Gran Torino: เก๋าจนหยดสุดท้าย

เขาว่าความเก๋ามันไม่ได้สร้างกันได้ง่ายๆ ยิ่งกับคนทำหนังสักคน ไม่ใช่ว่าใครก็จะเก๋าได้
ยิ่งความเก๋าทั้งฝีมือการกำกับและการแสดงในคนคนเดียว ยิ่งไม่ได้หาง่ายๆเลย
แต่กับปู่คนหนึ่ง ทั้งเล่นหนังทั้งกำกับหนังมาครึ่งศตวรรษ แต่กลับมีแต่เก่งขึ้นเก๋าขึ้นทุกวัน
ขณะที่คนรุ่นใหม่พยายามจะเล่าเรื่องโชว์ฉลาดซับซ้อน แต่ปู่กลับไปเล่าเรื่องแบบง่ายๆแต่เจ๋ง
ปู่คนนั้นคือปู่ Clint Eastwood และหนังเรื่องที่ว่านั้นก็คือ Gran Torino ครับ

——————————————————————–

Gran Torino เล่าเรื่องของ วอลท์ โควอลสกี้ ทหารผ่านศึกสงครามเกาหลีที่ค่อนข้างขวางโลก
ชอบที่จะอยู่โดดเดี่ยว ไม่ค่อยคบหาเพื่อนบ้านเท่าไหร่ แม้กระทั่งลูกหลานตัวเองก็ไม่ถูกกัน
วอลท์มีของรักของหวงเป็นรถ Gran Torino แล้วก็ปรากฎว่ามีเด็กม้งชื่อ Tao พยายามมาขโมย
เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับแก๊งม้ง เลยทำให้วอลท์ต้องมีเกี่ยวพันกับชีวิตของเต๋าอย่างคาดไม่ถึง

เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง

คงจะพูดไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ของปู่คลินท์ “เดินเรื่องแบบง่ายและเดาเรื่องได้”
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหนังแย่แต่อย่างใด ตรงกันข้าม หนังเรื่องนี้กลับโชว์ความเก่งของคนทำหนัง
การเดินเรื่องที่มีเส้นเรื่องที่หลายคนอาจพอคาดเดาจุดจบของหนังได้อยู่แล้วให้หนักแน่นได้
และใช้คาแรกเตอร์ของตัวละครส่งเสริมการดำเนินเรื่องอย่างแม่นยำ ทำให้หนังสนุกได้ตลอดทาง

30 นาทีแรกของหนังถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะหนังใช้เวลาทั้งหมดในการแนะนำตัวละคร
แสดงให้เห็นโลกทั้งหมดของตัวละครในเรื่อง คาแรกเตอร์ของแต่ละคน และวาง Conflict เรื่อง
แม้จะเสียเวลาหน่อย แต่เป็นการเสียเวลาที่คุ้มค่า เพราะทำให้เรื่องราวที่จะเดินต่อไปหนักแน่นจริงๆ

ซึ่งโดยเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรที่ใหม่ คนขวางโลก ที่มาเจอกับเด็กขี้แหย มีแก๊งมาคอยทำให้เสียคน
ทั้งสองมาเจอกัน คนขวางโลกและเด็กขี้แหยเริ่มเปลี่ยนแปลง สอนและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ก่อนจะเจอเรื่องร้ายที่ทำให้ต้องตัดสินใจ และคนขวางโลกก็ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงในที่สุด
แต่ในความไม่ใหม่นั้น หนังกลับใช้ประโยชน์จากตัวละครและวางจังหวะเล่าเรื่องได้อย่างลงตัว
ทำให้ “ความง่ายและการเดาเรื่องได้” กลายเป็น “ความตรงไปตรงมาที่หนักแน่น”
สำหรับผม นี่เป็นอีกบทเรียนที่ดีของคนทำหนังของการเล่าเรื่องที่ดีทั้งที่หนังไม่ได้มีอะไรใหม่เลย

นักแสดงและตัวละคร

สิ่งที่ทำให้น่าติดตามเลยของหนัง คือตัวละครสองคนที่ค่อนข้างจะสุดขอบคือ วอลท์และเต๋า
คนหนึ่งขวางโลก อีกคนหนึ่งขี้แหยหาทางให้ชีวิตตัวเองไม่ได้ แล้วทั้งสองก็พบทางออกร่วมกัน
ผ่านความไม่เต็มใจของทั้งคู่ แต่ในที่สุดทั้งสองก็เข้ากันและเรียนรู้กันได้ทีละน้อย

ความเป็นคนขวางโลกและดูจะไม่ถูกกับใครแบบสุดๆของปู่วอลท์ ทำให้น่าติดตามไปโดยปริยาย
ดูว่าปู่แกจะไปยิงใครเล่นแบบที่แกชอบใช้นิ้วทำท่าปืนยิงโป้งๆหรือเปล่า ทำเราลุ้นจนนาทีสุดท้าย
รวมถึงเด็กขี้แหยแบบเต๋า ก็ชวนให้เราติดตามไปทีละน้อยว่าที่สุดแล้วจะเปลี่ยนตัวเองไปอย่างไร
แล้วเต๋าจะเข้าใจโลกและอะไรได้ดีขึ้น แบบที่ปู่วอลท์เองพยายามจะทำให้เต๋าเข้าใจหรือไม่

หนังวางการเข้ามาของตัวละครรอบๆได้อย่างชาญฉลาด ทั้งที่เป็นตัวละครแบบที่เราก็เคยเห็น
หนังใช้คาแรกเตอร์รอบตัวของวอลท์และเต๋าในการสร้างพัฒนาการทั้งสองออกมาได้อย่างดี
ทั้งครอบครัวปู่ คุณพ่อยาโนวิช แก๊งวัยรุ่นม้ง พี่สาวของเต๋า ตัวละครเหล่านี้ถูกวางได้อย่างลงตัว
ค่อยๆช้าๆตามสไตล์ปู่ แต่หนักแน่นและส่งพัฒนาการตัวละครว่า ตัวละครจะเปลี่ยนไปอย่างไร
ทั้งที่เราก็รู้อยู่แล้วว่า ในที่สุดตัวละครก็จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่เราก็ยังต้องติดตามดู
แล้วบางทีก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างตัวละครวอลท์ของปู่ ที่แม้จะค่อยๆเปลี่ยนไปได้
แต่ก็ยังคงความเก๋าจนหยดสุดท้ายจริงๆ เรียกว่าทั้งเปลี่ยนและรักษาภาพตัวละครได้ดีจริงๆ

คงไม่ต้องพูดถึงการแสดงแบบคมๆหนักๆตามสไตล์ปู่ มาขนาดนี้แล้ว ความเก๋ามันบ่งบอก
แม้ปู่จะยังคงสไตล์คาวบอยแบบที่คุ้นๆตา แต่ความสมจริงของบททั้งเรื่องร่างกายและการเป็นปู่
ทำให้เชื่อจริงๆว่า ปู่นี่ขวางโลกและเป็นพวกปลดเกษียณตกยุคจอมดื้อด้านที่อดจะยิ้มไมไ่ด้ทุกฉาก
ยิ่งช่วง 30 นาทีแรกที่แสดงคาแรกเตอร์ ปู่วอลท์ขวางโลกได้แบบชวนเกรียนแต่ก็อดคบไม่ได้

ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง

ปมของหนังพูดถึง “ชีวิตและความตาย” และหนังก็เล่าได้อย่างเนียนตาไปจนตลอดทาง
หนังก็ยังคงเล่าผ่านตัวละครหลักทั้งสองคนในการค้นหาความมีชีวิตในความไร้ชีวิต
ในขณะที่วอลท์พบเจอแต่ความตาย จนไม่รู้ความหมายของการมีชีวิตเพื่อชีวิตที่มีคุณค่า
เ๋ต๋าก็มีชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งก็เหมือนๆกับตายทั้งเป็น และไม่รู้ว่าการมีชีวิตที่ดีจะเป็นยังไง

ซึ่งในที่สุดต่างคนต่างก็พบชีวิตของกันและกัน วอลท์ค้นพบว่าตัวเองเข้ากันได้ดีกับครอบครัวม้ง
หนังก็สื่ออย่างตรงไปตรงมา ว่าในบ้านครอบครัวม้งดูมีชีวิต อย่างน้อยก็มากกว่าบ้านของวอลท์
ในขณะที่เต๋าก็ค้นพบชีวิตจากการได้มารู้จักวอลท์ วอลท์สอนให้รู้จักทำมาหากิน มีชีวิตที่ดีขึ้น
ซึ่งหนังก็เล่าผ่านการกระทำอย่างเข้าใจได้ทันที เป็นความง่ายที่ไม่ต้องหาชั้นหาเชิงอะไรเลย
บวกกับตัวละครที่อาจดูซ้ำๆแบบคุณพ่อยาโนวิชที่มาพูดกันตรงๆ หรือแม้แต่บทพูดตรงๆของวอลท์
แต่พอใส่ถูกจังหวะ และด้วยบทพูดที่ไม่ฟุ้ง ก็ทำให้ช่วยเสริมความหนักแน่นของปมหนังได้ลงตัว

ในส่วนสุดท้ายที่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่พูดถึง ทั้งที่เป็นถึงชื่อเรื่อง นั่นก็คือรถ Gran Torino
ตรงนี้มีสัญญะอะไรรึเปล่า สำหรับผมแล้ว รถ Gran Torino ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า ตัวเชื่อมเรื่อง
แต่นั่นก็เป็นการโชว์ความเก๋าอีก เพราะที่จริงรถคันนี้สำหรับวอลท์ ก็ดูจะเป็นแค่รถคันหนึ่งเท่านั้น
แต่เพราะรถคันนี้ ทำให้เป็นตัวเริ่มความสัมพันธ์ของวอลท์กับเต๋า แม้มันจะไม่ได้มีบทบาทอะไรต่อนัก
แต่ตอนท้าย รถก็ยังเป็นสิ่งที่แสดงคุณค่าของคนที่สมควรได้ไปได้อย่างเจ็บๆแสบๆดีอีกด้วย
เหมือนกับว่า รถคันนี้เหมาะสมสำหรับคนที่รู้จักคุณค่าของการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ถึงจะได้มันไป

การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่า “ยิ่งแก่ก็ยิ่งเก๋า” ปู่คลินท์กล้าทำหนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาอย่างนี้
แล้วยังเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตามอีกด้วย ทั้งที่ใครดูก็คงจะพอเห็นบทสรุปของเรื่องได้อยู่แล้ว
ซึ่งอย่างที่บอก นี่เป็นหนังที่น่าศึกษาสำหรับคนทำหนังจริงๆว่าเล่าเรื่องง่ายๆอย่างไรให้อยู่หมัด

งานสร้างเรื่อง Production Design และองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆทุกอย่างบนหนังก็เป็นสิ่งที่น่าชม
หนังสร้างชุมชนที่ดูโทรมๆและกลายเป็นที่อยู่ของคนต่างเชื้อชาติส่วนใหญ่ได้อย่างดูมีสัญญะ
ทำให้รู้สึกถึงความแห้งแล้งของบางสิ่ง และการมีชีวิตของบางอย่างได้อย่างรู้สึกออกมาได้

และอีกส่วนก็คือ เรื่องความพิถีพิถันในการกำกับและองค์ประกอบทางสังคมของคนม้ง
นอกจากการกำกับที่ค่อยๆพาเรื่องราวไปอย่างไม่กระโชกโฮกฮาก ทำให้ซึมซับเรื่องได้อย่างดีแล้ว
ก็เรื่องวัฒนธรรม ในหนังฝรั่งหลายเรื่องมักจะละเลย ไม่ก็เหมาเอาเป็นวัฒนธรรมคนจีนไปทั้งหมด
แต่กับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นคนทำหนังที่น่าเคารพของคลินท์ อีสต์วู้ดจริงๆ
ผมเองก็ไม่ถึงกับทราบอย่างละเอียดว่าคนม้งใช้ชีวิตกันอย่างไร มีวัฒนธรรมอย่างไร
แต่เอาเป็นว่า แค่ฉากรับขวัญลูกที่เกิดก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงการทำการบ้านอย่างดีแล้ว
ทั้งสร้างความสมจริงให้หนัง และยังเป็นการช่วยส่งเสริมปมของเรื่องได้สวยงามอีกด้วย

จุดดี จุดด้อย และภาพรวม

เรามาสรุปจุดดี จุดด้อย และภาพรวมของหนังกัน

จุดดี
1. หนังเล่าเรื่องที่ดูง่ายและแสนตรงไปตรงมาได้อย่างน่าติดตามและหนักแน่น
2. การวางคาแรกเตอร์และการเข้ามาของตัวละครที่ช่วยสอดรับเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างลงตัว
3. การวางจังหวะเล่าเรื่องที่ส่งเสริมปมหลักของหนังได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและถูกจังหวะตลอด
4. หนังให้ความพิถีพิถันในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างสังคมชาวม้ง ทำให้หนังมีความสมจริง
5. (ส่วนตัว) ปู่โชว์เก๋าทั้งการแสดง และการกำกับหนังที่แสนตรงไปตรงมาให้สนุก เป็นบุญตาจริงๆ

จุดด้อย
บางคนอาจบอกว่าหนังเล่าเรื่องที่ง่ายและเดาได้ แต่ผมว่าไม่มีเลย ทุกอย่างลงตัวอย่างที่ควรเป็นจริงๆ

Gran Torino แสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นเสมอไปที่หนังที่สามารถคาดเดาเรื่องราวได้จะเป็นหนังไม่น่าดู
ถ้าคนทำหนังวางจังหวะการเล่าเรื่องได้ดี วางคาแรกเตอร์ตัวละครที่สอดรับกัน หนังก็สนุกน่าติดตาม
แม้ทุกองค์ประกอบจะเคยเห็นมาหมดแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าการเข้าใจเรื่องและแก่นของเรื่อง
ซึ่งนั่นจะทำให้หนังที่แสนจะตรงไปตรงมาในการเล่า เป็นหนังที่ดีและเล่าเรื่องชวนให้คนดูสนุกได้จริงๆ

เกรด A- ครับ (คะแนน 9.8)

Posted on สิงหาคม 25, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: