Vertigo: ยิ่งสูงยิ่งวิงเวียนศีรษะ

ในวันหยุดที่แสนน่าเบื่อที่ผ่านมา ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยได้ฤกษ์กลับไปรื้อตู้ดีวีดีอีกครั้ง
แต่แทนที่จะดับความเบื่อ ด้วยการดูหนังเอามันส์หรือเอาฮาสักเรื่อง
ผมกลับไปสะดุดตากับหนังเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้จำได้ตั้งนานแล้วว่าอยากจะดูก็ไม่ได้ดูซะที
งั้นวันนี้ก็เอาเรื่องนี้เลยก็แล้วกัน Vertigo ของปู่ Alfred Hitchcock นี่แหละ

——————————————————————-

Vertigo เป็นหนังเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ของผู้กำกับระดับปรมาจารย์อย่าง Alfred Hitchcock
หนังเล่าเรื่องของ จอห์น เฟอร์กูสัน (James Stewart) ตำรวจกำลังจะเกษียณที่เป็น โรคกลัวความสูง
อันเนื่องมาจากการจับผู้ร้ายที่ผิดพลาดครั้งหนึ่ง แต่แทนที่จะได้เกษียณและไปใช้ชีวิตสงบสุข
จอห์นถูกขอร้องจาก กาวิน เอลสเตอร์ เพื่อนของเขาให้ช่วยติดตาม แมเดอลีน (Kim Novak)
ภรรยาของตัวเอง เพราะสงสัยว่าเธอจะถูกวิญญาณสิงให้ทำอะไรโดยไม่รู้ตัว จอห์นเลยจำต้องรับปาก
แต่ไปๆมาๆ จอห์นกลับไปตกหลุมรักภรรยาของเพื่อนเข้าให้ แล้วจอห์นก็ต้องเผชิญเรื่องที่ไม่คาดคิด

 

 
หนังของฮิทช์ค็อก มักจะเซ็ตสถานการณ์ขึ้นมาพร้อมกลุ่มตัวละครกลุ่มหนึ่งแล้วพาเข้าไปสู่เรื่องราวต่างๆ
เท่าที่เคยได้ดู หนังฮิทช์ค็อกนั้นมักจะไม่ใช้ตัวละครมาก และใช้วิธีการผูกเรื่องราวที่เข้าใจอย่างง่ายๆ
แต่ในความเข้าใจง่ายนั้น มักจะซ่อนปมทางจิตวิทยา ความรู้สึกนึกคิดด้านลึกของตัวละครเอาไว้เสมอ
นั่นจึงทำให้เป็นเสน่ห์ของหนังฮิทช์ค็อกที่แตกต่าง และมีความลึกในเนื้อหามากกว่าหนังยุคเดียวกัน

 

 
เช่นกัน เนื้อเรื่องของ Vertigo ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่วิธีการเล่าต่างหากที่ทำให้หนังเข้มข้น
หนังในครึ่งแรกนั้น แทบไม่มีอะไรดึงดูดเลย เป็นแค่การติดตามแมเดอลีนของจอห์นเท่านั้น
แต่ตรงจุดนี้เอง เป็นการโชว์ความอัจฉริยะของปู่อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ที่ทำให้การติดตามน่าสนใจ
หนังใช้การทิ้งปมต่างๆ การใช้รูปแบบซ้ำๆ การใช้มุมกล้องแทนสายตา และการตัดต่อที่ถูกจังหวะ

และเมื่อผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าในเวลาที่เหมาะสม ก็ทำให้เราหลงเข้าไปในเรื่องอย่างไม่รู้ตัว
เพราะด้วยความเป็นจริงที่ว่า มันก็เป็นเรื่องน่าขำอยู่ดีที่หนังให้ติดตามคนที่โดนวิญญาณผีเข้าสิง
แต่ปู่อัลเฟรด ก็ค่อยๆกล่อมคนดูด้วยเรื่องน่าขำนี้ให้คนดูค่อยๆเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงเข้าไปได้
จนในที่สุด หนังทำสำเร็จในการทำให้คนเชื่อสนิทใจไปเลยว่า แมเดอลีนโดนผีเข้าสิงจริงๆ

 

 
แม้จะกล่อมคนดูครึ่งแรกได้สำเร็จ แต่ครึ่งหลังของหนัง ปู่อัลเฟรดกลับพาคนดูไปไกลกว่าที่เราคิดเสียอีก
ในขณะที่ครึ่งแรก หนังเป็นเรื่องการติดตาม การสืบสวนเรื่องราว และการตกหลุมรักแมเดอลีน
แต่ครึ่งหลัง กลับกลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ความหมกมุ่น การหลอกลวงที่แสนจะเข้มข้น
และเรื่องราวก็สอดคล้องกับครึ่งแรกของเรื่องได้อย่างลงตัว ทั้งที่เป็นคนละอารมณ์ไปเลย

ซึ่งเมื่อมาถึงครึ่งหลัง คนดูจะพบว่า ปมต่างๆในใจตัวละครทั้งจอห์นและแมเดอลีน (หรือจูดี้ในภายหลัง)
ถูกนำมาใช้อย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะทั้งความกลัวของจอห์น ความรักของทั้งสอง การตลบหลังหลอกลวง
และเล่าได้อย่างให้ความรู้สึกว่ามีอะไรซ่อนไว้ตลอด ซึ่งจะเล่าอย่างไรนั้น ขอแนะนำให้ไปดูในหนัง

และด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ ทำให้อดคิดถึงหนังอย่าง Mulholland Drive ที่มีวิธีคล้ายกันไม่ได้
ยิ่งทำให้ทึ่งและเข้าใจเลยว่า ทำไมคนถึงยกย่องปู่อัลเฟรดให้เป็นปรมาจารย์ของคนทำหนังอย่างมาก
แม้หนังจะไม่ได้เหวอขนาด Mulholland Drive แต่ก็พูดได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีเล่าเรื่องแบบนี้

 

 
สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหนังอัลเฟรด ฮิทช์ค็อกอีกอย่างก็คือ นัีกแสดงนำของเรื่อง
คงไม่น่าแปลกใจที่คนที่ได้ชมหนัง Vertigo จะติดเสน่ห์ของ Kim Novak และหลงใหลไปกับเธอ
และเคมีที่เข้ากันอย่างประหลาดกับ James Stewart ทั้งที่ความจริงอายุต่างกันเป็นพ่อลูกได้เลย
ก็คงเหมือนหนังของฮิทช์ค็อกทุกเรื่องที่ทำให้เราติดตามนักแสดงในเรื่องไปได้ตลอด

 

 
แต่สิ่งที่น่าศึกษาที่สุดของหนังฮิทช์ค็อกก็คือ ศิลปะทางภาพยนตร์
แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ศึกษาศาสตร์ภาพยนตร์ ก็คงรู้สึกได้ถึงความพิถีพิถันในองค์ประกอบต่างๆ
จุดง่ายๆที่สามารถสังเกตได้คือ การวางปมด้วยภาพ วัตถุ เสื้อผ้า และสีสันต่างๆ
โดยเฉพาะกับตัวละครแมเดอลีน เป็นตัวละครที่เราจะเห็นความพิถีพิถันนี้ได้ชัดที่สุด

ไปจนถึงองค์ประกอบทางเทคนิคภาพยนตร์ ทั้งการคุมโทนสีแสง การใช้มุมกล้อง การตัดต่อ
คนที่เคยได้ดู Psycho ต้องจดจำฉากตัดต่อ Montage ในตำนานของการฆ่าแมเรียน เครน
เช่นเดียวกัน ในครึ่งแรกของหนัง โดยเฉพาะการตัดต่อ เราจะเห็นศิลปะตรงนี้ชัดเจนมาก
ในการทำให้การติดตามอันซ้ำซาก ทำให้ดูน่าติดตามได้ ทั้งที่ไม่มีแอ็คชั่นลุ้นระทึกอะไรเลย
และเมื่อเข้าครึ่งหลังของหนัง การคุมโทนสีแสง การใช้มุมกล้อง ก็เชื่อมโยงครึ่งแรกครึ่งหลังได้อย่างดี
เช่นมุมกล้องที่อาจดูตลกอย่างการซูมเมื่อจอห์นมองที่สูง แต่ใน Vertigo คือการใช้ที่เหมาะเจาะ

 

 
แต่กระนั้นเอง สำหรับคนดูที่ไม่คุ้นเคย อาจจะต้องใช้ความอดทนสักหน่อยในการดู
โดยเฉพาะในครึ่งแรกของเรื่องนั้น จะเป็นการติดตามอันยาวนาน และหนังไม่ค่อยจะพูดมากเลย
อาจทำให้หลายคนเบื่อได้ รวมถึงการที่หนังเองก็พาให้จอห์นหลงรักแมเดอลีนได้ง่ายไปหน่อย
ซึ่งอันที่จริงหนังก็ปูมาอยู่บ้าง แต่ตรงจุดนี้จะออกแนวหนังเก่านิดๆที่ตัวละครออกจะรักกันง่าย

ในขณะที่ครึ่งหลัง ถ้าตามกันไม่ทันยังหลงไปกับครึ่งแรก อาจจะด่าหนังก็ได้ว่า มันอะไรของมันวะ
เพราะเรื่องจะเล่าไปอีกอารมณ์หนึ่งเลย อาจทำให้คนดูที่กำลังอยู่ในอารมณ์หนึ่งปรับตัวไม่ทัน

 

 
มาดูข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. หนังมีเส้นเรื่องที่ติดตามง่าย แต่ทำให้คนดูหลงไปกับเนื้อเรื่องที่วางไว้ได้แบบไม่รู้ตัว
2. ปมทางความคิดของตัวละครที่นำมาใช้เล่าเรื่องอย่างเต็มที่และใช้อย่างสนุกสนาน
3. นักแสดงนำที่มีเสน่ห์และเคมีที่เข้ากัน เชื่อว่าแทบร้อยทั้งร้อยต้องติดเสน่ห์ของ Kim Novak
4. การได้ชมภาพยนตร์ที่พร้อมด้วยศิลปะภาพยนตร์ ที่สามารถสัมผัสได้ไม่ใช่หนังอาร์ท
5. เป็นหนังเล่าเรื่องง่ายที่กลับลุ้นติดตามไปได้ตลอด ทั้งที่เป็นฉากธรรมดาแค่ติดตามเท่านั้น

ข้อเสีย
1. หนังอาจจะยืดยาวไปสักหน่อย โดยเฉพาะครึ่งแรกที่คนดูปกติอาจเบื่อไปได้ง่ายๆ
2. ถ้าปรับอารมณ์ครึ่งหลังไม่ทัน อาจจะเหวอไปเลยก็ได้ว่าหนังมันเกี่ยวอะไรกัน

อันที่จริงการเขียนถึงหนังขึ้นหิ้งระดับนี้ก็เสี่ยงต่อการโดนว่าเหมือนกันว่าบังอาจรึเปล่า
แต่ก็อยากแชร์ประสบการณ์การดูหนังแบบคนธรรมดาดู ให้คนดูอย่างเราๆได้เข้าใจได้ครับ

เกรด B+ (คะแนน 8.5)
(ที่ให้ B+ เพราะรู้สึกว่าหนังยังขาดความสนุกไปหน่อย ไม่เหมือน Psycho ที่ทั้งลุ้นและสนุกมาก)

 

Posted on มิถุนายน 5, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: