Transformer 3 – Dark of the Moon: หุ่นฟิกเกอร์ตีกันของเด็กชายไมเคิล เบย์

ตอนเป็นเด็กๆ สำหรับเด็กผู้ชายทั้งหลายคงฝันที่จะมีหุ่นยนต์ของเล่นสักตัว
โดยเฉพาะพวกหุ่นกัมดั้ม ใครที่มีแล้วเอามาอวดเพื่อนจะเป็นที่ฮือฮากันมาก
หรือโตขึ้นมาหน่อย บางคนก็จะสะสมพวกหุ่นฟิกเกอร์ จนบางคนก็กลายเป็นโอตาคุ
หรือบางคนก็ไม่ได้สนใจนัก แต่เชื่อเถอะ เด็กผู้ชายกับหุ่นยนต์ยังไงมันก็ดึงดูดกัน
แล้วทุกคนก็คงฝันอยากจะเห็นหุ่นยนต์สู้กันบนจอภาพยนตร์จริงๆทุกคน

Transformer หนังที่ทำให้ฝันของเด็กหลายคนเป็นจริงขึ้นมา ตอนนี้มาถึงภาค 3 แล้ว
ในชื่อตอนว่า Dark of the Moon หลังจากภาคแรกทำออกมาได้สนุกและตื่นตามาก
แต่ไปเป๋เอาภาคสองที่มั่วเละเทะ ภาคนี้ ไมเคิล เบย์เลยพยายามใส่ใจเนื้อหาให้มากขึ้น
แล้วยังทำเป็นหนังสามมิติเอาใจคนยุค 3D ด้วย ผลลัพธ์จะเป็นยังไงมาดูกัน

————————————————————————–

Transformer 3 – Dark of the Moon เล่าเรื่องของกลุ่มหุ่นยนต์ที่ต้องมาใช้ชีวิตบนโลก
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายคือ ออโตบอท และดีเซปติคอน สู้กันจนดาวตัวเองพินาศไปแล้ว
แต่ฝ่ายหลังก็ยังพยายามจะยึดครองโลกอยู่ และคราวนี้พวกดีเซปติคอนก็มีแผนการใหม่
ซึ่งอาวุธลับในการครองโลกอยู่บนดวงจันทร์ แล้วมนุษย์เราก็ต้องวุ่นวายเพราะพวกหุ่นอีกครา



* เนื้อเรื่องกับการเดินเรื่อง *

แม้หนังจะยาวตั้ง 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ที่จริงหนังเล่าเรื่องได้สั้นๆไม่ต้องยืดยาวเลยจริงๆคือ
“พวกดีเซปติคอนอยากครองโลกอีกครั้ง เลยหลอกทั้งออโตบอทและมนุษย์
ให้ไปเอาอาวุธลับบนดวงจันทร์ เสร็จแล้วก็ ตู้ม รบกันถล่มทลายโลกแตก”

หนังเริ่มต้นได้น่าสนใจที่ผูกเรื่อง การแข่งกันไปดวงจันทร์ของอเมริกาและรัสเซีย
เข้ามาปูเรื่องว่า ทำไมทั้งคู่ต้องแข่งกันไป แล้วได้ไปเจออะไรบนดวงจันทร์บ้าง
แต่พอจบเปิดหัวที่เลนนอกซ์และเพื่อนนาวิกโยธินไปเจอหุ่นยนต์ที่เชอร์โนบิล
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก เป็นแค่การเอาเรื่องมาแปะต่อกันให้ไปถึงจุดสู้รบ
แม้จะมีการหลอกใช้มนุษย์ การเก็บงำซ่อนความลับบ้าง แต่ก็ใส่มาแบบไม่มีอะไรพิเศษ



หนังเดินเรื่องมาเพียงเพื่อที่จะพาให้เกิดเหตุการณ์พวกดิเซปติคอนบุกโลกจริงๆ
ทุกอย่างเดินเรื่องเป็นสูตรสำเร็จ 1-2-3 จับเอาเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้มาชนกัน
พระเอกมีอุปสรรคในชีวิต ตัวร้ายวางแผนลับหลอกใช้และบังคับขู่เข็ญ
หน่วยงานรัฐบาลหยิ่งผยองตั้งแต่แรก ไม่รับฟังพระเอก กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป
แล้วก็รบกันตูมตาม ฝ่ายพระเอกก็หาทางเอาชนะได้ ทุกอย่างเล่าแบบชัดแจ๋วแหวว

ก็เรียกว่าถ้า Transformer ภาคนี้เป็นผู้หญิง ก็แทบจะถอดเสื้อผ้าหมดตั้งแต่แรก
ไม่มีอะไรให้ลุ้นให้แปลกใจอีกต่อไป เพราะเรื่องจะไปยังไงก็พอรู้หมดแล้ว
จะมีที่น่าสนใจอยู่บ้างก็ตอนที่ไปเอาเซนทินัล ไพรม์กลับมาแต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด
ก็ถือว่าทำให้เซอร์ไพรส์เล็กๆในบทได้ เป็นช่วงหักมุมช่วงหนึ่งที่ทำให้หนังดูมีอะไรบ้าง
แต่หลังจากนั้นก็คือ รบกันวินาศสันตะโรอย่างเดียว ไม่ต้องคิดอะไรอีกต่อไป



* นักแสดง-ตัวละคร *

สำหรับในหนังที่ไม่มีลูกล่อลูกชนอะไรเลย ทุกอย่างถูกจับล็อกมาหมดแล้วอย่างนี้
นักแสดงจึงแทบไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าแค่เล่นไปตามบทที่ถูกวางเอาไว้
ก็เรียกได้ว่า นักแสดงในเรื่องนี้ เพียงแค่เหมือนถูกจับมาอยู่ในฉากแค่นั้นเอง
เรื่องมิติทางอารมณ์ความรู้สึก แบ็คกราวน์ตัวละครอะไรไม่ต้องพูดถึง ไม่มีครับ

อันที่จริง หนังก็ดูจะเปิดเรื่องในได้น่าสนใจในส่วนของ แซม วิทวิคกี้ (ไชอา เลอเบิฟ)
ที่ทั้งที่ตัวเองเป็นฮีโร่ช่วยโลก แต่กลับต้องมาหางานงกๆ ไม่มีใครให้งานทำ
แต่หนังก็ทำลายความน่าสนใจตรงนี้ไปด้วยการตัดต่อรวดเร็วเหมือนจะแค่ให้ผ่านๆไป
กลายเป็นเหตุการณ์ชิ้นหนึ่ง จากเหตุการณ์หลายๆชิ้นที่หนังเอามาปะติดกันไปเรื่อยๆ



ตัวละครฝั่งมนุษย์นอกนั้นก็ไม่ได้มีใครมีความโดดเด่นน่าสนใจไปกว่ากัน
แต่ละคนมีบทบาทล็อกตายตัวอยู่แล้ว ทั้งเลนนอกซ์และเพื่อนนาวิกโยธินที่ก็รบอย่างเดียว
ตัวละครพ่อแม่แซมที่ก็มาเอาขำเรียกน้ำจิ้มมาแล้วก็ไป เช่นเดียวกับตัวละครอื่นทุกตัว
แม้กระทั่งยอดฝีมืออย่าง ฟรานเชส แม็คดอร์แมนด์ และจอห์น มัลโควิชก็เหมือนมาเอาขำ
คงมาเล่นคั่นเวลาซะมากกว่า จะมีน่าสนใจก็แค่ตัวละคร ดีแลน ของแพทริค เดมซี่ย์
ที่ดูจะมีโมเมนต์ช่วงตัวโกงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นช่วงเดียวตอนหนังหักมุมเรื่องเซนทินัล ไพรม์

เช่นเดียวกับตัวละครหุ่นยนต์ ก็ไม่ได้มีความน่าสนใจอะไรมากไปกว่าตัวดีตัวร้าย
เอาเป็นว่าจะดูหนังเรื่องนี้ใครดีใครร้าย ก็เหมือนเดิมคือ ดูแค่ตาสีฟ้ากับสีแดงเท่านั้นเอง
คาแรกเตอร์ตัวละครทุกตัวทั้งฝั่งมนุษย์และหุ่นยนต์ พูดกันตรงๆก็คือดูการ์ตูนไปหมด
ร้ายคือร้าย ดีคือดี เพราะหนังปิดโอกาสในการแสดงมิติอารมณ์ของตัวละครไปสิ้นเชิง



สำหรับนักแสดงใหม่อย่าง โรซี่ ฮันทิงตัน ไวท์ลี่ ที่มารับบท คาร์ลีย์ แฟนคนใหม่ของแซม
จากกระแสนักวิจารณ์ก่อนหนังเข้า มีคนบอกว่าเธอค่อนข้างแย่มาก ไม่น่ามาอยู่ในหนัง
แต่ผมคิดว่าเธอก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แถมก็ได้ดูความสวยความน่ารักของเธอดีเหมือนกัน
เพราะว่าบทมันไม่มีอะไรให้เล่นจริงๆ เพราะตัวละครทุกตัวมันถูกล็อกการแสดงไปหมดแล้ว



* ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง *

ที่จริงปมพื้นฐานของหนังชุดนี้ คือตัวละครของแซมที่มักถูกเรียกว่า คนส่งสาร
หรือกระทั่งกิมมิคพื้นฐานของหนังชุดนี้ คือ การซ่อนรูปโฉมในเครื่องจักรกลของหุ่นยนต์
แต่ทั้งที่ภาค 1 ใช้ปมและกิิมมิคนั้นได้ผลมาก แต่ภาคนี้กลับโยนทิ้งและใส่เป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น

ประเด็นคนส่งสารของแซมสามารถจะถูกขับเน้นได้ เพราะก็เป็นปมพื้นฐานของแซมมาตลอด
อย่างในภาคนี้ ถึงขั้นหุ่นยนต์จะบุกโลกเป็นฝูง หนังน่าจะให้เวลาตรงนี้กับแซมมากๆหน่อย
ถ้าหนังตัดฉากรบตอนท้ายที่แสนจะยืดเยื้อยาวนาน แล้วมาให้เวลากับแซมตรงนี้ได้
จะให้เป็นสูตรสำเร็จก็ได้ ให้แซมยากลำบากหน่อยกับการเตือนรัฐบาล จนต้องไปหาซิมมอนส์
ที่เขียนหนังสือเตือน แล้วตัดความขำที่ไม่เห็นจะขำของตัวละครไปซะ หนังจะแน่นขึ้นอีกเยอะ



หรือแม้กระทั่งฉากแอ็คชั่น แทนที่จะให้หุ่นยนต์ระเบิดข้าวของเล่นเหมือนกลัวไม่มีอะไรจะพัง
น่าจะใช้การซ่อนรูปโฉมแบบที่ในภาค 1 ทำได้ผล ซึ่งก็เชื่อว่ามันก็ยังจะได้ผลอยู่เสมอ
ฉากรบฉากต่อสู้ น่าจะใช้การปลอมตัวให้สนุกเหมือนที่ภาค 1 ทำเสียบ้าง จะดูดีไม่น้อย
อย่างตัวละครดีแลนที่มีรถสะสมเพียบ ก็น่าจะใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ว่าหุ่นซ่อนตัว
ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใหม่แล้ว แต่ถ้าวางบทดีๆ มันก็มีอะไรดีๆได้เหมือนกัน เพราะรถดีแลนเยอะ
แต่นอกจากที่ปลอมเป็นรถเบนซ์จับตัวคาร์ลี่ย์แล้ว หนังก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เรื่องพวกนี้อีก



แล้วที่น่าขัดใจไม่น้อยคือ พวกดิเซปติคอน ที่อยากจะครองโลกเสียเหลือเกิน
แต่เท่าที่ดูหนังไป ก็ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อีแบบนี้มันจะครองโลกได้ยังไงกันวะ
บุกลงมาบนโลกเป็นฝูง แต่ทำตัวเหมือนหุ่นนักเลงซะมากกว่า ได้แต่ยิงตึกยิงรถไปเรื่อย
ก็เลยไม่ต้องลุ้น เพราะแบบนี้คงไม่ได้ครองโลก เพราะเดี๋ยวมนุษย์ก็จัดการได้ (ซึ่งก็จริงๆ)

แล้วก็เป็นปัญหาเหมือนทุกๆภาคคือ หุ่นยนต์มาตั้งเยอะ แต่อยู่ๆหุ่นยนต์ก็หายไปซะเฉยๆ
พอบุกไปสักพัก หุ่นก็หายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหมือนรอเวลาให้มนุษย์ได้ไปยิงง่ายๆ
ซึ่งมนุษย์ก็ได้ยิงง่ายๆจริงๆ เป็นการบุกโลกที่ไม่สมกับเป็นพวกมีเทคโนโลยีสูงอะไรเลย
ทั้งที่เป็นหุ่นจักรกลฉลาด น่าจะมีแผนการมากกว่าเอาเสามาตั้งเรียกพรรคพวกลงมาบุกมั่ง
ก็สงสัยว่า ที่ดาวไซเบอร์ตรอนแตกก็คงเพราะมันมัวแต่ยิงประกาศศักดากันไปมั่วๆล่ะมั้ง



* การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์ *

แม้ว่าเนื้อเรื่องของหนังแสนจะอ่อนปวกเปียก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ฉากแอ็คชั่นช่วยได้เยอะ
ซึ่งตรงนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้ ไมเคิล เบย์ เจ้าพ่อหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อมของโลก
ความเป๊ะของการวางช็อต ซีจี และฉากแอ็คชั่นทั้งหลาย ต้องเรียกว่าช่วยดึงดูดคนดูไว้ได้มาก
และสมกับความคาดหวังต่อเจ้าพ่อหนังระเบิดระเบ้อ เพราะไมเคิล เบย์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ซึ่งในฐานะคนที่ทำงานแวดวงหนังแล้ว แม้จะเห็นอยู่ว่าหนังมีบทที่ไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่
แต่ว่าเมื่อดูจากสิ่งที่ปรากฎบนจอหนัง ก็ต้องยอมรับจริงๆว่า มีแต่ไมเคิล เบย์เท่านั้นที่ทำได้
ที่สามารถออกแบบความวินาศสันตะโรให้ออกมาได้ Larger Than Life ได้ขนาดนี้
คงมีผู้กำกับไม่กี่คนในโลกที่จะทำหนังแบบนี้ออกมาได้ถึง และไมเคิล เบย์ก็คือกระบี่มือหนึ่ง
ซึ่งถ้าบทออกมาดีๆหน่อย ก็คิดว่า ไมเคิล เบย์คงไม่โดนด่าว่าทำเป็นแต่หนังระเบิดแน่ๆ



นอกจากนั้น องค์ประกอบของหนังอื่นๆก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับหนังฟอร์มนี้
การถ่ายทำ งานสร้างงานฉาก ดูอลังการสมกับเป็นหนังที่สมควรจะชมในโรงภาพยนตร์
ดนตรีของ Steve Jablonsky ที่ทำมาตั้งแต่ภาคแรก ยังช่วยให้หนังดูยิ่งใหญ่ได้เหมือนเคย
เรื่องเสียงและซาวน์เอฟเฟคต์ประกอบ ก็ทำให้ตื่นเต้นกับฉากแอ็คชั่นไปได้ตามสมควร

แต่ที่น่าขัดใจที่ไม่สมราคากับคำโฆษณาเลยนั่นก็คือ 3D ที่ต้องบอกเลยว่า น่าผิดหวัง!!!
เพราะภาพสามมิติดูเหมือนหนังสือสามมิติป๊อบอัพซะมากกว่าจะมีความลึกสวยๆเข้าไปในหนัง
ถึงตรงนี้แล้ว Avatar ยังคงเป็น “หนังใหญ่” เรื่องเดียวสำหรับผมที่ 3D สมคำร่ำลือมาก
ก็บางทีคงเป็นเพราะไมเคิล เบย์ไม่ได้ตั้งใจจะทำแต่แรกก็ได้ เพราะคิดว่าที่จริงเขาน่าจะทำได้
ก็เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้ดูในโรงธรรมดาก็ไมได้พลาดอะไร ไม่จำเป็นต้องดูโรงสามมิติก็ได้



* ภาพรวม จุดดี จุดด้อย *
เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อยของหนังกัน

จุดดี
1. หนังคือลายเซ็นต์ของไมเคิล เบย์ แอ็คชั่นวินาศสันตะโรถึงใจไม่มีความผิดหวัง
2. ถ้าใครอยากได้อารมณ์แบบเด็กๆ การดูหุ่นยนต์ตีกันก็สนุกพอใช้ได้ เพราะตีกันนานมาก

จุดด้อย
1. บทหนังอ่อนปวกเปียก เหมือนแค่จับเอาเหตุการณ์มาต่อๆกันให้หุ่นยนต์มาบุกโลก
2. ตัวละครขาดมิติโดยสิ้นเชิง แค่จับเอามาใส่ไว้ในฉากแต่ละฉากในหนังแค่นั้นเอง
3. พวกดิเซปติคอนไม่เห็นฉลาดเลย บุกโลกอย่างกับนักเลงตีกัน (ภาค 1 ฉลาดกว่าเยอะ)
4. หนังโยนปมและกิมมิคพื้นฐานของหนังชุดนี้ทิ้งไป ใส่มาแค่เป็นน้ำจิ้มไปแกนๆเสียอย่างนั้น
5. ภาพ 3D ไม่ได้สมคำโฆษณาเลยแม้แต่น้อย ไปดูโรงธรรมดาเอาก็ได้

ภาพรวมเหมือนไมเคิล เบย์สนุกกับการมีหุ่นฟิกเกอร์ชุดใหญ่แล้วจับเอามาตีกันในหนัง
แต่ด้วยบทที่อ่อนปวกเปียก แม้ฉากแอ็คชั่นจะอลังการแค่ไหน ก็ช่วยอะไรหนังไม่ได้

เกรด C+ (คะแนน 5.7)

Posted on กรกฎาคม 1, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: