Thai Movie 2011: มองหนัง 4 แนวหลักเมืองไทย แนวไหนอยู่แนวไหนร่วง!?!

ไม่ได้เขียนบล็อกใหม่มานาน เพราะหาเรื่องที่อยากจะเขียนจริงๆไม่ได้
และช่วงนี้เองก็ไม่ได้ดูหนัง หรือเรื่องแมวเลย เพราะมีงานหนังส่วนตัว 2-3 งานที่ต้องเคลียร์
บล็อกผมก็เลยเงียบๆไปพักใหญ่ แต่วันนี้ก็กลับมาเขียนกันอีกครั้งครับ
(ถ้าใครเห็นผมเล่นเกมบนเฟสบุ๊ค อันนั้นเล่นแก้เครียดนะครับ ที่จริงกำลังหัวฟูเลย)

สำหรับเรื่องวันนี้ที่เขียน ที่จริงก็ชั่งใจอยู่พอสมควรว่าจะเขียนดีไหม
เพราะผมเองทำงานในแวดวงหนังไทย ก็ที่เคยบอกไว้คือไม่ต้องการวิจารณ์หนังไทยกันเอง
แต่เมื่อคิดไปคิดมาแล้ว เรื่องวันนี้ไม่ได้มาวิจารณ์หนัง แต่เป็นการมองภาพวงการมากกว่า
จึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยู่ เพราะผมเองจะเขียนในมุมมองแบบคนนอกมองเข้าไปครับ

———————————————————————————

สำหรับหนังแนวหลักที่เป็นที่นิยมในตลาดหนังไทยจนถึงยามนี้ ก็จะเห็นได้อยู่ทั้งหมด 4 แนว
นั่นคือ หนังผี-หนังตลก-หนังแอ็คชั่น และ หนังโรแมนติคคอมเมดี้ ที่เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่

ซึ่งอันที่จริง ในช่วงหลังมานี้ หนังนอกกระแสก็เริ่มเติบโตขึ้น และเริ่มมีผู้ผลิตออกมามากขึ้น
แต่คนดูก็ยังไม่ได้เพิ่มจำนวนตามมากนัก จึงยังไม่สามารถนับเป็นหนังอีกแนวที่คนเลือกดู
รวมถึงหนังดราม่าที่ยังทำออกมานานๆที จึงต้องถือว่าไม่ใช่แนวหนังที่คนไทยนิยมดูกัน
ดังนั้น จึงขอพูดถึงหนัง 4 แนวหลักนี้ แล้วมาดูว่า หนังทั้ง 4 แนวนี้จะมีทิศทางไปอย่างไร

หนังผี

หนังผียังคงเป็นหนังที่ค่ายหนังในเมืองไทยนิยมทำกันอย่างสม่ำเสมอ
ด้วยความเชื่อที่ว่า “คนไทยชอบหนังผี” ซึ่งคนดูหลายคนคงสงสัยว่าไปได้ความคิดจากไหน
แต่คงน่าจะเป็นเพราะความสำเร็จเริ่มจากสมัยนางนาก ยาวมาจนถึงชัตเตอร์เลย
แล้วยังมีหนังผีแนวตลกแบบบุปผาราตรีอีก ทำให้นายทุนทั้งใหญ่เล็กมองว่าหนังผีทำเงิน

แต่ในความเป็นจริงถ้านับหนังที่ประสบความสำเร็จจริงๆจังๆ ถือว่ามีน้อยรายมาก
จะมีก็แต่ค่าย GTH เท่านั้นที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากหนังแนวผีแนวสยองนี้ได้ตลอด
แล้วถามว่าทำไมค่ายหนังไทยเล็กใหญ่หลายๆค่ายยังคงนิยมจะทำหนังผีออกมา
เหตุผลหลักที่พอจะทราบได้ก็คือ “หนังแนวนี้จากเมืองไทยไปได้ดีในตลาดต่างประเทศ”
ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนในเมืองไทย แต่เมืองนอกก็คงเก็บเล็กผสมน้อยจนเอากำไรได้
และอีกอย่าง ดูเหมือนหนังแนวนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งโปรดักชั่นสูงๆ หรือดาราระดับแม่เหล็กมาก
เพราะตัวละครเด่นเป็นผี ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากกว่าที่จะคุมงบประมาณให้อยู่ตัวได้

แต่ในทัศนะของผมแล้ว ตลาดหนังผีเมืองไทยยามนี้ดูเหมือนมีแต่ทรงกับทรุดมากกว่า
ถ้า Big Idea ไม่โดนจริงแบบค่าย GTH ก็มักจะทำหนังผีที่พยายามสรรหาวิธีผีหลอกสารพัด
ซึ่งเนื้อหามักจะไม่หนีกันมาก คือผีมีความอาฆาตแค้นตัวละครเอก ขึ้นกับว่าจะมาหลอกแบบไหน
ความต่างจึงอยู่ที่ Big Idea จะโป้งโดนใจคนยังไงอย่าง ลัดดาแลนด์ ที่เอาหมู่บ้านจริงมาเป็นจุดฮุค

ดังนั้น ถ้าคิดจะได้เงินกับหนังผี ต้องมาพร้อม Big Idea ที่โป้งโดนใจคนทันทีตั้งแต่เห็นหน้าหนัง
ไม่อย่างนั้น ทำมาเท่าไหร่ก็ขายไม่ออก เพราะที่จริงคนไทยโดนผีหลอกจนไม่กลัวกันแล้ว

หนังตลก

หนังตลกสำหรับเมืองไทย ก็เป็นอีกแนวหนึ่งที่ทำออกมาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
ซึ่งโดยหลักส่วนใหญ่แล้ว จะใช้ดาราตลกเป็นตัวชูโรง และเนื้อเรื่องก็จะยืนพื้นกับมุขตลก
โดยที่ค่ายที่ทำหนังแนวนี้สม่ำเสมอก็เป็นค่ายอย่าง สหมงคลฟิล์ม และ พระนครฟิล์ม
ซึ่งโดยลักษณะนิสัยของคนไทยที่รักสนุก และวัฒนธรรมการดูหนังและทีวีที่ยังแยกกันไม่ออก
จึงทำให้หนังแนวนี้ทำรายได้คุ้มทุนได้เสมอๆ ไม่ค่อยจะเกิดอาการล้มแรงๆกับเขา

แต่จุดอ่อนของหนังตลกไทยเองก็มีอยู่ตรงที่ว่า มักจะใช้ดาราตลกเป็นตัวชูโรงนี่แหละ
ทำให้ช่วงหลังมีชะตากรรมเหมือนหนังผีคือ ดูตลกเล่นหนังจนฝืดไม่ค่อยจะขำเท่าไหร่แล้ว
ถึงแม้ว่ารายได้จะยังไม่ถึงกับเจ๊งยับขนาดตกไปต่ำกว่าหลัก 10 ล้านแบบหนังผีในช่วงหลังๆ
แต่ก็เกิดอาการปืนฝืด ทำมาเท่าไหร่ก็ขายไม่ออกแล้วเช่นกันสำหรับหลายๆเรื่อง
ขนาดว่าหนังพี่หม่ำเองที่เคยรับประกันรายได้แน่ๆ พักหลังตัวเลขก็เริ่มไม่ค่อยเดินเท่าไหร่แล้ว

จึงทำให้ช่วงหลัง เริ่มมีการให้ดาราตลกเป็นตัวเสริมและใช้นักแสดงปกติเป็นดารานำหลัก
ซึ่งค่ายที่ดูจะประสบความสำเร็จขึ้นมาก็คือ M39 กับหนังของ คุณยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพชร
ซึ่งวางแนวทางหนังตลกใหม่ที่วางนักแสดงให้สอดรับกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ไม่ใช่ขายแต่มุข
จึงทำให้หนังตลกมีเส้นทางที่เติบโตออกไปได้อีก หลังจากใช้ดาราตลกยิงมุขนำมานาน

ดังนั้น สำหรับหนังแนวตลก ก็จะยังคงทำเงินได้ในตลาดหนังเมืองไทย แบบที่ไม่ต้องเจ็บตัวมาก
และถ้าหนังเนื้อหาดี ก็มีสิทธิทำเงินถล่มทลายได้เช่นกัน เพราะหนังก็ถูกกับลักษณะคนไทยอยู่แล้ว
และตอนนี้ก็ยังมีเส้นทางแนวหนังที่ไปได้อีก เพียงแต่ผสมผสานมุขกับเนื้อหาให้ลงตัวเท่านั้น

หนังแอ็คชั่น

ที่จริงสำหรับหนังแนวนี้แล้ว มีแต่เพียงค่ายใบโพธิ์เท่านั้นที่ทำออกมาเป็นเรื่องเป็นราว
ซึ่งก็มาจากทีมสตั๊นท์คุณพันนา นำโดยดาราชูโรงอย่าง พี่จา พนม (ตอนนี้ก็ชื่อ ธัชกร ไปแล้ว)
โดยมีโปรดักชั่นเฮ้าส์อย่าง บาแรมยู เป็นหัวหอกในการผลิตหนังแนวนี้แบบผูกขาด
ซึ่งถ้าโดยรสชาติที่ถูกปากคอหนังไทยแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าค่ายใบโพธิ์ชิงธงนี้ไปได้ก่อน
ทำให้ค่ายอื่นถึงคิดจะทำก็ทำไม่ได้แล้ว เหมือนใครคิดจะทำเครื่องแม็คแข่งก็สู้แอปเปิ้ลไม่ได้

แต่เมื่อเปิดแนวรบแล้วประสบความสำเร็จขึ้นมาขึ้นมา ก็ทำให้ค่ายอื่นเองก็มีลงมาเล่นด้วย
ทั้งค่ายเล็กค่ายใหญ่ต่างก็ลองส่งหนังตัวเองมา แม้จะรู้ว่าต้องใช้ทรัพยากรมากก็ตาม
แต่แนวหนังที่ฉับไวน่าจะเข้าถึงคนดูได้ง่ายและมีความสำเร็จการันตีให้ ก็ทำให้มีคนกล้าลอง
ซึ่งปรากฎว่าโดยภาพรวมส่วนใหญ่หลายเรื่องกลับไม่เป็นตามคาด ต้องเจ็บตัวไปตามๆกัน

ค่ายใหญ่ที่ลองลงมือกับหนังแอ็คชั่นก็มีค่ายอย่าง ไฟว์สตาร์ กับ อินทรีแดง (ที่เจ็บตัวแรงมาก)
และค่ายอย่าง Oriental Eyes ที่ส่งหนังอย่าง My Best Bodyguard มา (ซึ่งก็เจ็บตัวอีก)
กระทั่ง GTH ก็เคยลองผสมผสานแอ็คชั่นกับตลกในหนังอย่าง ตั๊ดสู้ฟุด (เรื่องนี้ทำเงินได้ดี)
ล่าสุด ค่าย FilmRUs ของอาร์เอสส่งหนังรักแอ็คชั่น บางกอกกังฟู มา (ซึ่งก็มาแล้วไปแบบเงียบๆ)

หนังแนวนี้ทำค่อนข้างยาก แต่ถ้าทำออกมาดี ก็จะประสบความสำเร็จแรงอย่าง ไตรภาคองค์บาก
ซึ่งถึงแม้ว่ารายได้จะลดลงทุกภาค แต่เมื่อเทียบกับรายได้หนังไทยโดยเฉลี่ยก็ยังถือว่าสูง
ซึ่งถึงเวลานี้ก็มีเพียงค่ายใบโพธิ์ค่ายเดียว ที่ยังประสบความสำเร็จจริงๆจังๆกับหนังแนวนี้
แต่ถ้าเจ๊งก็จะเจ๊งแรงเช่นกัน อย่างหนังบางส่วนที่ได้ยกตัวอย่างไป ซึ่งมักจะมาจากหลายปัจจัย
ทั้งโดยตัวเนื้องาน และเนื้อหาเรื่องที่อาจจะห่างไกลคนไทยไปก็มีส่วนอยู่ที่หนังไม่ประสบความสำเร็จ

ภาวะการณ์หนังแนวนี้ในปัจจุบัน ถ้าจะพูดจริงๆ ก็ค่อนข้างซบเซาอยู่เพราะมีหนังเจ๊งติดกันหลายเรื่อง
แต่ถามว่ายังมีอนาคตอยู่ไหม ก็เชื่อว่าอย่างน้อยค่ายใบโพธิ์ที่เป็นเจ้าหลัก ก็น่าจะยังมีแพลนอยู่
เพราะตอนนี้ก็มี “ต้มยำกุ้ง 2” ที่กำลังถ่ายทำ ซึ่งอาจจะเรียกความคึกคักหนังแอ็คชั่นกลับมาอีกครั้ง

อนาคตหนังแนวนี้น่าจะอยู่ที่ การวางเรื่องราวหนังให้เข้มข้นขึ้น ไม่เน้นฉากสตั๊นท์ต่อสู้แบบที่ผ่านมา
เพราะไม่อย่างนั้น ชะตากรรมจะคล้ายๆหนังตลกและหนังผี ที่โยนมุขโยนผีมาใส่จนคนดูเอียนไปแล้ว
ที่จริงก็มีหนังที่ลองผสมผสานแนวอื่นเข้ามาอย่าง ตั๊ดสู้ฟุด เป็นตัวอย่างว่าถ้าวางเนื้อหาน่าสนใจ
ทางหนังแอ็คชั่นก็สามารถแตกแขนงไปได้ไกลเช่นกัน เหมือนที่หนังต่างประเทศจะมี แอ็คชั่นตลก
ซึ่งประสบความสำเร็จทางรายได้และคำวิจารณ์หลายๆเรื่อง ซึ่งหนังไทยก็สามารถเอาเป็นแนวทางได้
เพราะจะทำให้หนังแอ็คชั่นมีความหลากหลาย และสามารถเติบโตขึ้นไปได้อีกมาก

หนังโรแมนติค-คอมเมดี้

หลังการมาของ “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ก็ทำให้หนังแนวนี้กลายเป็นน้องใหม่ของค่ายหนังทั้งหลาย
ที่เห็นช่องทางทำเงิน จนตอนนี้กำลังเริ่มกลายเป็นกระแสหนังแนวหลักในตลาดเข้าไปทุกทีๆ
ด้วยข้อดีที่หนังแนวนี้มีความยืดหยุ่นกว่าหนังตลกในมุมมองของคนไทยคือ ใกล้ชีวิตจริงมากกว่า
กล่าวคือ หนังรู้สึกสัมผัสได้มากกว่า เพราะหนังมักจะเล่นประเด็นกับเรื่องราวและความคิดคนจริงๆ
โดยเฉพาะความรักที่เป็นเรื่องที่คนพูดถึงอยู่แล้ว ผสมผสานกับความตลกอันเป็นรสชาติหลักคนไทย
แถมยังใส่ดาราตลกให้เป็นจุดเรียกคนดูได้ ทำให้ดูเหมือนว่าหนังแนวนี้จะเป็นเส้นทางใหม่ขึ้นมา

ซึ่งจะว่าไปก็ใช่ว่าหนังแนวนี้จะไม่เคยมีมาก่อน ถ้าจะยังจำกันได้ในยุคกระโปรงบานขาสั้น
ในยุคนั้นที่จริงหนังก็ไปแนวทางนี้ แล้วที่น่าขำก็คือ หนังแนวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ฆ่าหนังไทยยุคนั้น
แต่พอล้มหายไปยาวนาน ก็ดูเหมือนว่าคนทำจะพบวิธีการสร้างสรรค์ใหม่จนพลิกฟื้นมาในอีกรูปแบบ

แล้วดูแนวโน้มของหนังที่กำลังออกตามมาอีก สัญญาณก็ดูค่อนข้างจะโอเคเป็นที่ต้อนรับ
อย่างเลวสุดก็คงเก็บรายได้เท่าทุนพอไหว แล้วการทำหนังแนวนี้ก็คล้ายกับหนังผี หนังตลก
คือไม่ต้องอาศัยโปรดักชั่นสูงๆ (ซึ่งเป็นจุดอ่อนของหนังแอ็คชั่น) ทำให้สามารถควบคุมงบได้
เพียงแต่ขอให้งานสร้างออกมาดูมีเกรด ไม่ทำลวกๆ ก็สามารถจะดึงดูดผู้ชมได้ไม่ยาก
เพราะโดยอารมณ์ของหนังแนวนี้ก็จะสนุกสนานสดใสอยู่แล้ว ซึ่งลักษณะพื้นฐานของคนไทย

แต่สิ่งที่ต้องระวังของหนังแนวนี้คือ ความหลากหลายของเนื้อหา และ ความใกล้เคียงหนังตลก
เพราะตอนนี้ก็เริ่มได้กลิ่นมาบ้างแล้ว ตัวอย่างหนังที่กำลังจะออกมาเริ่มมีการกระหน่ำมุขมากขึ้น
ซึ่งจะต้องแยกหนังแนวนี้ให้ออกจากหนังตลก และหามุมที่ไม่ใกล้กันเกินไปของเนื้อหาหนัง

อนาคตของหนังแนวนี้ขึ้นอยู่กับ ความหลากหลายในการสร้างสรรค์เนื้อหาของหนัง
เพราะมีบทเรียนจากหนัง 3 แนวแรกแล้วที่ทำซ้ำไปมาจนคนดูเบื่อและรายได้ลดลงไปเรื่อยๆ
คนทำต้องหาแง่มุมที่หลากหลาย รวมทั้งต้องเข้าใจเส้นบางๆที่เฉียดใกล้หนังตลกเพียวๆอย่างมาก
หนังแนวนี้โดยธรรมชาติ มีเนื้อหาในตัวเองที่คนพร้อมจะติดตามเรื่องราวอยู่แล้ว
เพราะไม่ใช่หนังประเภทโยนมุข สิ่งที่ต้องจดจำคือ ไม่ทำเรื่องราวให้เบาบางจนไม่น่าสนใจ
เพราะเนื้อเรื่องหนังแนวนี้มีสิทธิจะทำแบบง่ายดายแค่หนุ่มสาวรักกันจบ หรือไม่ก็เอาแต่โยนมุขเลย
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็จะคล้ายๆหนังแนวอื่นทุกเรื่องที่พอทำไปๆ คนดูก็จะเบื่อไปในที่สุด

———————————————————————————

โดยภาพรวม ณ ขณะนี้แล้ว ไม่มีหนังแนวหลักแนวไหนที่ล้มหายตายจากไปจากตลาดแบบถาวร
เพียงแต่ปัญหาใหญ่คือ ความยังไม่หลากหลายพอของเนื้อหาหนัง ซึ่ง 3 แนวแรกโดนไปเต็มๆ
หนังโรแมนติค-คอมเมดี้ จะเรียนรู้บทเรียนเหล่านั้น และรักษาแนวหนังที่เข้ากับคนไทยนี้ได้ไหม
แล้วหนังแนวอื่นจะเรียนรู้และสร้างสรรค์ความหลากหลายของเนื้อหาออกมาใหม่ได้อย่างไร
รวมถึงการผสมแนวทางหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นอีกทางที่จะทำให้หนังมีความหลากหลายขึ้น

ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนสำหรับคนดูหนังไทยเรา เพราะที่จริงรสนิยมเราไม่เปลี่ยนมาก
คนไทยเราดูคู่กรรม หรือบ้านทรายทองรีเมคกันมาเป็นสิบๆรอบแล้วคงยืนยันอะไรได้
เราคนไทยเพียงแต่ต้องการมุมมองที่สร้างสรรค์แปลกแตกต่างออกไป แม้เนื้อหาจะยังเล่มเดิม
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนทำแล้วว่าจะขยัน และทำงานกับหนังของตัวเองหนักแค่ไหนเท่านั้นเอง

เพราะท้ายที่สุดความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่แนวหนัง แต่เป็นเนื้อหาของหนังต่างหากใช่ไหมล่ะครับ

Posted on กันยายน 25, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: