Harry Potter And The Deathly Hallows – Part 2: ปิดตำนานมหากาพย์พ่อมดน้อยแบบ…

14 ปีที่แล้ว โลกของเราได้ต้อนรับกระแสความคลั่งไคล้หนึ่งที่แทบไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อ J.K. Rowling ได้ให้กำเนิดนวนิยายพ่อมดน้อยที่จะเป็นปรากฎการณ์ไปอีกยาวนาน
Harry Potter And The Sorcerer’s Stone คือจุดเริ่มต้นของปรากฎการณ์นั้น

10 ปีที่แล้ว ภาพยนตร์จากนวนิยายพ่อมดน้อยที่เป็นที่คลั่งไคล้เล่มนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
นับจากวันนั้น ทั้งแฟนหนังสือและแฟนภาพยนตร์ก็ได้เติบโตมากับพ่อมดน้อยด้วยกัน
ในที่สุดก็มาถึงวันนี้จนได้ ซึ่งภาคสุดท้ายของภาพยนตร์พ่อมดน้อยได้มาถึง
กว่า 14 ปีที่โลกเราอยู่กับปรากฎการณ์พ่อมดน้อย ในที่สุดก็ได้เวลาจากลากันแล้ว

——————————————————————————

(หมายเหตุ: บทวิจารณ์นี้ผู้เขียนไม่ได้ติดตามหนังทุกภาค จะมองเฉพาะในภาคนี้เท่านั้น)

Harry Potter And The Deathly Hallows – Part 2 เป็นภาคสุดท้ายบทสรุปพ่อมดน้อย
ซึ่งในภาคนี้ก็ต่อเนื่องมาจาก Part 1 ที่ภารกิจของ Harry, Ron และ Hermione ก็ยังไม่สิ้นสุด
ต้องตามหาฮอร์ครักซ์ให้ครบต่อไปเพื่อจัดการจอมมาร Voldemort ไม่ให้คงชีวิตได้อีกต่อไป
แต่ในขณะเดียวกันจอมมารก็กำลังนำกองทัพด้านมืดของตนเองเพื่อมาทำลายฮอกวอตต์
และสังหารแฮร์รี่เพื่อให้ตัวเองอยู่ชั่วนิรันดร์ แล้วใครจะเป็นผู้อยู่รอดในมหาศึกครั้งสุดท้ายนี้



*เนื้อเรื่องกับการดำเนินเรื่อง*

ดูเหมือนจะเป็นปัญหาทุกภาคมาตลอดสำหรับการเดินเรื่องใน Harry Potter
เนื่องจากรายละเอียดในหนังสือนั้นเยอะมาก จึงทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทั้งหมด
ประกอบกับมีข้อจำกัดที่ฐานแฟนหนังสือเป็นเด็กจำนวนมาก เลยทำให้เปลี่ยนอะไรไม่ได้มาก
ภาคนี้ก็เช่นกัน น่าเสียดายว่าภาคสุดท้ายด้วย แต่ว่าอารมณ์ไปไม่สุดอย่างที่น่าจะเป็น



แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็สามารถรู้สึกได้ว่า หนังเหมือนตัดหนังสือมาต่อฉากๆ
เพราะการเล่าเรื่องยังดูตะกุกตะกัก บางจุดอารมณ์กำลังมาก็ตัดไปก่อน บางจุดก็นานเหลือเกิน
โดยเฉพาะตอนเหล่าพ่อมดแม่มดด้านมืดบุกฮอกวอตต์ หนังน่าจะเหยียบไปได้ไกลกว่านี้อีก
เพราะมีตัวละครสำคัญต้องตายไป ถ้าจะให้เวลาอีกนิดกับตัวละครจะดีไม่น้อย ไหนๆก็ภาคสุดท้ายแล้ว
บางทีถ้าจะกล้าอีกหน่อยแบบ The Lord Of The Rings ที่ให้น้ำหนักบางอย่างไปเลยก็จะดี



แต่กระนั้น หนังก็โฟกัสเรื่องราวที่จะเล่าได้ดีที่ต้องโฟกัสไปที่ การต่อสู้ของแฮร์รี่กับโวลเดอร์มอร์
ทั้งการการหาฮอกครักซ์และการต่อสู้ปกป้องก็เพื่อมุ่งไปสู่จุดจบในการสู้กับโวลเดอร์มอร์จริงๆ
เรารู้สึกได้ตลอดว่า สิ่งที่ตัวละครกำลังทำอยู่ตรงหน้านั้น มีความสำคัญมากเพราะจะมีผลต่อศึกครั้งสุดท้ายนี้
ก็น่าเสียดายอยู่ที่หนังยังมีปัญหาเรื่องการชั่งน้ำหนักแต่ละฉากที่ปรากฎ เลยทำให้การปูอารมณ์ดูขาดๆเกินๆ
พอถึงฉากไคลแมกซ์ที่แฮร์รี่ต้องสู้กับโวลเดอร์มอร์ เลยรู้สึกว่าอารมณ์มันยังไปไม่สุดจริงๆ



*นักแสดงและตัวละคร*

เล่นกันมาตั้ง 7 ภาคแล้ว เรื่องการแสดงคงไม่มีอะไรต้องห่วงกันแล้ว ทุกคนทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว
ที่อยากจะพูดถึงคือ การใช้งานความเป็นตัวละครที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องมากกว่า
ซึ่งตรงนี้ต้องบอกเลยว่า การใช้งานตัวละครหลักที่มีผลต่อการเดินเรื่อง มีส่วนสำคัญมาก
เพราะได้ช่วยหนังจากการเดินเรื่องที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เอาไว้ได้เยอะมาก



โมเมนต์ในการแสดงแบ็คกราวน์และภาวะอารมณ์ตัวละคร ช่วยทำให้หนังมีความลึกขึ้นทีเดียว
ไม่ใช่เป็นหนังที่ต่อเรื่องนำพ่อมดแม่มดมาสู้กัน และหนังก็ทำตรงนี้ได้ใกล้เคียงคำว่าเยี่ยม
ฉากสำคัญที่ทุกคนแทบจะน้ำตาไหลก็คือ ฉากความจริงของสเนปในอ่างเพนซิฟ
ฉากนี้เรียกว่าได้ช่วยยกระดับหนังขึ้นมามากทีเดียว ว่าทุกอย่างในชีวิตแฮร์รี่มีใครปิดทองหลังพระ
และแทบเป็นการย้อนความทรงจำกับหนังทุกภาคได้ทันทีเลยว่า สเนปมีความหมายแค่ไหน
เสียดายนิดๆว่า ถ้าฉากนี้บลิวท์อารมณ์อีกสักนิดจะได้ร้องไห้จริงๆแน่ (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)

อีกหนึ่งฉากสำคัญที่ช่วยยกระดับหนังขึ้นมาอีกคือ ฉากที่แฮร์รี่ใช้หินชุบวิญญาณ
ฉากหินชุบวิญญาณที่ทำให้แฮร์รี่ได้เจอพ่อแม่ ซิริอัสและรีมัสอีกครั้ง เป็นฉากที่ดีอีกฉากทีเดียว
ถือว่าเป็นฉากที่หนังให้เวลาได้พอดีมาก ได้แสดงความรู้สึกของแฮร์รี่ว่า เขาคิดถึงคนที่รักแค่ไหน
เป็นการช่วยสร้างคอนทราสต์แฮร์รี่กับโวลเดอร์มอร์ได้ดีว่า ทำไมอีกคนเป็นที่รัก อีกคนเป็นที่หวาดกลัว



ที่น่าเสียดายคือ ตัวละครสำคัญอื่นที่หนังควรให้เวลามากกว่านี้อย่าง เฟรด รีมัส และเบลลาทริกซ์
อย่างที่บอกไปในส่วนดำเนินเรื่องคือ หนังให้เวลาสั้นไป ทั้งที่เป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง
น่าจะมีโมเมนต์การต่อสู้กันที่ทำให้เห็นความกล้าหาญ การปกป้อง หรือความร้ายของตัวละคร
แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นก็คือ สู้กันแกนๆ ตัดมาอีกทีก็ตายไปซะแล้ว ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ
ที่ขัดใจที่สุดก็คงเป็น เบลลาทริกซ์ แสบมาทุกภาคแต่ดันให้ยิงคาถาสองสามทีก็ตายซะงั้น เซ็ง!!!



*ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง*

ปมในการเดินเรื่องในภาคนี้เน้นไปที่ ความรักและความเสียสละของแฮร์รี่และเหล่าพ่อมดแม่มด
สร้างคอนทราสต์ให้เห็นว่า ทำไมโวลเดอร์มอร์จะไม่อาจเอาชนะใจของพ่อมดแม่มดคนอื่นๆได้
รวมถึงตัวโวลเดอร์มอร์เอง ก็ยังย้อนเกล็ดแฮร์รี่ ด้วยประโยคที่เราได้ยินตั้งแต่ตัวอย่างว่า
“เจ้าจะยอมให้เพื่อนคนอื่นตาย แทนที่จะออกมาเผชิญหน้าด้วยตัวเอง”



ซึ่งหนังก็ไม่ได้ลงลึกตรงนี้มากนัก เพราะโฟกัสการตามหาฮอร์ครักซ์เพื่อสู้กับโวลเดอร์มอร์มากกว่า
แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า หนังมีผู้ชมวัยเด็กไม่น้อย แม้หลายคนจะโตตามหนังมา จึงไม่ต้องการจะลึกล้ำมาก
หนังก็ค่อยๆขอดเกล็ดตรงนี้แบบเข้าใจง่ายๆ แฮร์รี่ช่วยเหลือเดรโก เนวิลล์พูดปลุกใจพ่อมดแม่มด
ลูเชียสและภรรยาเหลืออดกับความไร้ค่าในสายตาโวลเดอร์มอร์ เป็นแฮร์รี่ที่ทำให้เห็นคุณค่าชีวิต

หนังเกาะเกี่ยวปมตรงจุดนี้มาบางๆตลอดทาง อย่างน้อยก็ไม่หลุดไขว้เขวออกไปทิศอื่น
แต่ก็อย่างที่เห็นคือ หนังเหมือนจะแค่แตะๆ ไม่ได้สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกันให้ลึกๆ
มีเพียงฉากของสเนปในอ่างเพนซิฟ และฉากหินชุบวิญญาณเท่านั้นที่ลงลึกได้อย่างสวยงาม



ถ้าหนังจะลงลึกในส่วนความสัมพันธ์ในหมู่พ่อมดด้วยกันเองอีกนิดก็จะทำให้รู้สึกผูกพันดีมากขึ้น
อาจจะรวมถึงความเชื่อมโยงของแฮร์รี่กับโวลเดอร์มอร์ลงลึกอีกนิดไปเลย ไหนๆก็ภาคสุดท้ายแล้ว
ซึ่งน่าจะทำให้ฉากไคลแมกซ์ที่ต่อสู้กับโวลเดอร์มอร์ ดูมีพลังและบลิวท์อารมณ์ได้ถึงมากขึ้น
รวมถึงฉากสุดท้าย 19 ปีต่อมาที่สถานีรถไฟคิงครอส จะดูชวนให้อาลัยอาวรณ์คิดถึงมากกว่าเดิม
(แต่สำหรับแฟนที่ติดตามหนังมาทุกภาค สิ่งที่ปรากฎในหนังอาจจะเพียงพอแล้วก็ได้)



*การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์*

สำหรับงานสร้าง องค์ประกอบทางภาพยนตร์ ก็ต้องถือว่าอยู่ในมาตรฐานไม่มีอะไรต้องสงสัย
เพราะสร้างกันมาถึง 7 ภาค ทีมงานก็รู้มือดีหมดแล้ว ทุกอย่างอยู่ในมาตรฐานสูงของหนังฟอร์มนี้

ก็คงจะพูดถึงผู้กำกับซะมากกว่า สำหรับ David Yates แล้วผมว่าเป็นตัวเลือกที่ลงตัวดี
คือสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่แฟนหนังสือต้องการกับความเป็นหนังได้ค่อนข้างลงตัว
ถึงแม้โดยส่วนตัวจะยังชอบ Alfonso Cuaron อยู่และก็มองว่าภาค 3 นั้นค่อนข้างลงตัวสุด
แต่ก็ยังรู้สึกว่าอัลฟอนโซ่ยังใส่สไตล์ตัวเองมากไปนิด ซึ่งคงไม่เหมาะกับหนังแบบนี้เท่าไหร่
ถ้าเดวิด เยตส์จะมีความกล้าใส่สไตล์หรือเล่าเรื่องให้กล้าออกไป หนังก็น่าจะลงตัวมากทีเดียว
แต่ก็อาจจะเป็นที่หลายๆส่วนด้วย เพราะหนังซีรี่ส์นี้คงไม่ได้ขึ้นกับผู้กำกับคนเดียวแน่นอน



*ภาพรวม จุดดี จุดด้อย*

เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อย ของหนังกัน

จุดดี
1. หนังยึดกุมธีมความรักความเสียสละมาได้ตลอดทาง สร้างความผูกพันกับพ่อมดแม่มดได้โอเค
2. ฉากในอ่างเพนซิปของสเนป (สงสารสเนปจริงๆ) และฉากแฮร์รี่ใช้หินชุบวิญญาณ อัพหนังได้มาก
3. หนังรู้จุดที่ควรจะโฟกัส คือภารกิจแฮร์รี่ที่ต้องจัดการโวลเดอร์มอร์ ไม่เขวไปกับสิ่งที่หนังมีให้เล่าเยอะ
4. งานสร้างและองค์ประกอบต่างๆทั้งหมด สมกับเป็นหนังปิดมหากาพย์อย่างที่คาดหวังไว้

จุดด้อย
1. หนังยังคงมีปัญหาในการดำเนินเรื่องให้ลื่นไหล บางช่วงสั้นเกินไป บางช่วงก็นานไป
2. ฉากศึกครั้งสุดท้ายของพ่อมดแม่มดด้านดีด้านมืด ยังดูไม่ค่อยยิ่งใหญ่อย่างที่ควรจะเป็นนัก
3. หนังทิ้งความสำคัญตัวละครรองที่มีบทบาทอย่างน่าเสียดาย (เสียดายเบลลาทริกซ์มาก)
4. หนังไม่ลงลึกในธีมของตัวเอง เพียงแค่แตะๆ ทำให้อารมณ์หนังไปยังไม่สุดเท่าไหร่

ในที่สุด มหากาพย์พ่อมดน้อยเดินมาถึงฉากสุดท้ายแล้ว ก็อย่างที่ขึ้นไว้ที่หัวเรื่องน่ะครับ
หนังเรื่องนี้จะปิดตำนานแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง เพราะแต่ละคนความประทับใจก็ต่างกันไป
เกรดคะแนนของผมก็เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการตัดสินหนังแทนทุกคนนะครับ

สำหรับภาคปิดตำนานนี้…  
ผมให้เกรด B ครับ (คะแนน 7.8)

Posted on กรกฎาคม 21, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: