Monthly Archives: กรกฎาคม 2011

Captain America – The First Avenger: อเมริกันฮีโร่สนุกแบบกั๊กๆ

รู้สึกช่วงหลังๆมานี่ หนังซูเปอร์ฮีโร่จะแห่มากันเยอะเหลือเกิน
ก็ไม่รู้ว่าฮอลลีวู้ดหมดมุขจะทำหนังบล็อกบัสเตอร์กันแล้วหรือไง
ถึงได้เทกระจาดซูเปอร์ฮีโร่มามากมายขนาดนี้ เดี๋ยวปีหน้าก็จะมากันอีก
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เห็นออกมากี่เรื่อง คนดูก็ยังแห่กันไปดูทุกเรื่องอยู่ดีล่ะนะ
แล้วค่ายการ์ตูนที่มีฮีโร่ในกำมือเยอะที่สุดอย่าง Marvel ก็ส่งซูเปอร์ฮีโร่มาอีกคนแล้ว

————————————————————————–

Captain America – The First Avenger เป็นเรื่องราวการกำเนิดของกัปตันอเมริกา
เมื่อ Steve Rogers เด็กหนุ่มขี้โรค แต่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าอยากจะเป็นทหาร
เพื่อไปรบกับนาซีเยอรมัน แต่ว่าสมัครไปกี่ที่ กองทัพก็ปฏิเสธหมดเพราะร่างกายอ่อนแอเกิน
แต่ในที่สุดความพยายามก็เห็นผล เมื่อ Dr. Abraham Erskine เห็นความมุ่งมั่นที่ดีของสตีฟ
จึงให้โอกาสสตีฟเข้าร่วมกองทัพ ในโปรเจ็คต์ลับสร้างสุดยอดทหารของรัฐบาลอเมริกัน



*เนื้อเรื่องกับการดำเนินเรื่อง*

Captain America เริ่มเรื่องได้อย่างน่าสนใจด้วยการสร้างคอนทราสต์ในตัวละครอย่างสตีฟ
และไม่เสียเวลาในการดำเนินเรื่องนาน เพื่อที่จะเปลี่ยนสตีฟให้กลายเป็นสุดยอดทหาร
นอกจากนั้น หนังก็เปิดเรื่องตัวร้ายอย่าง Red Skull ได้อย่างโหดเหี้ยมน่าสนใจเช่นกัน
ประกอบกับการใช้เรื่องราวความสนใจในสิ่งของลึกลับของนาซี ซึ่งมักจะได้ผลตลอดอยู่แล้ว

แต่หลังจากสตีฟได้เปลี่ยนเป็นซูเปอร์ทหารแล้ว หนังก็ค่อนข้างจะเดินตามสูตรพอสมควร
โดยที่เน้นหนักไปที่ปฏิบัติการของสตีฟ ซึ่งกลายเป็นกัปตันอเมริกาไปแล้วในภารกิจต่างๆ
ซึ่งมุ่งเป้าไปยัง องค์กรไฮดร้า ของ Red Skull เพื่อที่จะหยุดยั้งไม่ให้องค์กรไฮดร้าครองโลก
ซึ่งก็ค่อนข้างจะฮีโร่จ๋าอยู่ไม่น้อย เพราะกัปตันอเมริกามักจะออกไปลุยแถวหน้าตลอด



อาจจะเรียกว่าเป็นการดีส่วนหนึ่งก็ได้ที่หนังวางพระเอกกับผู้ร้ายในตำแหน่งที่สุดขั้วกัน
กัปตันอเมริกาจากหนุ่มขี้โรคมามีพลังซูเปอร์ พวก Red Skull ก็มีสุดยอดขุมพลังต้องการครองโลก
เลยเหมือนรายการช้างชนช้างเกิดการติดตามโดยปริยาย ซึ่งหนังก็เดินเรื่องได้สนุกพอสมควร
แล้วหนังยังทำให้กัปตันอเมริกาไม่ดูเก่งโอเวอร์ด้วยการให้มีทีมทหารฝีมือดีไปร่วมภารกิจด้วย
ทำให้กัปตันดูเป็นผู้เป็นคนไม่ฮีโร่เกินไป แม้ว่าจะตะลุยเดี่ยวทุกที เพราะก็แข็งแรงกว่าใครอยู่แล้ว

แต่ว่า ก็เหมือนว่าหนังจะกั๊กๆ ความเก่งกาจของพวก Red Skull ไว้ซะงั้น เหมือนกลัวว่าจะเก่งเกินไป
ในขณะเดียวกัน กัปตันอเมริกาและพวกเอง ก็ดูเหมือนหนังจะให้เก่งกาจไร้เทียมทานไปหน่อย
หนังเลยขาดสมดุลไป เพราะฝั่งหนึ่งโดนฉุดเอาไว้ แต่อีกฝั่งหนึ่งดันปล่อยเกียร์แถมให้ตัวช่วยอีก
เลยกลายเป็นว่า พอดูหนังไปก็รู้สึกลุ้นตามน้อยลงเรื่อยๆ เพราะทุกอย่างดูไปได้ง่ายดายกว่าที่คิด



*นักแสดงและตัวละคร*

นอกจากกัปตันอเมริกาแล้ว ตัวละครอื่นก็ไม่ได้มีแบ็คกราวน์คาแรกเตอร์ที่มีความลึกอะไร
ฝ่ายดีก็คือฝ่ายดี ฝ่ายร้ายก็คือฝ่ายร้าย ตัวละครแต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเองในหนังอยู่แล้ว
และจะว่าไป หลังจากสตีฟกลายเป็นกัปตันอเมริกา ก็มีหน้าที่ในหนังคือ พิทักษ์โลก เช่นกัน

ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นจุดเสียอะไร เพราะว่าเป็นที่เข้าใจกันได้ว่าหนังแนวนี้ก็มักจะเป็นแบบนี้
ที่จะมีเพียงตัวเอกที่จะมีปมส่วนตัวที่ผลักดันให้กลายมาเป็นตัวเองอย่างที่เป็นในภาพยนตร์
และหนังเองก็ยังใช้ตัวละครได้ค่อนข้างจะทั่วถึงทั้งในบทบาทตัวละครแต่ละตัวและเวลาที่ให้
ทุกคนมีโมเมนต์ของตัวเอง และก็เป็นที่จำได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวละครรองๆที่ออกมา



Chris Evans เปลี่ยนตัวเองจาก Johnny Storm ฮีโร่ขี้โอ่ใน Fantastic 4 ได้อย่างน่าสนใจ
แม้ว่าบทจะไม่เปิดโอกาสทางการแสดงให้มากนักหลังจากสตีฟเป็นซูเปอร์ทหารไปแล้ว
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าคริส อีแวนส์เปลี่ยนตัวเองจากหนุ่มขี้โรคเป็นกัปตันที่มั่นใจได้ดีทีเดียว
ในความมั่นใจก็ยังเห็นความอ่อนไหวและประดักประเดิดแบบสตีฟได้อยู่ในทุกนาที

แต่ในการใช้ตัวละครได้อย่างทั่วถึงนั้น บทบาทของแต่ละคนเองก็ไปไม่ได้สุดทางเท่าไหร่
หนังดูเหมือนจะมีปัญหาในการพาบทบาทตัวละครไปให้สุดทางอย่างที่หนังพยายามจะวางไว้



อย่างความสัมพันธ์ของ Steve กับ Peggy ในหนังนั้นก็เหมือนถูกจับวางมาตั้งแต่ต้นแล้ว
แม้หนังจะวางเพ็กกี้ไว้ในสถานะดีมาก และหาโอกาสให้ทั้งสตีฟและเพ็กกี้ได้เจอหน้ากันตลอด
แต่ก็กลับไม่ได้รู้สึกว่าทั้งสองรักกันลึกซึ้งอย่างที่อยากให้เป็น ทั้งที่เราก็เห็นหน้าทั้งสองตลอด
เพราะด้วยความที่ว่าสตีฟเหมือนมีเพ็กกี้เป็นผู้หญิงคนเดียวให้คุย และก็เป็นหน้าที่ที่ต้องเจออยู่แล้ว
ประกอบกับหนังเน้นภารกิจของสตีฟมากกว่า ความสัมพันธ์จึงเหมือนโดนปูแบบกั๊กๆไว้ตลอดทาง



Hugo Weaving ในบทบาท Red Skull ก็น่าเสียดายเช่นกันเพราะว่าจะร้ายก็ดันไม่ร้ายสุดเท่าไหร่
ทั้งที่ความสามารถของ Hugo เองก็ถึงอยู่แล้วกับบทแบบนี้ แต่บทหนังก็ปิดโอกาสตรงนี้ไป
แม้ว่าจะเปิดตัว Red Skull ออกมาได้สวยงาม ทั้งความทะเยอทะยานและความโหดเหี้ยมสุด
กลายเป็นว่าไปกั๊กความร้ายไว้ซะ ทั้งที่ Hugo เองก็อุตส่าห์ให้การแสดงที่ฉายแววร้ายสุดๆให้แล้ว
พอหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ความร้ายของตัว Red Skull ก็เลยรู้สึกค่อยๆหดหายไปตามเวลา

นอกจากนั้นตัวละครอื่นๆก็เป็นไปตามบทบาทในหนัง Tommy Lee Jones กับบทผู้พันเชสเตอร์
ก็ไม่มีอะไรเหนือความสามารถอยู่แล้ว หนังยังแนะนำ Howard Stark ให้คิดถึง Tony Stark ด้วย
และแน่นอนว่า Stan Lee ก็โผล่มาแจมอีกเช่นเคย ส่วนจะเป็นตอนไหนคงต้องไปดูเอานะครับ



*ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง*

ที่จริงหนังมีปมที่น่าสนใจในการดำเนินเรื่องอยู่แล้วอย่าง ความมุ่งมั่นในความอ่อนแอ
ซึ่งหนังเปิดมาได้อย่างน่าสนใจมากกับตัวสตีฟ ที่มุ่งมั่นจะเป็นทหารเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้
เพียงแค่รูปลักษณ์ที่อ่อนแอสุดๆ แต่อยากเป็นทหารกล้า ก็ให้ความรู้สึกสุดขั้วได้ดีแล้ว
แต่ทว่าน่าเสียดายที่หลังสตีฟกลายเป็นกัปตันอเมริกาแล้ว หนังกลับทิ้งปมตรงนี้ไปเสีย



หนังกลับไปมุ่งเน้นความเป็นอเมริกันฮีโร่ซะมากกว่า การปฏิบัติภารกิจอย่างกล้าหาญของกัปตัน
ต่อสู้กับเหล่าร้าย สานสัมพันธ์กับนางเอก ช่วยปกป้องโลก เดินเรื่องค่อนข้างเป็นอเมริกันดรีม
ซึ่งก็เป็นไปตามสูตรหนัง ที่ถามว่าเดินเรื่องสนุกดีไหม หนังก็เดินเรื่องได้สนุกไปได้เรื่อยๆดี
แต่ทำให้หนังซึ่งเปิดปมมาได้น่าสนใจมาก พอตรงนี้หายไป หนังก็เลยเหมือนอะไรหายไปด้วย

แม้หนังจะสร้างปมใหม่เล็กๆที่หลังเป็นซูเปอร์ทหารแล้ว สตีฟดันต้องเป็นมาสค็อตกองทัพไปชั่วคราว
แต่ก็เหมือนช่วงคั่นเวลาเล็กๆ ที่ออกจะไปขัดแย้งกับปมส่วนตัวของสตีฟที่อยากไปรบมากกว่าด้วย
เพราะสตีฟเองก็ดูเหมือนจะดันโอเคกับบทบาทมาสค็อตของตัวเองไปซะอีก เลยดูเป็นตลกๆไป



ถ้าหนังจะต่อทางให้มีตัวละครที่ท้าทายปมสตีฟ เช่น หนังอาจจะกล้าวางให้เซรุ่มโดนขโมยไปได้สำเร็จ
แล้วเอาไปทดลองกับ บัคกี้ เพื่อนรักของสตีฟจนกลายเป็นพวกเดียวกับ Red Skull ไปเลย
เพราะในหนังก็วางปมเซรุ่มไว้เช่นกันว่ามีผลอย่างไร ยิ่งขยายก็ยิ่งใหญ่ขึ้นและบางคนก็อาจร้ายขึ้น
ก็น่าจะทำให้หนังมีความลึกในปมตรงจุดนี้ และมีภาวะการตัดสินใจของตัวละครที่ลุ้นขึ้นสนุกขึ้น
ซึ่งน่าจะทำให้หนังมีอะไรมากกว่าฮีโร่อเมริกันดรีม ยกทัพไปต่อสู้ผู้ร้ายปกป้องโลกตามสูตร



*การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์*

งานสร้างของหนังเป็นไปตามมาตรฐานของหนังฟอร์มนี้ จะว่าไปก็ดูดีกว่าที่คิดด้วยซ้ำ
หนังให้ความผสมผสานของโลกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้กลมกลืนดี
แม้จะรู้ว่าโม้ แต่ก็สร้างโลกที่น่าเชื่อถือว่าอาจมีจริงได้ เพราะเราก็เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาบ้างอยู่แล้ว

สำหรับชุดของ Captain America ก็ต้องยกนิ้วให้เช่นกันว่า ออกแบบได้ดูร่วมสมัยไม่ตกยุค
คิดว่าถ้าจะให้ใส่ใน The Avengers ก็ยังใส่ได้เลยด้วยซ้ำไม่ดูเชย แค่ปรับอีกหน่อย (แล้วเอาดาวออก)
และโดยส่วนตัวแล้ว เครื่องแต่งกายทุกชุดในเรื่องนี้ ช่วยทำให้นักแสดงดูดีขึ้นมาทุกคนเลยทีเดียว



พูดถึงผู้กำกับแล้ว Joe Johnston ก็ถือว่าทำงานได้อยู่ในระดับมาตรฐานของเขาดี
ก็ต้องถือว่าค่าย Marvel เลือกผู้กำกับให้หนังซูเปอร์ฮีโร่ของตัวเองยังไม่ค่อยพลาดเลยสักเรื่อง
ก็ค่อนข้างน่าแปลกว่า ที่จริงโจเป็นผู้กำกับที่ฝีมือดีทีเดียว เพราะทำหนังแทบทุกเรื่องได้สนุก
เพราะกระทั่งหนังที่บทตรงทื่ออย่าง Jurassic Park 3 ก็ยังเห็นความสนุกของหนังได้อยู่
เรื่องนี้ก็่เช่นกัน อาจจะเป็นเพราะที่บทที่ยังไม่กล้าและไม่สุดจริงๆ หนังเลยยังมีอารมณ์กั๊กๆ
ซึ่งคิดว่าผู้กำกับโจทำให้สนุกมากได้แน่ถ้าบทใจถึงจริงๆ งานอย่าง Jumanji ก็เคยพิสูจน์ได้



*ภาพรวม จุดดี จุดด้อย*

เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อย ของหนังกัน

จุดดี
1. เป็นหนังสูตรที่เดินเรื่องได้สนุกสนานตามมาตรฐาน
2. การผสมผสานโลกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้น่าเชื่อถือ
3. วางปมตัวละครกัปตันอเมริกาและเรดสกัลล์ได้สุดขั้วน่าสนใจ ทำให้รู้สึกติดตามไปโดยปริยาย
4. หนังทำให้กัปตันอเมริกาไม่ดูเป็นฮีโร่จ๋าเกินไปได้ดี ทำให้รู้สึกเป็นมนุษย์ที่สัมผัสได้

จุดด้อย
1. หนังทิ้งปมของตัวละครกัปตันอเมริกาที่เริ่มมาสวยแล้วไปอย่างน่าเสียดาย
2. หนังขาดสมดุลของตัวเอกและตัวร้าย ทำให้หนังค่อยๆลดความลุ้นลงเรื่อยๆเมื่อดำเนินเรื่องไป
3. หนังกั๊กความสัมพันธ์และความเป็นคาแรกเตอร์ของตัวละครในหลายจุด ทำให้รู้สึกว่าไปไม่สุด
4. หนังขาดความกล้าหาญในบางเรื่องที่จะช่วยขับปมของหนังให้สนุกยิ่งขึ้น

Captain America มีทุกอย่างที่ถึงพร้อมอยู่แล้วที่จะทำให้หนังเรื่องนี้สนุกได้ถึงใจ
ทั้งปมตัวละครที่สุดขั้วและงานสร้างที่ถึงมาตรฐาน เสียดายที่บทหนังกั๊กอะไรหลายๆอย่างที่ไม่น่ากั๊ก
ก็เลยเป็นหนังสูตรที่ดูพอสนุกไปได้เรื่อยๆเรื่องหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นการเปิด Captain America ที่ดี

เกรด B ครับ (คะแนน 7.6)

Advertisements

True Grit: ยอดคนจริง

หนังคาวบอยสำหรับยุคสมัยนี้ ก็คงเหมือนของที่ตกยุคไปแล้วสำหรับหลายๆคน
ถ้าจะให้นึกว่าคนใส่ชุดคาวบอย ก็คงประมาณแนวคอสเพลย์ใส่เล่นไปปาร์ตี้ซะมากกว่า
หรือไม่ก็คงไปเก็บเอากลิ่นไอบรรยากาศกับคุณโชค บูลกุลเอาที่ฟาร์มโชคชัยโน่น
แต่ว่าในเมื่อมันเป็นแนวหนังที่เคยทำกันมา ยังไงก็ต้องมีคนลองทำกันออกมาอีก
ใครที่นึกว่าหนังคาวบอยคงจะหมดสิ้นไปกับปู่คลินท์ อีสต์วู้ด อาจจะต้องคิดใหม่
เพราะพี่น้องโคเอน เอากลับมาทำกันอีกครั้ง กับหนังที่มีชื่อว่า True Grit

———————————————————————

True Grit เล่าเรื่องของ Mattie Ross ซึ่งพ่อของเธอถูกฆ่าโดยโจรที่ชื่อ Tom Cheny
แม็ตตี้สัญญาว่าตราบใดที่ทอมยังไม่ได้รับการลงโทษฑัณฑ์ เธอจะไม่หยุดไล่ล่าเขา
ด้วยความตั้งใจนั้น เธอจึงว่าจ้างนายอำเภอชื่อดังในการจับโจรอย่าง Rooster Cockburn
เพื่อตามจับทอมมาลงโทษให้ได้ และในการนี้ ตำรวจเท็กซัสนิสัยแปลกๆอย่าง LaBoeuf
ก็เข้ามาร่วมทางด้วย แม็ตตี้มีข้อตกลงที่ว่าเธอจะต้องได้ร่วมทางไปกับ Rooster ตลอด
จนกว่าเขาจะจับทอมมาจนได้ไม่ว่าเป็นหรือตาย เรื่องของเรื่องคือ เธออายุเพียงแค่ 14 ปี



*เนื้อเรื่องกับการดำเนินเรื่อง*

ปกติแล้วเราจะคุ้นเคยกับงานของพี่น้องโคเอนที่มีปมเรื่องที่น่าสนใจและเล่าอย่างเหนือชั้น
ยิ่งงานในพักหลังๆของ Joel และ Ethan Coen มีแต่ความเก๋าเพิ่มขึ้นทุกวันๆเหมือนกับปู่คลินท์
โดยเฉพาะหนังออสการ์อย่าง No Country For Old Men ที่เหนือชั้นในการเล่าเรื่องอย่างสุดๆ
แต่มากับงาน True Grit พี่น้องโคเอนกลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเล่าเรื่องแบบ ตรงสุดๆ



หนังแทบจะไม่มีความลำบากในการติดตามและเข้าใจเรื่องราวอะไรเลย
หนังเล่าเรื่องแบบเส้นตรงสุดๆ พ่อของแม็ตตี้ถูกฆ่าตาย แม็ตตี้ก็เลยจ้างรูสเตอร์ให้ไปไล่ล่า
ระหว่างทางก็มีอุปสรรค รูสเตอร์กับลาเบิฟไม่ถูกกันบ้าง ทอมเข้าไปอยู่ในแก๊งค์โจรลัคกี้ เนด
แต่ในที่สุดทั้งสามก็จัดการทอมได้สำเร็จ พร้อมแก๊งค์โจรลัคกี้ เนดทั้งแก๊งค์อีกต่างหาก

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นข้อดีหรือข้อเสียดี เพราะความจริงก็คือแม้หนังเล่าง่ายแต่ก็เล่าได้ดีทีเดียว
พี่น้องโคเอนโชว์ความเก๋าในการวางจังหวะในการเล่าเรื่องได้เหมือนจับวางให้คนติดตามตลอด
โดยเฉพาะการปรากฎตัวของตัวละคร ที่สร้างความรู้สึกตื่นตัวกับเหตุการณ์ได้อย่างไม่รู้ตัวทุกครั้ง
ทำให้ในความง่ายของการเล่าเรื่อง กลับมีความรู้สึกต้องคอยติดตามแบบปล่อยวางไม่ได้
แต่กระนั้น โดยส่วนตัวแล้วก็รู้สึกว่าพี่น้องโคเอนวางเส้นเรื่องง่ายจนรู้สึกว่าออกจะดูสบายไปนิดๆ



*นักแสดงและตัวละคร*

สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าส่วนนี้คือ ส่วนที่สนุกที่สุดของหนังเรื่องนี้
ในความที่หนังเล่าเรื่องง่ายๆ แต่คาแรกเตอร์ตัวละครนั้นมีสีสันและความมันส์แบบสุดขีด
หนังใช้ตัวละครเดินเรื่องเพียงแค่ 3 คนคือ แม็ตตี้ รูสเตอร์ และลาเบิฟ (บวกอีกหนึ่งคือ ทอม)
ซึ่งคาแรกเตอร์แต่ละคนก็ผสมผสานกันได้มันส์สะใจ ชวนให้ติดตามไปได้ตลอดทั้งเรื่องจริงๆ



Jeff Bridges กับบท Rooster Cockburn นายอำเภอคนจริงที่ไม่ยี่หระต่อวิธีการมุทะลุของตนเอง
เรียกว่าเป็นการโชว์ความเก๋าขนานแท้ เจฟ บริดเจสเล่นได้มันส์มากกับบทนายอำเภอบทนี้
Rooster ที่ทั้งมั่นใจ ขี้เหล้า คุยโว มีอารมณ์ขันแสบๆ คนจริงพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์แบบไม่เกรง
เจฟโชว์ความเหนือในการเป็นรูสเตอร์ได้เห็นความเป็นคนจริง และทุกๆอย่างที่ตัวละครคนนี้เป็น
คือถ้าไม่ใช่เป็นเจฟ บริดเจสก็ไม่รู้จะไปหาใครมาเล่น เพราะรูสเตอร์ของเจฟสมบูรณ์แบบจริงๆ



Matt Damon เองก็โดดเด่นไม่แพ้กันกับนายตำรวจเท็กซัสขี้โอ่อย่าง LaBoeuf ที่มาตามล่าทอม
เป็นความเข้ากันแบบไม่มีใครยอมใคร โดยตัวของรูสเตอร์และลาเบิฟ ดูเหมือนลาเบิฟจะอ่อนๆ
แถมออกจะขี้คุยอีกต่างหาก แต่พอต้องกัดกับรูสเตอร์ แมตต์ก็ทั้งโชว์แววความอ่อนของลาเบิฟ
แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นความแน่จริงลึกๆ ที่ทำให้คาแรกเตอร์ทั้งสองกัดได้เข้ากันอย่างสนุก
และแม้ตัวลาเบิฟไม่ได้อยู่ทั้งเรื่อง แต่พอกลับมาก็มีบทบาทตลอด แถมแอบน่ารำคาญได้อย่างฮาๆด้วย



แต่ที่ต้องทึ่งและอึ้งสุดๆก็คือ Hailee Steinfeld กับบทของ Mattie ผู้มุ่งมั่นในการตามจับทอม
นี่คือหนังเรื่องแรกของ Hailee แต่สิ่งที่ปรากฎในหนังนั้น เรียกว่าไม่ต่างอะไรกับ ปรากฎการณ์
Hailee แสดงให้เห็นความมั่นใจและความมุ่งมั่นของแม็ตตี้อย่างเด็ดเดี่ยว และแม้เมื่อยามเสียท่า
แววตาของแม็ตตี้ผู้มุ่งมั่นก็ยังฉายอยู่ข้างในตลอด Hailee เป็นแม็ตตี้ตั้งแต่ต้นจนจบหนัง
แม้จะรายล้อมไปด้วยนักแสดงสุดยอดแต่ Hailee ก็ไม่โดนกลบรัศมีไปเลยแม้แต่นิดเดียว
ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเจฟ บริดเจส ถ้าไม่ใช่ Hailee ก็ไม่รู้จะหาใครมารับบทแม็ตตี้ได้ดีกว่านี้แล้ว

แม้หนังจะมีคาแรกเตอร์ตัวละครมันส์ๆ แต่ก็ยังมีแง่มุมความเป็นมนุษย์ที่แฝงมาได้อย่างแนบเนียน
และน่าสนใจด้วยว่า แง่มุมนั้นนำไปลงกับส่วนของโจรที่ทั้งสามไล่ล่าคือ ทอมกับแก๊งค์ลัคกี้ เนด
ด้วยเวลาของหนังเพียงไม่นาน หนังใส่ความเป็นมนุษย์ได้อย่างมีเชิง ทั้งความอ่อนไหวของทอม
และสัจจะหมู่โจรของลัคกี้ เนด ที่ให้ทั้งกลิ่นคาวบอยและแง่มุมมนุษย์ที่ตรงไปตรงมาแต่วางได้สวย



*ธีมและกิมมิคในการดำเนินเรื่อง*

ในความสนุกและความมันส์ของพี่น้องโคเอน หนังยึดธีมตามชื่อหนังอย่างมั่นคงคือ คนจริง
สามารถเรียกได้ว่าเป็นทั้งการโชว์เก๋าและเป็นบทเรียนชั้นดีให้กับคนทำหนังหลายๆคนได้เลย
หนังยึดกุมธีมในการเล่าเรื่องได้เหนียวแน่นตลอด ทั้งวิธีการเล่าเรื่องและความเป็นตัวละคร
และยังท้าทายตัวละครตลอดทางว่าจะยึดความเป็นคนจริงได้ไหม ทั้งกับพวกตัวเองและพวกโจร



และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะเห็นจุดนี้ชัดผ่านตัวละครในเรื่องที่แสดงความเป็น “คนจริง”
ทั้งแม็ตตี้ที่มุ่งมั่นจนรูสเตอร์และลาเบิฟต้องยอมสยบกับความเด็ดเดี่ยวของสาวน้อยที่กล้าเกินวัย
ตัวรูสเตอร์ที่ทุกการกระทำของเขา แสดงความสัตย์ซื่อและไม่ยอมแพ้สมกับเป็นคนจริง
แม้กระทั่งในฉากที่ดูตลกที่รูสเตอร์ที่กำลังเมา พยายามยิงขนมปังในอากาศตามคำท้าของลาเบิฟ
ก็ยังแสดงความเป็นคนที่มุ่งมั่นในคำสัตย์ที่ลั่นวาจาไว้กับตัวเองแม้ว่าตัวเองจะเมาก็ตาม



และแน่นอนว่าลาเบิฟ ตัวละครขี้คุยก็ยังยึดกุมความเป็นตัวละครกับธีมของหนังอย่างเหนียวแน่น
และที่น่าสนใจก็คือ ทอม (จอช โบรลิน) โจรที่ฆ่าพ่อของแม็ตตี้ ก็ยังมีแง่มุมที่ยึดกุมกับธีมนี้
ในแง่มุมของการท้าทายตัวละครอย่างแม็ตตี้ ที่จะพิสูจน์ว่าเธอจะยึดมั่นในความตั้งใจหรือไม่
ไปจนถึงฉากดวลปืนสุดท้ายที่แสดงความเป็น “คนจริง” แบบคติคาวบอย จนกระทั่งฉากไคลแมกซ์
ซึ่งกลายเป็นการโชว์ความเป็นหนังคาวบอยในทุกแง่มุมทั้งกลิ่นอายและคติอย่างสมบูรณ์แบบ



*การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์*

คงไม่ต้องพูดถึงงานกำกับ เพราะอย่างที่บอกตั้งแต่ต้น พี่น้องโคเอนยิ่งทำหนังก็ยิ่งโชว์เก๋า
แต่อยากพูดถึงงานสร้างมากกว่า ที่เรียกว่าเป็นความสมบูรณ์แบบในการสร้างโลกคาวบอย
หนังจำลองเมือง Fort Smith ได้อย่างสมจริง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นมาตรฐานหนังฮอลลีวู้ดอยู่แล้ว
แต่ที่น่าชมยิ่งกว่าคือ การเลือกสรรป่าที่ตัวละครทั้งสามต้องเข้าไปตามหาทอม



ป่าให้กลิ่นอายของความเป็นหนังคาวบอยและการผจญภัยสมัยก่อนได้อย่างรู้สึกได้
ทั้งสวยงาม ทั้งมีอันตราย แต่ให้กลิ่นอายการผจญภัยและการตามล่าได้ในทุกก้าวที่ไป
ซึ่งยิ่งถูกขับเน้นขึ้นไปอีกจากผู้กำกับภาพ Roger Deakins ที่ให้ความรู้สึกสมจริงได้เหลือเกิน
และองค์ประกอบอื่นทั้งเสื้อผ้า และงานดนตรีประกอบที่เติมเต็มโลกคาวบอยนี้อย่างสมบูรณ์
ก็เรียกว่า หนังคาวบอยคงไม่หยุดสุดท้ายที่ปู่คลินท์แน่ เพราะพี่น้องโคเอนอยู่ตรงนี้แล้ว



*ภาพรวม จุดดี จุดด้อย*

เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อยของหนังกัน

จุดดี
1. หนังโชว์ความเก๋าของพี่น้องโคเอนในการเล่าเรื่องง่ายชัดๆ เป็นความเซอร์ไพรส์ที่สนุกมาก
2. Jeff Bridges, Hailee Steinfeld, Matt Damon (ไม่ต้องบรรยาย ต้องไปดูเอาเอง)
3. หนังเป็นการฟื้นความเป็นหนังคาวบอยได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกองค์ประกอบ
4. การยึดกุมธีมของหนังได้อย่างมั่นคง และความสนุกในการเล่นกับธีมอย่างไหลลื่น

จุดด้อย
1. หนังเล่าเรื่องเส้นตรงอย่างเหลือเชื่อจนดูง่ายเกินไปนิด ขาดโมเมนต์เซอร์ไพรส์ในเรื่องไม่น้อย

ถือว่าเป็นการทำหนังคาวบอยในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ทันสมัยไม่ตกยุคที่แม้แต่คนยุคนี้ยังรู้สึกสนุกได้
ก็จะติดแค่ว่า หนังเล่าเรื่องตรงสุดๆไปหน่อย แต่หนังก็สนุกอยู่ดีที่คาแรกเตอร์แต่ละคนมันส์เหลือเกิน

เกรด A- (คะแนน 9.0)
ปล. ชอบโปสเตอร์หนังเรื่องนี้สุดๆ มันส์สมกับคาแรกเตอร์ตัวละครในหนังจริงๆ

TCDC: What is Design?

ที่จริงก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเขียนดีไหม เพราะคิดว่าหลายคนน่าจะเคยไปมาแล้ว
แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงอีกหลายคนก็อาจจะยังไม่เคยไปดูเลย
อาจจะเคยได้ยินบ้างแต่ก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมกัน ก็เลยคิดว่าลองเขียนดีกว่า
เพราะสิ่งนี้เป็นอีกฟันเฟืองหนึ่ง ที่จะทำให้ประเทศเราพัฒนาไปได้ก้าวไกลครับ

——————————————————————————

What is Design? เป็นนิทรรศการถาวรของ TCDC เปิดมาตั้งแต่ TCDC เริ่มก่อตั้ง
นิทรรศการจะเป็นที่ที่เราจะได้ชมผลงานการออกแบบสำคัญๆของแต่ละประเทศ
รวมถึงวิวัฒนาการงานออกแบบของโลก อย่างเข้าใจง่ายและสร้างแรงบันดาลใจ
โดยเฉพาะชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบอย่าง ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ อเมริกา
และอีกหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราก็มีผลงานให้ได้ชมกันที่นี่


ทางเข้านิทรรศการ What is Design? ที่ TCDC

ผมเองก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็เว้นช่วงไปอยู่พักหนึ่ง
แต่ล่าสุดก็เพิ่งเข้าไปเยี่ยมชมอีกครั้ง ก็พบว่านิทรรศการมีการเปลี่ยนไปพอสมควร
เพราะครั้งแรกๆที่เคยเข้าไปเยี่ยมชม จำได้ว่าผลงานยังไม่เยอะเท่าที่ไปครั้งนี้
ผลงานบางชิ้นก็มีการหมุนเวียนเอาผลงานใหม่มาให้ชม โดยเฉพาะของไทยเรา


ชมวีดีโอเพื่อทำความเข้าใจการออกแบบก่อนเข้าไปชมนิทรรศการ

ก่อนที่เราจะเข้าไปชม ก็จะมีวีดีโอแนะนำเบื้องต้นให้เข้าใจเรื่องงานออกแบบก่อน
ว่าทำไมถึงมีความสำคัญ และส่งผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศเราอย่างไร

หลายๆคนคงทราบดีถึงเรื่องราวของ Samsung ที่ถึงกับจ้างนักออกแบบชาวอิตาลี
ให้มาออกแบบสินค้าของพวกเขา จนสินค้าของ Samsung สามารถตีตลาดได้ทั่วโลก
และที่ขาดไม่ได้ที่เป็นจ้าวแห่งสินค้าดีไซน์อย่าง Apple ที่ทำไมคนถึงซื้อกันได้กันดี
แล้วทำไมสินค้าหลายๆอย่างถึงมีการจ้างนักออกแบบให้มาทำสินค้า Limited Edition
ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า และยังมีผลต่อความรู้สึกของผู้ใช้ที่จะรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้ด้วย

หลังจากชมวีดีโอแล้วก็เข้าไปชมผลงานที่ผ่านการออกแบบจนครองใจคนทั่งโลกกันเลย


เก้าอี้สีสันฉูดฉาดของบราซิล คุณค่าไม่ได้อยู่ที่การนั่งได้ แต่อยู่ที่ความภูมิใจของคนใช้มัน

โซนภายในนิทรรศการจะแบ่งเป็นสามโซน ของต่างประเทศสอง และคนไทยเราอยู่ตรงกลาง
พอเราเลี้ยวขวาเข้ามา โซนแรกเราจะเห็นเก้าอี้ออกแบบ 2-3 ตัวสีสันฉูดฉาดวางเด่นชัดอยู่
หลายคนมองไปอาจจะคาดไม่ถึงกันทีเดียวว่า เก้าอี้เหล่านั้นมาจากแดนกาแฟ บราซิล
เห็นไหมครับว่า โลกงานออกแบบก้าวไปไกลจนหลายประเทศที่เราคิดไม่ถึงก็มีงานเด่นๆ


เครื่องครัวเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ดูง่ายๆแบบนี้ ต้องผ่านการคิดการออกแบบมาอย่างดีนะครับ

ภายในโซนนี้จะมีประเทศนักออกแบบที่เรารู้จักกันดีอย่าง อเมริกา เยอรมัน ฟินแลนด์
ซึ่งแต่ละประเทศเราก็จะได้เห็นอัตลักษณ์ในรูปแบบของงานออกแบบในแต่ละผลงาน
อย่างเยอรมัน เราก็จะได้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ทนทาน เป็นระเบียบในทุกเม็ดของงาน

หรืออย่างฟินแลนด์ เราก็จะได้เห็นความเป็นประเทศในแถบหนาว ทั้งรูปแบบและลวดลาย
หรืออย่างอเมริกา เราก็จะได้เห็นความเป็นสินค้าเพื่อตอบสนองจิตวิทยาคนเต็มรูปแบบ
และแน่นอนว่าบราซิล เราก็จะได้เห็นสีสัน ความเป็นคาร์นิวัลแบบแซมบ้าในชิ้นงาน


หัวโคมไฟเก๋ๆ และมีดอรัญญิก ฝีมือการออกแบบของคนไทยเรา

ทีนี้มาถึงโซนที่สอง ของประเทศไทยเราบ้าง ปกติโซนนี้เคยว่างๆฉายวีดีโองานออกแบบ
ถ้าเดินผ่านๆอาจนึกไม่ถึงอีกแล้วว่านี่เป็นงานออกแบบฝีมือคนไทยเรา และมีหลายงานทีเดียว
อย่างเช่นเจ้าหัวโคมไฟหรือมีดเนี่ย ถ้านึกไม่ถึงก็นึกว่าเป็นงานของคนญี่ปุ่นไปนั่นทีเดียว
หรือคนอาจสงสัยว่าโทรศัพท์ไอ-โมบายมาทำไม เขาให้ดูว่า เป็นการคิดค้นทีวีบนมือถือครับ


เก้าอี้พักผ่อนแสนสบาย แล้วก็ “วิทยุธานินทร์” แบรนด์สินค้าไทยแท้ที่น่าภูมิใจของเรา

ในโซนงานออกแบบคนไทยเรา ก็จะมีงานที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลกอยู่แล้วอย่างพวกเสื้อผ้าต่างๆ
หรืออย่างเก้าอี้รูปทรงดูเหมือนธรรมดา แต่ธรรมดานี่แหละที่เรานั่งๆนอนๆกันสบายเพราะมัน
และรวมไปถึงสิ่งที่เราคิดไม่ถึงว่าจะเป็นงานออกแบบด้วย แต่มันก็ใช่อย่าง วิทยุธานินทร์
อะฮ่า อย่าดูถูกนะครับ งานดูเหมือนเชยๆแบบนี้ต่อยอดสร้างสินค้าดีไซน์เก๋ขึ้นมานักต่อนักแล้ว


รถซีตรอง สัญชาติฝรั่งเศส ดูท่าทางไม่น่าจะข้ามสะพานไหนได้ แต่งานออกแบบเป็นเลิศ

ทีนี้ก็มาถึงโซนสุดท้าย เป็นโซนประเทศยอดนักออกแบบอย่าง ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี อังกฤษ
มาถึงโซนนี้ สิ่งที่เราจะได้เห็นเด่นเป็นสง่าเลยคือ รถซีตรองท่าทางจะขับไม่ได้ของฝรั่งเศส
มองอยู่นานก็สงสัยเหมือนกันว่ามันจะขึ้นสะพานได้ยังไง แต่ใจความสำคัญคือ การออกแบบ
ของแปลกๆอย่างนี้แหละครับ ดูเหมือนใช้ไม่ได้ แต่มันต่อยอดความคิดคนให้ไกลออกไป


สเปน บุกตลาดโลกด้วยสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างมีดีไซน์ และกวาดเงินจากกระเป๋าคนทั่วโลกเพียบ

เข้าโซนนี้ เราจะเห็นทางซ้ายมือดูผลงานชิ้นเล็กๆเหมือนไม่โดดเด่นอย่าง รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า
นี่แหละครับผลงานจากสเปน ประเทศที่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าดูดเงินจากกระเป๋าเราไปแค่ไหน
ถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกถึงแบรนด์รองเท้าอย่าง Camper หรือแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Zara
นั่นไงครับ คงจะนึกออกแล้วใช่ไหม บางคนอาจจะคลำกระเป๋าตัวเองอยู่ก็ได้พอนึกออก ฮิฮิ


สินค้าและงานออกแบบของสหราชอาณาจักร เรียบง่ายแต่เก๋า แฝงความขบถ

ที่ฝั่งตรงข้ามกันจะเป็นงานของ อังกฤษและอิตาลี ซึ่งอังกฤษเราก็เห็นความขบถมาแต่ไกล
รวมถึงความริเริ่ม ทั้งแบรนด์อย่าง Burberry และวงดนตรีที่กลายเป็นตำนานอย่าง The Beatles
งานเพลงก็เป็นงานออกแบบเหมือนกันนะครับ และเห็นไหมครับว่าสร้างมูลค่าได้มากแค่ไหน

ส่วนอิตาลีก็แน่นอนว่าหนีไม่พ้น เวสป้า และดินแดนแฟชั่นชื่อดังที่มีหัวหอกอย่าง Giorgio Armani
ก็คิดว่ามอเตอร์ไซต์รุ่นอย่าง Fino, Scoopy-i, Jelato น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไรครับ


กระเป๋าเดินทางหรือตู้เสื้อผ้ากันแน่ ของหลุยส์ วิตตอง (บราข้างๆนั่นกระเป๋านะครับ)

แล้วก็มาถึงประเทศที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นตำนานการออกแบบอย่าง ฝรั่งเศส
ผลงานที่เห็นพูดกันตรงๆ ส่วนใหญ่ดูจะใช้ไม่ค่อยได้ (ฮา) นอกจากเสื้อผ้าของ Coco Chanel
แต่ก็นั่นแหละครับ ไอ้ความใช้ไม่ได้ของมันนี่แหละ ได้สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากมาย
อย่างน้อยผมว่า กระเป๋าที่ดูแล้วนึกว่าเป็นบราหนังรัดรูป ก็คงสร้างแรงบันดาลใจสัปดนได้ล่ะ


ตารางแสดงวิวัฒนาการความก้าวหน้าของงานออกแบบแต่ละชนชาติ

แน่นอนว่านอกจากผลงานต่างๆและคำอธิบายสั้นๆแต่ได้ใจความแล้ว
นิทรรศการก็ไม่ได้ปล่อยให้คนดูงงแตก ยังมีตารางวิวัฒนาการงานออกแบบให้ชมด้วย
ซึ่งจะเห็นได้เด่นชัดเมื่อเราเดินจากทางเข้ามา เนื่องจาก TCDC จัดห้องไว้ให้สังเกตง่ายอยู่แล้ว
เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของชาติที่โดดเด่นเรื่องงานออกแบบว่ามีผลงานเด่นสืบมาอย่างไร
ซึ่งเราก็จะเห็นว่า แต่ละชาตินั้นเหล่านั้นจะมีความเจริญและมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงทั้งสิ้น

ที่น่าดีใจของคนทำงานแวดวงหนังอย่างผมก็คือ โปสเตอร์หนังฟ้าทะลายโจร ก็มีอยู่ในตารางด้วย
ซึ่งก็เป็นผลจากการต่อยอดศิลปะไทยจนสร้างงานที่โดดเด่น ที่แม้แต่ต่างชาติก็ยอมรับด้วยนะครับ


โปสเตอร์หนังฟ้าทะลายโจร งานออกแบบอันมีเอกลักษณ์ที่น่าภูมิใจของคนไทยเรา

นิทรรศการอาจจะใช้เวลาชมไม่นาน หรืออาจจะนานเป็นชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแต่ละคน
แต่ภายในพื้นที่เล็กๆ TCDC จัดนิทรรศการนี้ได้อย่างคุ้มค่าและเป็นต้นแบบสำหรับทุกๆงาน
ซึ่งใช้พื้นที่ในทุกตารางเมตรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และอัดแน่นไปด้วยความรู้ที่เข้าใจง่าย

——————————————————————————

นิทรรศการนี้ เป็นนิทรรศการถาวร นะครับ ซึ่งผมว่าเป็นนิทรรศการที่ทุกคนควรไปชม
เพราะในแทบทุกแวดวงที่เราทำงาน การออกแบบมีส่วนสำคัญในการก้าวกระโดดทางความคิด
รวมถึงธุรกิจอันเป็นผลต่อเนื่อง เพราะทุกวันนี้เราจะไปสู้คนอื่นด้วยราคาถูกๆไม่ได้แล้ว
ยิ่งถูกก็ยิ่งตัดราคาก็พากันตายหมู่ เราต้องสู้ด้วยความคิดและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา
ใครจะไปรู้ว่า ไอ้รถซีตรองขึ้นสะพานไม่ได้ อาจถูกต่อยอดกลายเป็น รถลอยฟ้าขึ้นมาก็ได้


งานออกแบบของชนชาติอิตาลี เหมือนไม่มีอะไร แต่เรียบหรูเมื่อได้ใช้หรือใส่

ช่วงนี้ก็มีงาน “ปล่อยแสง 8” ซึ่งเป็นการนำผลงานของนักศึกษาปีสุดท้ายที่เด่นๆมาให้ชมและต่อยอด
ซึ่งต้องบอกว่า มีหลายผลงานน่าสนใจมาก และน่าจะพัฒนาต่อยอดไปได้ไกลทีเดียว
ก็อยากจะแนะนำให้ไปชมนะครับ งานปล่อยแสง 8 มีไปถึงวันที่ 28 สิงหาคมครับ


What is Design? นิทรรศการถาวรที่ TCDC อย่าลืมไปชมกันนะครับ

Harry Potter And The Deathly Hallows – Part 2: ปิดตำนานมหากาพย์พ่อมดน้อยแบบ…

14 ปีที่แล้ว โลกของเราได้ต้อนรับกระแสความคลั่งไคล้หนึ่งที่แทบไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อ J.K. Rowling ได้ให้กำเนิดนวนิยายพ่อมดน้อยที่จะเป็นปรากฎการณ์ไปอีกยาวนาน
Harry Potter And The Sorcerer’s Stone คือจุดเริ่มต้นของปรากฎการณ์นั้น

10 ปีที่แล้ว ภาพยนตร์จากนวนิยายพ่อมดน้อยที่เป็นที่คลั่งไคล้เล่มนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
นับจากวันนั้น ทั้งแฟนหนังสือและแฟนภาพยนตร์ก็ได้เติบโตมากับพ่อมดน้อยด้วยกัน
ในที่สุดก็มาถึงวันนี้จนได้ ซึ่งภาคสุดท้ายของภาพยนตร์พ่อมดน้อยได้มาถึง
กว่า 14 ปีที่โลกเราอยู่กับปรากฎการณ์พ่อมดน้อย ในที่สุดก็ได้เวลาจากลากันแล้ว

——————————————————————————

(หมายเหตุ: บทวิจารณ์นี้ผู้เขียนไม่ได้ติดตามหนังทุกภาค จะมองเฉพาะในภาคนี้เท่านั้น)

Harry Potter And The Deathly Hallows – Part 2 เป็นภาคสุดท้ายบทสรุปพ่อมดน้อย
ซึ่งในภาคนี้ก็ต่อเนื่องมาจาก Part 1 ที่ภารกิจของ Harry, Ron และ Hermione ก็ยังไม่สิ้นสุด
ต้องตามหาฮอร์ครักซ์ให้ครบต่อไปเพื่อจัดการจอมมาร Voldemort ไม่ให้คงชีวิตได้อีกต่อไป
แต่ในขณะเดียวกันจอมมารก็กำลังนำกองทัพด้านมืดของตนเองเพื่อมาทำลายฮอกวอตต์
และสังหารแฮร์รี่เพื่อให้ตัวเองอยู่ชั่วนิรันดร์ แล้วใครจะเป็นผู้อยู่รอดในมหาศึกครั้งสุดท้ายนี้



*เนื้อเรื่องกับการดำเนินเรื่อง*

ดูเหมือนจะเป็นปัญหาทุกภาคมาตลอดสำหรับการเดินเรื่องใน Harry Potter
เนื่องจากรายละเอียดในหนังสือนั้นเยอะมาก จึงทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทั้งหมด
ประกอบกับมีข้อจำกัดที่ฐานแฟนหนังสือเป็นเด็กจำนวนมาก เลยทำให้เปลี่ยนอะไรไม่ได้มาก
ภาคนี้ก็เช่นกัน น่าเสียดายว่าภาคสุดท้ายด้วย แต่ว่าอารมณ์ไปไม่สุดอย่างที่น่าจะเป็น



แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็สามารถรู้สึกได้ว่า หนังเหมือนตัดหนังสือมาต่อฉากๆ
เพราะการเล่าเรื่องยังดูตะกุกตะกัก บางจุดอารมณ์กำลังมาก็ตัดไปก่อน บางจุดก็นานเหลือเกิน
โดยเฉพาะตอนเหล่าพ่อมดแม่มดด้านมืดบุกฮอกวอตต์ หนังน่าจะเหยียบไปได้ไกลกว่านี้อีก
เพราะมีตัวละครสำคัญต้องตายไป ถ้าจะให้เวลาอีกนิดกับตัวละครจะดีไม่น้อย ไหนๆก็ภาคสุดท้ายแล้ว
บางทีถ้าจะกล้าอีกหน่อยแบบ The Lord Of The Rings ที่ให้น้ำหนักบางอย่างไปเลยก็จะดี



แต่กระนั้น หนังก็โฟกัสเรื่องราวที่จะเล่าได้ดีที่ต้องโฟกัสไปที่ การต่อสู้ของแฮร์รี่กับโวลเดอร์มอร์
ทั้งการการหาฮอกครักซ์และการต่อสู้ปกป้องก็เพื่อมุ่งไปสู่จุดจบในการสู้กับโวลเดอร์มอร์จริงๆ
เรารู้สึกได้ตลอดว่า สิ่งที่ตัวละครกำลังทำอยู่ตรงหน้านั้น มีความสำคัญมากเพราะจะมีผลต่อศึกครั้งสุดท้ายนี้
ก็น่าเสียดายอยู่ที่หนังยังมีปัญหาเรื่องการชั่งน้ำหนักแต่ละฉากที่ปรากฎ เลยทำให้การปูอารมณ์ดูขาดๆเกินๆ
พอถึงฉากไคลแมกซ์ที่แฮร์รี่ต้องสู้กับโวลเดอร์มอร์ เลยรู้สึกว่าอารมณ์มันยังไปไม่สุดจริงๆ



*นักแสดงและตัวละคร*

เล่นกันมาตั้ง 7 ภาคแล้ว เรื่องการแสดงคงไม่มีอะไรต้องห่วงกันแล้ว ทุกคนทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว
ที่อยากจะพูดถึงคือ การใช้งานความเป็นตัวละครที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องมากกว่า
ซึ่งตรงนี้ต้องบอกเลยว่า การใช้งานตัวละครหลักที่มีผลต่อการเดินเรื่อง มีส่วนสำคัญมาก
เพราะได้ช่วยหนังจากการเดินเรื่องที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เอาไว้ได้เยอะมาก



โมเมนต์ในการแสดงแบ็คกราวน์และภาวะอารมณ์ตัวละคร ช่วยทำให้หนังมีความลึกขึ้นทีเดียว
ไม่ใช่เป็นหนังที่ต่อเรื่องนำพ่อมดแม่มดมาสู้กัน และหนังก็ทำตรงนี้ได้ใกล้เคียงคำว่าเยี่ยม
ฉากสำคัญที่ทุกคนแทบจะน้ำตาไหลก็คือ ฉากความจริงของสเนปในอ่างเพนซิฟ
ฉากนี้เรียกว่าได้ช่วยยกระดับหนังขึ้นมามากทีเดียว ว่าทุกอย่างในชีวิตแฮร์รี่มีใครปิดทองหลังพระ
และแทบเป็นการย้อนความทรงจำกับหนังทุกภาคได้ทันทีเลยว่า สเนปมีความหมายแค่ไหน
เสียดายนิดๆว่า ถ้าฉากนี้บลิวท์อารมณ์อีกสักนิดจะได้ร้องไห้จริงๆแน่ (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)

อีกหนึ่งฉากสำคัญที่ช่วยยกระดับหนังขึ้นมาอีกคือ ฉากที่แฮร์รี่ใช้หินชุบวิญญาณ
ฉากหินชุบวิญญาณที่ทำให้แฮร์รี่ได้เจอพ่อแม่ ซิริอัสและรีมัสอีกครั้ง เป็นฉากที่ดีอีกฉากทีเดียว
ถือว่าเป็นฉากที่หนังให้เวลาได้พอดีมาก ได้แสดงความรู้สึกของแฮร์รี่ว่า เขาคิดถึงคนที่รักแค่ไหน
เป็นการช่วยสร้างคอนทราสต์แฮร์รี่กับโวลเดอร์มอร์ได้ดีว่า ทำไมอีกคนเป็นที่รัก อีกคนเป็นที่หวาดกลัว



ที่น่าเสียดายคือ ตัวละครสำคัญอื่นที่หนังควรให้เวลามากกว่านี้อย่าง เฟรด รีมัส และเบลลาทริกซ์
อย่างที่บอกไปในส่วนดำเนินเรื่องคือ หนังให้เวลาสั้นไป ทั้งที่เป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง
น่าจะมีโมเมนต์การต่อสู้กันที่ทำให้เห็นความกล้าหาญ การปกป้อง หรือความร้ายของตัวละคร
แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นก็คือ สู้กันแกนๆ ตัดมาอีกทีก็ตายไปซะแล้ว ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ
ที่ขัดใจที่สุดก็คงเป็น เบลลาทริกซ์ แสบมาทุกภาคแต่ดันให้ยิงคาถาสองสามทีก็ตายซะงั้น เซ็ง!!!



*ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง*

ปมในการเดินเรื่องในภาคนี้เน้นไปที่ ความรักและความเสียสละของแฮร์รี่และเหล่าพ่อมดแม่มด
สร้างคอนทราสต์ให้เห็นว่า ทำไมโวลเดอร์มอร์จะไม่อาจเอาชนะใจของพ่อมดแม่มดคนอื่นๆได้
รวมถึงตัวโวลเดอร์มอร์เอง ก็ยังย้อนเกล็ดแฮร์รี่ ด้วยประโยคที่เราได้ยินตั้งแต่ตัวอย่างว่า
“เจ้าจะยอมให้เพื่อนคนอื่นตาย แทนที่จะออกมาเผชิญหน้าด้วยตัวเอง”



ซึ่งหนังก็ไม่ได้ลงลึกตรงนี้มากนัก เพราะโฟกัสการตามหาฮอร์ครักซ์เพื่อสู้กับโวลเดอร์มอร์มากกว่า
แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า หนังมีผู้ชมวัยเด็กไม่น้อย แม้หลายคนจะโตตามหนังมา จึงไม่ต้องการจะลึกล้ำมาก
หนังก็ค่อยๆขอดเกล็ดตรงนี้แบบเข้าใจง่ายๆ แฮร์รี่ช่วยเหลือเดรโก เนวิลล์พูดปลุกใจพ่อมดแม่มด
ลูเชียสและภรรยาเหลืออดกับความไร้ค่าในสายตาโวลเดอร์มอร์ เป็นแฮร์รี่ที่ทำให้เห็นคุณค่าชีวิต

หนังเกาะเกี่ยวปมตรงจุดนี้มาบางๆตลอดทาง อย่างน้อยก็ไม่หลุดไขว้เขวออกไปทิศอื่น
แต่ก็อย่างที่เห็นคือ หนังเหมือนจะแค่แตะๆ ไม่ได้สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกันให้ลึกๆ
มีเพียงฉากของสเนปในอ่างเพนซิฟ และฉากหินชุบวิญญาณเท่านั้นที่ลงลึกได้อย่างสวยงาม



ถ้าหนังจะลงลึกในส่วนความสัมพันธ์ในหมู่พ่อมดด้วยกันเองอีกนิดก็จะทำให้รู้สึกผูกพันดีมากขึ้น
อาจจะรวมถึงความเชื่อมโยงของแฮร์รี่กับโวลเดอร์มอร์ลงลึกอีกนิดไปเลย ไหนๆก็ภาคสุดท้ายแล้ว
ซึ่งน่าจะทำให้ฉากไคลแมกซ์ที่ต่อสู้กับโวลเดอร์มอร์ ดูมีพลังและบลิวท์อารมณ์ได้ถึงมากขึ้น
รวมถึงฉากสุดท้าย 19 ปีต่อมาที่สถานีรถไฟคิงครอส จะดูชวนให้อาลัยอาวรณ์คิดถึงมากกว่าเดิม
(แต่สำหรับแฟนที่ติดตามหนังมาทุกภาค สิ่งที่ปรากฎในหนังอาจจะเพียงพอแล้วก็ได้)



*การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์*

สำหรับงานสร้าง องค์ประกอบทางภาพยนตร์ ก็ต้องถือว่าอยู่ในมาตรฐานไม่มีอะไรต้องสงสัย
เพราะสร้างกันมาถึง 7 ภาค ทีมงานก็รู้มือดีหมดแล้ว ทุกอย่างอยู่ในมาตรฐานสูงของหนังฟอร์มนี้

ก็คงจะพูดถึงผู้กำกับซะมากกว่า สำหรับ David Yates แล้วผมว่าเป็นตัวเลือกที่ลงตัวดี
คือสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่แฟนหนังสือต้องการกับความเป็นหนังได้ค่อนข้างลงตัว
ถึงแม้โดยส่วนตัวจะยังชอบ Alfonso Cuaron อยู่และก็มองว่าภาค 3 นั้นค่อนข้างลงตัวสุด
แต่ก็ยังรู้สึกว่าอัลฟอนโซ่ยังใส่สไตล์ตัวเองมากไปนิด ซึ่งคงไม่เหมาะกับหนังแบบนี้เท่าไหร่
ถ้าเดวิด เยตส์จะมีความกล้าใส่สไตล์หรือเล่าเรื่องให้กล้าออกไป หนังก็น่าจะลงตัวมากทีเดียว
แต่ก็อาจจะเป็นที่หลายๆส่วนด้วย เพราะหนังซีรี่ส์นี้คงไม่ได้ขึ้นกับผู้กำกับคนเดียวแน่นอน



*ภาพรวม จุดดี จุดด้อย*

เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อย ของหนังกัน

จุดดี
1. หนังยึดกุมธีมความรักความเสียสละมาได้ตลอดทาง สร้างความผูกพันกับพ่อมดแม่มดได้โอเค
2. ฉากในอ่างเพนซิปของสเนป (สงสารสเนปจริงๆ) และฉากแฮร์รี่ใช้หินชุบวิญญาณ อัพหนังได้มาก
3. หนังรู้จุดที่ควรจะโฟกัส คือภารกิจแฮร์รี่ที่ต้องจัดการโวลเดอร์มอร์ ไม่เขวไปกับสิ่งที่หนังมีให้เล่าเยอะ
4. งานสร้างและองค์ประกอบต่างๆทั้งหมด สมกับเป็นหนังปิดมหากาพย์อย่างที่คาดหวังไว้

จุดด้อย
1. หนังยังคงมีปัญหาในการดำเนินเรื่องให้ลื่นไหล บางช่วงสั้นเกินไป บางช่วงก็นานไป
2. ฉากศึกครั้งสุดท้ายของพ่อมดแม่มดด้านดีด้านมืด ยังดูไม่ค่อยยิ่งใหญ่อย่างที่ควรจะเป็นนัก
3. หนังทิ้งความสำคัญตัวละครรองที่มีบทบาทอย่างน่าเสียดาย (เสียดายเบลลาทริกซ์มาก)
4. หนังไม่ลงลึกในธีมของตัวเอง เพียงแค่แตะๆ ทำให้อารมณ์หนังไปยังไม่สุดเท่าไหร่

ในที่สุด มหากาพย์พ่อมดน้อยเดินมาถึงฉากสุดท้ายแล้ว ก็อย่างที่ขึ้นไว้ที่หัวเรื่องน่ะครับ
หนังเรื่องนี้จะปิดตำนานแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง เพราะแต่ละคนความประทับใจก็ต่างกันไป
เกรดคะแนนของผมก็เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการตัดสินหนังแทนทุกคนนะครับ

สำหรับภาคปิดตำนานนี้…  
ผมให้เกรด B ครับ (คะแนน 7.8)

The Tree of Life: ความทะเยอทะยานในการค้นหาคำตอบของชีวิต

คำถามที่ยังเป็นปริศนาพอๆกับการกำเนิดจักรวาลใบนี้ของมนุษย์เราก็คือ “ชีวิต”
ชีวิตถือกำเนิดมาได้อย่างไร มีความสลับซับซ้อนอย่างไร ทำไมถึงเป็นเราอย่างทุกวันนี้
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแม้จะเพียรพยายามค้นหา แต่ก็ยังค้นพบคำตอบไม่ทั้งหมด
และคนทำหนังคนหนึ่งก็พยายามจะค้นหาคำตอบของปริศนาอันยิ่งใหญ่นี้เช่นกัน
และคนทำหนังผู้ทะเยอทะยานคนนั้น มีชื่อว่า Terrence Malick

———————————————————————–

The Tree of Life เป็นผลงานรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เรื่องล่าสุด
หนังเล่าเรื่องของครอบครัว O’Brien ครอบครัวคนอเมริกันธรรมดาในเท็กซัส
โดยเล่าเรื่องผ่านความรู้สึกและมุมมองของ Jack (Sean Penn) ลูกชายคนโตของบ้าน
นับตั้งแต่เกิดจนเติบโต และต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกนึกคิดรอบตัวเอง



*เนื้อเรื่องกับการดำเนินเรื่อง*

แม้เรื่องราวโดยหลักจะเดินเรื่องผ่าน ครอบครัว O’Brien ผ่านตัวละคร Jack
แต่โดยการเล่าเรื่องที่ปรากฎออกมาในหนังแล้ว เราจะเห็นความทะเยอทะยานที่สูงกว่านั้น
หนังเล่าเรื่องตั้งแต่การถือกำเนิดของโลก ผ่านช่วงชีวิตสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกมา
จนกระทั่งมาสู่เรื่องราวของมนุษย์ โดยให้ครอบครัว O’Brien เป็นเหมือนโลกจำลองใบเล็กๆ



ต้องบอกว่า หนังต้องใช้สมาธิและความอดทนในการดูสูงมาก
ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีการเดินเรื่องแบบพรรณาเช่นนี้ อาจเป็นฝันร้ายทีเดียว
เส้นเรื่องหนังไม่เชิงจะมีเสียทีเดียว เพราะหนังเป็นการพาไปสำรวจชีวิตครอบครัว O’Brien
แต่ไม่ได้เดินเรื่องแบบเห็นจุดขัดแย้ง หรือจุดเปลี่ยนชีวิต มีไคลแมกซ์อะไรแบบนั้น
เพราะหนังเป็นการซ้อนกันของเรื่องราวชีวิตและความนึกคิดของตัวละครมากกว่า

หนังใช้การตั้งคำถามจากทั้งตัวละครและต่อคนดูเรียกว่าตลอดทางของหนัง
คำถามถึงการมีชีวิต คำถามต่อพฤติกรรมของเราเอง คำถามต่อสรรพสิ่งรอบข้าง
จนถ้าคนดูไม่พร้อมที่จะดูหนังแนวทางนี้ มีสิทธิที่จะรำคาญหรือหลับคาโรงไปได้เลย



นอกจากนั้น หนังก็ค่อนข้างมีกลิ่นของคริสต์ศาสนา เรื่องราวในพระคัมภีร์ไม่น้อย
เพราะหนังก็จะตั้งคำถามของชีวิตกับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นวิถีแบบฝรั่งเขา
ที่มักจะพยายามหาปลายทางและคำตอบของชีวิต ซึ่งในแง่มุมบางมุมก็ออกจะปิดตันไป
จนบางทีก็ดูเป็นจุดด้อย เพราะบางครั้งสังคมฝรั่งก็อยู่กับความเชื่อพระเจ้ามากไปสักนิด

แต่ถ้าเราพร้อมรับกับการดูหนังนามธรรมพรรณาเช่นนี้ ต้องถือว่าหนังยึดกุมตัวเองได้ดี
เพราะหนังไม่ออกนอกทางและเป้าประสงค์ของตัวเองในการเล่าเรื่องเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งอาจถือได้ว่า เป็นความน่าสนใจที่คนดูจะลองท้าทายกับการดูหนังที่ผิดขนบไปจากปกติ



*นักแสดงและตัวละคร*

อีกเช่นกันที่คงจะพูดได้ยากถึงความดีความด้อยของนักแสดงในการรับบท
เพราะด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ออกแนวนามธรรมพรรณาที่ไม่ได้เห็นภาพการแสดงที่ชัดมากนัก
เพราะก็อย่างที่บอก หนังวนเวียนอยู่กับการค้นหาและการตั้งคำถามของชีวิต
และหนังโฟกัสไปที่ภาวะตัวละคร ความเป็นตัวละครมากกว่าจะเห็น Curve ชีวิตขึ้นลงตัวละคร

ความดีเด่นของการแสดงเรื่องนี้ จึงอยู่ที่การรักษาความเป็นตัวละครในแต่ละฉากมากกว่า
และจากที่ดูก็บอกได้ว่า นักแสดงแต่ละคนรับบทบาทในการแสดงได้ีดีในหนังเรื่องนี้
แต่ละคนดูกลมกลืนไปกับสภาวะของแต่ละฉากที่หนังเล่า จนดูเป็นครอบครัวในชนบทจริงๆ
แม้กระทั่งในชั่วโมงที่สองของหนัง ที่หนังเริ่มจะให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร
แต่นักแสดงแต่ละคนก็ทำหน้าที่ตัวเองได้ดี มีความเข้าใจภาวะในแต่ละฉากได้ดี



*ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง*

หนังใช้สัญญะในการเล่าเรื่องสูงมาก โดยใช้แทบทุกอย่างที่อยู่รอบตัวละครและภาพธรรมชาติ
สิ่งที่เราจะได้เห็นและจดจำจนกระทั่งจบของหนังคือ ภาพกลุ่มแสงที่เหมือนกำเนิดจักรวาล
หนังใช้สิ่งที่แทนความเป็นชีวิตในการเล่าเรื่องเยอะมาก ตั้งแต่พื้นฐานเลยคือ ต้นไม้
ไปจนถึง ถนน สายน้ำ เส้นลวดลายต่างๆ ท้องฟ้า รวมไปถึง อาคารและกระจกสะท้อน

ตรงนี้ก็เหมือนราวกับว่า ต้องการเข้าไปค้นหารากฐานและความเป็นไปของชีวิต
ผ่านสัญญะต่างๆเหล่านี้ ต้นไม้ สายน้ำ เป็นเหมือนการกำเนิดของเหล่าสรรพสิ่งชีวิตต่างๆ
ถนน เส้นลวดลายทั้งบนดินและต้นไม้ ก็เหมือนเส้นทางชีวิตที่ต้องเผชิญสิ่งต่างๆหลากหลาย
กระจก ท้องฟ้า ก็เหมือนการสะท้อนชีวิตและการตั้งคำถามต่อพระเจ้าถึงการมีชีวิต



หนังใช้สิ่งเหล่านี้ตลอดทั้งเรื่อง แม้กระทั่งวิธีการเล่าเรื่องด้วยการตัดต่อก็เช่นกัน
หนังใช้การตัดต่อ เหมือนการปะติดปะต่อเสี้ยวชีวิตในช่วงต่างๆเข้ามาเรียงร้อยด้วยกัน
ซึ่งก็แน่นอนว่า ผิดขนบจากวิธีการดูหนังแบบทั่วไป แม้ว่าชั่วโมงที่สองจะยังปราณีคนดูบ้าง
ยังมีการเล่าเรื่องในครอบครัว แต่วิธีการเล่าเรื่องด้วยการตัดต่อก็ยังคงวิธีการแบบเดิม
ซึ่งอาจมองเป็นสัญญะได้อีกเช่นกัน ที่เหมือนใบไม้แต่ละใบที่รวมร้อยกลายเป็นชีวิตต้นหนึ่ง

ซึ่งถ้าคนดูที่ชอบอะไรเช่นนี้ ก็คงจะสนุกไปกับการได้ค้นหาสัญญะที่ผู้กำกับพยายามถ่ายทอด
แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบ ก็คงทั้งเหนื่อยทั้งง่วงเพราะเหมือนการได้ดูภาพซ้ำๆไปมาตลอด 2 ชั่วโมงกว่า



*การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์*

ความโดดเด่นที่เราจะเห็นได้ชัดในหนังเรื่องนี้คือ เรื่องภาพ และดนตรีประกอบ
ภาพจากฝีมือของ Emmanuel Lubezki สามารถไปได้ถึงความต้องการของผู้กำกับจริง
เพราะความสวยงามและการคุมโทนภาพนั้น แฝงความรู้สึกและกลิ่นอายชีวิตได้ในทุกวินาที

นอกจากนั้น การใช้ดนตรีประกอบคลาสสิคออกแนวกอสเปลหน่อย ก็เข้ากับภาพยนตร์
เพราะหนังพูดถึงชีวิต การกำเนิดและพระเจ้า ก็เป็นความเข้ากันในการถ่ายทอดเรื่องราว
และโดยธรรมชาติของดนตรีคลาสสิคแล้ว ก็มักมาจากก้นบึ้งส่วนลึกของจิตใจมนุษย์อีกด้วย



และเมื่อได้ดูงานของ Terrence Malick เรื่องนี้ ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง การถ่ายทอดนามธรรมแล้ว
ก็คงอาจบอกได้ว่า เหมาะแล้วกับรางวัลปาล์มทองคำที่ได้มา เพราะคงต้องเป็นคนคนนี้เท่านั้น
ต้องบอกว่าเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับจริงๆ ด้วยวิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ ต้องอาศัยความแม่นยำสูงมาก
ทั้งฉากที่ปรากฎ การแสดง การเลือกสถานที่ถ่ายทำ เพื่อถ่ายทอดฉากนามธรรมทั้งหลาย
เพราะนี่ไม่ใช่การเล่าเรื่องปกติ แต่เป็นการซ้อนเรื่องราวเข้ากับนามธรรมความนึกคิดเข้าไป

ซึ่งสุดท้าย หนังไม่ใช่เป็นการให้คำตอบ แต่เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้คนดูค้นหาคำตอบมากกว่า
ว่าสุดท้ายแล้ว ชีวิตเราคืออะไร อะไรคือคำตอบของชีวิตเรา หรือเรายังมีคำถามอะไรอีกต่อชีวิต



*ภาพรวม จุดดี จุดด้อย*

เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อย ของหนังกัน

จุดดี
1. หนังไปได้ถึงความทะเยอทะยานของผู้กำกับในการค้นหาชีวิต สามารถทำให้รู้สึกได้ตลอด
2. งานภาพและดนตรีประกอบ ถ่ายทอดหัวใจของหนังที่ผู้กำกับต้องการออกมาได้งดงาม
3. หนังใช้สัญญะ และถ่ายทอดเรื่องราวซ้อนความรู้สึกนึกคิดออกมาได้กลมกลืนดี

จุดด้อย
1. หนังเรียกร้องสมาธิในการชมสูงมาก เพราะเดินเรื่องแนวพรรณาจนขาดความสนุกอย่างแรง
2. หนังค่อนข้างวนเวียนอยู่กับการตั้งคำถามชีวิต จนบางครั้งน่าจะเดินหน้าอะไรบางอย่างบ้าง
3. หนังออกจะโปรคริสเตียน จนทำให้แง่มุมชีวิตบางจุดดูปิดตันไป เหมือนยังมองอะไรไม่หมด

สำหรับเรื่องนี้ผมคงจะให้คะแนนในสองมุมคือ “มุมคนดูหนังทางเลือก” และ “มุมคนดูหนังทั่วไป”
เกรด B+ (คะแนน 8.7) – มุมคนดูหนังทางเลือก
เป็นหนังที่ท้าทายการชมของคนดู ด้วยการถ่ายทอดเชิงนามธรรม และการใช้สัญญะที่ชวนให้คิดต่อเนื่อง
เกรด B- (คะแนน 6.7) – มุมคนดูหนังทั่วไป
หนังเดินเรื่องแนวพรรณาขาดความสนุกอย่างแรง  แม้จะดูมีอะไรน่าค้นหา แต่หนังวนไปวนมามากไปหน่อย

Nora: นอร่า แมวนักเปียโน ศิลปินเหมียวระดับโลก

วันนี้ผมก็นำเอาเรื่องเหมียวๆมาฝากกันอีกครั้ง สำหรับคนรักแมวทั้งหลายนะครับ
ปกติเรื่องเหมียวๆน่ารักที่ผมเขียนจะมาจากประเทศญี่ปุ่นเรียกว่าทั้งหมด
ก็คงเพราะอาจจะเป็นประเทศที่มีแต่ของน่ารัก แล้วก็อาจจะถูกจริตผมก็ได้มั้ง
เพราะปกติสัตว์เลี้ยงคนฝรั่งเหมือนจะไม่ค่อยมีจุดเด่นอะไรให้ชวนสนใจเท่าไหร่

แต่ไม่ใช่วันนี้ครับ เพราะวันนี้เป็นครั้งแรกของผมที่จะนำเรื่องแมวๆของฝรั่งมาฝากกัน
แล้วแมวตัวนี้ก็ไม่ธรรมดาซะด้วย เพราะแมวตัวนี้เป็นถึง “ศิลปินนักเปียโนระดับโลก”
จริงเหรอ? แมวเล่นเปียโนได้ จริงครับ!!! และแมวตัวนี้มีชื่อว่า Nora ครับผม

———————————————————————

เรามารู้จักเจ้าเหมียว Nora กันหน่อยดีกว่าเนอะ
Nora เนี่ยเป็นแมวเพศเมีย ถิ่นที่อยู่ของนอร่าก็อยู่ที่ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา
เกิดปี 2006 เป็นแมวลายปกติ ไม่ได้มีพันธุ์เฉพาะอะไร เป็นแมวที่มาจากศูนย์ปกป้องสัตว์
คุณเจ้าของสามีภรรยา ซึ่งเป็นศิลปินและนักเปียโนที่ชื่อคุณ Burnell และ Betsy ไปเจอเข้า
ก็เลยนำมาเลี้ยง นอร่ายังมีเพื่อนแมวที่บ้านอีก 3 ตัว ชื่อ Gabby, Max และ Rennie
โดยชื่อของนอร่า ก็ตั้งตามชื่อจิตรกรชาวอังกฤษที่ชื่อ Leonora Carrington

 
Nora the Piano cat ศิลปินเหมียวระดับโลก

จุดเริ่มต้นของศิลปินเหมียวอย่างนอร่า เริ่มเมื่อตอน 1 ขวบ เมื่อนอร่าเห็นเปียโนในห้อง
ซึ่งคุณเจ้าของมีทั้งหมด 2 หลัง นอร่าเห็นก็ไม่รอช้า กระโดดขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้เล่นเปียโน
ก่อนจะกดคีย์แต๊งๆไปเรื่อยๆ ตอนนั้นเป็นตอนกลางคืน คุณเจ้าของหลับอยู่ ได้ยินก็เลยลงมาเห็นเข้า
แรกเริ่มเดิมที เจ้าของเห็นความความน่ารักของนอร่าก็เพียงปล่อยให้นอร่าเล่นเปียโนไปตามใจ
แต่ลูกศิษย์ของคุณ Betsy แนะนำให้ถ่ายวีดีโอนอร่าขึ้น Youtube (ที่เริ่มต้นความดังทุกที)
เท่านั้นเอง Nora ก็ดังเป็นพลุแตก มีคนคลิกเข้ามาดูนอร่าเล่นเปียโนอันแรกมากกว่า 22 ล้านครั้ง



และถ้ายังสงสัยว่า แค่แมวกดเปียโนเล่นมันจะดังได้ยังไง นอร่าก็คงแค่กดแต๊งๆไม่รู้เรื่องไม่ใช่เหรอ
ตรงนี้แหละครับที่เป็นความต่าง เพราะนอร่าไม่ได้แค่กดแต๊งๆ แต่นอร่ากดแล้วฟังเป็นเพลงด้วย
เพราะความที่กดเป็นเพลงนี่แหละถึงเป็นความพิเศษ และโดยตัวนอร่าเองก็ตั้งใจเล่นจริงๆด้วย
เท้าหน้าสองเท้าของนอร่าจะวางบนเปียโนเหมือนกับว่าเป็นมือคนเลย และพยายามเล่นจริงๆ
นอร่าจึงไม่ใช่แค่แมวบังเอิญไปกดเปียโน แต่เป็นแมวที่ตั้งใจจะเล่นเปียโนอย่างจริงๆจังๆ


Nora กำลังเล่นเปียโนคู่กับลูกศิษย์ของคุณ Betsy เจ้าของ

แต่การจะให้แมวเล่นเปียโนเฉยๆ คงไม่ได้ดังขนาดนั้น และคุณเจ้าของเองก็คงจะทราบดี
ในวีดีโอบน Youtube ของนอร่านั้น (คุณเจ้าของใช้ชื่อช่องว่า Burnellyow) จะมีหลายๆเวอร์ชั่น
นอกจากนอร่าจะเล่นเปียโนเดี่ยวๆของตัวเองแล้ว นอร่ายังเล่นกับลูกศิษย์ของคุณ Betsy ด้วย
ซึ่งถึงแม้จะเป็นการประสานที่ไม่ฟังเป็นเพลงเท่าไหร่ แต่คุณเจ้าของก็รู้จักใช้วิธีการตัดต่อ
และเลือกโมเมนต์ที่ใช่ มาผสมผสานกันให้ดูและฟังแล้วลื่นไหล ทำให้รู้สึกทึ่งและเพลิดเพลิน
เพราะคนก็คงไม่คาดหวังอยู่แล้วว่า แมวจะเล่นเปียโนได้แสนรู้เหมือนคนเล่นเปียโนจริงๆ

และแม้เมื่อยามนอร่าเล่นเดี่ยวๆ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เพราะนอร่าก็เล่นพอฟังเป็นเพลงใช้ได้
แล้วนอร่าเองก็ชอบที่จะเล่นกับเปียโนอยู่เสมอๆอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่คุณเจ้าของจะได้สังเกต
และมีโอกาสถ่ายนอร่าเก็บไว้ ถ้าจะมองอีกอย่างก็คือ ต้องขอบคุณนอร่าที่ขยันฝึกเปียโน
เลยทำให้คุณเจ้าของได้ถ่ายตอนนอร่าเล่นได้ดีๆ ซึ่งก็สมกับความดังแล้วเพราะฝึกบ่อย ฮิฮิ
เห็นไหมครับ ขนาดแมวยังต้องฝึกบ่อยๆให้เก่งเลย น้องๆที่เล่นเปียโนก็อย่ายอมแพ้นะ



ความดังของนอร่า โดยลักษณะแล้วก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความเป็นแมวเลย
ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะแมวที่มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ แต่แง่มุมนั้นก็ค่อนข้างจะเบาบาง
เพราะนอร่าดังด้วยความที่มีลักษณะเลียนแบบมนุษย์ ซึ่งก็เห็นชัดๆคือ “การเล่นเปียโน”
ซึ่งก็ค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติแบบฝรั่งเขา ที่มักจะมองความเด่นในมุมมองแบบมนุษย์
ซึ่งจะต่างจากญี่ปุ่น ที่มักจะให้ความสนใจในพฤติกรรมธรรมชาติแบบสัตว์ชนิดนั้นๆมากกว่า

ความดังของการเล่นเปียโนแบบนอร่านั้น ในทุกมิติมีความเป็นมนุษย์อยู่หมดเลย
ตั้งแต่สิ่งที่เราเห็นกันชัดๆอยู่แล้วคือ การเล่นเปียโน ซึ่งคงหาแมวที่ไหนทำแบบนี้ไม่ได้
รวมไปถึงการเล่นเป็นเพลง ซึ่งนอร่าเองนั้นชอบฝึกและตั้งใจเล่นอย่างจริงจังมาก
ถึงขนาดวีดีโอดังสุดนอร่าเองก็บอกชื่อชัดๆเลยว่า “Nora: Practice Makes Purr-fect”
นี่ก็เป็นมุมมองของมนุษย์อีกที่จะต้องฝึกฝนเพื่อทำให้ตนเองมีความสมบูรณ์ในการเล่น



แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คุณเจ้าของนอร่าไปบังคับให้เจ้าเหมียวเล่นเปียโนเพื่อจะดังนะครับ
เพราะที่จริง นอร่าเป็นฝ่ายที่สนใจเองอยู่แล้วต่างหาก แล้วเผอิญเจ้าของก็มาพบเข้าพอดี
ก็เข้าข่ายเดียวกับความดังของสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ที่มักจะมีพฤติกรรมหรือลักษณะพิเศษๆ
อย่างเช่น Maru ชอบลงกล่อง Shiro ชอบหลับทั้งวัน หรือสุนัข Coco ที่ชอบพิธีกรขายของ
เพียงแต่มุมความดังของนอร่านั้น มีลักษณะของพฤติกรรมมนุษย์มากกว่าจะเป็นแมวๆ



จากการที่สื่อที่โน่นได้ไปพูดคุยกับคุณเจ้าของว่าทำไมนอร่าถึงเกิดชอบเล่นเปียโน
ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า เพราะนอร่าชอบที่จะให้เป็นที่สนใจของคนรอบๆตัว
เพราะโดยลักษณะนิสัยของนอร่านั้น ตั้งแต่เริ่มเอามาจากศูนย์แล้ว บอกไว้ว่าเป็นพวก “Bossy”
คือชอบเป็นพวกเจ้ากี้เจ้าการ ชอบทำตัวให้โดดเด่น ค่อนข้างจะเอาใจยากนิดๆ (แมวชัดๆ)
ซึ่งเหล่าเพื่อนเหมียวของนอร่าที่บ้านคุณเจ้าของก็จะรู้นิสัยของเจ้านอร่าข้อนี้ดีที่สุด ^^”


CATcerto คอนเสิร์ตออเคสตร้าที่ได้แรงบันดาลใจจากความสามารถของ Nora

นอร่านั้นดังขนาดมีคนแต่งเพลงให้และแน่นอนว่า สินค้าของนอร่านั้นก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
มีทั้งหนังสือ ดีวีดี ปฏิทิน เสื้อยืด รวมไปถึงเข็มกลัดรูปแมวนอร่า ที่คนเอาไปกลัดติดน่ารักๆได้
นอร่าถึงขนาดเป็นแรงบันดาลใจให้นักดนตรีทำคอนเสิร์ตออเคสตร้า CATcerto ขึ้นมาด้วยนั่น
ส่วนช่องของนอร่าทางยูทูบก็ไม่ต้องพูดถึง ดังระดับ 32 ล้านคลิกด้วยวีดีโออัพโหลดแค่ไม่กี่ตัว

นี่แหละครับ ความดังของศิลปินเหมียวระดับโลกแบบ Nora
ปกติเราก็เป็นทาสแมวกันอยู่แล้ว นี่ดันเล่นเปียโนได้อีก ต่อไปแมวจะครองโลกไหมเนี่ย ^^”
ไม่ได้ละ ไปหัดเล่นเปียโนดีกว่า ก่อนที่แมวจะครองโลกแทน ฮิฮิ (เกี่ยวไหมเนี่ย)


คุณ Betsy Alexander เจ้าของ Nora แมวนักเปียโนครับ

ชมวีดีโอและเรื่องราวของเจ้าเหมียว Nora ได้ตามเว็บข้างล่างนี้เลยนะครับ
(ข้อมูลเรื่องที่เขียนถึง Nora ก็เอามาจากเว็บไซต์เหล่านี้แหละครับ)
http://www.youtube.com/user/burnellyow
http://norathepianocat.com/
http://lovemeow.com/2009/10/special-interview-nora-the-cat-pianist/

Transformer 3 – Dark of the Moon: หุ่นฟิกเกอร์ตีกันของเด็กชายไมเคิล เบย์

ตอนเป็นเด็กๆ สำหรับเด็กผู้ชายทั้งหลายคงฝันที่จะมีหุ่นยนต์ของเล่นสักตัว
โดยเฉพาะพวกหุ่นกัมดั้ม ใครที่มีแล้วเอามาอวดเพื่อนจะเป็นที่ฮือฮากันมาก
หรือโตขึ้นมาหน่อย บางคนก็จะสะสมพวกหุ่นฟิกเกอร์ จนบางคนก็กลายเป็นโอตาคุ
หรือบางคนก็ไม่ได้สนใจนัก แต่เชื่อเถอะ เด็กผู้ชายกับหุ่นยนต์ยังไงมันก็ดึงดูดกัน
แล้วทุกคนก็คงฝันอยากจะเห็นหุ่นยนต์สู้กันบนจอภาพยนตร์จริงๆทุกคน

Transformer หนังที่ทำให้ฝันของเด็กหลายคนเป็นจริงขึ้นมา ตอนนี้มาถึงภาค 3 แล้ว
ในชื่อตอนว่า Dark of the Moon หลังจากภาคแรกทำออกมาได้สนุกและตื่นตามาก
แต่ไปเป๋เอาภาคสองที่มั่วเละเทะ ภาคนี้ ไมเคิล เบย์เลยพยายามใส่ใจเนื้อหาให้มากขึ้น
แล้วยังทำเป็นหนังสามมิติเอาใจคนยุค 3D ด้วย ผลลัพธ์จะเป็นยังไงมาดูกัน

————————————————————————–

Transformer 3 – Dark of the Moon เล่าเรื่องของกลุ่มหุ่นยนต์ที่ต้องมาใช้ชีวิตบนโลก
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายคือ ออโตบอท และดีเซปติคอน สู้กันจนดาวตัวเองพินาศไปแล้ว
แต่ฝ่ายหลังก็ยังพยายามจะยึดครองโลกอยู่ และคราวนี้พวกดีเซปติคอนก็มีแผนการใหม่
ซึ่งอาวุธลับในการครองโลกอยู่บนดวงจันทร์ แล้วมนุษย์เราก็ต้องวุ่นวายเพราะพวกหุ่นอีกครา



* เนื้อเรื่องกับการเดินเรื่อง *

แม้หนังจะยาวตั้ง 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ที่จริงหนังเล่าเรื่องได้สั้นๆไม่ต้องยืดยาวเลยจริงๆคือ
“พวกดีเซปติคอนอยากครองโลกอีกครั้ง เลยหลอกทั้งออโตบอทและมนุษย์
ให้ไปเอาอาวุธลับบนดวงจันทร์ เสร็จแล้วก็ ตู้ม รบกันถล่มทลายโลกแตก”

หนังเริ่มต้นได้น่าสนใจที่ผูกเรื่อง การแข่งกันไปดวงจันทร์ของอเมริกาและรัสเซีย
เข้ามาปูเรื่องว่า ทำไมทั้งคู่ต้องแข่งกันไป แล้วได้ไปเจออะไรบนดวงจันทร์บ้าง
แต่พอจบเปิดหัวที่เลนนอกซ์และเพื่อนนาวิกโยธินไปเจอหุ่นยนต์ที่เชอร์โนบิล
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก เป็นแค่การเอาเรื่องมาแปะต่อกันให้ไปถึงจุดสู้รบ
แม้จะมีการหลอกใช้มนุษย์ การเก็บงำซ่อนความลับบ้าง แต่ก็ใส่มาแบบไม่มีอะไรพิเศษ



หนังเดินเรื่องมาเพียงเพื่อที่จะพาให้เกิดเหตุการณ์พวกดิเซปติคอนบุกโลกจริงๆ
ทุกอย่างเดินเรื่องเป็นสูตรสำเร็จ 1-2-3 จับเอาเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้มาชนกัน
พระเอกมีอุปสรรคในชีวิต ตัวร้ายวางแผนลับหลอกใช้และบังคับขู่เข็ญ
หน่วยงานรัฐบาลหยิ่งผยองตั้งแต่แรก ไม่รับฟังพระเอก กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป
แล้วก็รบกันตูมตาม ฝ่ายพระเอกก็หาทางเอาชนะได้ ทุกอย่างเล่าแบบชัดแจ๋วแหวว

ก็เรียกว่าถ้า Transformer ภาคนี้เป็นผู้หญิง ก็แทบจะถอดเสื้อผ้าหมดตั้งแต่แรก
ไม่มีอะไรให้ลุ้นให้แปลกใจอีกต่อไป เพราะเรื่องจะไปยังไงก็พอรู้หมดแล้ว
จะมีที่น่าสนใจอยู่บ้างก็ตอนที่ไปเอาเซนทินัล ไพรม์กลับมาแต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด
ก็ถือว่าทำให้เซอร์ไพรส์เล็กๆในบทได้ เป็นช่วงหักมุมช่วงหนึ่งที่ทำให้หนังดูมีอะไรบ้าง
แต่หลังจากนั้นก็คือ รบกันวินาศสันตะโรอย่างเดียว ไม่ต้องคิดอะไรอีกต่อไป



* นักแสดง-ตัวละคร *

สำหรับในหนังที่ไม่มีลูกล่อลูกชนอะไรเลย ทุกอย่างถูกจับล็อกมาหมดแล้วอย่างนี้
นักแสดงจึงแทบไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าแค่เล่นไปตามบทที่ถูกวางเอาไว้
ก็เรียกได้ว่า นักแสดงในเรื่องนี้ เพียงแค่เหมือนถูกจับมาอยู่ในฉากแค่นั้นเอง
เรื่องมิติทางอารมณ์ความรู้สึก แบ็คกราวน์ตัวละครอะไรไม่ต้องพูดถึง ไม่มีครับ

อันที่จริง หนังก็ดูจะเปิดเรื่องในได้น่าสนใจในส่วนของ แซม วิทวิคกี้ (ไชอา เลอเบิฟ)
ที่ทั้งที่ตัวเองเป็นฮีโร่ช่วยโลก แต่กลับต้องมาหางานงกๆ ไม่มีใครให้งานทำ
แต่หนังก็ทำลายความน่าสนใจตรงนี้ไปด้วยการตัดต่อรวดเร็วเหมือนจะแค่ให้ผ่านๆไป
กลายเป็นเหตุการณ์ชิ้นหนึ่ง จากเหตุการณ์หลายๆชิ้นที่หนังเอามาปะติดกันไปเรื่อยๆ



ตัวละครฝั่งมนุษย์นอกนั้นก็ไม่ได้มีใครมีความโดดเด่นน่าสนใจไปกว่ากัน
แต่ละคนมีบทบาทล็อกตายตัวอยู่แล้ว ทั้งเลนนอกซ์และเพื่อนนาวิกโยธินที่ก็รบอย่างเดียว
ตัวละครพ่อแม่แซมที่ก็มาเอาขำเรียกน้ำจิ้มมาแล้วก็ไป เช่นเดียวกับตัวละครอื่นทุกตัว
แม้กระทั่งยอดฝีมืออย่าง ฟรานเชส แม็คดอร์แมนด์ และจอห์น มัลโควิชก็เหมือนมาเอาขำ
คงมาเล่นคั่นเวลาซะมากกว่า จะมีน่าสนใจก็แค่ตัวละคร ดีแลน ของแพทริค เดมซี่ย์
ที่ดูจะมีโมเมนต์ช่วงตัวโกงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นช่วงเดียวตอนหนังหักมุมเรื่องเซนทินัล ไพรม์

เช่นเดียวกับตัวละครหุ่นยนต์ ก็ไม่ได้มีความน่าสนใจอะไรมากไปกว่าตัวดีตัวร้าย
เอาเป็นว่าจะดูหนังเรื่องนี้ใครดีใครร้าย ก็เหมือนเดิมคือ ดูแค่ตาสีฟ้ากับสีแดงเท่านั้นเอง
คาแรกเตอร์ตัวละครทุกตัวทั้งฝั่งมนุษย์และหุ่นยนต์ พูดกันตรงๆก็คือดูการ์ตูนไปหมด
ร้ายคือร้าย ดีคือดี เพราะหนังปิดโอกาสในการแสดงมิติอารมณ์ของตัวละครไปสิ้นเชิง



สำหรับนักแสดงใหม่อย่าง โรซี่ ฮันทิงตัน ไวท์ลี่ ที่มารับบท คาร์ลีย์ แฟนคนใหม่ของแซม
จากกระแสนักวิจารณ์ก่อนหนังเข้า มีคนบอกว่าเธอค่อนข้างแย่มาก ไม่น่ามาอยู่ในหนัง
แต่ผมคิดว่าเธอก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แถมก็ได้ดูความสวยความน่ารักของเธอดีเหมือนกัน
เพราะว่าบทมันไม่มีอะไรให้เล่นจริงๆ เพราะตัวละครทุกตัวมันถูกล็อกการแสดงไปหมดแล้ว



* ปมและกิมมิคต่อการดำเนินเรื่อง *

ที่จริงปมพื้นฐานของหนังชุดนี้ คือตัวละครของแซมที่มักถูกเรียกว่า คนส่งสาร
หรือกระทั่งกิมมิคพื้นฐานของหนังชุดนี้ คือ การซ่อนรูปโฉมในเครื่องจักรกลของหุ่นยนต์
แต่ทั้งที่ภาค 1 ใช้ปมและกิิมมิคนั้นได้ผลมาก แต่ภาคนี้กลับโยนทิ้งและใส่เป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น

ประเด็นคนส่งสารของแซมสามารถจะถูกขับเน้นได้ เพราะก็เป็นปมพื้นฐานของแซมมาตลอด
อย่างในภาคนี้ ถึงขั้นหุ่นยนต์จะบุกโลกเป็นฝูง หนังน่าจะให้เวลาตรงนี้กับแซมมากๆหน่อย
ถ้าหนังตัดฉากรบตอนท้ายที่แสนจะยืดเยื้อยาวนาน แล้วมาให้เวลากับแซมตรงนี้ได้
จะให้เป็นสูตรสำเร็จก็ได้ ให้แซมยากลำบากหน่อยกับการเตือนรัฐบาล จนต้องไปหาซิมมอนส์
ที่เขียนหนังสือเตือน แล้วตัดความขำที่ไม่เห็นจะขำของตัวละครไปซะ หนังจะแน่นขึ้นอีกเยอะ



หรือแม้กระทั่งฉากแอ็คชั่น แทนที่จะให้หุ่นยนต์ระเบิดข้าวของเล่นเหมือนกลัวไม่มีอะไรจะพัง
น่าจะใช้การซ่อนรูปโฉมแบบที่ในภาค 1 ทำได้ผล ซึ่งก็เชื่อว่ามันก็ยังจะได้ผลอยู่เสมอ
ฉากรบฉากต่อสู้ น่าจะใช้การปลอมตัวให้สนุกเหมือนที่ภาค 1 ทำเสียบ้าง จะดูดีไม่น้อย
อย่างตัวละครดีแลนที่มีรถสะสมเพียบ ก็น่าจะใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ว่าหุ่นซ่อนตัว
ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใหม่แล้ว แต่ถ้าวางบทดีๆ มันก็มีอะไรดีๆได้เหมือนกัน เพราะรถดีแลนเยอะ
แต่นอกจากที่ปลอมเป็นรถเบนซ์จับตัวคาร์ลี่ย์แล้ว หนังก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เรื่องพวกนี้อีก



แล้วที่น่าขัดใจไม่น้อยคือ พวกดิเซปติคอน ที่อยากจะครองโลกเสียเหลือเกิน
แต่เท่าที่ดูหนังไป ก็ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อีแบบนี้มันจะครองโลกได้ยังไงกันวะ
บุกลงมาบนโลกเป็นฝูง แต่ทำตัวเหมือนหุ่นนักเลงซะมากกว่า ได้แต่ยิงตึกยิงรถไปเรื่อย
ก็เลยไม่ต้องลุ้น เพราะแบบนี้คงไม่ได้ครองโลก เพราะเดี๋ยวมนุษย์ก็จัดการได้ (ซึ่งก็จริงๆ)

แล้วก็เป็นปัญหาเหมือนทุกๆภาคคือ หุ่นยนต์มาตั้งเยอะ แต่อยู่ๆหุ่นยนต์ก็หายไปซะเฉยๆ
พอบุกไปสักพัก หุ่นก็หายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหมือนรอเวลาให้มนุษย์ได้ไปยิงง่ายๆ
ซึ่งมนุษย์ก็ได้ยิงง่ายๆจริงๆ เป็นการบุกโลกที่ไม่สมกับเป็นพวกมีเทคโนโลยีสูงอะไรเลย
ทั้งที่เป็นหุ่นจักรกลฉลาด น่าจะมีแผนการมากกว่าเอาเสามาตั้งเรียกพรรคพวกลงมาบุกมั่ง
ก็สงสัยว่า ที่ดาวไซเบอร์ตรอนแตกก็คงเพราะมันมัวแต่ยิงประกาศศักดากันไปมั่วๆล่ะมั้ง



* การกำกับ งานสร้างและองค์ประกอบภาพยนตร์ *

แม้ว่าเนื้อเรื่องของหนังแสนจะอ่อนปวกเปียก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ฉากแอ็คชั่นช่วยได้เยอะ
ซึ่งตรงนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้ ไมเคิล เบย์ เจ้าพ่อหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อมของโลก
ความเป๊ะของการวางช็อต ซีจี และฉากแอ็คชั่นทั้งหลาย ต้องเรียกว่าช่วยดึงดูดคนดูไว้ได้มาก
และสมกับความคาดหวังต่อเจ้าพ่อหนังระเบิดระเบ้อ เพราะไมเคิล เบย์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ซึ่งในฐานะคนที่ทำงานแวดวงหนังแล้ว แม้จะเห็นอยู่ว่าหนังมีบทที่ไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่
แต่ว่าเมื่อดูจากสิ่งที่ปรากฎบนจอหนัง ก็ต้องยอมรับจริงๆว่า มีแต่ไมเคิล เบย์เท่านั้นที่ทำได้
ที่สามารถออกแบบความวินาศสันตะโรให้ออกมาได้ Larger Than Life ได้ขนาดนี้
คงมีผู้กำกับไม่กี่คนในโลกที่จะทำหนังแบบนี้ออกมาได้ถึง และไมเคิล เบย์ก็คือกระบี่มือหนึ่ง
ซึ่งถ้าบทออกมาดีๆหน่อย ก็คิดว่า ไมเคิล เบย์คงไม่โดนด่าว่าทำเป็นแต่หนังระเบิดแน่ๆ



นอกจากนั้น องค์ประกอบของหนังอื่นๆก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับหนังฟอร์มนี้
การถ่ายทำ งานสร้างงานฉาก ดูอลังการสมกับเป็นหนังที่สมควรจะชมในโรงภาพยนตร์
ดนตรีของ Steve Jablonsky ที่ทำมาตั้งแต่ภาคแรก ยังช่วยให้หนังดูยิ่งใหญ่ได้เหมือนเคย
เรื่องเสียงและซาวน์เอฟเฟคต์ประกอบ ก็ทำให้ตื่นเต้นกับฉากแอ็คชั่นไปได้ตามสมควร

แต่ที่น่าขัดใจที่ไม่สมราคากับคำโฆษณาเลยนั่นก็คือ 3D ที่ต้องบอกเลยว่า น่าผิดหวัง!!!
เพราะภาพสามมิติดูเหมือนหนังสือสามมิติป๊อบอัพซะมากกว่าจะมีความลึกสวยๆเข้าไปในหนัง
ถึงตรงนี้แล้ว Avatar ยังคงเป็น “หนังใหญ่” เรื่องเดียวสำหรับผมที่ 3D สมคำร่ำลือมาก
ก็บางทีคงเป็นเพราะไมเคิล เบย์ไม่ได้ตั้งใจจะทำแต่แรกก็ได้ เพราะคิดว่าที่จริงเขาน่าจะทำได้
ก็เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้ดูในโรงธรรมดาก็ไมได้พลาดอะไร ไม่จำเป็นต้องดูโรงสามมิติก็ได้



* ภาพรวม จุดดี จุดด้อย *
เรามาสรุปภาพรวม จุดดี จุดด้อยของหนังกัน

จุดดี
1. หนังคือลายเซ็นต์ของไมเคิล เบย์ แอ็คชั่นวินาศสันตะโรถึงใจไม่มีความผิดหวัง
2. ถ้าใครอยากได้อารมณ์แบบเด็กๆ การดูหุ่นยนต์ตีกันก็สนุกพอใช้ได้ เพราะตีกันนานมาก

จุดด้อย
1. บทหนังอ่อนปวกเปียก เหมือนแค่จับเอาเหตุการณ์มาต่อๆกันให้หุ่นยนต์มาบุกโลก
2. ตัวละครขาดมิติโดยสิ้นเชิง แค่จับเอามาใส่ไว้ในฉากแต่ละฉากในหนังแค่นั้นเอง
3. พวกดิเซปติคอนไม่เห็นฉลาดเลย บุกโลกอย่างกับนักเลงตีกัน (ภาค 1 ฉลาดกว่าเยอะ)
4. หนังโยนปมและกิมมิคพื้นฐานของหนังชุดนี้ทิ้งไป ใส่มาแค่เป็นน้ำจิ้มไปแกนๆเสียอย่างนั้น
5. ภาพ 3D ไม่ได้สมคำโฆษณาเลยแม้แต่น้อย ไปดูโรงธรรมดาเอาก็ได้

ภาพรวมเหมือนไมเคิล เบย์สนุกกับการมีหุ่นฟิกเกอร์ชุดใหญ่แล้วจับเอามาตีกันในหนัง
แต่ด้วยบทที่อ่อนปวกเปียก แม้ฉากแอ็คชั่นจะอลังการแค่ไหน ก็ช่วยอะไรหนังไม่ได้

เกรด C+ (คะแนน 5.7)