Monthly Archives: สิงหาคม 2011

Knight & Day: ขึ้นเกียร์ 5 แต่ดันถอยลงมาเกียร์ 2

ในชีวิตคนเราก็ฝันอยากจะไปผจญภัยสุดขั้วกันสักครั้ง เอาแบบให้มันส์สุดๆ
ถึงแม้ว่าการออกไปตะลุยนั้น อาจจะเจอเรื่องเสี่ยงตาย แต่คนเราก็อยากจะลองมัน
ผู้ชายหลายคนก็คงฝันจะได้บู๊ระห่ำสะใจบ้างอะไรบ้าง ยิ่งไปผจญภัยสนุกกับสาวสวยก็ยิ่งเจ๋ง
ผู้หญิงหลายคนก็คงฝันจะได้ไปท่องรอบโลก ถ้าได้ไปลัลล้ากับคนที่ตัวเองรักก็ยิ่งดี
แต่ถ้ายังไม่ได้ไป อย่างน้อยก็เอามันส์บนจอหนังก่อนก็ได้แบบ Knight & Day

————————————————————————-

Knight & Day เล่าเรื่องราวของ จูน เฮเว่นส์ ผู้หญิงธรรมดาที่กำลังบินไปงานแต่งงานน้องสาว
แต่ทว่ากลับตกกระไดพลอยโจนอย่างไม่คาดฝัน เมื่อต้องมาพบกับสายลับอย่าง รอย มิลเลอร์
ที่เธอก็ไม่รู้แต่แรกว่าเขาเป็นใคร แต่กว่าจะรู้ เธอก็ต้องไปพัวพันกับภารกิจลับอย่างช่วยไม่ได้
ซึ่งภารกิจลับของรอยนั้น ทั้งอันตรายสุดขั้วและต้องตะลุยฝ่าฟันกันไปข้ามโลกเลยทีเดียว

เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง

หนังเปิดตัวตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าเป็น หนังแอ็คชั่น-คอมเมดี้ ว่าด้วยเรื่องการตกกระไดพลอยโจน
ดังนั้น เรื่องบางเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลว่าทำไมถึงได้เว่อร์สุดขีดอย่างที่เห็นในหนัง
เส้นเรื่องของหนังก็มีแค่การปฏิบัติภารกิจของ รอย มิลเลอร์ในการปกป้อง “เซเฟอร์” ให้สำเร็จ
โดยที่จูน เฮเว่นส์ดันมาตกกระไดพลอยโจนกับภารกิจ ที่จูนเองก็รับมือได้แบบโกีะๆกังๆ

ด้วยเนื้อเรื่องการปฏิบัติภารกิจสายลับนั้น ไม่มีอะไรให้แปลกใจมากอยู่แล้วเพราะเป็นไปตามสูตร
ในส่วนที่สนุกของหนังคือ การตกกระไดพลอยโจนของจูนมากกว่า ว่าเธอจะไปเจออะไรบ้าง
ซึ่งหนังก็เปิดมาได้แบบใส่เต็มแม็ก ตั้งแต่เริ่มขึ้นเครื่องบิน จนยันไปถึงเกาะส่วนตัวของรอย
เรียกว่าสมใจอารมณ์ปลดปล่อยคนดูที่อยากเห็นอะไรเว่อร์ๆ ออกไปผจญภัยเสี่ยงตายสนุกๆ

แต่ทว่าอันที่จริง พอหมดฉากไล่ล่าบนทางด่วนที่แสดงความเว่อร์แบบสะใจของรอยไปแล้ว
หนังก็ดูจะถอนเกียร์ลงมาเรื่อยๆ แล้วค่อยๆเห็นรูโหว่ที่หนังเดินสูตรแบบเนื้อหนังอ่อนไปหน่อย
เพราะเนื้อเรื่องมีแค่การปกป้องนวัตกรรมเซเฟอร์ ที่มี Conflict ตัวละครธรรมดาตามสูตรที่เป๊ะไปนิด
เสน่ห์ความเว่อร์ที่จูนต้องตกกระไดพลอยโจนเรื่องต่างๆ ก็เลยค่อยๆหายไปตามเวลาด้วย
หนังเลยกลายเป็นหนังแอ็คชั่นสายลับธรรมดาที่สีสันการผจญภัยตอนแรกค่อยๆรู้สึกหายไปเสีย

นักแสดงและตัวละคร

นี่คือส่วนที่ดีที่สุดของหนังและก็ต้องขอบคุณทั้ง Tom Cruise และ Cameron Diaz ด้วย
Knight & Day ถือได้ว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้เสน่ห์ของนักแสดงนำได้อย่างคุ้มค่าทุกเม็ด
Tom Cruise กับ Cameron Diaz มาในบทที่คนคุ้นภาพอยู่แล้วในพักหลังๆของทั้งสองคน
เรียกว่าทำได้แบบที่ Mr. & Mrs. Smith ที่ใช้แบรด พิทท์ และแอนเจลิน่า โจลีได้อย่างคุ้มค่า
ทำให้หนังเรื่องนี้แม้จะถอนเกียร์ลงมา แต่เราก็ยังสนุกกับการติดตามการแสดงของทั้งสอง

แต่ถ้าพูดถึงในมุมมองของตัวละครแล้ว คงต้องยอมรับว่าหนังดูก้ำกึ่งในการติดตามเหมือนกัน
เพราะด้วยความที่ว่าภาพของนักแสดงค่อนข้างจะมาเหนือความเป็นตัวละครเสียมาก
อีกทั้งเรื่องราวเองก็ไม่ได้มี Conflict ที่น่าสนใจในการสร้างตัวละครแบบ Mr. & Mrs. Smith
ตัวละครรอยและจูน เหมือนสร้างขึ้นเพื่อสอดรับกับภาพลักษณ์ของทอมและคาเมรอน
จนพอเราดูเรารู้สึกเหมือนดูทอมกับคาเมรอนเล่นหนัง มากกว่าเห็นตัวละครรอยและจูน
แล้วตัวละครรอยกับจูนก็ห่างเกินไปและจับโยนใส่แอ็คชั่นเลย ไม่ได้ปูความสัมพันธ์ให้ดีเท่าไหร่

นอกจากนั้น ตัวละครรอบตัวอื่นๆ ก็เป็นไปตามสูตรที่วาง Conflict เรื่องไว้ไม่ดีพอเหมือนกัน
เมื่อเทียบกับหนังเว่อร์ๆแบบ The A-Team ที่เน้นภารกิจเว่อร์และตัวละครเว่อร์ๆ ที่มีเนื้อหนังดีกว่า
มีเรื่องราวของตัวละครต่างๆให้จับต้องอยู่ข้างใน ทำให้มีความน่าสนใจในการติดตามเรื่องราว
แม้หนังจะเดินตามสูตร แต่เป็นสูตรที่ตัวละครมีน้ำหนัก แต่ Knight & Day ตัวละครดูเป็นบล็อกไป

ปมและกิมมิคในการดำเนินเรื่อง

ปมของหนัง วางไว้ผ่านตัวละครของจูนคือ “การอยากมีอิสระ ได้ออกไปผจญโลกกว้าง”
หนังบอกปมตรงจุดนี้ผ่านบทสนทนาและตัวละครรอบตัวของจูน ซึ่งหนังก็วางออกมาได้ดีและง่าย
ผ่านตัวละครที่ตามจีบจูนอย่างนายตำรวจดับเพลิง และงานแต่งงานน้องสาวที่เหมือนการผูกมัด
หนังทำให้รู้สึกได้โดยไม่ต้องพูดว่า จูนน่าจะออกไปผจญภัยและเราก็รู้สึกอยากให้จูนออกไปจริงๆ

เสียดายหน่อยที่การพัฒนาปมตรงจุดนี้ยังไม่เนียนนัก หนังให้เวลาในการปูปมของจูนไม่มากพอ
หนังโยนเข้าไปที่แอ็คชั่นตกกระไดพลอยโจนเลย โดยที่ยังไม่ทันได้วางปมความต้องการของจูนให้ดี
ซึ่งทำให้เราไม่ค่อยรู้สึก พอจูนตัดสินใจจะไปตามหารอย เหมือนว่าหนังหักให้เธออยากไปลุยดื้อๆ

ตรงจุดที่จะส่งเสริมปมของจูน และเป็นส่วนที่คนดูอยากติดตามด้วยก็คือ “การผจญภัยไปที่ต่างๆ”
อันที่จริงหนังก็พาเราไปเหมือนเกือบจะสุดขอบ แต่ก็เหมือนจะไปได้ไม่สุดๆแบบสะใจเท่าไหร่
ซึ่งก็อย่างที่บอกว่า หนังเหมือนจะเปิดมาดีแล้ว พาตัวละครขึ้นเหนือล่องใต้แบบเว่อร์สะใจ
แต่เหมือนกับว่า หนังพาตัวละครไปหย่อนลงที่ต่างๆแค่นั้น มากกว่าจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ซึ่งบางทีถ้าจะปรับหนังมีเนื้อภารกิจในสถานที่ต่างๆ ที่เข้ากับปมความต้องการลึกๆของจูน
น่าจะทำให้การผจญภัยตกกระไดพลอยโจนของจูนสนุกขึ้น และช่วยเสริมปมของจูนให้แน่นขึ้นด้วย
ยกตัวอย่างความเว่อร์ที่ดูถึงอารมณ์เข้ากับเนื้อภารกิจ ก็ให้ดูหนังอย่าง The A-Team เป็นตัวอย่าง
แต่ก็เป็นเพราะหนังปูมาไม่แน่นพอ เลยทำให้รู้สึกว่าหนัง “ถอยจากเกียร์ 5 มาที่เกียร์ 2” อย่างที่บอก
แต่ถ้าไม่คิดลึกไปถึงตรงนั้นมาก แอ็คชั่นผจญภัยในสถานที่ต่างๆ หนังก็ทำออกมาได้สนุกดีใช้ได้

การกำกับ งานสร้าง และองค์ประกอบภาพยนตร์

เมื่อพูดถึงส่วนของการกำกับ ก็ต้องยอมรับว่า เจมส์ แมนโกลด์ คุมส่วนผสมของนักแสดงได้ลงตัว
เพราะในหนังแบบนี้ที่เคมีนักแสดงเป็นส่วนสำคัญต่อความสนุกของหนัง การคุมให้ลงตัวถือว่าสำคัญ
ซึ่งผู้กำกับก็ไม่พลาดตรงจุดนี้ ได้นักแสดงที่ลงตัวมาแล้วเอามาใช้ไม่เสียของ ทำให้หนังสนุก

นอกจากนั้นเอง ในการออกแบบฉากแอ็คชั่นต่างๆนั้นก็ทำออกมาได้เว่อร์สะใจดี
โดยเฉพาะฉากไล่บนทางด่วน และฉากไล่ล่ากันที่สเปนที่ไปเจอทั้งวัวกระทิงและจราจรวุ่นวาย
เอาเป็นว่าในทุกฉากแอ็คชั่นตูมตามที่ออกมา ให้อารมณ์เว่อร์สมใจอยากอย่างที่ควรจะเป็น

อย่างสุดท้ายที่ช่วยให้การผจญภัยเว่อร์เพ้อฝันนี่ออกมาดูรื่นรมย์ดีก็คือ ดนตรีประกอบ
การเลือกใช้เพลงแนวลาตินเป็นพื้นก็ทำให้หนังดูเป็นเหมือนการเต้นรำในการผจญภัยตูมตาม
ซึ่งช่วยอัพอารมณ์ความรู้สึกผจญถัยของหนังได้ดี และจะดีสมบูรณ์ถ้าหนังไปสุดขอบของมัน
เพราะที่จริงองค์ประกอบทุกส่วนเอื้อหมดแล้ว เสียดายว่าหนังเกียร์ดันถอยลงมาเสียได้

จุดดี จุดด้อย และภาพรวม

เรามาสรุปจุดดี จุดด้อย และภาพรวมของหนังกัน

จุดดี
1. หนังคือความลงตัวของเคมีตัวละครระหว่าง Tom Cruise กับ Cameron Diaz จริงๆ
2. หนังเว่อร์ได้สุดขีดในทุกฉากแอ็คชั่นที่มี เติมเต็มอารมณ์ความสะใจของคนดูได้ดี
3. องค์ประกอบรอบตัวของหนังที่ช่วยเลี้ยงความสนุกในการติดตามภารกิจไปตลอดทาง

จุดด้อย
1. หนังไปไม่สุดขอบการผจญภัยเว่อร์สะใจ เพราะหนังค่อยๆถดถอยจากเนื้อหนังที่อ่อนไปหน่อย
2. หนังโยนตัวละครเข้าฉากแอ็คชั่นเร็วไป ไม่ได้ปูตัวละครให้แน่นพอ โดยเฉพาะจูน ตัวสำคัญของเรื่อง
3. การสร้างตัวละครนำที่ห่างกันไม่มี Conflict ที่น่าสนใจ และตัวละครดูแมทช์กับภาพของนักแสดงไป
4. ฉากแอ็คชั่นที่วางไว้ไม่ผสมกับเนื้อภารกิจได้เนียนและไม่ช่วยส่งเสริมปมตัวละครอย่างที่ควรจะมี

Knight & Day ถึงพร้อมจะไปถึงความเว่อร์สุดขอบและการเติมเต็มอารมณ์ผจญภัยลึกๆของคนดู
เสียดายว่าหนังเปิดมาดีแล้ว แต่หนังกลับถอยเกียร์ลงจนเป็นหนังแอ็คชั่นสายลับธรรมดาไปเสียได้

เกรด B ครับผม (คะแนน 7.7)

Advertisements

Gran Torino: เก๋าจนหยดสุดท้าย

เขาว่าความเก๋ามันไม่ได้สร้างกันได้ง่ายๆ ยิ่งกับคนทำหนังสักคน ไม่ใช่ว่าใครก็จะเก๋าได้
ยิ่งความเก๋าทั้งฝีมือการกำกับและการแสดงในคนคนเดียว ยิ่งไม่ได้หาง่ายๆเลย
แต่กับปู่คนหนึ่ง ทั้งเล่นหนังทั้งกำกับหนังมาครึ่งศตวรรษ แต่กลับมีแต่เก่งขึ้นเก๋าขึ้นทุกวัน
ขณะที่คนรุ่นใหม่พยายามจะเล่าเรื่องโชว์ฉลาดซับซ้อน แต่ปู่กลับไปเล่าเรื่องแบบง่ายๆแต่เจ๋ง
ปู่คนนั้นคือปู่ Clint Eastwood และหนังเรื่องที่ว่านั้นก็คือ Gran Torino ครับ

——————————————————————–

Gran Torino เล่าเรื่องของ วอลท์ โควอลสกี้ ทหารผ่านศึกสงครามเกาหลีที่ค่อนข้างขวางโลก
ชอบที่จะอยู่โดดเดี่ยว ไม่ค่อยคบหาเพื่อนบ้านเท่าไหร่ แม้กระทั่งลูกหลานตัวเองก็ไม่ถูกกัน
วอลท์มีของรักของหวงเป็นรถ Gran Torino แล้วก็ปรากฎว่ามีเด็กม้งชื่อ Tao พยายามมาขโมย
เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับแก๊งม้ง เลยทำให้วอลท์ต้องมีเกี่ยวพันกับชีวิตของเต๋าอย่างคาดไม่ถึง

เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง

คงจะพูดไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ของปู่คลินท์ “เดินเรื่องแบบง่ายและเดาเรื่องได้”
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหนังแย่แต่อย่างใด ตรงกันข้าม หนังเรื่องนี้กลับโชว์ความเก่งของคนทำหนัง
การเดินเรื่องที่มีเส้นเรื่องที่หลายคนอาจพอคาดเดาจุดจบของหนังได้อยู่แล้วให้หนักแน่นได้
และใช้คาแรกเตอร์ของตัวละครส่งเสริมการดำเนินเรื่องอย่างแม่นยำ ทำให้หนังสนุกได้ตลอดทาง

30 นาทีแรกของหนังถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะหนังใช้เวลาทั้งหมดในการแนะนำตัวละคร
แสดงให้เห็นโลกทั้งหมดของตัวละครในเรื่อง คาแรกเตอร์ของแต่ละคน และวาง Conflict เรื่อง
แม้จะเสียเวลาหน่อย แต่เป็นการเสียเวลาที่คุ้มค่า เพราะทำให้เรื่องราวที่จะเดินต่อไปหนักแน่นจริงๆ

ซึ่งโดยเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรที่ใหม่ คนขวางโลก ที่มาเจอกับเด็กขี้แหย มีแก๊งมาคอยทำให้เสียคน
ทั้งสองมาเจอกัน คนขวางโลกและเด็กขี้แหยเริ่มเปลี่ยนแปลง สอนและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ก่อนจะเจอเรื่องร้ายที่ทำให้ต้องตัดสินใจ และคนขวางโลกก็ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงในที่สุด
แต่ในความไม่ใหม่นั้น หนังกลับใช้ประโยชน์จากตัวละครและวางจังหวะเล่าเรื่องได้อย่างลงตัว
ทำให้ “ความง่ายและการเดาเรื่องได้” กลายเป็น “ความตรงไปตรงมาที่หนักแน่น”
สำหรับผม นี่เป็นอีกบทเรียนที่ดีของคนทำหนังของการเล่าเรื่องที่ดีทั้งที่หนังไม่ได้มีอะไรใหม่เลย

นักแสดงและตัวละคร

สิ่งที่ทำให้น่าติดตามเลยของหนัง คือตัวละครสองคนที่ค่อนข้างจะสุดขอบคือ วอลท์และเต๋า
คนหนึ่งขวางโลก อีกคนหนึ่งขี้แหยหาทางให้ชีวิตตัวเองไม่ได้ แล้วทั้งสองก็พบทางออกร่วมกัน
ผ่านความไม่เต็มใจของทั้งคู่ แต่ในที่สุดทั้งสองก็เข้ากันและเรียนรู้กันได้ทีละน้อย

ความเป็นคนขวางโลกและดูจะไม่ถูกกับใครแบบสุดๆของปู่วอลท์ ทำให้น่าติดตามไปโดยปริยาย
ดูว่าปู่แกจะไปยิงใครเล่นแบบที่แกชอบใช้นิ้วทำท่าปืนยิงโป้งๆหรือเปล่า ทำเราลุ้นจนนาทีสุดท้าย
รวมถึงเด็กขี้แหยแบบเต๋า ก็ชวนให้เราติดตามไปทีละน้อยว่าที่สุดแล้วจะเปลี่ยนตัวเองไปอย่างไร
แล้วเต๋าจะเข้าใจโลกและอะไรได้ดีขึ้น แบบที่ปู่วอลท์เองพยายามจะทำให้เต๋าเข้าใจหรือไม่

หนังวางการเข้ามาของตัวละครรอบๆได้อย่างชาญฉลาด ทั้งที่เป็นตัวละครแบบที่เราก็เคยเห็น
หนังใช้คาแรกเตอร์รอบตัวของวอลท์และเต๋าในการสร้างพัฒนาการทั้งสองออกมาได้อย่างดี
ทั้งครอบครัวปู่ คุณพ่อยาโนวิช แก๊งวัยรุ่นม้ง พี่สาวของเต๋า ตัวละครเหล่านี้ถูกวางได้อย่างลงตัว
ค่อยๆช้าๆตามสไตล์ปู่ แต่หนักแน่นและส่งพัฒนาการตัวละครว่า ตัวละครจะเปลี่ยนไปอย่างไร
ทั้งที่เราก็รู้อยู่แล้วว่า ในที่สุดตัวละครก็จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่เราก็ยังต้องติดตามดู
แล้วบางทีก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างตัวละครวอลท์ของปู่ ที่แม้จะค่อยๆเปลี่ยนไปได้
แต่ก็ยังคงความเก๋าจนหยดสุดท้ายจริงๆ เรียกว่าทั้งเปลี่ยนและรักษาภาพตัวละครได้ดีจริงๆ

คงไม่ต้องพูดถึงการแสดงแบบคมๆหนักๆตามสไตล์ปู่ มาขนาดนี้แล้ว ความเก๋ามันบ่งบอก
แม้ปู่จะยังคงสไตล์คาวบอยแบบที่คุ้นๆตา แต่ความสมจริงของบททั้งเรื่องร่างกายและการเป็นปู่
ทำให้เชื่อจริงๆว่า ปู่นี่ขวางโลกและเป็นพวกปลดเกษียณตกยุคจอมดื้อด้านที่อดจะยิ้มไมไ่ด้ทุกฉาก
ยิ่งช่วง 30 นาทีแรกที่แสดงคาแรกเตอร์ ปู่วอลท์ขวางโลกได้แบบชวนเกรียนแต่ก็อดคบไม่ได้

ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง

ปมของหนังพูดถึง “ชีวิตและความตาย” และหนังก็เล่าได้อย่างเนียนตาไปจนตลอดทาง
หนังก็ยังคงเล่าผ่านตัวละครหลักทั้งสองคนในการค้นหาความมีชีวิตในความไร้ชีวิต
ในขณะที่วอลท์พบเจอแต่ความตาย จนไม่รู้ความหมายของการมีชีวิตเพื่อชีวิตที่มีคุณค่า
เ๋ต๋าก็มีชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งก็เหมือนๆกับตายทั้งเป็น และไม่รู้ว่าการมีชีวิตที่ดีจะเป็นยังไง

ซึ่งในที่สุดต่างคนต่างก็พบชีวิตของกันและกัน วอลท์ค้นพบว่าตัวเองเข้ากันได้ดีกับครอบครัวม้ง
หนังก็สื่ออย่างตรงไปตรงมา ว่าในบ้านครอบครัวม้งดูมีชีวิต อย่างน้อยก็มากกว่าบ้านของวอลท์
ในขณะที่เต๋าก็ค้นพบชีวิตจากการได้มารู้จักวอลท์ วอลท์สอนให้รู้จักทำมาหากิน มีชีวิตที่ดีขึ้น
ซึ่งหนังก็เล่าผ่านการกระทำอย่างเข้าใจได้ทันที เป็นความง่ายที่ไม่ต้องหาชั้นหาเชิงอะไรเลย
บวกกับตัวละครที่อาจดูซ้ำๆแบบคุณพ่อยาโนวิชที่มาพูดกันตรงๆ หรือแม้แต่บทพูดตรงๆของวอลท์
แต่พอใส่ถูกจังหวะ และด้วยบทพูดที่ไม่ฟุ้ง ก็ทำให้ช่วยเสริมความหนักแน่นของปมหนังได้ลงตัว

ในส่วนสุดท้ายที่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่พูดถึง ทั้งที่เป็นถึงชื่อเรื่อง นั่นก็คือรถ Gran Torino
ตรงนี้มีสัญญะอะไรรึเปล่า สำหรับผมแล้ว รถ Gran Torino ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า ตัวเชื่อมเรื่อง
แต่นั่นก็เป็นการโชว์ความเก๋าอีก เพราะที่จริงรถคันนี้สำหรับวอลท์ ก็ดูจะเป็นแค่รถคันหนึ่งเท่านั้น
แต่เพราะรถคันนี้ ทำให้เป็นตัวเริ่มความสัมพันธ์ของวอลท์กับเต๋า แม้มันจะไม่ได้มีบทบาทอะไรต่อนัก
แต่ตอนท้าย รถก็ยังเป็นสิ่งที่แสดงคุณค่าของคนที่สมควรได้ไปได้อย่างเจ็บๆแสบๆดีอีกด้วย
เหมือนกับว่า รถคันนี้เหมาะสมสำหรับคนที่รู้จักคุณค่าของการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ถึงจะได้มันไป

การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่า “ยิ่งแก่ก็ยิ่งเก๋า” ปู่คลินท์กล้าทำหนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาอย่างนี้
แล้วยังเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตามอีกด้วย ทั้งที่ใครดูก็คงจะพอเห็นบทสรุปของเรื่องได้อยู่แล้ว
ซึ่งอย่างที่บอก นี่เป็นหนังที่น่าศึกษาสำหรับคนทำหนังจริงๆว่าเล่าเรื่องง่ายๆอย่างไรให้อยู่หมัด

งานสร้างเรื่อง Production Design และองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆทุกอย่างบนหนังก็เป็นสิ่งที่น่าชม
หนังสร้างชุมชนที่ดูโทรมๆและกลายเป็นที่อยู่ของคนต่างเชื้อชาติส่วนใหญ่ได้อย่างดูมีสัญญะ
ทำให้รู้สึกถึงความแห้งแล้งของบางสิ่ง และการมีชีวิตของบางอย่างได้อย่างรู้สึกออกมาได้

และอีกส่วนก็คือ เรื่องความพิถีพิถันในการกำกับและองค์ประกอบทางสังคมของคนม้ง
นอกจากการกำกับที่ค่อยๆพาเรื่องราวไปอย่างไม่กระโชกโฮกฮาก ทำให้ซึมซับเรื่องได้อย่างดีแล้ว
ก็เรื่องวัฒนธรรม ในหนังฝรั่งหลายเรื่องมักจะละเลย ไม่ก็เหมาเอาเป็นวัฒนธรรมคนจีนไปทั้งหมด
แต่กับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นคนทำหนังที่น่าเคารพของคลินท์ อีสต์วู้ดจริงๆ
ผมเองก็ไม่ถึงกับทราบอย่างละเอียดว่าคนม้งใช้ชีวิตกันอย่างไร มีวัฒนธรรมอย่างไร
แต่เอาเป็นว่า แค่ฉากรับขวัญลูกที่เกิดก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงการทำการบ้านอย่างดีแล้ว
ทั้งสร้างความสมจริงให้หนัง และยังเป็นการช่วยส่งเสริมปมของเรื่องได้สวยงามอีกด้วย

จุดดี จุดด้อย และภาพรวม

เรามาสรุปจุดดี จุดด้อย และภาพรวมของหนังกัน

จุดดี
1. หนังเล่าเรื่องที่ดูง่ายและแสนตรงไปตรงมาได้อย่างน่าติดตามและหนักแน่น
2. การวางคาแรกเตอร์และการเข้ามาของตัวละครที่ช่วยสอดรับเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างลงตัว
3. การวางจังหวะเล่าเรื่องที่ส่งเสริมปมหลักของหนังได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและถูกจังหวะตลอด
4. หนังให้ความพิถีพิถันในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างสังคมชาวม้ง ทำให้หนังมีความสมจริง
5. (ส่วนตัว) ปู่โชว์เก๋าทั้งการแสดง และการกำกับหนังที่แสนตรงไปตรงมาให้สนุก เป็นบุญตาจริงๆ

จุดด้อย
บางคนอาจบอกว่าหนังเล่าเรื่องที่ง่ายและเดาได้ แต่ผมว่าไม่มีเลย ทุกอย่างลงตัวอย่างที่ควรเป็นจริงๆ

Gran Torino แสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นเสมอไปที่หนังที่สามารถคาดเดาเรื่องราวได้จะเป็นหนังไม่น่าดู
ถ้าคนทำหนังวางจังหวะการเล่าเรื่องได้ดี วางคาแรกเตอร์ตัวละครที่สอดรับกัน หนังก็สนุกน่าติดตาม
แม้ทุกองค์ประกอบจะเคยเห็นมาหมดแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าการเข้าใจเรื่องและแก่นของเรื่อง
ซึ่งนั่นจะทำให้หนังที่แสนจะตรงไปตรงมาในการเล่า เป็นหนังที่ดีและเล่าเรื่องชวนให้คนดูสนุกได้จริงๆ

เกรด A- ครับ (คะแนน 9.8)

Moire & Crie: Moire เป็นพี่ใหญ่แล้วจ้า (ต่อ)

คราวที่แล้วเอา 5 ตอนแรกของ Moire กับ Crie แมวน้อยตัวใหม่ที่มาแย่งบ้าน Moire (อิอิ) มาฝากกันไปแล้ว
วันนี้ก็มาตามสัญญาว่าจะเอาอีก 4 ตอนที่เหลือมาฝากกัน (ซึ่งคุณ Kay ก็คงทำมาอีก แต่ตอนนี้มีถึงตอน 9 ครับ)

ใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องของแมวน้อยจอมย่อง Moire ก็ไปอ่านกันก่อนได้ที่นี่นะครับ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=catcakemaru&month=26-06-2011&group=6&gblog=11

————————————————————————

เมื่อ 5 ตอนที่แล้ว ดูท่าทาง Moire จะไม่ค่อยอยากจะต้อนรับเจ้า Crie เท่าไหร่ แต่ Crie ก็ดูจะไม่ได้กลัวเลย
แถมยังอาจหาญเข้าไปขอพี่ใหญ่เล่นด้วยอีก จน Moire บอกว่า “แมวไม่มีสัมมาคารวะ” (อันนี้แต่งเอง) ^^”

มาดูกันซิว่า Moire จะต้อนรับ Crie ได้ซะทีหรือยังกันครับ =^.^=

Photobucket
อ๊ะ…ท่าทางจะอยู่ด้วยกันได้แล้ว (หรือยังน้า)

Moire & Crie #06 – Moire ซ้อมวิธีสั่งสอน
Moire คิดในใจ “เจ้าเด็กนี่มันบังอาจมาก ต้องสั่งสอนสักวัน” คุณ Kay เจ้าของเห็นก็คงจะรู้ว่าท่าไม่ดี
วันนี้เลยจับแยกสองตัวไม่ต้องมาอยู่ร่วมเฟรมกันสักวัน แล้วก็เอาเพนกวินน้อยมาให้ Moire เล่นเอาใจ

Moire ได้เพนกวินมาก็ “อ่ะฮ่า ตัวขนาดเท่าเจ้าเด็กซ่าเลย อย่างนี้ต้องฝึกซ้อมวิธีสั่งสอนซะหน่อยแล้ว”
ว่าแล้ว Moire ก็กอดรัดฟัดเหวี่ยง ตะกุยเจ้าเพนกวินผู้โชคร้ายอย่างเมามันส์ เฮ้อ Crie จะเป็นไงต่อไปน้อ
หลังฝึกซ้อมเสร็จก็กลับคอนโดแมว คุณเจ้าของเลยต้องปลอบให้เย็นลง “โอ๋ อย่าไปทำร้ายน้องเลยนะ”

Moire & Crie #07 – Moire พร้อมรบ!?!
หลังจากซ้อมมือไว้แล้ว Moire ก็มาตั้งท่ารอทันที แต่คราวนี้ Crie อยู่ในป้อมค่ายคุ้มกันภัยอย่างดี ^^”
Moire เห็นเลยเดินสำรวจเพื่อล่อ Crie ออกมาจากป้อม และด้วยของเล่น ในที่สุด Crie ก็ออกมาจนได้

การรบที่ดีต้องมองจากที่สูง ว่าแล้ว Moire ก็ขึ้นไปอยู่บนแท่นทีวี แต่ Crie กลับผ่าตำราพิชัยสงครามซะงั้น
อาจหาญขึ้นไปท้าทายถึงที่ ว่าแล้วทั้งสองก็จ้องดูเชิงกันยาวนาน จนกระทั่งทั้งสองต้องพักรบมาทานอาหาร
เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่ที่สุด Moire ก็ต้องไปตั้งหลักก่อน เพราะเจ้าทหารน้อยนี่ไม่กลัวเลยแฮะ

Moire & Crie #08 – เริ่มประลองไหวพริบ
หลังจากจ้องดูเชิงกันมานาน คราวนี้เริ่มมีออกอาวุธกันมั่งละ เปิดมาก็เริ่มประลองลูกตบพิฆาตกันเลย ^^”
ก่อนจะมีการชิงไหวพริบรุกถอยสลับกัน แต่ Crie บอกว่า “หนูแค่อยากเล่นนี่นา” แต่ Moire คงไม่สนใจ

เลยกลับไปดูเชิงกันต่อจน Crie เห็นว่า ตอนกินข้าวคงผูกมิตรได้มั้ง แต่ก็เจอ Moire สายตาพิฆาตต้องถอยอีก
ว่าแล้วก็มาดวลกันกลางลาน Hippodrome “ก็หนูแค่อยากเล่นด้วยนี่” แต่ Moire ไม่สน คิดว่าบังอาจ
ก่อนจะเล่นบทชิงไหวพริบตามมุมตึก สุดท้ายแล้ว Crie ก็ต้องตามง้อพี่ Moire ต่อไป ไม่ยอมเล่นด้วยซะที

ปล. Hippodrome เป็นสนามแข่งม้ายาวสมัยกรีก ในคลิป Moire กับ Crie มาเจอกันตรงทางเดินยาวๆพอดี

Moire & Crie #09 – การ์ดสนามเด็กเล่น
Crie ยังพยายามหาทางผูกมิตรกับ Moire ต่อไป แต่ท่าทางวิธีการจะรุกเร็วไปหน่อย ไม่ถูกใจคุณพี่สาว
แต่ Moire ก็ดูอยากจะลองดูเจ้าน้องใหม่เหมือนกัน แต่พอเห็นหน้าเป็นไม่ได้ Crie เลยต้องถอยกรูดตามเคย

ท่าทางสองตัวนี่จะอยู่ด้วยกันได้ตอนกินอาหารเท่านั้น Moire ลองดมหาง Crie แต่สักพักก็ไม่สนอีกตามเคย
ไปนอนการ์ดเฝ้าสนามเด็กเล่นซะเลย แต่สนามเด็กก็ยั่วใจ Crie ให้เข้าไปเล่น ก็เจอ Moire ทั้งไล่ทั้งฮึ่มตลอด
“ห้ามเล่นเกินหน้าเกินตา ฉันคุมที่นี่เฟ้ย” แต่ Crie ไม่สน ก็หนูจะเล่นนี่ ทั้งสองเลยยังเขม่นกันต่อไป ^^”

————————————————————————

ใครที่อยากติดตาม Moire กับ Crie ก็ไปชมกันที่ช่องยูทูบคุณ Kay ได้นะครับ ชื่อช่อง Lowdope
http://www.youtube.com/user/lowdope

ต่อจากนี้ไปคงจะเรียกแค่ Moire เฉยๆไม่ได้แล้ว คงต้องเรียก Moire & Crie เพราะมีเหนียวน้อยใหม่มาแล้ว
คุณ Kay ก็คงทำวีดีโอตอนต่อไปออกมาเรื่อยๆ ให้เราได้ชมความน่ารักของแมวทั้งสองที่ท่าจะยังเข้ากันไม่ได้
ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า Moire กับ Crie จะเข้ากันได้เมื่อไหร่ หรือจะยังแง่งๆแบบนี้กันต่อไปอีกยาวนาน ^^”

แล้วจะนำเรื่องราวแมวเหมียวน่ารักๆจากโลกอินเตอร์เน็ทมาฝากกันต่อไปนะครับ สวัสดีครับ…

Photobucket
เมื่อไหร่พี่ Moire จะให้เราเล่นด้วยซะทีน้า

Moire & Crie: Moire เป็นพี่ใหญ่แล้วจ้า

ผมเคยเขียนเรื่องแมวน้อยจอมย่องที่ชื่อ Moire เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ที่คลิปมีคนเข้าไปดูถึง 23 ล้านครั้ง
แต่มาวันนี้ หลังจากเป็นเจ้าของบ้านมานาน คุณ Kay เจ้าของ Moire ก็พาแมวน้อยตัวใหม่มาเข้าบ้านแล้ว

เจ้าเหมียวน้อยตัวใหม่ตัวนี้มีชื่อว่า Crie ครับ เมี๊ยววว =^.^=

.

ใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องของแมวน้อยจอมย่อง Moire ก็ไปอ่านกันก่อนได้ที่นี่นะครับ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=catcakemaru&month=26-06-2011&group=6&gblog=11

————————————————————————

เจ้า Crie นี่ก็เป็นแมวพันธุ์ผสมเหมือนกันกับ Moire สีก็เหมือนๆกันอีกต่างหาก จนบางทีก็มองยากเหมือนกัน
แต่จุดสังเกตง่ายๆของแมวสองตัวนี้อยู่ที่หาง Moire หางจะหักปลาย ส่วนเจ้า Crie หางตรงแหน๋วไม่มีหัก

ซึ่งอาจจะทำให้เจ้า Moire รู้สึกอิจฉาก็ได้มั้ง เพราะแค่เห็น Crie เข้าบ้านก็ชักจะเริ่มไม่ค่อยต้อนรับแล้วแน่ะ ^^”
ซึ่งคุณ Kay เค้าก็ถ่ายวีดีโอเป็นซีรี่ส์เจ้าเหมียวสองตัว จนขณะนี้ก็มีถึง 9 ตอนแล้ว วันนี้ผมจะเอามาให้ดู 5 ตอน

จะเป็นยังไงบ้างกับเจ้าแมวเหมียวตัวใหม่ Moire จะรับน้องใหม่ Crie ยังไง ไปดูกันเลยครับ…

Photobucket
Crie แมวน้อยตัวใหม่ของคุณ Kay (รูปนี้สีเพี้ยนจากกล้องคุณเจ้าของนะครับ)

Moire & Crie #01 – ต้อนรับ Crie เข้าบ้าน
Crie มาในกรงแมว พอมาถึงบ้านก็อยากจะออกให้ได้เชียว หนูได้บ้านใหม่แล้ว!!! ร้องเมี๊ยวๆใหญ่เลย
Moire เห็นก็มองอย่างแปลกๆงงๆอยู่บนคอนโดลิ้นชัก สงสัยว่าไอ้เจ้าตัวนี้มันมาจากไหนของมันหว่า

แล้วคุณเจ้าของก็เปิดกรง เจ้า Crie ก็ทำการสำรวจห้องเป็นการใหญ่ เล่นซนไปทั่วจนเหนื่อยนอนแหมะ
พอ Moire รู้ว่าเจ้าเหมียวตัวใหม่ถูกปล่อยออกมาเล่นแล้วก็ เฮ้! ฉันเคยเป็นเจ้าของบ้านนะ ไปดูหน่อยซิ
ใครบังอาจมาแย่งบ้าน พอเห็นหน้า Crie ก็ขู่แฮ่ๆ แต่ไว้ตัวหน่อย ไปสั่งสอนเลยเดี๋ยวเจ้าหนูไม่เคารพ ^^”

Moire & Crie #02 – พี่ใหญ่ยังไม่ต้อนรับ
เนื่องจากพี่ใหญ่ทำท่าไม่ต้อนรับอย่างแรง คุณเจ้าของก็เลยต้องกั้นหนู Crie ด้วยลูกกรงไว้อีกห้องก่อน
“ไม่เอาอ่ะ หนูอยากออกไปเล่น” Crie ก็พยายามปีนลูกกรงใหญ่ แต่ Moire ก็มาขู่ๆข้างนอก เลยต้องถอนทัพ

สักพัก คุณเจ้าของก็ปล่อยให้มาเล่นข้างนอก เย้! ข้างนอกของเล่นเยอะเลย Crie สำรวจบ้านเป็นการใหญ่
ข้าวของ ของเล่นอะไรที่ Moire ใช้ Crie ก็สำรวจหมด จน Moire ที่ดูเชิงอยู่ห่างๆชักเริ่มจะฮึ่มๆ ^^”
อะไรวะ ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ นั่นมันของฉันนะเฟ้ย Moire แผ่รังสีด้วยสายตา Crie ก็เลยยังไม่กล้าเข้าใกล้วันนี้

Moire & Crie #03 – Crie เริ่มหัดสามหาวพี่ใหญ่
พอรู้ว่าพี่ใหญ่ไม่ทำอะไร ได้แต่ขู่อยู่ห่างๆ ก็เลยอาจหาญกินอาหารแมวจากเครื่องที่พี่ใหญ่กินประจำซะเลย
เสร็จแล้วก็ทั้งวิ่งทั้งเล่น ท้าทายพี่ใหญ่ไปทั่ว Moire จะตบเด็กเดี๋ยวก็หาว่ารังแก เลยได้แต่ฮึ่มๆอยู่บนคอนโด

พอเห็นพี่ใหญ่ไม่ทำอะไร เลยเริ่มหัดจ้องหน้า Moire บอก “ไอ้นี่มันชักจะสามหาว บังอาจมองหน้าเรอะ”
Crie บอก “หนูอยากเล่นด้วยนี่นา” ว่าแล้วก็ค่อยๆย่องไปหา แต่พี่ใหญ่ไม่เอาด้วย กระโดดดึ๋งขู่แฮ่ๆเลย
Crie ยังไม่ละความพยายาม พี่ใหญ่นอนอยู่ตรงทีวี เลยไปขอเล่นอีก แต่พี่ใหญ่ขู่ใส่ เลยจำต้องถอนทัพตามเคย

Moire & Crie #04 – พักรบกับพี่ใหญ่
หลังจากพี่ใหญ่ไม่ค่อยจะต้อนรับเท่าไหร่ วันนี้ก็เลยพักรบหน่อย เผื่อพี่ใหญ่เค้าจะใจเย็นเห็นใจขึ้นมั่ง
คุณ Kay ก็เอาลูกบอลขนให้เล่น อะฮ่า! ของเล่นใหม่ของหนู ว่าแล้ว Crie ก็จัดการกลิ้งบอลไปทั่วบ้าน

สงสัยว่าก่อนจะได้บ้านใหม่ หนู Crie คงดูโรนัลโด้กับเมสซี่มาเยอะ เลยอยากจะหัดเลี้ยงบอลให้เก่งๆ
พอได้ลูกบอลมา ก็เลยหัดเลี้ยงหลบฉากขาโต๊ะ กระถางต้นไม้ไปทั่ว “หนูจะไปบอลโลก หนูจะไปบอลโลก”
แต่ Moire ดูอยู่คงไม่เชื่อเท่าไหร่ “ชิ ถ้าเอ็งไปบอลโลก แมวตัวอื่นก็ไปบอลจักรวาลกันหมดแล้ว” ^^”

Moire & Crie #05 – เริ่มเข้ากันได้นิ๊ดส์นึง (จริงๆ)
ท่าทาง Moire ดูจะรับได้กับ Crie ขึ้นมาหน่อย ตอนนี้จะเล่นจะอะไรต่อหน้าก็ไม่ค่อยว่าอะไรเท่าไหร่ละ
แต่จ้องตานี่ยังรับไม่ได้ค่ะ แต่ Crie ก็ไม่กลัวเอาซะเลย จ้องแถมพุ่งใส่ จนคุณเจ้าของต้องรีบมาห้ามทัพ

ชิส์! เจ้าเด็กนี่ไม่มีมารยาท คุณเจ้าของก็เลยให้ Crie เล่นอยู่ใกล้ๆ Moire เผื่อจะเข้ากันได้มากขึ้นหน่อย
ซึ่งก็ดูท่าจะได้ผลขึ้นมานิ๊ดส์นึง Moire เริ่มลองดมๆหาง Crie ดูซิว่ามันพวกเดียวกันหรือพวกสามหาวแต่เกิด
แต่กระนั้น Moire ก็ยังไม่อยากสุงสิงเท่าไหร่ เห็นหน้าก็เดินผ่านแล้วยังขู่แถม Crie ก็เลยได้แต่หงอยต่อไป ^^”

————————————————————————

ไปชมอีก 4 ตอนที่เหลือได้ที่ Youtube ของคุณเจ้าของตามนี้ได้เลยนะครับ
http://www.youtube.com/user/lowdope

ปกติถ้าแมวตัวไหนเป็นดาวเด่นมากมาตั้งแต่แรก บางทีคุณเจ้าของมักจะไม่เอาแมวตัวใหม่เข้ามาเท่าไหร่
แต่คราวนี้ก็เป็นของใหม่ ซึ่งก็น่าสนุกน่าติดตามดีว่า สองตัวนี้จะเข้ากันได้ไหม ซึ่งดูท่าสงสัยคงอีกพักใหญ่
แต่มองในแง่ดี ต่อไปหนู Moire ก็จะได้มีเพื่อนเล่นแมวเหมียวตัวใหม่ต่อไปแล้ว ไม่ดีเหรอจ๊ะ Moire =^.^=

เดี๋ยวสุดสัปดาห์นี้จะเอาอีก 4 ตอนมาลงให้ชมที่นี่ด้วยอีก ติดตาม Moire & Crie กันต่อไปนะครับ…

Photobucket
มีแมวตัวใหม่มาแย่งบ้านหนูแล้ว ชิส์! เจ้าแมวนี่ไม่รู้จักสัมมาคารวะเลย ^^”

Tokyo Sonata: อัตตาคือระเบิดเวลา

ในสัปดาห์ที่มีหนังไทยเข้า ผมคงต้องละเว้นที่จะไม่เขียนบทวิจารณ์ตามที่บอกไว้
เพราะเป็นคนทำงานใกล้ชิดแวดวงหนังไทย จึงคิดว่าไม่สมควรที่จะวิพากษ์คนในแวดวงเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสัปดาห์นี้จะมีหนังทางเลือกอื่นให้ดู แต่ว่าสัปดาห์นี้ขออยู่บ้านบ้าง
ก็เปิดตู้ดีวีดีที่บ้านซะหน่อย แล้ววันนี้ก็หยิบหนังที่คิดว่าคอหนังหลายคนคงดูมาแล้วล่ะ
แต่เผอิญผมยังไม่ได้ดู (แหะๆ) เป็นหนังรางวัลเมืองคานส์จากญี่ปุ่นเรื่อง Tokyo Sonata

————————————————————————————

Tokyo Sonata เล่าเรื่องของครอบครัว Sasaki ครอบครัวญี่ปุ่นธรรมดาครอบครัวหนึ่ง
ซึ่งสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนก็กำลังมีปัญหาของตัวเอง แต่ว่าแต่ละคนก็พยายามปิดบังไว้
ในขณะที่ Ryohei หัวหน้าครอบครัวต้องมาตกงานกระทันหัน แต่ก็พยายามไม่บอกทุกคน
แต่สมาชิกครอบครัวที่เหลือต่างก็มีความต้องการของตัว แต่ปัญหาคือ ทั้งสามไม่อาจบอกเรียวเฮได้
ในขณะที่ Takashi อยากไปเป็นทหาร Kenji ก็ต้องการจะเรียนเปียโน จนต้องแอบไปเรียน
Megumi ภรรยา ก็มีความต้องการส่วนตัวเช่นกัน และทั้งหมดก็เหมือนระเบิดเวลานับถอยหลัง



*เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง*

หนังเดินเรื่องโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ เรียวเฮ กับอัตตาและความยึดมั่นถือมั่นของเขา
หนังค่อยๆสร้างบรรยากาศในครอบครัวและความต้องการของสมาชิกในครอบครัวแต่ละคน
และค่อยๆถ่ายทอดภาพของสังคมคนญี่ปุ่นที่แต่ละคนมีบริบททางสังคมที่ตนเองยึดถือ
เราจะค่อยๆรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวเหมือนมีกำแพงปิดกั้นเอาไว้ที่ยากจะทลายได้
ซึ่งกำแพงนั้นก็มาจากตัวเรียวเฮเอง รวมถึงสมาชิกในครอบครัวก็ช่วยกันสร้างมันเองด้วย

หนังเดินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป สร้างความสัมพันธ์ที่น่าอึดอัดภายในครอบครัวทีละน้อย
ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้ถึงระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดของสมาชิกครอบครัวแต่ละคน
เมื่อความต้องการถูกขวางกั้น จากบริบทสังคมของครอบครัว และอัตตาของตัวเรียวเฮเอง
หนังให้ความรู้สึกที่จริงมากในช่วงที่ความสัมพันธ์ของแต่ละคนอยู่ในภาวะอึดอัดต่อกัน
แล้วค่อยๆเผยความต้องการของแต่ละคน ให้ความรู้สึกได้เข้าไปสัมผัสชีวิตครอบครัวจริงๆ



แต่เมื่อระเบิดเวลาของแต่ละคนระเบิดแล้ว ดูเหมือนหนังสูญเสียความรู้สึกจริงไปสักหน่อย
ถึงแม้ว่าสิ่งที่ตัวละครได้พบเจอจะให้ความรู้สึกที่แรงสมกับระเบิดเวลาที่สะสมมาก็ตาม
แต่ก็ให้ความรู้สึกจัดกระทำไปสักนิด ทั้งเรียวเฮที่เจอเมกุมิกลางห้าง เคนจิที่เจอจับเข้าคุก
หรือตัวเมกุมิที่เจอหัวขโมยจับไปเป็นตัวประกันช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้หนังเสียศูนย์ไป
และหนังก็กลับมาสรุปจบได้อย่างสงบนิ่ง และให้ความรู้สึกจริงอย่างที่หนังวางมาตลอด



*นักแสดงและตัวละคร*

เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว ตัวละครจึงมีบทบาทสำคัญต่อเรื่องมากๆ
สิ่งที่รู้สึกชื่นชมที่สุดคือความ “จริง” ของตัวละครแต่ละคน เป็นภาพสะท้อนของคนญี่ปุ่นมากๆ
คงจะไม่พูดถึงว่านักแสดงทำหน้าที่ดีอย่างไร เพราะที่เราเห็นคือแทบไม่รู้สึกว่านี่คือตัวละครเลย
และไม่เฉพาะกับคนญี่ปุ่นเอง นี่ยังเป็นภาพสะท้อนของคนเอเชียในหลายๆภูมิภาคที่ก็เป็นรูปแบบนี้
ลูกที่ไม่กล้าบอกความต้องการกับพ่อ แต่พูดกับแม่ พ่อที่พยายามรักษาบทบาทในครอบครัว
แม่ที่ต้องเก็บความรู้สึกและความต้องการข้างในที่อาจขัดแย้งกับหน้าที่ในครอบครัวไว้



หนังค่อยๆเชื่อมความสัมพันธ์ของตัวละครเหล่านี้ได้รู้สึกจริง จนเราค่อยๆรู้สึกไปตามตัวละคร
หนังใช้ความต้องการของตัวละครในการขับเคลื่อนเรื่องให้เดินไป ค่อยๆสร้างความรู้สึกไป
แม้เรื่องมีตัวละครหลัก 4 คน แต่ก็โฟกัสอยู่กับความต้องการของแต่ละคนที่ต้องหาทางลงต่อกัน
ซึ่งยังเป็นการสะท้อนภาพครอบครัวเดี่ยวในทุกวันนี้ ที่แต่ละคนอยู่กับตัวเองอย่างถึงลึกเข้าไปอีก

นอกจากนั้น ภาพตลกร้ายที่คนตกงานยังใส่สูทผูกไทออกจากบ้าน ตัวละครตั้งโทรศัพท์โทรหลอก
อาจไม่ใช่ภาพที่ให้ความรู้สึกจริงนัก แต่การที่หนังใส่มาอย่างถูกที่ถูกเวลาโดยไม่รู้สึกจงใจ
กลับเป็นตัวเสริมความเป็นตัวละครของเรียวเฮได้รู้สึกจริง ทั้งความรู้สึกและอัตตาของตัวละคร
ทำให้ไม่ใช่เรื่องของแค่ครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนในสังคมที่มีตัวละครแบบนี้ทุกแห่งหน



*ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง*

หนังใช้ “ความเงียบและการปิดบัง” เป็นปมสำคัญในการดำเนินเรื่องในทุกองค์ประกอบ
ตั้งแต่การกระทำของตัวละคร ที่ปิดบังความต้องการของตัวเอง แม้จะพูดก็ไม่กล้าจะพูดทั้งหมด
แม้รู้ความต้องการของแต่ละคน ก็เลือกที่จะไม่พูดจากันตรงๆ กลับใช้อารมณ์ของตนเข้าพูดแทน
รวมไปถึง Mood & Tone ที่หนังใช้ดนตรีให้เหมือนแทนความรู้สึก มากกว่าจะแสดงอารมณ์ของฉาก



หนังยังวางตัวละครแต่ละคน ให้มีสัญญะของความเงียบและการปิดบังของตัวเองอยู่ทุกคน
เรียวเฮที่พยายามใส่สูทไปทำงานทุกวัน ปิดบังความจริงที่ตกงาน และใช้อัตตาปิดบังความอ่อนแอ
คีย์บอร์ดเสียๆของเคนจิ ที่เหมือนเป็นสัญญะของการปิดบังความต้องการของตนเองทั้งที่อยากทำ
รถเปิดประทุนได้ที่เมกุมิอยากขับ และเมื่อเธอได้ขับรถนั้น การเปิดประทุนก็เหมือนการปลดปล่อย

หรือแม้กระทั่งในฉากจบ ที่ทาคาชิ เขียนจดหมายมาจากตะวันออกกลางพูดถึงการไปเป็นทหาร
จดหมายก็เป็นความเงียบของทาคาชิ เพราะเมื่อทาคาชิจะไปเป็นทหาร ยื่นจดหมายให้พ่อแม่เซ็น
ทาคาชิก็ไม่ได้พูดตรงๆ การเขียนจดหมายทั้งที่โทรมาก็ได้ ก็เหมือนการยังไม่กล้าพูดจาอะไรออกไป



และเมื่อทุกคนต่างเงียบและปิดบังต่อกัน บางครั้งหนทางนี้ก็เป็นจุดลงที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว
เมื่อระเบิดเวลาของครอบครัวระเบิดไปแล้ว ทั้งหมดได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง ต่างคนต่างไม่พูดอะไร
เพียงทักทายกันปกติ แต่ก็คือหนทางที่ดีที่สุด เพราะต่างคนต่างก็ได้รับรู้ความเป็นไปของแต่ละคนแล้ว
เป็นการวางปมหลักที่สร้าง Conflict และวางบทสรุปของตัวละครได้ครบรอบอย่างสมบูรณ์



*การกำกับ งานสร้าง และองค์ประกอบภาพยนตร์*

ใครที่ชื่นชมความเป็นเอกลักษณ์ของหนังญี่ปุ่น ที่เน้นความนิ่งเรียบคงจะไม่พูดถึงงานสร้างเท่าไหร่
เพราะหนังญี่ปุ่นไม่ค่อยเน้นงานสร้างอลังการแบบฮอลลีวู้ด เอกลักษณ์คือความเป็นธรรมชาติและชีวิต
ใช้สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวในการเล่าเรื่อง การถ่ายภาพที่นิ่งสงบ ดนตรีและการตัดต่อที่ไม่มากมาย
ใช้หลักน้อยแต่รู้สึกมาก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หนังญี่ปุ่นหลายๆเรื่องรู้สึกจริงอยู่เสมอๆ

ซึ่งทำให้อยากพูดถึงการกำกับของ Kiyoshi Kurosawa อันที่จริงก็เคยดูหนังของเขาแค่เรื่อง Kairo
แต่ก็เห็นเอกลักษณ์ในการเล่าเรื่องที่นิ่งเรียบ และการใช้ทุกองค์ประกอบในหนังอย่างไม่ฟุ่มเฟือย
ใครที่เคยดู Kairo เมื่อมาเทียบกับเรื่องนี้จะเห็นข้อนี้ชัด หนังเล่าเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียว
ในสภาพแวดล้อมไม่กี่ที่ แต่ค่อยๆปรุงแต่งและเดินเรื่องราวให้รู้สึกใหญ่เหมือนโลกทั้งใบได้
ถึงจะเป็นหนังคนละ Genre แต่ก็เห็นจุดนี้เหมือนกัน และ Tokyo Sonata ยิ่งกลมกล่อมกว่าเดิมอีก



*จุดดี จุดด้อย และภาพรวม*

เรามาสรุปจุดดี จุดด้อย และภาพรวมของหนังกัน

จุดดี
1. หนังสะท้อนภาพสังคมญี่ปุ่นทั้งใบได้อย่างถึงลึก ผ่านเพียงครอบครัว Sasaki แค่ครอบครัวเดียว
2. การวางสัญญะตัวละครและทุกองค์ประกอบภาพยนตร์ที่ส่งเสริมแกนหลักเรื่องอย่างหนักแน่น
3. ความรู้สึกจริงของเรื่องและตัวละคร แทบไม่รู้สึกว่านี่คือตัวละครในหนัง แต่คือชีวิตที่กำลังนั่งชม
4. การพัฒนาเรื่องราวที่ค่อยเป็นค่อยไป จนไปถึงจุดระเบิดของตัวละครได้อย่างไม่รู้สึกน่าเบื่อเลย

จุดด้อย
1. หนังสูญเสียความรู้สึกจริงไปเล็กน้อยเมื่อระเบิดเวลาครอบครัวระเบิดในช่วงท้าย

หนัง Tokyo Sonata เป็นหนังที่ให้ความรู้สึกน้อยแต่ได้มาก และบาดลึกลงไปในใจไม่น้อย
หนังเล่าเรื่องของครอบครัวเดียว แต่กลับทำให้รู้สึกถึงภาพสะท้อนของสังคมที่ใหญ่กว่านั้นอย่างลึกซึ้ง
มีชั้นเชิงในการเล่าที่กลมกล่อม ให้ความรู้สึกจริง และเป็นสองชั่วโมงที่ไม่รู้สึกยาวเกินไปเลย

เกรด A- (คะแนน 9.5)

Mao: ตุ๊กตาแมวลายเสือสำหรับเด็กน้อย

โดยปกติสุนัขและแมวก็มักจะเป็นเพื่อนเล่นที่ดีสำหรับมนุษย์เราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่
แต่ถ้าถึงขนาดกอดรัดฟัดเหวี่ยง โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆแล้ว พ่อแม่ส่วนใหญ่คงไม่ปล่อยขนาดนั้น
เพราะยังไงสุนัขแมวก็คือสัตว์ ก็ยังเดาใจอะไรได้ไม่ทั้งหมด ยิ่งแมวด้วยแล้วมีกรงเล็บอาจทำบาดเจ็บได้

แต่แมวที่นำมาฝากกันในวันนี้ นอกจากไม่ทำร้ายเด็กแล้ว ยังกลายเป็นเพื่อนเล่นให้กอดรัดฟัดเหวี่ยงได้อีก
แมวน่ารักตัวนี้ เป็นแมวของชาวญี่ปุ่น (อีกแล้ว) มีชื่อเหมือนท่านผู้นำจีน เจ้าแมวตัวนี้ชื่อว่า Mao นั่นเองครับ

———————————————————————–

Mao เป็นแมวพันธุ์ผสมเพศผู้ เกิดเมื่อเดือนตุลาคม 2004 โดยมีคุณเจ้าของใช้ชื่อบนยูทูบว่า Maonooya
และอีก 2 ปีให้หลัง เพื่อนเล่น Mao ก็ลืมตาขึ้นมาดูโลก ไม่ใช่แมว แต่เป็นลูกชายคุณเจ้าของชื่อ Ryouga
ซึ่งทั้งสองก็เป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่หนู Ryouga เกิดจนตอนนี้เรียวกะก็มีน้องชายมาเล่นกับ Mao อีกคนแล้ว

Photobucket

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นเด็กกับแมวเป็นเพื่อนเล่นกัน หลายครอบครัวก็คงเป็นแบบนี้
แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะเห็นทั่วไปนักที่แมวจะใกล้ชิดกับคนตั้งแต่ยังเป็นทารกคลานเตาะแตะแบบนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นแมว หลายครอบครัวคงต้องเลือกเอาสัตว์ออกห่างจนกว่าเด็กจะโตพอรู้เรื่อง
แต่ครอบครัวของคุณ Maonooya คงน่าจะพอรู้นิสัย Mao มากพอจนปล่อยให้เล่นกับลูกได้แบบนี้

Photobucket

ซึ่ง Mao ก็เป็นแมวที่แสนใจเย็นมากๆทีเดียว เพราะเท่าที่ดูวีดีโอมา ดูเหมือน Mao ไม่เคยทำร้ายเด็กเลย
ทั้งที่บ่อยครั้งเอง Ryouga และน้องชายที่เพิ่งเกิดใหม่ ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เล่นตุ้บตั้บกับ Mao ออกจะบ่อยๆ
แต่ Mao คงเห็นเป็นเพื่อนเล่นตัวขนาดเท่าๆกัน (เพราะ Mao ก็ตัวใหญ่ใช้ได้) เลยเล่นสนุกไปกับเด็กๆด้วย

อย่างวีดีโอน่ารักอันนี้ ดูไปก็เสียวไป เพราะน้องชายเรียวกะทั้งดึงทั้งงับหาง Mao เล่นซะงั้น

 

Mao โตมากับครอบครัวนี้ ได้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกชายของคุณเจ้าของตั้งแต่แรกเกิดจนเริ่มโตกันแล้ว
แน่นอนว่าต้องเกิดความผูกพันกันเป็นธรรมดา Mao เองก็ชอบที่จะเล่นกับลูกชายคุณเจ้าของสนุกสนาน
ส่วนลูกชาย Ryouga ก็รักใคร่เอ็นดู Mao วิ่งเล่นไล่กัน บางทีเรียวกะเล่นแรงไปหน่อย แต่ Mao ก็ไม่ว่าอะไร
แล้วบางครั้งเวลาทั้งสองทำอะไรก็มักจะทำตามเหมือนๆกันอีกด้วย ซึ่งกลายเป็นความผูกพันที่ดูแล้วน่ารักดี

อย่างวีดีโอนี้ Mao และ Ryouga กำลังนั่งดูทีวี ทั้งสองยืนนั่งตามกัน แถมเรียวกะชี้ให้ Mao ดูตามด้วย

 

Mao เองไม่ได้ดูเป็นเพื่อนเล่นใจดีกับเฉพาะลูกชายของคุณเจ้าของทั้งสองคนเท่านั้น กับสัตว์อื่นก็ด้วย
ที่บ้านคุณเจ้าของ คงน่าจะชอบสัตว์เล็กๆ เพราะยังเลี้ยงกระต่ายไว้อีกตัวหนึ่ง Mao เองก็เล่นด้วยแบบน่ารักๆ
แล้วถึงตอนนี้ Mao เองที่เคยมีแต่เพื่อนเล่นต่างสปีชี่ส์มานาน ก็มีเพื่อนเล่นแมวเหมียวใหม่มาอีกตัวหนึ่ง
ชื่อ Yostuba ตามความหมายในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง ใบไม้สี่แฉกนำโชค เลี้ยงไว้น่าจะนำโชคลาภมาให้ ^^

Photobucket

โดยปกติ ผมมักจะมองหาจุดเด่นที่ทำให้สัตว์เลี้ยงแต่ละตัวที่เอามานำเสนอดูน่าสนใจน่าดึงดูดใจเสมอๆ
แต่สำหรับ Mao แล้ว “ความใจเย็น” ของเจ้าเหมียวคงไม่เชิงเป็นจุดเด่นเฉพาะของตัวมันเองเท่าไหร่
จุดที่ทำให้คนเข้าไปดูถึง 9 ล้านกว่าครั้ง น่าจะเป็น “ความเป็นเพื่อนเล่นของแมวกับเด็กน้อย” มากกว่า

ซึ่งนี่น่าจะเป็นจุดเด่นสำคัญของ Mao เพราะโดยปกติเราไม่ค่อยเห็นวีดีโอสัตว์เลี้ยงที่มีคนมาเล่นด้วยเท่าไหร่
ยิ่งคนเล่นเป็นเด็กตัวน้อยอย่างนี้ ก็คงเป็นเพราะความใจเย็นของ Mao ด้วยที่ทำให้กลายเป็นเพื่อนเล่นที่ดี
ความผูกพันของแมวกับคน ทำให้วีดีโอมีความน่ารักน่าเอ็นดู ที่เราได้ดูแมวและหนูน้อยเติบโตมาด้วยกัน

Photobucket

แต่กระนั้น หลายคนที่ได้ดูวีดีโอก็อาจมีความกังวลต่อหนูน้อยทั้งสอง (ตอนนี้ Ryouga โตแล้วคงไม่เป็นไร)
ว่าจะมีอันตรายอะไรหรือเปล่า เพราะบางที Mao ก็เลียหนูน้อย บางทีเด็กๆก็อมหาง เอามือที่จับแมวมาอมบ่อยๆ
ตรงนี้คุณเจ้าของเค้าก็บอกว่า เรื่องนี้เค้าดูแลอย่างดีไม่ให้เกิดอันตราย แล้ว Mao เองก็ไม่เคยทำร้ายเด็กๆ

ยังไงตรงจุดนี้ ผมก็พยายามมองในแง่ดีที่ว่า คุณเจ้าของเค้าต้องดูแลอย่างดีแล้วล่ะ

———————————————————————–

สำหรับใครที่อยากเข้าไปชมวีดีโอของ Mao และลูกๆของคุณ Maonooya เข้าไปดูที่ช่องยูทูบนี้ได้เลยครับ
http://www.youtube.com/user/maonooya/

ปกติเราจะได้เห็นแต่วีดีโอที่เห็นสุนัขแมวเป็นพระเอก ไม่ได้เห็นวีดีโอที่แสดงความผูกพันแบบนี้เท่าไหร่
ก็เป็นความน่ารักของแมวกับหนูน้อย ที่เราได้เห็นทั้งครอบครัวเติบโตมาด้วยกัน ที่ชวนให้รู้สึกผูกพันไม่น้อย
เพราะเป็นวีดีโอของจริง ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มาถ่ายทอดกัน ก็อาจจะเรียกได้ว่าหาได้ยากในโลกยูทูบทุกวันนี้

แล้วคราวหน้าจะเอาเรื่องแมวเรื่องสุนัขอื่นๆมาฝากกันใหม่ครับ สวัสดีครับ

Photobucket

Rise Of The Planet Of The Apes: นี่สิถึงจะเรียกว่าหนังลิงครองโลก

เมื่อหลายปีก่อน ผมตีตั๋วเข้าไปดูหนังรีเมค Planet Of The Apes ของป๋าทิม เบอร์ตัน
ตั้งความหวังไว้เต็มเปี่ยม เพราะระดับป๋าแล้วคงไม่ทำให้ผิดหวัง โดยเฉพาะงานอาร์ท
ผลปรากฎว่าเนื้อหนังก็เฉยๆ งานอาร์ทก็ห่างไกลลายเซ็นต์ป๋า แถมตอนจบ เหวอแดก!!!
แต่หนังเรื่องนี้ได้ยินกี่ครั้งก็ตั้งความหวังทุกที เพราะหนังมนุษย์พ่ายแพ้ไม่ค่อยจะมีบ่อยๆ
แล้วคราวนี้ก็มาอีกคำรบ แถมกลับไปตั้งต้นตั้งแต่ก่อนกำเนิดพิภพวานรกันเลยทีเดียว

—————————————————————————-

Rise Of The Planet Of The Apes เซ็ตเรื่องในโลกปัจจุบันโดยเรื่องเกิดในซาน ฟรานซิสโก
โดยเล่าเรื่องของ Will Rodman ดอกเตอร์ที่พยายามค้นหายารักษาอัลไซเมอร์ โดยใช้ลิงทดลอง
นอกจากเพื่อช่วยมนุษยชาติแล้ว ปมลึกๆก็คือ วิลล์ต้องการรักษาพ่อที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ให้ได้
แต่แน่นอนว่า ยาที่เป็นเชื้อไวรัสนั้นก็มีผลข้างเคียง คือ เสริมสร้างเซลล์ทำให้ลิงฉลาดขึ้น
และผลที่ตามมาก็คือ จุดเริ่มต้นของหายนะของมนุษยชาติ จากสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดลำดับที่สองนี่เอง



*เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง*

ถ้าเป็นหนังแนววิทยาศาสตร์ทำให้สัตว์ฉลาด ก็มักจะออกแนวการทดลองน่าขนลุกจนสัตว์อาละวาด
แต่สำหรับเรื่องนี้แล้ว หนังเลือกที่จะเดินเรื่องอย่างมีพัฒนาการ โดยมุ่งไปที่เรื่องราวของ ซีซาร์
เริ่มจากตั้งแต่ซีซาร์แรกเกิดจนชีวิตเปลี่ยนไป ทำไมในท้ายที่สุดซีซาร์ถึงนำลิงมายึดครองโลกได้
อันเป็นการทำให้เห็นเลือดเนื้อ ความรู้สึก ชีวิตได้อย่างลึกซึ้งหนักแน่นของการกำเนิดเรื่องราวจริงๆ



หนังเดินเรื่องไม่ยืดยาด รวดเร็วแต่กระชับ แม้ช่วงเวลาการเติบโตของซีซาร์จะยาวนานก็ตาม
หนังใช้โลกของลิงได้อย่างเป็นประโยชน์ในการเดินเรื่องให้รวดเร็ว และให้ข้อมูลแต่พอดีคำ
ได้เห็นโลกของซีซาร์อย่างรอบด้าน ค่อยๆปูความรู้สึกนึกคิดของซีซาร์กับโลกมนุษย์รอบตัวได้ดี
จนเมื่อซีซาร์ต้องถูกทอดทิ้ง ซีซาร์ค่อยๆแปรเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดไปเป็นนักปฏิวัติได้ไง
และส่วนที่ดีมากคือ ในศูนยกักกันสัตว์ ที่แสดงให้เห็นพัฒนาการของซีซาร์กับลิงที่จะครองโลก

หนังฉลาดมากที่จะโฟกัสไปที่เรื่องราวของซีซาร์ตรงๆ โดยให้มนุษย์เป็นเพียงส่วนเสริม
เพราะเนื้อพื้นเรื่องราวแบบนี้ เล่าซ้ำกันมาหลายเรื่องแล้ว ที่มนุษย์ทดลองจนสัตว์ฉลาดหรือเก่งเกิน
การโฟกัสไปที่ความรู้สึกนึกคิดของซีซาร์ โดยใช้การกระทำต่างๆของมนุษย์เป็นตัวสร้างพัฒนาเรื่องราว
นั่นทำให้หนังเรื่องนี้มีความแตกต่าง และมีเนื้อหาที่หนักแน่น จนนำไปสู่จุดจบของหนังได้สวยงาม



*นักแสดงและตัวละคร*

นอกจากหนังจะฉลาดในการโฟกัสเรื่องราวแล้ว หนังก็ฉลาดในการเลือกใช้นักแสดงอีกด้วย
หนังไม่ลังเลที่จะเลือกว่านักแสดงคนใดจะมีบทบาท คนใดควรจะเป็นเพียงส่วนเสริมเรื่องเท่านั้น

ในเมื่อหนังโฟกัสไปที่เรื่องราวของ ซีซาร์ ภาระทั้งหมดจึงไปอยู่ที่ผู้แสดงเป็นซีซาร์คือ Andy Serkis
จากที่เคยมอบชีวิตให้ Gollum ใน The Lord of the Rings มาแล้ว Andy ก็ได้มอบชีวิตให้ซีซาร์อีก
ภาระที่ต้องแบกไว้ตั้งแต่ซีซาร์เป็นลิงที่มีความสุข เติบโตมากับมนุษย์ ไปจนกระทั่งไปปฏิวัติโลก
แน่นอนว่าเรารู้ว่า CG ก็ช่วยสร้างซีซาร์ขึ้นมาต่อ แต่มันจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่ Andy Serkis
Andy ได้มอบความสมบูรณ์แบบให้ซีซาร์ ทำให้คนได้ผูกพันกับซีซาร์ตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ



และแม้มนุษย์จะเป็นเพียงส่วนเสริม แต่ James Franco กับบทของวิลล์ ก็ไม่ได้จมหายไปไหน
สิ่งที่เจมส์ได้มอบให้ คือการพัฒนาการเรื่องราวให้แน่น กับความมุ่งมั่นในการจะรักษาพ่อของตน
รวมถึงความรักที่มีให้ซีซาร์ ความผูกพันต่อทั้งสองสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมา เจมส์ให้น้ำหนักได้อย่างลงตัว

หนังใช้มุมมองพฤติกรรมมนุษย์เพื่อเติมเต็มชะตากรรมของซีซาร์ที่จะนำเหล่าวานรยึดครองโลก
ซึ่งหนังก็ใช้แต่ละจุดอย่างได้ผล ด้วยวิธีการง่ายๆ แต่เติมเต็มบทสรุปว่าทำไมวานรจะครองโลก
ทั้งความเปราะบางของ ชาร์ลส์ พ่อของวิลล์ ความป่าเถื่อนของมนุษย์อย่าง ดอดจ์ คนดูแลสถานกักสัตว์
ซึ่งเป็นการจิกกัดมนุษย์ไปในตัวว่า อยากเป็นเจ้าโลกแต่ก็ยังป่าเถื่อนและยังเปราะบางอีกต่างหาก
เหล่าเพื่อนบ้านที่มองซีซาร์ เหมือนแทนมนุษย์ทั้งโลก และเหล่านักวิทยาศาสตร์และพ่อค้ายา
ทั้งหมดเป็น ชิ้นส่วนที่ค่อยๆเติมเต็มบทสรุปของซีซาร์ ซึ่งหนังวางตัวละครเหล่านี้ได้อย่างลงตัว



หนังอาจมีจุดติดขัดนิดๆ ในส่วนของ Curve ในการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของตัวละครมนุษย์อยู่บ้าง
อย่างเช่น ตัวละครสตีฟ ที่เป็นเจ้าของโครงการยาไวรัสของวิลล์ ที่ดูแรกๆก็เหมือนจะมีมนุษยธรรมอยู่
แต่อยู่ๆก็เปลี่ยนกลายเป็นพ่อค้ายาหวังกำไรไปได้รวดเร็วไปหน่อย ซึ่งหนังยังทำได้ไม่เนียนนัก
หรือวิลล์ ที่หลังจากต้องปล่อยให้ซีซาร์ต้องถูกกักตัวไปแล้ว ความอาวรณ์ต่อซีซาร์ยังดูบางๆไป
จนไปถึงตอนจบที่ต้องเจอซีซาร์ อารมณ์ต่อสิ่งที่ตนได้ทำลงไปกลับดูหายไป ทั้งที่เรื่องมันใหญ่มาก
แต่ว่า ก็ถือเป็นจุดด้อยเล็กๆน้อยๆที่ไม่ได้ส่งผลต่อเนื้อเรื่อง และก็ถือว่าพอจะมองข้ามไปได้



*ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง*

หนังใช้ปมของ การกักขังและการโหยหาความรักและอิสรภาพ ได้อย่างเรียบง่ายและสวยงาม
สัญญะที่หนังใส่ลงมานั้น ง่ายและตรงไปตรงมา และเหมือนเป็นชิ้นส่วนในการต่อเติมภาพจนเต็ม

ปลอกคอ กรง สิ่งเหล่านี้ปรากฎอยู่ตลอดหนัง เป็นทั้งการสื่อสารและการจิกกัดสังคมมนุษย์ไปในตัว
ว่าเรามอบความรักให้สัตว์ แต่เราก็ยังกักขังมัน ยังควบคุมมัน ยังต้องการเป็นเจ้านายเหนือมัน
แม้กระทั่งบ้านของซีซาร์ที่ดูเหมือนอบอุ่น แต่กระนั้นซีซาร์ก็ยังต้องอยู่แต่ในบ้านเหมือนถูกกักขัง
เมื่อออกมานอกบ้าน แม้จะเพื่อช่วยคุณพ่อวิลล์ ก็ถูกมองเป็นตัวประหลาด มิอาจอยู่ร่วมกันได้



หน้าต่าง เป็นเหมือนทั้งกรงขังและการโหยหาความรักและอิสรภาพของซีซาร์ ซึ่งหนังใช้ตลอดทาง
หน้าต่าง เป็นที่ที่ซีซาร์ได้มองเห็นพ่อของวิลล์เสมอๆ ได้รู้สึกถึงความรัก เป็นที่ให้ความอบอุ่นแก่ซีซาร์
เมื่อถูกกักตัว ซีซาร์วาดหน้าต่างบ้าน โหยหาความรักความอบอุ่นที่เคยมี หน้าต่างยังเป็นตัวจิกกัดด้วย
เพราะเมื่อถูกกักขัง ซีซาร์พยายามขอความรักและอิสรภาพผ่านกระจก ซึ่งเคยเป็นที่เคยรู้สึกมีความรัก
แต่ท้ายที่สุด ซีซาร์มองกระจกเหมือนเป็นตัวกั้นอิสรภาพ และเมื่อเริ่มบุก ลิงพุ่งทะลุกระจกเพื่อมีอิสระ



แม้กระทั่งชื่อ ซีซาร์ ก็ยังเป็นเหมือนสัญญะและการจิกกัดไปในตัว เพราะชื่อมาจาก จูเลียส ซีซาร์
จูเลียส ซีซาร์ เป็นมนุษย์ผู้พิชิตและสร้างโลกที่เรายังคงอยู่ในปัจจุบัน และก็คือสัญญะของ ซีซาร์
ซีซาร์เกิดมาเป็นผู้เหนือกว่าลิงตัวอื่น ดังเช่น จูเลียส ซีซาร์ และชื่อก็จิกกัดมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบ
เพราะผู้พิชิตตนนี้คือ ลิงชิมแปนซี ที่มายึดครองโลกมนุษย์เหมือนที่ ซีซาร์มนุษย์ เคยยึดครองโลก

และอย่างที่บอกคือ หนังใช้การต่อชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อนำไปสู่บทสรุปของซีซาร์และเหล่าวานร
ทั้งความเป็นตัวละคร และสัญญะต่างๆเหล่านี้ก็เป็นชิ้นส่วนแข็งแรงอีกส่วนที่เติมเต็มเรื่องราว
ซึ่งหนังวางได้อย่างเรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องมีชั้นเชิงลึกล้ำอะไรเลย แต่วางเรียงได้อย่างสวยงาม
ผ่านสิ่งที่เราก็คุ้นเคยมาอยู่แล้ว แต่นำมาเรียงกันอย่างมีลำดับมีเหตุผลที่ทำให้ไม่รู้สึกซ้ำซาก
จนทำให้เส้นเรื่องที่เราก็รู้จุดจบอยู่แล้ว กลับมีความหนักแน่นและรู้สึกเต็มอิ่มเมื่อได้ดูจนจบ



*การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์*

กับการกำกับหนังยาวเพียงเรื่องที่สอง แต่งานนี้น่าจะทำให้ Rupert Wyatt เป็นที่จับตามองจริงๆ
เพราะสามารถเรียงร้อยและคุมเรื่องราวได้อย่างอยู่หมัด เล่าเรื่องด้วยวิธีการง่ายๆแต่สวยงาม
คุมหนังที่ใช้โลเคชั่นไม่มากให้ดูเหมือนโลกทั้งใบ พอถึงฉากสำคัญฉากสุดท้ายที่ลิงบุกเมือง
ก็ทำได้น่าตื่นตาและลุ้นระทึก นำความเป็นวานรมาใช้ได้อย่างสนุกสนาน (ซึ่งก็คงต้องชมบทด้วย)



งานสร้างต้องเรียกว่า น้อยแต่ได้มาก หนังใช้โลเคชั่นน้อยมากในการเล่า แต่กลับใช้ได้คุ้มค่า
เพียงแค่ละแวกบ้านของวิลล์ ห้องทดลอง สถานกักกันสัตว์ สะพานโกลเด้นเกต และป่าสน
หนังใช้พื้นที่เพียงเท่านี้ แต่ทำให้รู้สึกได้ราวกับว่าเป็นโลกทั้งใบที่กำลังเตรียมจะโดนยึดครอง
การใช้เมือง สะพาน ป่า เป็นการวางองค์ประกอบที่เล่าเรื่องได้อย่างเนียนตา แถมเป็นสัญญะได้อีก
ตอนจบ ที่เหล่าวานรมองจากป่ากลับไปยังเมือง เป็นการจบเรื่องที่สมบูรณ์ว่าพร้อมจะยึดครองแล้ว

ที่ต้องชมอย่างสุดท้ายคือ ฉากจบของเรื่อง ที่ทำให้เห็นได้เคลียร์เลยว่า เหล่าวานรยึดโลกได้ยังไง
ถือเป็นการรู้จักใช้องค์ประกอบที่ตัวเองวางมาไว้ได้อย่างได้ผล เพียงเลือดแค่หยดเดียว
และใช้เครดิตจบได้คุ้มค่า และยังเล่าเรื่องราวได้ครบสมบูรณ์ด้วย โดยไม่ต้องไปถ่ายให้เปลืองเงิน



*จุดดี จุดด้อย และภาพรวม*

เรามาสรุปจุดดี จุดด้อย และภาพรวมของหนังกัน

จุดดี
1. หนังเล่าเรื่องได้เรียบง่าย แต่เรียงร้อยได้สวยงามไม่รู้สึกซ้ำซาก เดินเรื่องได้กระชับรวดเร็ว
2. การแสดงของ Andy Serkis ในบทของซีซาร์
3. การต่อเติมชิ้นส่วนทุกองค์ประกอบของหนังจนสร้างโลกและบทสรุปได้อย่างลงตัวสวยงาม
4. การใช้โลเคชั่นที่น้อยแต่ได้มาก เล่าเรื่องราวได้อย่างครบถ้วนราวกับโลกทั้งใบ
5. หนังรู้จักโฟกัสเรื่องที่ควรโฟกัสคือ ซีซาร์ ทำให้หนังหนักแน่นในเรื่องราวของตัวเองจริงๆ

จุดด้อย
1. Curve การเปลี่ยนแปลงและอารมณ์ตัวละครบางจุดที่ยังดูโดดหรือหายไป ทำให้มีสะดุดเล็กน้อย

โดยภาพรวมแล้ว ต้องบอกว่า นี่คือการกำเนิดพิภพวานรที่ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ
หนังเล่าเรื่องง่ายแต่เรียงร้อยสวยงาม เล่าเรื่องที่รู้จุดจบอยู่แล้วให้ออกมาได้ดูแล้วไม่รู้สึกซ้ำซาก
ลบภาพเหวอแดกจากฉบับของป๋าทิม เบอร์ตันไปได้เลย กลายเป็นภาคต่อทรงคุณค่าไปอีกเรื่องแล้ว

เกรด A- ครับ (คะแนน 9.3)

Lacey & Lexi: ชิสุจอมซนกับเปอร์เซียจอมหยิ่ง

ไม่ได้เขียนบล็อกเรื่องหมาแมวมาตั้ง 2 สัปดาห์ เพราะเอาพลังสมองไปเขียนบทวิจารณ์หนังหมด
แต่วันนี้กลับมาเขียนอีกครั้งแล้ว ไหนๆจะมาทั้งที จะมาแค่เรื่องหมาหรือเรื่องแมวอย่างเดียวได้ไง

คราวนี้ก็เลยมาทั้งหมาทั้งแมวไปซะเลย เมี๊ยวๆ โฮ่งๆ…

————————————————————————-

ถ้าจำกันได้ปกติที่ผมเขียนเรื่องวีดีโอสัตว์เลี้ยง ผมมักจะเจอสัตว์เลี้ยงน่ารักที่มาจากญี่ปุ่นซะมากกว่า
นานๆจะมีวีดีโอที่ทำออกมาดีๆจากฝรั่งมังค่ากันซะทีนึง (ที่จริงผมก็ยังเอามาฝากไม่เยอะเท่าไหร่ แหะๆ) ^^”
แต่ในที่สุด ผมก็เจอวีดีโอสัตว์เลี้ยงน่ารักดีๆจากฟากฝรั่งเค้าซะที ซึ่งรับรองว่าดูแล้วจะต้องอมยิ้มกันแน่ๆ

เชิญพบกับ Lacey & Lexi ครับผม =^.^=

Photobucket

Lacey และ Lexi เป็นหมาแมวของเจ้าของชาวอเมริกัน Lacey เป็นหมาพันธุ์ชิสุ Lexi เป็นแมวพันธุ์เปอร์เซีย
ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้หญิง เจ้า Lexi จะอาวุโสกว่าเยอะหน่อยเพราะ 9 ขวบแล้ว ส่วนเจ้า Lacey อายุแค่ 3 ขวบเอง
ประวัติค่อนข้างหายาก มีลงที่ยูทูบเท่านั้น เพราะคุณเจ้าของเค้าถ่ายวีดีโอลงยูทูบเพียงเพื่อความเพลิดเพลิน
ซึ่งนอกจาก Lacey และ Lexi แล้ว คุณเจ้าของยังเลี้ยงปลาคาร์ฟไว้อีกด้วย เรียกว่ามีแต่สัตว์เลี้ยงทั้งบ้านเลย

Photobucket

สำหรับดาวเด่นประจำบ้าน ก็ต้องเป็นเจ้า Lacey ยิ่งเพิ่งอายุแค่ 3 ขวบด้วย ก็เลยยิ่งซนใหญ่
ลักษณะนิสัยของ Lacey ก็เหมือนสุนัขพันธุ์ชิสุทั่วไปคือ ชอบวิ่งเล่นแล้วก็รักสนุก
ยิ่งเป็นหมาน้อยก็เลยชอบสำรวจข้าวของ ซึ่งคุณเจ้าของก็สรรหาข้าวของมาให้เจ้า Lacey สำรวจสารพัด
จนกระทั่งไปสำรวจแล้วคนเข้าไปดูกันเยอะมากเป็นหลักแสนก็คือ เจ้าตุ๊กตาสิงโต
ความน่ารักอยู่ที่เจ้า Lacey ทำท่ากล้าๆกลัวๆ เห่าขู่แต่ก็ถอยกรูด ก่อนเข้าไปสำรวจเจ้าสิงโตอย่างละเอียด

ซึ่งจะน่ารักยังไง ก็ชมวีดีโอข้างล่างนี่ได้ครับ…



แล้วด้วยความช่างเล่น กรรมก็เลยตกอยู่กับเจ้าแมว Lexi ซึ่งไม่ค่อยอยากสุงสิงกับเจ้า Lacey เท่าไหร่ ^^”
แต่ว่าด้วยความที่ Lacey ชอบเล่นชอบมีเพื่อน เจ้า Lacey ก็เลยอยากจะเป็นเพื่อนกับเจ้าเหมียว Lexi ด้วย
แต่ดูเหมือน Lexi ไม่อยากเล่นด้วย มาขอเป็นเพื่อนกี่ทีก็ขู่กลับตะปบหน้าไปก็หลายที แต่เจ้า Lacey ก็ไม่เข็ด
ซึ่งถึงขณะนี้ เจ้า Lacey ก็พยายามมาสามปีแล้ว แต่ท่าทางยังไม่ได้ผล เพราะเจ้า Lexi ก็ยังตบหน้าเหมือนเดิม

ก็ดูความน่ารักของการพยายามขอเป็นเพื่อนของเจ้า Lacey ได้ที่วีดีโอข้างล่างนี่ครับ…



โดยวีดีโอส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้า Lacey มากกว่า เพราะด้วยความชอบซน ทำให้มีกิจกรรมมากกว่าเจ้า Lexi
ซึ่งจุดเด่นของ Lacey ถ้าคุณเจ้าของคิดจะทำให้เป็นสตาร์สุนัข ก็อยู่ที่ “ความชอบเล่นชอบสนุก”
เพราะ Lacey ดูจะขยันเล่นขยันสำรวจไปทุกอย่าง ซึ่งก็แน่นอนว่านอกจากของเล่นแล้ว
ก็ย่อมมีเจ้า Lexi ที่เจ้า Lacey พยายามจะขอเป็นเพื่อนด้วย ก็เรียกว่าพยายามทุกวิถีทางที่มีโอกาส
ซึ่งวีดีโอของ Lacey แสดงจุดเด่นนี้แทบทุกตัว ก็เรียกว่าอิ่มความน่ารักของเจ้า Lacey ไปตามๆกัน

Photobucket

ส่วนเจ้าแมว Lexi นั้น มีวีดีโอไม่มากนัก และความน่ารักมักจะมาคู่กับเจ้า Lacey เสมอ
เพราะด้วยตัวของเจ้า Lexi ชอบจะอยู่สงบๆ จุดเด่นของเจ้า Lexi จึงเป็น “ความเป็นคู่กัด”
เพราะวีดีโอน่ารักๆของ Lexi ก็มักจะมาจากความช่างเล่นของ Lacey ที่พยายามจะขอเป็นเพื่อน
แต่เจ้า Lexi ก็ทั้งตบทั้งขู่สารพัด ความโดดเด่นของเจ้า Lexi จะมีเจ้า Lacey ดันเสมอด้วยความตื้อของ Lacey
ยิ่ง Lacey พยายาม Lexi ก็ยิ่งรำคาญ แต่ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก เพราะแสดงความเป็นหมาแมวอย่างเต็มเปี่ยม

Photobucket

ซึ่งถึงแม้ว่าคุณเจ้าของจะเพียงแค่ถ่ายวีดีโอไว้เพื่อความเพลิดเพลิน
แต่กับวีดีโอที่ออกมานั้นก็ดึงความโดดเด่นของทั้ง Lacey และ Lexi ออกมาได้ดีมาก
ทั้งการจับลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของหมาแมวทั้งสองตัว วิธีการถ่ายที่ใกล้ชิดทั้ง Lacey และ Lexi
อีกทั้งยังไม่ล่อหลอกด้วยเสียงพร่ำเพรื่อจนน่ารำคาญ และแม้ใช้เสียงเพลงประกอบก็เลือกมาได้น่ารัก
จึงทำให้การชมเจ้า Lacey และ Lexi เป็นความเพลิดเพลินและยังสร้างความจดจำให้กับทั้งสองหมาแมวด้วย

Photobucket

ซึ่งแม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ทั้งสองก็มีแบรนด์ติดตัวเรียบร้อย ซึ่งก็คือความเป็นหมาแมวปกตินี่แหละ
ตามลักษณะจุดเด่นที่ผมได้บอกไป คือ “ความชอบเล่นชอบสนุก” และ “ความเป็นคู่กัด”
ซึ่งผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็นการยากเลยถ้าเกิดคุณเจ้าของคิดจะทำให้เจ้าสองตัวนี่ดัง
เพราะคาแรกเตอร์ทั้งสองตัวชัดเจนมาก ทั้งความซนและความเป็นคู่กัด ทำให้คนหลงรักได้ไม่ยากเลย
ซึ่งถ้าเกิดคุณเจ้าของมีการทำบล็อกอัพเดตให้คนติดตาม หรือกระทั่งสร้างหน้าเฟสบุ๊กขึ้นมา
ผมว่าคงต้องมีแฟนเข้ามาตามอีกเยอะแน่ๆ เพราะขนาดถ่ายเล่นๆก็มีคนตามไม่น้อยแล้ว

แต่คิดว่าคุณเจ้าของคงชอบถ่ายสนุกๆมากกว่า แต่แค่นี้เราก็รักเจ้า Lacey และ Lexi จะแย่แล้วล่ะ ^^

————————————————————————-

ก็เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ความน่ารักของหมาแมวที่นำมาฝากกันวันนี้
ใครอยากเข้าไปชมวีดีโอน่ารักของ Lacey และ Lexi ก็ไปตามนี้ได้นะครับ
http://www.youtube.com/user/lacey41908/

.

ก่อนจะไปกันก็ตบท้ายด้วยวีดีโอน่ารักๆ ของ Lacey และ Lexi
สังเกตขาหลังเจ้า Lacey ดีๆนะครับ เวลาจะขอเจ้า Lexi เป็นเพื่อนด้วย น่ารักมาก!!!

แล้วคราวหน้าจะนำเรื่องหมาแมวเรื่องอื่นๆมาฝากกันใหม่ครับ สวัสดีครับ