Insidious: มันมีเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นผี…

เห็นเขาโฆษณาว่า สยองจัดหนัก หนังผีสุดหลอน น่ากลัวสุดในรอบปี
ไอ้ปกติผมไม่ค่อยจะเชื่อโฆษณาพวกนี้อยู่แล้ว เพราะเห็นบอกสยองทีไร ไม่เห็นจะใช่สักนิด
แต่พอกรอกใส่หูมากเข้า ก็เลยยอมเชื่อก็ได้วะ แล้วดูรีวิวจากเมืองนอกก็พอใช้ได้อยู่
ก็เลยจัดไป สยองนักใช่ไหม วิญญาณตามติดนักใช่ไหม Insidious

—————————————————————-

(คำเตือน: บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนัง)

Insidious เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทล่าสุดของคู่หูที่สร้างตำนาน Saw ขึ้นมา
คนกำกับคือ James Wan ส่วนคนเขียนบทคือ Leigh Whannell ซึ่งในเรื่องนี้ก็แสดงด้วย
หนังเล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง จอร์ช (Patrick Wilson) และเรอเน (Rose Byrne)
ทั้งคู่เพิ่งจะย้ายเข้ามาบ้านใหม่พร้อมลูกๆอีก 3 คน แต่ในขณะที่กำลังตั้งหลักปักฐานนั้น
ก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น เมื่ออยู่ๆ ดาลตัน ลูกชายคนโตก็หลับโคม่าไม่ตื่นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ในขณะเดียวกัน เรอเนก็เริ่มจะเห็นเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นรอบบ้านที่อธิบายไม่ได้
หรือว่าจะเป็นวิญญาณที่สิงอยู่ในบ้าน หรือจะเป็นเหตุประหลาดอื่นที่ไม่คาดคิดกันแน่

 

 
หนังเริ่มต้นในแนวทางเหมือนหนังแนวนี้โดยปกติ คือให้เห็นครอบครัวที่มีความสุข
แต่ในความสุขนั้นก็กำลังก่อร่างปัญหาขึ้นมาช้าๆ แต่ดูเหมือนว่า หนังจะรู้ว่าจะเป็นการเดินซ้ำทางน่าเบื่อ
หนังจึงพาให้ดาลตันนอนโคม่าในเวลาอันรวดเร็ว และทิ้งปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นกับดาลตันกันแน่
ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของหนังแนวนี้ ที่ตัวละครจะเริ่ม “เห็นผี” อย่างไม่มีที่มาที่ไป

ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า ตรงจุดนี้ทำให้หนังเกิดอาการตึงไม่น้อย โดยเฉพาะกับคนดูหนังผีบ่อยๆ
เพราะค่อนข้างจะชินชากับแนวทางของหนังแนวนี้แล้ว ที่เดี๋ยวก็เห็นผีมาหลอกเรื่อยๆ
และก็เหมือนกับหนังจะรู้ว่าถ้านานกว่านี้ล่ะไปแน่ๆ เพราะเห็นผีแวบไปมาบ่อยไปแล้ว
หนังจึงส่งไม้ตายให้ผีหลอกเรอเนเต็มๆ จนจอร์ชต้องยอมย้ายบ้าน
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะผีก็ยังตามไปอีก และความสนุกก็เริ่มจากจุดนี้…

 

 
คงต้องบอกว่า กว่าหนังจะรู้ที่ทางของตัวเองก็ต้องรอถึงครึ่งชั่วโมงทีเดียว
แต่พอรู้ที่ทางแล้ว หนังก็เดินเครื่องได้อย่างสนุก และยังเชื่อมโยงครึ่งชั่วโมงแรกได้ดีอีกด้วย
ว่าทำไมตัวละครถึงเห็นผี ทำไมวิญญาณถึงตามติด ขนาดว่ายอมย้ายบ้านหนีแล้วแบบนั้น
ความน่าสนใจเริ่มขึ้นเมื่อหนังเผยปมสำคัญของการนอนโคม่าของดาลตัน (ไม่อยากรู้ก็ข้ามไปนะครับ)

ว่าไม่ใช่เพราะผีเข้าสิง แต่เป็นเพราะดาลตันสามารถถอดจิตออกจากร่างได้ต่างหาก
และวิญญาณของดาลตันกำลังหลงทาง ร่างของดาลตันที่ว่างเปล่ากำลังจะถูกผีแย่งกันเข้าสิง
เพราะว่าผีก็อยากมีชีวิตกับเขาเหมือนกัน วิญญาณดาลตันต้องกลับเข้าร่างก่อนจะถูกยึดร่างไป

ถึงตรงนี้ ปมหลายอย่างของตัวละครถูกเผยขึ้น และการไล่ติดตามวิญญาณก็เริ่มขึ้น
หนังเริ่มเผยปมของจอร์ชเองว่า ทำไมดาลตันถึงมีความสามารถพิเศษที่กำลังทำเรื่องนี้ได้
ทำไมถึงมีวิญญาณคอยติดตาม ซึ่งไม่ใช่แค่ดาลตัน แต่ยังเป็นจอร์ชเองอีกด้วย
และเป็นจอร์ชคนเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยดาลตันได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

 
สำหรับคนที่อยากโดนผีหลอก Insidious มีผีมาหลอกให้ถึงใจกันไปข้างเลย
ก็เรียกว่าอยากโดนหลอกแบบไหนก็มี ทั้งแบบอยู่ๆก็โผล่มา หรือมาให้เห็นกันซึ่งๆหน้า
ส่วนจะกลัวหรือเปล่า อันนี้ก็แล้วแต่ประสบการณ์แต่ละคน

และเมื่อหนังเข้าที่เข้าทาง หนังก็ทำได้ดีในการสร้างบรรยากาศหลอน
ผีในหนังฝรั่งโดยทั่วไปมักไม่ถูกใจคนตะวันออกอย่างเรา แต่ในเรื่องนี้ก็ทำได้หลอนไม่น้อย
ทั้งการใช้เทคนิคซาวน์ตกใจ รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศโดยรวมให้มืดทึมน่ากลัว
โดยเฉพาะดนตรีทำได้หลอนทีเดียว เป็นดนตรีที่ไม่อยากฟังแต่คงติดหูไปอีกหลายวัน

สำหรับความน่ากลัวนั้น หลายคนอาจจะกลัวเพราะผีมาหลอก แต่สำหรับผมคงไม่ใช่
ความน่ากลัวของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผีเข้ามายึดร่างคนได้ต่างหาก
เพราะในหนังนั้น ขนาดยังไม่สิงร่างคนก็ก่อเรื่องขนลุกขนพองอยู่แล้ว แล้วถ้าสิงเข้าไปอีกล่ะ
ทำให้ชวนนึกไปถึงหนัง Omen และลุ้นว่าอย่าให้เป็นอย่างนั้น (ส่วนจะเป็นรึเปล่า ไปดูเอง)

 

 
และดูเหมือนว่าคู่หู James Wan และ Leigh Whannell จะชอบเล่าเรื่องในพื้นที่น้อยๆเอามาก
เพราะผลงานอย่าง Saw และ Dead Silence ก็เล่าเรื่องในพื้นที่น้อยๆ อยู่แต่ในห้องในบ้าน
Insidious ก็เช่นกัน ไม่ได้ไปไหนไกลเกินบ้าน แต่ก็เล่าเรื่องได้ชวนระทึกและน่าติดตาม
ซึ่งตรงนี้ จะเรียกได้ว่าเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวไปได้แล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน

และโดยเฉพาะตรงจุดนี้เอง มีจุดที่พอหนังเล่าไปถึงว่า วิญญาณตัวละครไปติดอยู่ในปรภพ
ผมเองก็สงสัยว่าปรภพนั้นหนังจะทำออกมาอย่างไร ก็ปรากฎว่าหนังทำได้ฉลาดเช่นกัน
โดยใช้พื้นที่บ้านและองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆที่เล่าเรื่องมา ในการสร้างปรภพที่น่าเชื่อถือขึ้นมาได้
และโดยเฉพาะใช้ความมืดได้อย่างเป็นประโยชน์ในการเล่าเรื่องมาก (ต้องไปดูในหนังเอาครับ)
ถึงตรงนี้ก็คงต้องยอมรับได้แล้วล่ะมั้งว่า สองคู่หูนี้เล่าเรื่องในที่เล็กๆได้เก่งจริงๆ

 

 
พอหนังรู้ตัว ก็ไม่ท่ามากเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ตัวละครหรือแม้กระทั่งผีให้ลึกล้ำ
ก็ในเมื่อเป็นเรื่องของภูตผีวิญญาณการตามติด หนังก็เล่นสนุกกับการไล่ตามชิงอย่างเต็มที่
แม้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่นัก แต่หนังก็ทำได้อย่างสนุกสนาน แม้จะเสียดายนิดๆที่ผีก็ช่างเป็นผีซะจริงๆ

แต่ก็ตรงจุดนี้เช่นกันที่อย่างที่บอกไปว่าครึ่งชั่วโมงแรกของหนังเป็นช่วงที่หนืดหน่วง
เพราะหนังยังไม่รู้จะเอายังไงดี จะปูความสัมพันธ์ตัวละครหน่อยไหม หรือจะวางแค่แกนๆ
หนังเลยมีจุด Conflict ในครอบครัวที่วางออกมาแปลกๆอยู่ เหมือนว่าพยายามจะเค้นให้เห็นและรู้สึก
ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ถึงกับจำเป็น เพราะความเป็นครอบครัวก็เหนียวแน่นพอกับเส้นเรื่องหลักอยู่แล้ว
เพราะเส้นเรื่องหลักคือ การช่วยเหลือดาลตันให้พ้นจากภูตผีวิญญาณร้าย

ที่จริงครึ่งชั่วโมงแรก หนังน่าจะใช้เวลาปูปมของจอร์ชเรื่องกล้องถ่ายรูปซะมากกว่า
เพราะในเรื่อง จอร์ชเป็นคนเกลียดการถูกถ่ายรูป แต่หนังกลับมีการปูปมตรงนี้น้อยมาก
พอจะรู้ว่าจอร์ชมีปมนี้ ก็ให้ตัวละครพูดดื้อๆเลย และสำคัญด้วยเพราะเป็นปมสำคัญมากของเรื่อง
เพราะเป็นปมหลักชัดเลยเรื่องวิญญาณตามติด แต่เสียดายที่ปูมาไม่แน่นพอเท่าไหร่
คงเพราะหนังยังสับสนว่าจะปูความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือจะเอาที่ตัวดาลตันเลยดีนี่แหละ

แต่เมื่อกลับเข้าเส้นทาง หนังก็จบได้อย่างลงตัวและยังทิ้งปมปริศนาไว้ให้คิดกันต่อด้วย
ทั้งตัวจอร์ช และดาลตันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะเป็นอย่างที่คิดไหม (ก็ต้องไปดูในหนังเอานะครับ)

 

 
เรามาสรุปข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. หนังเดินเรื่องได้ทั้งสนุกทั้งหลอน และสร้างบรรยากาศได้ชวนกดดันดี
2. ผีออกมาหลอกกันถึงใจ และก็เชื่อมโยงกันเรื่องได้ดี (ส่วนเรื่องกลัวไม่กลัว ก็แล้วแต่คนนะครับ)
3. หนังเล่าเรื่องในพื้นที่เล็กๆได้อย่างชวนระทึกติดตาม และสร้างโลกได้อย่างคุ้มค่า
4. หนังไม่ท่ามากที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ลึกล้ำให้ตัวละคร หนังผีก็ผีจริงๆ
และผูกเรื่องที่สับสนไปครึ่งชั่วโมงแรก ดึงจุดสำคัญๆกลับมาให้ลงตัวได้ (ดีที่หนังไหวตัวทัน)

ข้อเสีย
1. ครึ่งชั่วโมงแรก หนังยังงงๆและไม่รู้จะไปทางไหน เลยพลาดที่จะปูปมตัวละครสำคัญไป
2. หนังไม่มีอะไรใหม่นัก และผีก็เป็นผีซะจริงๆไม่มีเหตุผลสักเท่าไหร่ (ตอน Dead Silence ยังมีเหตุผลกว่า)
(2 ข้อนี้เป็นข้อเสียสำคัญ ที่ทำให้หนังดรอปไปไม่น้อย)

โดยรวมแล้ว หนังทำออกมาได้สนุกและไม่เสียราคาผู้ให้กำเนิด Saw แม้จะไม่ถึงกับแปลกใหม่
แต่ก็ผสมเรื่องราวได้อย่างลงตัว เสียดายครึ่งชั่วโมงแรกจริงๆที่หนังยังงงๆ ไม่งั้นหนังจะเติมเต็มกว่านี้

เกรด B (คะแนน 7.7)
(ก็พยายามเขียนให้อ่านเข้าใจได้และไม่เผยเรื่องมากไป เหนื่อยจริงๆเขียนแบบนี้) ^^”

 

Posted on มิถุนายน 8, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: