบายๆสไตล์แมวอย่างผมดีกว่า แล้วก็ฟันธงแบบง่ายๆดูหรือไม่ดู เพราะเกรดก็ให้ที่หัวเรื่องแล้ว
ก็มาเริ่มวิจารณ์หนังแบบใหม่ของผม ด้วยหนังที่เพิ่งไปดูมาเมื่อวานนี้ Moneyball กันเลยครับ

Moneyball ว่าด้วยเรื่องราวของ บิลลี่ บีน (แบรด พิตต์) ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมเบสบอล โอ๊คแลนด์ เอส์
ทีมนี้เนี่ย ถึงจะอยู่เมืองโอ๊คแลนด์ ใกล้ๆกับแอลเอ แต่ปรากฎว่าเป็นทีมแสนจนที่สุดในลีก เงินไม่ค่อยจะมี
ปั้นนักกีฬาดีๆ ก็โดนทีมใหญ่แย่งซื้อตัวไปหมด (เอ…เหมือนๆกับลีกฟุตบอลอังกฤษจังเลยเนอะ ^^)
ต้องมาปั้นทีมใหม่ทุกปี เงินก็หดลงทุกวัน บิลลี่ก็เลยเกิดความคิดแหวกแนวใหม่ในการปั้นทีมของเขา
แทนที่จะใช้แมวมองไปหาผู้เล่นเก่งๆ กลับไปเอานักเศรษฐศาสตร์มาเลือกผู้เล่นตามหลักตัวเลขซะงั้น

Photobucket

ตัวละครคิดแหวกแนว แล้วหนังแหวกแนวรึเปล่า…

หนังแหวกแนวหรือเปล่า จะว่าแหวกแนวก็ได้ เพราะในความคิดของคนดูหนังเกี่ยวกับกีฬาทั้งหลาย
ก็มักจะนึกถึงว่า หนังจะอุดมไปด้วยฉากแข่งขัน มีดราม่าในสนาม บลิวท์อารมณ์ด้วยฉากยิ่งใหญ่คนเฮตอนชนะ
แต่ Moneyball แทบหาฉากที่ว่ามาได้น้อยมาก ฉากแข่งขันก็ทำเป็นภาพฉายผ่านทีวีเอาซะมากกว่า
ซึ่งเอาเข้าจริง ผมว่ามันได้อารมณ์จริงกว่าเยอะเลย เพราะส่วนใหญ่เวลาเราดูกีฬา ก็ดูผ่านทีวีกันนี่แหละ

หนังไปโฟกัสที่ตัวละครบิลลี่มากกว่า กับวิธีคิดแหวกแนว ซึ่งส่งผลต่อการทำทีมเบสบอลของเขาเอง
เข้าไปดูความคิด การต่อสู้ฝ่าฟัน การต้องเจออุปสรรค การเกือบจะตกงานเพราะความคิดทำท่าจะไม่ได้เรื่อง
ซึ่งถ้าไม่มองว่านี่คือหนังเกี่ยวกับกีฬาแล้ว นี่ก็คือหนังที่เล่าเรื่องชีวิตของคนคนหนึ่งดีๆนี่แหละ
ต้องเจออุปสรรค หาทางเอาชนะ แต่กว่าจะเอาชนะก็ต้องฝ่าดงตีน (อุ๊ย..ไม่สุภาพ) ฝ่ามรสุมมากมาย
เป็นหนังที่ปกติธรรมดาที่ลำดับเรื่องแบบการเขียนบทหนังปกติ ซึ่งเราก็คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

ดังนั้น จะว่าแหวกแนว ก็อาจจะแหวกจากขนบหนังเกี่ยวกับกีฬาที่หลายคนอาจจะเข้าใจกัน
แต่ถ้าไม่มองว่าเป็นหนังแนวไหน นี่ก็คือหนังที่เล่าเรื่องชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่เล่าเรื่องได้สนุกเลยล่ะ

Photobucket

พี่แบรดเป็นยังไงบ้าง…

ไม่นับว่าเสียงพี่แบรดของเราก็ยังคงเป็นพี่แบรด (ก็แหงล่ะ จะให้เขาเป็นใครล่ะฮึ) ความหล่อก็ยังคงที่อยู่
ผมว่าใครได้ไปดูเรื่องนี้ก็ต้องเชื่อล่ะว่า แบรด พิตต์ ฉายรัศมีความเป็น บิลลี่ บีน ได้ออกมาเต็มที่จริงๆล่ะ
ถ้าเราคิดว่า การแสดงเป็นบุคคลที่มีชีวิตจริง อาจจะต้องเป็นตัวละครคนนั้นในทุกกระเบียดนิ้ว จนไปถึงเสียง
ซึ่งแบบนั้นก็มีล่ะ ก็ขึ้นอยู่กับว่านักแสดงและผู้กำกับเค้าจะมองมุมไหนที่อยากให้นักแสดงเอาออกมาล่ะนะ

พี่แบรดของเรา เป็นบิลลี่ บีน ในด้านความเป็นผู้จัดการทีมที่เชื่อมั่นในความคิดตัวเองอย่างสุดลิ่ม
แล้วก็พุ่งไปหาเป้าหมายแบบไม่ลังเล เพราะในปมลึกๆของเขา เคยผิดหวังจากการเป็นนักเบสบอลอาชีพ
ในขณะเดียวกัน ก็มีด้านครอบครัวที่มาช่วยทำให้ด้านพุ่งดะของเขา ไม่ดูแข็งกระด้างไป ทำให้ดูเป็นมนุษย์อยู่
ซึ่งอันที่จริงการเป็นตัวละคร ก็คือการรู้ว่าตัวละครมีเป้าหมายอะไรในชีวิต แล้วจับจุดตรงนั้นนั่นแหละ
ดังนั้นอาจจะมีใครที่คิดว่า ถ้าเป็นตัวละครบุคคลจริง ต้องทำท่าทางเลียนเสียงให้เหมือนตัวจริง ก็คิดใหม่นะ

สำหรับตัวละครคนอื่น คนที่อาจจะเซอร์ไพรส์ ถ้าไม่ได้เห็นชื่อบนโปสเตอร์หนัง คงไม่รู้ว่ามาเล่นด้วย
เพราะผมก็ยังไม่รู้เลยจนกระทั่งไปเห็นชื่อ ก็คือ ฟิลิปป์ ซีมัวร์ ฮอฟแมนน์ มาเล่นเป็นโค้ช อาร์ท ฮาวว์
ซึ่งฉายแววโคตรการแสดงแบบที่พี่ฟิลิปป์เค้าทำเป็นปกติหรือเปล่า งานนี้ไม่มีแฮะ งานนี้มาเล่นเฉยๆจริงๆ
แทบจำไม่ได้ แต่ก็จำไม่ได้แบบเนียนซะ นึกว่านักแสดงโนเนมที่ไหน อย่างนี้ล่ะมั้งที่เรียกว่า เป็นตัวละครจริงๆ
คงมาช่วยผู้กำกับที่เคยส่งแกไปได้ออสการ์ในหนัง Capote โกนหัวล้านเลี่ยนซะจนเกือบจำไม่ได้เลย ^^

Photobucket

ไม่รู้เรื่องเบสบอลสักแอะ จะดูรู้เรื่องไหมเนี่ย…

แทนที่จะถามอย่างนั้น น่าจะถามกลับว่า “แล้วถ้าอีฉันเกลียดตัวเลข จะไม่อ้วกเป็นสูตรคูณเหรอ”
สบายใจได้ว่า ถึงจะไม่รู้เรื่องเบสบอลหรือเกลียดเลขสุดๆ คุณก็ดูหนังเรื่องนี้ได้สนุกแน่นอนชัวร์ป้าบ
เพราะว่าผมก็เป็นทั้งสองอย่างเลยนั่นแหละ ก็ยังดูสนุกไปจนลืมเวลาเลยว่าหนังยาวตั้งสองชั่วโมงกว่า

หนังจับจุดง่ายๆตามประโยคที่เขาพูดกันในหนัง “ไม่ปรับตัวก็ตาย” “คนเริ่มอะไรใหม่ก็โดนด่าทุกที”
หนังก็จับเรื่องราวอยู่ที่จุดนี้แหละ แล้วก็สนุกไปกับการฝ่าอุปสรรคของบิลลี่กับหนุ่มนักเศรษศาสตร์ตุ้ยนุ้ย ^^
ผมก็ไม่รู้เรื่องตัวเลขหรอกครับ ไอ้หลักสถิติอะไรที่หนังเค้าอาจจะพูดออกมา แต่หนังเค้าก็พูดให้ฟังเข้าใจง่ายๆ
“ทำเบสได้เยอะกว่า” “ทำแต้มได้เปอร์เซ็นต์เยอะกว่า” แค่นี้เราก็รู้แล้วว่า ไอ้นี่มันเก่งกว่า (ฮา)

จากนั้นเราก็ลุ้นกันว่า พี่บิลลี่กับเนิร์ดปีเตอร์ จะพาทีมแสนจนฝ่าดงฉลามให้เข้าไปชิงแชมป์ได้ยังไง
แล้วถ้ากลัวว่าหนังจะมีแต่เด็กเนิร์ดกับผู้จัดการทีมที่ไม่ได้ไปสนามสักแอะจนเห็นแต่หน้าคน ไม่มีกีฬาให้ลุ้น
ไม่ต้องกลัว หนังเค้าไม่ได้ใจร้ายอย่างนั้น ฉากแข่งก็มี แถมช่วงทีมแข่งทำสถิติ รับรองว่ามีแอบซึ้งด้วย
แล้วจะรู้ว่า ฉากหนังทำตั้งใจซึ้ง กับฉากดูสมจริงผ่านทีวี บางทีฉากสมจริงผ่านทีวีมันซึ้งกินใจกว่าเยอะ

Photobucket

สรุปควรจะดูใช่หรือเปล่า…

สำหรับผมแล้ว คิดว่าหนังแบบนี้ควรแค่แก่การดู ยิ่งในยุคตั๋วหนังแพงๆแบบนี้ หนังที่เราน่าจะดูก็ต้องดีๆหน่อย
ไม่ต้องไปกลัวว่าหนังมันพะยี่ห้อออสการ์หรอก เพราะหนังเรื่องนี้เดินเรื่องแบบสนุกที่คนปกติทั่วไปเขาดูกัน

แล้วอิ่มใจสุขใจในการดูด้วย เพราะฉะนั้น ตัดสินใจแบบเมี้ยวๆ
Photobucket “ควรไปดูที่โรงภาพยนตร์ครับ”

Photobucket

My Pastry Journey #1: Apple Pie

สวัสดีครับ ก็ต้อนรับการกลับมาเขียนบล็อกของผมอีกครั้งด้วยเมนูขนมหวานกันในวันนี้
ซึ่งเมนูในวันนี้ที่อยากจะมาทำให้เพื่อนๆได้ลองชิมกันก็เป็นเมนูโปรดของผมเอง
ซึ่งเป็นขนมหวานอย่างแรกที่ทำให้ผมอยากจะหัดทำขนม นั่นก็คือ Apple Pie นั่นเองครับ

Apple Pie ที่จะมาทำในวันนี้เป็นแบบอเมริกันสูตร 2 ครัสต์คือ มีแป้งฐานและแป้งปิดหน้า
เอาล่ะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ต้องเตรียมอะไรกันบ้างเพื่อจะทำพายแอปเปิ้ล

เริ่มที่ตัวไส้แอปเปิ้ลกันก่อน สิ่งที่ต้องเตรียมก็ตามนี้เลยครับ…

(1) แอปเปิ้ล 4-5 ลูกขนาดกลาง ผ่าเป็นชิ้นเล็กๆ (ของผมใช้ลูกใหญ่ 2-3 ลูกก็อยู่ครับ)
(1) น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
(1) น้ำ 1/4 ถ้วย
(1) น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
(2) แป้งสาลี 1/4 ถ้วย
(2) น้ำตาลทรายละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ (ใครชอบหวานมากหวานน้อยก็เพิ่มลดตามสะดวกครับ)
(2) เกลือ 3/4 ช้อนชา
(3) วานิลลา 1 ช้อนชา
(3) เนยเค็ม 3 ช้อนโต๊ะ

ผมจะแยกเป็นตัวเลขเอาไว้ให้ จะได้เข้าใจง่ายในการลำดับขั้นตอนการทำนะครับ
เพราะตามสูตรอเมริกันเขาก็แยกขั้นตอนไว้ ซึ่งก็ทำให้ทำตามได้ง่ายมากเลยทีเดียว ^^

ขั้นแรกก็เอาเบอร์ (1) คือ แอปเปิ้ล น้ำตาลทรายแดง น้ำ และน้ำมะนาว ลงกระทะก่อนเลย
ตั้งไฟประมาณกลางๆสัก 7-8 นาที คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดือดและแอปเปิ้ลนิ่มนะครับ

หลังจากนั้นให้เอาเบอร์ (2) คือ แป้งสาลี น้ำตาลทราย และเกลือ ใส่ตามลงไป
ลดไฟเตาเป็นไฟอ่อน คนจนน้ำไส้แอปเปิ้ลข้นเหนียวแล้วก็รอสัก 1 นาทีก็ยกกระทะลง

จากนั้นใส่เบอร์ (3) คือ วานิลลา และเนยเค็ม ลงไป ใส่ตอนกระทะยังร้อนนะครับ
ไส้ของเราก็จะได้กลิ่นหอมมันเนย ช่วงนี้ถ้าได้ทำกันก็คงเริ่มจะน้ำลายสอกันแล้วล่ะ ^^

ต่อไปเราก็มาทำครัสต์กันครับ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้ครับ…

– แป้งสาลี 2 ถ้วย
– เกลือ 1 ช้อนชา
– เนยขาว 2/3 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ (หรือเป็นเนยเค็มก็ได้)
– น้ำ 4-5 ช้อนโต๊ะ

ครัสต์ตามสูตรนี้สำหรับทำพายขนาด 9 นิ้ว ก็เตรียมถาดพายเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้วไว้นะครับ

เริ่มขั้นตอนก็เอาแป้งสาลี เกลือ และเนยขาวใส่ลงในชามผสมใบใหญ่ๆ
แล้วก็เอามือนวดๆผสมๆเข้าด้วยกันจนแป้งจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ แล้วก็ค่อยเติมน้ำลงไปครับ
เติมน้ำไปทีละ 1 ช้อนโต๊ะแล้วก็นวด สลับกันไปอย่างนี้จนปั้นแป้งได้เป็นก้อนกลมใหญ่ๆนะครับ

ตามสูตรจะสังเกตว่า ผมเขียนไว้ว่าเป็นเนยเค็มก็ได้ เพราะว่าผมเองเคยทำอีกสูตรเป็นเนยเค็ม
แต่อันนี้เป็นอีกสูตรซึ่งเป็นเนยขาว แต่โดยส่วนตัวแล้ว เนยเค็มจะมีเนื้อที่แน่นและจับตัวได้ดีกว่า
เนยขาวเนื้อจะค่อนข้างเนียนๆและนิ่มกว่า แป้งครัสต์ที่ออกมา เวลากินจะร่วนอยู่นิดนึงครับ

หลังจากได้แป้งก้อนกลมใหญ่ๆตามรูปแล้ว ก็แบ่งแป้งออกเป็นสองก้อน
แล้วก็เอาไม้นวดมาแผ่แป้งออกให้เป็นแผ่นให้กว้างกว่าถาดพายหน่อยนึง แผ่นแรกก็ทำเป็นครัสต์ฐานครับ
เอาครัสต์อันแรกวางลงไปในถาดพาย จะเป็นถาดแก้วหรือถาดอลูมิเนียมแบบที่เคยเห็นๆก็ได้ครับ

เสร็จแล้ว ก็เอาไส้แอปเปิ้ลที่เราทำไว้ตอนแรก มาเทลงบนครัสต์ฐาน
แล้วก็เอาแป้งก้อนที่สองมาแผ่เป็นแผ่น ก่อนจะประกบปิดไส้แอปเปิ้ลไป
อย่าลืมทำรูบนครัสต์ที่ประกบปิดนะครับ จะเป็นลวดลายสวยๆก็ได้ ถ้ามีศิลปะในหัวใจ ^^

Photobucket

เสร็จแล้วให้ตั้งเตาอบไว้ที่ 220 C ไว้สัก 10 นาทีก่้อนจะเอาพายเข้าอบนะครับ
เสร็จแล้วก็เอาพายเข้าเตาอบ อบสัก 50-55 นาที โดยที่ 15 นาทีสุดท้ายให้ลดอุณหภูมิลงไปที่ 180 C
อ้อ…ลืมบอกไป ใช้ไฟบน-ล่าง นะครับ
แล้วเราก็จะได้พายแสนอร่อยมากินกันแล้วล่ะครับ ^^

Photobucket

เสร็จแล้ว ก็ได้หน้าตาประมาณนี้เลยครับ ^_^

ถ้าใครอยากให้แป้งครัสต์เป็นสีเหลืองทองสวยๆ ก็ให้เอาไข่ทาบนหน้าแป้งได้นะครับ
จะทาก่อนเอาเข้าอบ หรือหลังจากอบเสร็จแล้วก็ได้ ถ้าทาหลังอบเสร็จก็ให้เอาเข้าเตาอีกสัก 5-10 นาที
จนหน้าแป้งเป็นสีเหลืองทองสวยๆ แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงโดนเตาลวกก็ทาก่อนอบ ได้ผลเหมือนกันครับ

เสร็จเรียบร้อย ได้พายแอปเปิ้ลมากินกันแล้วครับผม…

Photobucket

เอาพายเข้าปากคำแรก แป้งพายกรอบร่วนละลายในปาก รสชาติอร่อยกลมกล่อมดีทีเดียวครับ
มาทานพายแอปเปิ้ลกันได้แล้วครับผม แล้วครั้งหน้าจะมาพร้อมกับขนมเมนูใหม่ต่อไปครับ…