Robin Hood: แน่ใจเหรอว่านี่คือหนังโรบินฮู้ดน่ะ?!?

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตอนแรกว่าจะพักผ่อนชิลๆสบายๆ ไม่อยากทำอะไร
แต่ก็ทนว่างได้ไม่นานก็เลยไปหาหนังมานั่งดูต่อ รื้อตู้ดีวีดีไปมาหาหนังถูกใจไม่ได้
แต่แล้วก็มาสะดุดตากับหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งเคยทำมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน
นำแสดงโดย Kevin Costner ใช่แล้วครับ เรื่องราวของจอมโจรผู้ดีผู้ช่วยเหลือคนจน
มาครั้งนี้นำกลับมาทำในฉบับใหม่ โดยหดชื่อเหลือแค่ Robin Hood

——————————————————————-

(คำเตือน: เนื้อหาในบทความมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญบางส่วน)

Robin Hood ฉบับใหม่นี้ นำกลับมาทำอีกครั้งโดยฝีมือผู้กำกับ Ridley Scott
ซึ่งเคยมีผลงานหนังพีเรียดเจ๋งๆมาแล้วอย่าง Gladiator และ Kingdom Of Heaven
โดยเรื่องราวครั้งนี้ ตามคำบอกกล่าวคือเน้นความสมจริงและซีเรียสขึ้นกว่าฉบับอื่นๆ

โดยเรื่องราวของฉบับนี้ เริ่มต้นที่สงครามครูเสดของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์
หลังจากทำสงครามครูเสดมาหลายปีที่ไม่ประสบความสำเร็จ พระองค์ก็ต้องการจะกลับบ้าน
ในขณะที่ทุนทรัพย์ร่อยหรอจากการทำสงครามไป พระองค์จึงต้องตีเมืองรายทางก่อนกลับ
และปราการสุดท้ายก่อนพระองค์จะกลับอังกฤษก็คือ การตีเมืองในดินแดนฝรั่งเศส

 

 
และหนึ่งในทหารของกองทัพพระเจ้าริชาร์ดก็คือพลธนูนาม โรบิน ลองสไตรด์ (Russell Crowe)
โรบินเป็นพลธนูมือฉมัง มีนิสัยกล้าได้กล้าเสี่ยง ชอบพนันขันต่อ แต่กระนั้นโรบินก็เป็นคนซื่อตรง
แต่ในการศึกครั้งนี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของอังกฤษ ไส้ศึกคนอังกฤษเองกำลังซ่อนตัวอยู่ในราชสำนัก
บัลลังก์พระเจ้าริชาร์ดกำลังถูกน้องชาย จอห์น สั่นคลอน ฝรั่งเศสกำลังจะตีตลบหลัง แล้วอย่างไม่คาดฝัน  
กษัตริย์ริชาร์ดเสด็จสวรรคตในสนามรบ ขุนศึกสำคัญอย่าง เซอร์โรเบิร์ต ล็อกซ์เล่ย์ ก็ถูกลอบฆ่า
อังกฤษกำลังระส่ำ แล้วโรบินกำลังจะเข้าไปมีส่วนในศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน

 

 
แม้ว่าหนังจะประกาศก่อนจะเริ่มว่า ลุกโทนและการเล่าเรื่องซีเรียสและจริงจังกว่าฉบับก่อนหน้านี้
แต่เท่าที่ได้ดู อย่างงานสร้าง หนังก็อยู่ในมาตรฐานหนังพีเรียดปกติ ไม่ถึงกับรู้สึกว่าดีเลิศอะไร
และทันทีที่แนะนำตัว โรบิน ลองสไตรด์ ก็ดูเหมือนจะเห็นภาพของหนังว่าไม่น่าจะซีเรียสมาก
ดูเหมือนบางที ผู้กำกับอาจจะมองว่า การที่ความยาวร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง หนังจึงมีท่าทีผ่อนคลายตั้งแต่แรก
เพราะแม้แต่พระเจ้าริชาร์ดก็ยังดูเหมือนกษัตริย์เพี้ยนที่รบมามากไป แทนที่จะดูน่าเกรงขาม

เมื่อพูดจั่วหัวมาอย่างนี้แล้ว ถามว่าหนังเรื่องนี้สนุกหรือดีไหม ก็ตอบได้เลยว่า ไม่!!!
ดูเหมือนสิ่งที่หนังประกาศมาก่อนจะฉาย ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่นำเสนอออกมาเลย
เริ่มตั้งแต่แรกที่ฉากการรบตีเมืองฝรั่งเศส กลับดูเหมือนกองทัพประจำเมืองไปตีเมืองอีกเมือง
มากกว่าจะเป็นกองทัพครูเสดของพระเจ้าริชาร์ดที่ยิ่งใหญ่ตามประวัติศาสตร์

 

 
พอเริ่มหนังเข้าเรื่องของโรบิน ทุกอย่างของหนังดูเหมือนต้องขาดอะไรไปหนึ่งก้าวเต็มๆเสมอ
การปูคาแรกเตอร์ตัวละคร หรือแม้แต่การวางลักษณะตัวละคร ดูประดักประเดิดไปหมด
หนังพยายามปูคาแรกเตอร์โรบินเหมือนเป็นคนรักอิสระ กล้าเสี่ยง แต่ดูมีอุดมการณ์ภายในลึกๆ
แต่ที่ปรากฎออกมา ดูเหมือนจะไม่ไปสักทาง ทำให้ตัวละครโรบินดูขาดคาแรกเตอร์ไปเลย

การพา Curve ตัวละครจาก คนที่ต้องแกล้งเป็นเซอร์โรเบิร์ต ล็อกซ์เล่ย์ ไปเป็นคนที่ต้องจริงจัง
ต้องเป็นคนที่ช่วยรักษาเกาะอังกฤษ วางได้ไม่ดีเอามากๆ แม้หนังจะพยายามปูให้โรบินในคราบโรเบิร์ต
คอยดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน และมีแบ็คกราวน์วัยเด็กที่พ่อเคยเป็นคนต่อสู้เพื่ออิสรภาพของคนอังกฤษ
แต่ความเชื่อมโยงในการปูคาแรกเตอร์ กลับวางได้ผ่านๆไม่สามารถรู้สึกได้เลยแม้แต่น้อย
พอโรบินจะแสดงตัวต่อกษัตริย์เพื่อประกาศเจตนารมณ์ ก็อยู่ๆมาพูดดื้อๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

 
ตัวละครอื่นก็เช่นกัน ดูเหมือนความจริงจัง การปูคาแรกเตอร์และการวาง Curve อะไรก็ผิดไปหมด
แมเรียน ล็อกซ์เล่ย์ (Cate Blanchett) วางทีแรกก็ดูจะดี เป็นผู้หญิงแกร่งและยืนหยัดปกป้องชาวบ้าน
แต่พอหนังสับสนขาดความจริงจัง แมเรียนของเคทก็ไปด้วย กลายต้องเล่นเอาล่อเอาเถิดกับโรบินไปตามบท
แล้วพอเกิดสงครามฝรั่งเศสบุก อยู่ๆก็ให้แมเรียนวิ่งออกไปรบดื้อๆ เหมือนแค่จะโชว์หญิงแกร่ง
แม้จะปูไว้ ด้วย เหตุการณ์ระหว่างไส้ศึกกับพ่อ แต่ก็วางได้แบบเบาบางและไม่เกิดความรู้สึกเลย

ซึ่งก็เป็นปัญหาที่คาแรกเตอร์อีกเหมือนเดิม เพราะการวางคาแรกเตอร์พ่อแมเรียนที่ผิดพลาดอีก
เซอร์วอลเตอร์ ล็อกซ์เล่ย์ (Max Von Sydow) กลายเป็นพ่อตาบอดที่ป้ำๆเป๋อๆ และดูตลกมาก
ทั้งที่คาแรกเตอร์จริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะต้องเป็นคนเรียกความทรงจำของโรบินยามเด็กให้ได้รับรู้
แต่หนังก็ทำให้ตัวละครดูเป๋อเกินไป พอถึงจุดไคลแมกซ์ตัวละครนี้ จึงดูทั้งตลกและก็บอกว่า สมควรแล้ว

 

 
นอกจากนั้น ตัวละครสำคัญตามเนื้อเรื่องของโรบินฮู้ดจริงๆ ก็ไม่ได้รับการปูตัวละครอย่างที่ควรจะเป็น
ทั้งลิตเติ้ล จอห์น ที่เป็นคู่หูคู่กัดกับโรบิน หรือนายอำเภอเมืองน็อตติ้งแฮม ที่เป็นคู่ปรับตลอดกาล
หนังเพียงเล่าแบบผ่านๆ ทั้งที่ตัวคาแรกเตอร์ตามนิยายนั้นน่าสนใจมาก แต่หนังกลับทิ้งหายไปเลย

ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ แม้จะได้นักแสดงฝีมืออย่างรัสเซลล์ โครว์, เคท แบลนเชทท์ หรือคนอื่นๆมา
ก็ไม่สามารถจะช่วยหนังอะไรได้ แม้การแสดงของทั้งสองและนักแสดงฝีมืออีกหลายคนจะดีอยู่แล้ว
แต่มันก็เป็นปกติ เพราะระดับนี้ฝีมือไม่มีตก แต่เป็นที่ตัวบทที่ทำลายเสน่ห์ตัวละครลงไปจนหมด

 

 
หนังไปมัวเสียเวลากับการสร้างเหตุการณ์ทางอ้อมอย่าง การทรยศของเซอร์ก๊อดฟรีย์ (Mark Strong)
ในการเป็นไส้ศึกจะพาฝรั่งเศสมาบุกอังกฤษ และกระทำการโหดร้ายให้อังกฤษเกิดสงครามภายในขึ้นมา

ซึ่งนี่คือเส้นเรื่องหลักของหนัง และถามว่าหนังสามารถทำให้โรบินได้แสดงคาแรกเตอร์ตรงนี้
ที่จะเป็นที่เลื่องลือตามตำนานได้ไหม ตอบเลยว่าได้มาก เพราะหนังวางความโหดของก๊อดฟรีย์ไว้พอ
ถ้าหนังจะให้การบุกฆ่าฟันชาวบ้าน ทำให้อังกฤษอ่อนแอ แล้วโรบินได้โอกาสในการช่วยหรือหยุดยั้ง
แต่โรบินกลับได้แค่ไปปล้นข้าวโพดกลับมาให้ชาวบ้านปลูก และแสดงอุดมการณ์ชาวบ้านแค่นั้น
แทนที่จะหาทางวางบทให้ต่อกรกับก๊อดฟรีย์เพื่อช่วยประเทศ เพื่อวางคาแรกเตอร์ให้เข้มข้นขึ้นกว่านี้

แต่นั่นเหมือนกันที่กลายเป็นส่วนดีของหนังเพียงส่วนเดียวคือ คาแรกเตอร์ของเซอร์ก๊อดฟรีย์
กลายเป็นว่าคาแรกเตอร์นี้ดูน่าติดตามและน่าเอาใจช่วยให้โดนฆ่าที่สุด เพราะก่อกรรมทำชั่วไว้เยอะ
แต่ก๊อดฟรีย์ก็อยู่ในหนังที่เอาแน่ไม่ได้ว่า จะเล่าเรื่องของโรบิน หรือจะเล่าเรื่องอังกฤษโดนบุกกันแน่
ทั้งที่เป็นเส้นเรื่องหลักที่วางไว้ โรบินก็กลับมามีส่วนน้อยเหลือเกิน ทั้งที่หนังคือชื่อตัวเอง

 

 
ซึ่งเมื่อถึงฉากใหญ่สุดท้ายของหนังที่ ทหารฝรั่งเศสยกพลขึ้นบกบุกอังกฤษ และอังกฤษต่อต้าน
จึงเหมือนการพาตัวละครมารวมตัวให้รบกันเฉยๆ แบบเหมือนบทจำเป็นต้องพามาก็เท่านั้นเอง
ซึ่งนอกจากหนังพาโรบินให้มานำทัพได้แบบงงๆแล้ว (จากพลธนูเป็นอัศวินดื้อๆ ทั้งที่ทุกคนยันกษัตริย์รู้)
ฉากรบก็ค่อนข้างดูผิดฟอร์ม Ridley Scott มาก เพราะดูมึนๆงงๆ แล้วบทจะรบจบก็จบเอาง่ายๆ
ซึ่งผิดกับ Gladiator และ Kingdom Of Heaven อย่างสิ้นเชิง ที่มีแผนการรบและดูดีกว่ามาก

และหลังจากดูหนังมาร่วมสองชั่วโมงครึ่งก็ได้พบว่า นี่มันหนังเล่าเรื่องของโรบินก่อนจะเป็นโรบินฮู้ด
เหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ก็พยายามจะยอมรับและคิดว่า ไม่เป็นไรก็หนังวางเรื่องก่อนหน้านี่นะ
แต่ว่าก็อย่างที่อธิบายมาข้างบนแล้ว ถ้านี่เป็นหนังเล่าเรื่องก่อนจะเป็นโรบินฮู้ดอย่างที่หนังทำจริงๆ
ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางคาแรกเตอร์ตัวหลักให้เด่นชัด เพื่อที่จะได้เชื่อมไปสู่เรื่องราวในตำนาน
แต่ผลก็คือ หนังวางคาแรกเตอร์แบบแกนๆมาก อ้อมโลกไปเล่าเรื่องอื่น และดูสับสนไปจนจบ

 

 
ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ก็อดย้อนกลับไปคิดถึง Robin Hood ฉบับของเควิน คอสต์เนอร์ ไม่ได้
เอาเป็นว่าในโรบินฮู้ดของเควิน คอสต์เนอร์ เล่าเรื่องตั้งสองชั่วโมงกว่าของโรบินฮู้ดฉบับนี้
ได้จบแค่ในไม่ถึง 20 นาที และวางคาแรกเตอร์หลักทุกตัวได้อย่างแม่นยำมีสีสันกว่านี้มากมายนัก
แม้หนังฉบับนั้นจะดูนิยายเอาซะเหลือเกิน แต่ก็เป็นนิยายที่เล่าเรื่องได้สนุกและลงตัวกว่าเห็นๆ

ยกตัวอย่างที่เห็นชัด คือโรบินฮู้ดของเควิน คอสต์เนอร์ กล้ากว่ามากที่จะวางคาแรกเตอร์ดัดจากนิยาย
โรบินฮู้ดของเควินคือ เซอร์โรเบิร์ต ล็อกซ์เล่ย์ ซึ่งแค่การวางตรงนี้ก็สร้างปมขัดแย้งได้ดีกว่าแล้ว
คนสูงศักดิ์แต่ต้องมาช่วยเหลือชาวบ้าน ในขณะที่ของรัสเซลล์เป็นพลธนูที่ต้องจำเป็นเซอร์โรเบิร์ต
หรือแม้กระทั่งแมเรียน ในฉบับของเควินก็ไม่ได้ผู้หญิงจ๋า ก็ยังมีความอ่อนหวานแต่แอบแข็งแกร่ง
ซึ่งไปๆมาๆ ก็ไม่เห็นจะทำให้เกิดความแตกต่างอะไรขึ้นมาในคาแรกเตอร์นี้จากฉบับเควินสักนิด

สำหรับคนที่อยากดูโรบินฮู้ดยิงธนูแม่นๆ ก็บอกได้เลยว่าไม่สมหวังอีกเช่นกัน เพราะหนังแทบไม่มีเลย
โรบินได้ยิงธนูแม่นๆในหนังแค่ประมาณ 3 ครั้ง แล้วหนึ่งในนั้นก็ยิงฆ่าศัตรูไม่ตายอีกต่างหาก
กว่าจะชวนให้นึกถึงโรบินฮู้ดก็ตอนจบ ที่ง้างธนูยิงก๊อดฟรีย์ แต่ก็แทบไม่ได้รู้สึกถึงอารมณ์ร่วม
เพราะก็รู้สึกแค่ว่า ก็ไอ้เซอร์ก๊อดฟรีย์มันสมควรตายอยู่แล้ว ยิงเอาตอนนี้ก็รู้ว่าตายเห็นๆ
ผิดกับฉบับของเควิน คอสต์เนอร์ที่ทั้งมีอารมณ์ลุ้นแบบฮีโร่ มีลุ้นยิงแม่นยิงพลาดสนุกกว่ามาก

 

 
มาสรุปข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. การแสดงของ Mark Strong ในบทเซอร์ก๊อดฟรีย์ที่ชั่วและเหี้ยมโหด (หนึ่งเดียวเลยจริงๆ)

ข้อเสีย
1. หนังปูตัวละครแทบทุกตัวได้ไม่ดีเอาเลย แถมวางลักษณะและจังหวะคาแรกเตอร์ผิดไปหมด
2. คาแรกเตอร์สีสันตามนิยาย Robin Hood หายเกลี้ยง ที่มีก็แค่เอามาเดินประกอบฉากเท่านั้นจริงๆ
3. หนังเล่าเรื่องอ้อมไปไกลลิบ จนน่าสับสนที่สุดว่า นี่มันหนังโรบินฮู้ดหรือหนังอังกฤษจะโดนฝรั่งเศสบุก
4. เอานักแสดงฝีมือมาใช้ได้อย่างเสียของที่สุด (ถึงนักแสดงจะช่วยแล้วแต่บทมันแย่เหลือเกิน)
5. หนังวางโทนเรื่องจริงจัง แต่กลับเดินเรื่องตึงๆหย่อนๆ เหมือนกลัวคนจะเครียดจนเสียหนังหมด
6. ฉากรบหรือฉากอังกฤษยุคครูเสดที่ว่าจะสมจริง ก็ไม่ได้ดูดีไปกว่าฉบับของเควิน คอสต์เนอร์

เป็น Robin Hood ที่ไม่มีความน่าจดจำเลย นึกว่าจะได้ดูหนังโรบินฮู้ดฉบับสมจริงดุดัน
แต่หนังกลับงงๆสับสนเอง Gladiator กับ Kingdom Of Heaven ก็ดราม่าชัดๆแต่ยังสนุกได้เลย

กลับไปดู Robin Hood ของเควิน คอสต์เนอร์ยังจะดีกว่า
เกรด C (คะแนน 4.6)

 

Posted on มิถุนายน 13, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: