The Tree of Life: ความทะเยอทะยานในการค้นหาคำตอบของชีวิต

คำถามที่ยังเป็นปริศนาพอๆกับการกำเนิดจักรวาลใบนี้ของมนุษย์เราก็คือ “ชีวิต”
ชีวิตถือกำเนิดมาได้อย่างไร มีความสลับซับซ้อนอย่างไร ทำไมถึงเป็นเราอย่างทุกวันนี้
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแม้จะเพียรพยายามค้นหา แต่ก็ยังค้นพบคำตอบไม่ทั้งหมด
และคนทำหนังคนหนึ่งก็พยายามจะค้นหาคำตอบของปริศนาอันยิ่งใหญ่นี้เช่นกัน
และคนทำหนังผู้ทะเยอทะยานคนนั้น มีชื่อว่า Terrence Malick

———————————————————————–

The Tree of Life เป็นผลงานรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เรื่องล่าสุด
หนังเล่าเรื่องของครอบครัว O’Brien ครอบครัวคนอเมริกันธรรมดาในเท็กซัส
โดยเล่าเรื่องผ่านความรู้สึกและมุมมองของ Jack (Sean Penn) ลูกชายคนโตของบ้าน
นับตั้งแต่เกิดจนเติบโต และต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกนึกคิดรอบตัวเอง



*เนื้อเรื่องกับการดำเนินเรื่อง*

แม้เรื่องราวโดยหลักจะเดินเรื่องผ่าน ครอบครัว O’Brien ผ่านตัวละคร Jack
แต่โดยการเล่าเรื่องที่ปรากฎออกมาในหนังแล้ว เราจะเห็นความทะเยอทะยานที่สูงกว่านั้น
หนังเล่าเรื่องตั้งแต่การถือกำเนิดของโลก ผ่านช่วงชีวิตสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกมา
จนกระทั่งมาสู่เรื่องราวของมนุษย์ โดยให้ครอบครัว O’Brien เป็นเหมือนโลกจำลองใบเล็กๆ



ต้องบอกว่า หนังต้องใช้สมาธิและความอดทนในการดูสูงมาก
ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีการเดินเรื่องแบบพรรณาเช่นนี้ อาจเป็นฝันร้ายทีเดียว
เส้นเรื่องหนังไม่เชิงจะมีเสียทีเดียว เพราะหนังเป็นการพาไปสำรวจชีวิตครอบครัว O’Brien
แต่ไม่ได้เดินเรื่องแบบเห็นจุดขัดแย้ง หรือจุดเปลี่ยนชีวิต มีไคลแมกซ์อะไรแบบนั้น
เพราะหนังเป็นการซ้อนกันของเรื่องราวชีวิตและความนึกคิดของตัวละครมากกว่า

หนังใช้การตั้งคำถามจากทั้งตัวละครและต่อคนดูเรียกว่าตลอดทางของหนัง
คำถามถึงการมีชีวิต คำถามต่อพฤติกรรมของเราเอง คำถามต่อสรรพสิ่งรอบข้าง
จนถ้าคนดูไม่พร้อมที่จะดูหนังแนวทางนี้ มีสิทธิที่จะรำคาญหรือหลับคาโรงไปได้เลย



นอกจากนั้น หนังก็ค่อนข้างมีกลิ่นของคริสต์ศาสนา เรื่องราวในพระคัมภีร์ไม่น้อย
เพราะหนังก็จะตั้งคำถามของชีวิตกับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นวิถีแบบฝรั่งเขา
ที่มักจะพยายามหาปลายทางและคำตอบของชีวิต ซึ่งในแง่มุมบางมุมก็ออกจะปิดตันไป
จนบางทีก็ดูเป็นจุดด้อย เพราะบางครั้งสังคมฝรั่งก็อยู่กับความเชื่อพระเจ้ามากไปสักนิด

แต่ถ้าเราพร้อมรับกับการดูหนังนามธรรมพรรณาเช่นนี้ ต้องถือว่าหนังยึดกุมตัวเองได้ดี
เพราะหนังไม่ออกนอกทางและเป้าประสงค์ของตัวเองในการเล่าเรื่องเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งอาจถือได้ว่า เป็นความน่าสนใจที่คนดูจะลองท้าทายกับการดูหนังที่ผิดขนบไปจากปกติ



*นักแสดงและตัวละคร*

อีกเช่นกันที่คงจะพูดได้ยากถึงความดีความด้อยของนักแสดงในการรับบท
เพราะด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ออกแนวนามธรรมพรรณาที่ไม่ได้เห็นภาพการแสดงที่ชัดมากนัก
เพราะก็อย่างที่บอก หนังวนเวียนอยู่กับการค้นหาและการตั้งคำถามของชีวิต
และหนังโฟกัสไปที่ภาวะตัวละคร ความเป็นตัวละครมากกว่าจะเห็น Curve ชีวิตขึ้นลงตัวละคร

ความดีเด่นของการแสดงเรื่องนี้ จึงอยู่ที่การรักษาความเป็นตัวละครในแต่ละฉากมากกว่า
และจากที่ดูก็บอกได้ว่า นักแสดงแต่ละคนรับบทบาทในการแสดงได้ีดีในหนังเรื่องนี้
แต่ละคนดูกลมกลืนไปกับสภาวะของแต่ละฉากที่หนังเล่า จนดูเป็นครอบครัวในชนบทจริงๆ
แม้กระทั่งในชั่วโมงที่สองของหนัง ที่หนังเริ่มจะให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร
แต่นักแสดงแต่ละคนก็ทำหน้าที่ตัวเองได้ดี มีความเข้าใจภาวะในแต่ละฉากได้ดี



*ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง*

หนังใช้สัญญะในการเล่าเรื่องสูงมาก โดยใช้แทบทุกอย่างที่อยู่รอบตัวละครและภาพธรรมชาติ
สิ่งที่เราจะได้เห็นและจดจำจนกระทั่งจบของหนังคือ ภาพกลุ่มแสงที่เหมือนกำเนิดจักรวาล
หนังใช้สิ่งที่แทนความเป็นชีวิตในการเล่าเรื่องเยอะมาก ตั้งแต่พื้นฐานเลยคือ ต้นไม้
ไปจนถึง ถนน สายน้ำ เส้นลวดลายต่างๆ ท้องฟ้า รวมไปถึง อาคารและกระจกสะท้อน

ตรงนี้ก็เหมือนราวกับว่า ต้องการเข้าไปค้นหารากฐานและความเป็นไปของชีวิต
ผ่านสัญญะต่างๆเหล่านี้ ต้นไม้ สายน้ำ เป็นเหมือนการกำเนิดของเหล่าสรรพสิ่งชีวิตต่างๆ
ถนน เส้นลวดลายทั้งบนดินและต้นไม้ ก็เหมือนเส้นทางชีวิตที่ต้องเผชิญสิ่งต่างๆหลากหลาย
กระจก ท้องฟ้า ก็เหมือนการสะท้อนชีวิตและการตั้งคำถามต่อพระเจ้าถึงการมีชีวิต



หนังใช้สิ่งเหล่านี้ตลอดทั้งเรื่อง แม้กระทั่งวิธีการเล่าเรื่องด้วยการตัดต่อก็เช่นกัน
หนังใช้การตัดต่อ เหมือนการปะติดปะต่อเสี้ยวชีวิตในช่วงต่างๆเข้ามาเรียงร้อยด้วยกัน
ซึ่งก็แน่นอนว่า ผิดขนบจากวิธีการดูหนังแบบทั่วไป แม้ว่าชั่วโมงที่สองจะยังปราณีคนดูบ้าง
ยังมีการเล่าเรื่องในครอบครัว แต่วิธีการเล่าเรื่องด้วยการตัดต่อก็ยังคงวิธีการแบบเดิม
ซึ่งอาจมองเป็นสัญญะได้อีกเช่นกัน ที่เหมือนใบไม้แต่ละใบที่รวมร้อยกลายเป็นชีวิตต้นหนึ่ง

ซึ่งถ้าคนดูที่ชอบอะไรเช่นนี้ ก็คงจะสนุกไปกับการได้ค้นหาสัญญะที่ผู้กำกับพยายามถ่ายทอด
แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบ ก็คงทั้งเหนื่อยทั้งง่วงเพราะเหมือนการได้ดูภาพซ้ำๆไปมาตลอด 2 ชั่วโมงกว่า



*การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์*

ความโดดเด่นที่เราจะเห็นได้ชัดในหนังเรื่องนี้คือ เรื่องภาพ และดนตรีประกอบ
ภาพจากฝีมือของ Emmanuel Lubezki สามารถไปได้ถึงความต้องการของผู้กำกับจริง
เพราะความสวยงามและการคุมโทนภาพนั้น แฝงความรู้สึกและกลิ่นอายชีวิตได้ในทุกวินาที

นอกจากนั้น การใช้ดนตรีประกอบคลาสสิคออกแนวกอสเปลหน่อย ก็เข้ากับภาพยนตร์
เพราะหนังพูดถึงชีวิต การกำเนิดและพระเจ้า ก็เป็นความเข้ากันในการถ่ายทอดเรื่องราว
และโดยธรรมชาติของดนตรีคลาสสิคแล้ว ก็มักมาจากก้นบึ้งส่วนลึกของจิตใจมนุษย์อีกด้วย



และเมื่อได้ดูงานของ Terrence Malick เรื่องนี้ ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง การถ่ายทอดนามธรรมแล้ว
ก็คงอาจบอกได้ว่า เหมาะแล้วกับรางวัลปาล์มทองคำที่ได้มา เพราะคงต้องเป็นคนคนนี้เท่านั้น
ต้องบอกว่าเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับจริงๆ ด้วยวิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ ต้องอาศัยความแม่นยำสูงมาก
ทั้งฉากที่ปรากฎ การแสดง การเลือกสถานที่ถ่ายทำ เพื่อถ่ายทอดฉากนามธรรมทั้งหลาย
เพราะนี่ไม่ใช่การเล่าเรื่องปกติ แต่เป็นการซ้อนเรื่องราวเข้ากับนามธรรมความนึกคิดเข้าไป

ซึ่งสุดท้าย หนังไม่ใช่เป็นการให้คำตอบ แต่เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้คนดูค้นหาคำตอบมากกว่า
ว่าสุดท้ายแล้ว ชีวิตเราคืออะไร อะไรคือคำตอบของชีวิตเรา หรือเรายังมีคำถามอะไรอีกต่อชีวิต



*ภาพรวม จุดดี จุดด้อย*

เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อย ของหนังกัน

จุดดี
1. หนังไปได้ถึงความทะเยอทะยานของผู้กำกับในการค้นหาชีวิต สามารถทำให้รู้สึกได้ตลอด
2. งานภาพและดนตรีประกอบ ถ่ายทอดหัวใจของหนังที่ผู้กำกับต้องการออกมาได้งดงาม
3. หนังใช้สัญญะ และถ่ายทอดเรื่องราวซ้อนความรู้สึกนึกคิดออกมาได้กลมกลืนดี

จุดด้อย
1. หนังเรียกร้องสมาธิในการชมสูงมาก เพราะเดินเรื่องแนวพรรณาจนขาดความสนุกอย่างแรง
2. หนังค่อนข้างวนเวียนอยู่กับการตั้งคำถามชีวิต จนบางครั้งน่าจะเดินหน้าอะไรบางอย่างบ้าง
3. หนังออกจะโปรคริสเตียน จนทำให้แง่มุมชีวิตบางจุดดูปิดตันไป เหมือนยังมองอะไรไม่หมด

สำหรับเรื่องนี้ผมคงจะให้คะแนนในสองมุมคือ “มุมคนดูหนังทางเลือก” และ “มุมคนดูหนังทั่วไป”
เกรด B+ (คะแนน 8.7) – มุมคนดูหนังทางเลือก
เป็นหนังที่ท้าทายการชมของคนดู ด้วยการถ่ายทอดเชิงนามธรรม และการใช้สัญญะที่ชวนให้คิดต่อเนื่อง
เกรด B- (คะแนน 6.7) – มุมคนดูหนังทั่วไป
หนังเดินเรื่องแนวพรรณาขาดความสนุกอย่างแรง  แม้จะดูมีอะไรน่าค้นหา แต่หนังวนไปวนมามากไปหน่อย

Posted on กรกฎาคม 13, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: