X-Men: First Class: ปฐมบทใหม่ของเหล่าเอ็กซ์แมนที่ครบถ้วนสมบูรณ์

ตั้งแต่ Batman ของทิม เบอร์ตันช่วยเปิดศักราชหนังซูเปอร์ฮีโร่ใหม่อย่างเป็นทางการ
ใครจะไปคิดล่ะครับว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีภาคต่อออกมามากที่สุดกลับเป็นพลพรรค X-Men
ถ้าไม่นับ Batman แล้ว X-Men ก็ออกมาสี่ภาคเข้าไปแล้ว ทั้งที่มีตัวละครมากจนไม่น่าจะเล่าเรื่องได้
แต่มันก็เป็นไปแล้ว และภาคล่าสุดนี้ก็เป็นครั้งที่ 5 แล้วของเหล่าพลพรรค X-Men

ไหนๆก็มีโปรบัตร K-My Debit จ่ายตั๋วหนังราคา 88 บาทแล้วก็เลยไปเปิดหนังตั้งแต่วันแรกมันซะเลย

———————————————————————————–

X-Men: First Class เล่าเรื่องย้อนกลับไปสู่ปฐมบทของการเริ่มต้นของเหล่าพลพรรคเอ็กซ์เมน
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงยุค 60 ที่วิกฤตนิวเคลียร์ที่อ่าวพิกระหว่างมหาอำนาจอเมริกาและรัสเซียกำลังปะทุ
ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเอง เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์กำลังเริ่มปรากฎตัวในหลายที่ทั่วทุกมุมโลก
และผู้ที่เริ่มรวบรวมเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์เข้าด้วยกันก็คือ 2 คนที่จะกลายเป็นคู่รักคู่แค้นกันในที่สุด

ชาร์ลส์ เซเวียร์ (เจมส์ แมคเอวอย) มนุษย์ผู้มีพลังโทรจิต สามารถอ่านใจและควบคุมคนได้ดั่งใจนึก
ชาร์ลส์เกิดมาในครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่ดี และไม่เคยมีปัญหาเรื่องการกลายพันธุ์เหมือนคนอื่นๆ
เอริค เลนเชอร์ (ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) มนุษย์ผู้มีพลังควบคุมแม่เหล็ก ที่มีความหลังอันเจ็บปวด
จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และกำลังไล่ล่า เซบาสเตียน ชอว์ (เควิน เบคอน) นาซีที่ทำลายครอบครัวเขา

 

 
ในขณะที่อเมริกากำลังมีปัญหากับรัสเซียนั้น ชาร์ลส์ได้รับข้อเสนอให้ช่วยแก้ปัญหานิวเคลียร์
และด้วยชะตาที่คงกำหนดมาให้เป็นปรปักษ์กัน เอริค จึงได้มาร่วมกับทีมของชาร์ลส์ในครั้งนี้
แต่สิ่งที่ชาร์ลส์ดูจะประเมินต่ำไป แต่เอริครู้มาตลอดคือ มนุษย์กำลังมองพวกเขาเป็นภัยที่ต้องกำจัด
และมุมมองที่ต่างกัน จะทำให้ทั้งสองต้องยืนตรงข้ามกันในที่สุด โดยที่มีศัตรูร่วมกันคือ มนุษย์

 

 
หนังเริ่มต้นโดยแทบจะประกาศตัวเลยว่า จะท้าวความและยืนพื้นภาค 1 และ 2 เป็นหลัก
หนังเปิดด้วยฉากค่ายกักกันชาวยิวของนาซี ในแบบอย่างที่ภาค 1 เริ่มต้นไม่มีผิดเพี้ยน
ซึ่งสำหรับฉากนี้ ผมถือว่าเป็นฉากที่ปูแบ็คกราวน์ตัวละครที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์
เพราะเพียงฉากเดียวก็แสดงความเจ็บปวดในตัวเอริคได้อย่างดีที่สุด โดยแทบจะไม่ต้องเล่าเพิ่มอีก
ก็ต้องยกความดีความชอบให้ภาค 1 ด้วย เพราะในหนังก็เอามาใช้แทบจะไม่ผิดเพี้ยนกันไปเลย

ในขณะเดียวกัน หนังก็ได้ปูตัวละครที่ไม่เคยได้ทำมาเลยในทุกภาคอย่าง ชาร์ลส์ เซเวียร์
หนังทำได้ดีประมาณหนึ่งในการทำให้เห็นว่า ทำไมชาร์ลส์จึงดูไม่มีปัญหาอะไรกับกลายพันธุ์ของตัวเอง
โดยใช้ตัวละครอย่าง มิสทีค (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) มาเป็นตัวเทียบในทันทีเลยถึงความต่าง
เพราะชาร์ลส์ไม่เคยต้องแปลงตัวเอง ในขณะที่มิสทีคต้องซ่อนรูปโฉมแท้จริงตัวเองตลอดเวลา

 

 
หนังค่อนข้างจะเดินเรื่องรวดเร็วมาก หนังจึงไม่มีเวลาจะโอ้เอ้ในการแนะนำตัวละครมากมายนัก
หนังทำได้ดีในการรู้ที่รู้ทางของตัวเอง รู้ว่าอะไรคือเส้นเรื่องหลักของหนังที่จะต้องเดิน
หนังใช้เส้นเรื่องวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ แนะนำและพาตัวละครเข้าไปสู่เหตุการณ์นี้อย่างไม่เสียเวลา
โดยให้เหตุการณ์แต่ละอย่างที่เจอสร้างปมในใจตัวละครไปทีละเล็กละน้อยไป
แล้วก็ปรากฎว่า หนังทำได้ดีทีเดียวกับการปูตัวละครหลักที่สำคัญทั้งหมด

โดยเฉพาะ เอริค ที่มีเวลาในส่วนนี้ของตัวเองมากทีเดียว จากการไล่ล่านายทหารที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง
ซึ่งทำให้เห็นปมภายในจิตใจของตัวละครเอริคได้อย่างครบถ้วนและเข้มข้น
เรียกว่าเป็นการช่วยย้ำเพิ่มหลังจากฉากค่ายกักกันตอนเปิดเรื่องเข้าไปอีกได้อย่างดีมาก

ที่ชอบมากที่สุด คือการปูตัวละครเรเวน (มิสทีค) ให้นำไปสู่บทที่ว่าทำไมมิสทีคถึงไปอยู่กับเอริค
จุดที่เด็ดขาดที่สุดคือ หนังให้มิสทีคเป็นเพื่อนของชาร์ลส์ตั้งแต่ต้นเลย กลายเป็นจุดขัดแย้งชั้นดี
ซึ่งหนังทำได้ดีในการใช้มุมมองของชาร์ลส์และเอริค ทำให้เรเวนค่อยๆคิดไปทีละน้อย
แม้หนังจะไม่ได้ใช้ความสามารถของมิสทีคเต็มที่ แต่จุดนี้สำคัญกว่าที่ปูตัวละครได้สวยงาม

เป็นชาร์ลส์เสียด้วยซ้ำ ที่ดูเหมือนหนังจะปูตัวละครได้ไม่สวยเท่าตัวละครของเอริคและมิสทีค
แต่กระนั้น หนังก็ทำได้กำลังดีในการทำให้เห็นว่า ชาร์ลส์ค่อนข้างจะอ่อนต่อเล่ห์กลมนุษย์แค่ไหน
จากรูปแบบชีวิตที่สนุกสนาน และใช้ปมภาพลักษณ์ที่ชาร์ลส์ไม่เคยต้องแปลงตัวเองต่อหน้าใครอยู่แล้ว
แต่ก็แอบเสียดายอยู่ ถ้าหนังจะปูแบ็คกราวน์ครอบครัวชาร์ลส์อีกสักนิด ก็จะช่วยได้มาก

 

 
ซึ่งเมื่อพูดถึงตัวละคร นักแสดงที่มารับบทที่สำคัญที่สุดอย่าง ชาร์ลส์และเอริค ก็ทำหน้าที่ได้ออกมาดี
เจมส์ แมคเอวอย ต้องบอกเลยว่า ทำให้การปูตัวละครที่ค่อนข้างจะเรียบๆของชาร์ลส์ดูดีขึ้นมาก
เพราะการแสดงที่ทำให้เห็นถึงความฉลาด หวังดี แต่อ่อนโลกดูน่าเชื่อถือขึ้นมาได้มากทีเดียว
เจมส์ให้การแสดงที่ดูสุขุม และให้มุมมองก่อนเป็นโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ

ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ค่อนข้างเป็นเซอร์ไพรส์ทีเดียวกับนักแสดงที่ยังไม่ค่อยรู้จักคนนี้
ด้วยบทที่ปูมาดีอยู่แล้ว ไมเคิลทำได้ดีขึ้นไปอีกด้วยการแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดของเอริค
ผ่านสีหน้าและการกระทำต่างๆ เราได้เห็นเลยว่าก่อนจะเป็นแมกนีโต เอริคต้องผจญกับอะไรมา
ไมเคิลทำให้เราเห็นแววความเจ็บปวดของตัวละครนี้ได้ตลอดเวลาที่เห็นเอริคปรากฎในหนัง

และที่ฟอร์มไม่ตกก็คือ เควิน เบคอน ในบทของ เซบาสเตียน ชอว์ ตัวร้ายที่ต้องการจะก่อสงครามโลก
แม้จะน่าเสียดายสักนิดที่ตัวละครเซบาสเตียนออกจะร้ายสนิท ไม่เหมือน วิลเลี่ยม สไตรเกอร์ ใน X2
แต่เควินก็ให้ความเจ้าเล่ห์และความร้ายลึกใส่ลงไปในตัวละคร ทำให้รู้สึกว่าตัวละครนี้ซ่อนอะไรไว้
ทั้งที่จริงก็ไม่ได้ซ่อนอะไรมากกว่าจะครองโลก แต่เควินกลับทำให้รู้สึกถึงมุมลึกๆบางอย่างออกมาได้

 

 
แต่กระนั้นเอง การเดินเรื่องดูเหมือนจะเป็นในแนวทางเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ไปสักนิดหนึ่ง
กล่าวคือ เหตุการณ์หนึ่งนำพาให้ตัวละครได้ออกมาพูดและนำพาไปสู่เหตุการณ์ต่อไปซะมากกว่า
ทำให้ดูเหมือนเราดูตารางการเดินเรื่องที่ดูเป็นบล็อกๆว่าหนังจะไปเจออะไรและอะไรต่อไป
แต่ก็มองได้ว่า ทำให้หนังดูไม่น่าเบื่อ และทำให้หนังเดินไปไม่หยุด และไม่ถือว่าเสียหาย

แต่ที่ค่อนข้างน่าเสียดายเลยคือ หนังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้กับประเด็นมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์นัก
เพราะหนังเดินเรื่องไปอย่างรวดเร็ว หนังจึงดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปกับเหตุการณ์ที่เกิดในหนังมาก
จนกระทั่งไม่มีเวลาใส่มุมมองเชิงลึกความขัดแย้งของตัวละครในเรื่องประเด็นมนุษย์กลายพันธุ์เท่าไหร่
ซึ่งต่างจากเอ็กซ์เมนของไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ทำได้เนียนมากในการวางเหตุการณ์และเส้นเรื่องหลัก
และสอดแทรกประเด็นความขัดแย้งเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์เข้าไปได้อย่างเข้มข้นเป็นเนื้อเดียวกัน

 

 
สำหรับภาคนี้ หนังขาดมุมมองมนุษย์ต่อการกลายพันธุ์ รวมถึงมุมมองของเหล่าเอ็กซ์เมนด้วยกันเอง
หนังชอบใช้วิธีให้เอริคเดินมาพูดถึงมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์ต่อตัวละครเอ็กซ์เมนคนอื่นๆ
รวมถึงการให้ซีไอเอเดินมาหนึ่งฉากแล้วมาหัวเราะเหล่าเอ็กซ์เมน แล้วก็จบเพียงเท่านั้น
ซึ่งดูค่อนข้างจะธรรมดาและไม่ค่อยจะมีชั้นเชิงเท่าไหร่ และทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงความขัดแย้งจริงๆ

แม้อาจจะมองว่า นี่คือการเปิดตัวเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต่อมนุษย์โลก มนุษย์อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าจะทำอะไร
แต่ก็ใช่ว่าหนังจะไม่มีช่องว่างเลย หนังมีเวลาพอสมควรตั้งแต่ซีไอเอรู้จักชาร์ลส์ เซเวียร์
แต่ว่าหลังจากนั้นก็ดูจะหายๆไป ไม่ได้มีการลงประเด็นมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์ให้มากขึ้น

ที่เล่าได้คมก็มีเพียงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร มิสทีคกับบีสต์ (แฮงค์ แม็คคอย)
ที่ใช้รูปลักษณ์ประหลาดของตัวเองในการเปรียบเทียบการยอมรับในตัวตนความเป็นมนุษย์กลายพันธุ์
แต่ก็เป็นจุดคมจุดเดียว ที่ขาดการตอบโต้จากฝั่งมนุษย์ ไม่เหมือนภาค 1-2 ที่มีตัวละครอย่างสไตรเกอร์
ซึ่งทำให้พอหนังมาถึงไคลแมกซ์ที่ฝั่งมนุษย์จะทำลายเอ็กซ์เมน เลยยังไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรมากนัก
เหมือนกับว่า หนังเซ็ตมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเป็นอย่างนี้ ขาดมุมมองเชิงลึกที่เล่าได้สวยๆไปหน่อย

 

 
แต่เมื่อดูหนังโดยรวมแล้ว หนังเล่าเรื่องได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ในการเปิดปฐมบทใหม่
หนังเดินเรื่องได้รวดเร็วและไม่สะดุด แม้จะขาดมุมมองเชิงลึกเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์แบบในภาค 1-2
แต่หนังก็กลบข้อเสียตรงนี้ด้วยการใช้ตัวละครลงไปในเหตุการณ์ต่างๆและผสมเล็กผสมน้อยไป
ทำให้รู้สึกไม่ขาดประเด็นสำคัญของเรื่องราวตรงนี้ และหนังก็ไม่พลาดที่จะเดินเส้นเรื่องหลักได้สนุก
นอกจากนั้น งานเอฟเฟ็คต์ทั้งหลายก็ดูสมบูรณ์ ไม่ดูแบบเหมือนไม่เสร็จอย่างในภาค Wolverine

 

 
มาสรุปข้อดีและข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. หนังเดินเรื่องรวดเร็วมาก สนุกและไม่สะดุดเลย เก็บประเด็นเรื่องของเอ็กซ์เมนได้ครบถ้วน
2. หนังปูตัวละครหลักอย่างแมกนีโต และมิสทีค รวมไปถึงชาร์ลส์ด้วย ได้ดีและลงตัว
3. นักแสดงสำหรับตัวละครหลักที่เลือกมาได้อย่างเหมาะสมกับตัวละครในเรื่อง
4. หนังให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับภาค 1-2 ที่เป็นภาคที่ดีที่สุดได้อย่างแนบเนียนสมบูรณ์

ข้อเสีย
1. หนังยังขาดมุมมองเชิงลึกในเรื่องมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์ไป วิธีใส่ก็ขาดชั้นเชิงไปหน่อย
2. หนังเดินเรื่องแบบเหตุการณ์ส่งต่อเหตุการณ์ไปสักนิดนึง (แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร)

ผมให้ภาคนี้ดีเทียบเท่ากับภาคที่ 1 แต่ยังเป็นรองภาค 2 อยู่ครับ
แต่ถือว่าสนุกและคุ้มค่าต่อการเริ่มปฐมบทใหม่ของเอ็กซ์เมนอย่างแท้จริง
เกรด A- (คะแนน 9.0)

 

Posted on มิถุนายน 5, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: