Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides: โจรสลัดน้ำกร่อย (ไปหน่อย)

หลังจากขุดหนังดูจากตู้ดีวีดีที่บ้านมาพักใหญ่ คราวนี้กลับไปดูหนังในโรงบ้าง
ไหนๆก็เข้าหน้าหนังซัมเมอร์แล้วนี่ อีกอย่าง ได้ตั๋วดูฟรีมาด้วยแหละ อิอิ
ก็เลยต้อนรับตั๋วฟรีด้วยการไปดู แจ็ค สแปโรว์ อีกครั้ง (อุ้ย ลืมเติมคำว่ากัปตันด้วย)

หลังจากเอาเรือในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์มาทำเป็นหนังฮิตถล่มทลายไป 3 ภาคแล้ว
กัปตันแจ็ค สแปโรว์ ก็กลับมาอีกครั้งในภาคที่ 4 ในชื่อตอนว่า On Stranger Tides
ครั้งนี้ Gore Verbinski ไม่ได้กลับมากำกับแล้ว หน้าที่จึงตกเป็นของ Rob Marshall
ซึ่งมีผลงานเด่นอย่าง Chicago โดยที่ยังคงอยู่ในร่มชายคาของ Jerry Bruckheimer เช่นเดิม

—————————————————————————————

(คำเตือน: ในบทวิจารณ์นี้มีการเผยเรื่องราวสำคัญบางส่วนในหนังนะครับ)

โดยเรื่องราวครั้งนี้ ก็เป็นการต่อเนื่องจากที่ทิ้งเชิ้อไว้ในภาค 3 คือ การตามล่าหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งการตามล่าก็มีปริศนาลึกลับดำมืดซ่อนไว้ ส่วนจะเป็นอะไรนั้นควรไปดูในหนังดีกว่านะครับ
ตัวละครหลักจาก 3 ภาคก่อนก็กลับมากันแค่ 3 คน นอกจากกัปตันแจ็คของป๋าเดปป์ ที่ขาดไม่ได้แล้ว
ก็มีแค่ผู้ช่วยอย่างกิ๊บส์ และคู่ปรับตลอดกาลอย่าง กัปตันบาร์บอซ่า (เจฟฟรี่ย์ รัช) เท่านั้นเอง 
แต่ว่าคราวนี้ กัปตันบาร์บอซ่าไม่ได้เป็นโจรสลัดซะแล้ว แต่รับใช้ราชสำนักอังกฤษแทน
โดยเสริมทัพด้วยตัวละครใหม่อย่าง แอนเจลิก้า (รับบทโดยสุดสวย เพเนโลเป้ ครูซ)
และกัปตันที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายที่สุดในตำนานอย่าง Blackbeard (รับบทโดย เอียน แมคเชน)

 

 
ที่จริงตั้งแต่ทิ้งเชื้อไว้ภาค 3 ว่าจะไปตามล่าหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ต่อ ก็ทำให้คาดหวังได้มากพอสมควรแล้ว
เพราะจากที่เคยอ่านเรื่องราวสมัยยุคโจรสลัดครองน่านน้ำ ตำนานเรื่องราวพวกนี้สนุกมาก
อีกทั้งการเสริมทัพด้วยกัปตันโจรสลัดชื่อดังอย่าง Blackbeard ก็ยิ่งทำให้คาดหวังมากขึ้นไปอีก
ยังไม่รวมถึงการใส่เรื่องราวของ นางเงือก มาชวนให้ล่อหนุ่มๆไปเข้าโรงหนังอีกนะ
แต่ว่า การกลับมาตามล่าหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ของกัปตันแจ็คครั้งนี้ ดูเหมือนจะกร่อยๆพิกล

 

 
ปัญหาอย่างแรกของหนังก็คือ คนดูพอจะเดาธรรมชาติของเหล่าแก๊งโจรสลัดกันออกหมดแล้ว
การกระทำหลายๆอย่างของตัวละครในหนัง เราแทบจะเดาออกในทุกสถานการณ์ทีเดียว
ว่าตัวละครจะทำอะไร ตั้งแต่ฉากแรกๆที่แจ็คพากิ๊บส์หนีออกจากศาล แล้วก็ลงเอยด้วยการโดนจับอีก
ไปจนเจอกับกัปตันแจ็ค สแปโรว์ตัวปลอม รวมไปถึงการล่อหลอกกันระหว่างหมู่โจรสลัดกันเอง
แต่ตรงนี้เองก็โทษตัวเนื้อหนังไม่ได้เสียทีเดียว เพราะก็เข้าใจอยู่ว่าเป็นธรรมชาติโลกโจรสลัดเอง

ดังนั้น ในจุดตรงนี้สำหรับผมเองก็พอจะหยวนๆไปได้อยู่ แม้จะทำให้เสียอรรถรสความสนุกไปพอสมควร
แต่ก็ถือว่าเหมือนการมาเจอเพื่อนเก่าในวงเหล้า ที่เวลาคุยรับส่งมุขก็รู้ใจกันดีอยู่แล้วไป

 

 
แต่ปัญหาใหญ่เอาเข้าจริงๆของหนังคือ ตัวละครในเรื่องขาดเสน่ห์ไปอย่างมาก
หนังแฟรนไชส์นี้ สิ่งที่สร้างความสนุกให้หนังมาตลอดก็คือ คาแรกเตอร์ที่มีสีสันของแต่ละตัวละคร
นอกจาก กัปตันแจ็ค สแปโรว์ ที่ยังคงเสน่ห์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังไปแล้ว
ตัวละครอื่นกลับไม่ค่อยมีสีสันเอาเสียเลย กระทั่ง กัปตันบาร์บอซ่า ที่กัดๆกันมาตลอดก็หายๆไป 
ในสามภาคแรกนั้น แม้กัปตันแจ็ค สแปโรว์จะเป็นตัวชูโรงเสมอมา แต่ตัวละครอื่นๆก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน
ทั้งวิล เทอร์เนอร์และอลิซาเบธ ผู้พันนอร์ริงตัน เดวี่ โจนส์ สองโจรสลัดอ้วนผอม หรือแม้กระทั่งกิ๊บส์เอง

แต่ภาคนี้ อุตส่าห์ใส่ตัวละครอย่าง Blackbeard มาแล้ว แต่กัปตันสุดโฉดในตำนานกลับไม่มีเสน่ห์ซะเลย
Blackbeard ดูเหมือนโจรสลัดโหดร้ายธรรมดาทั่วไปมากกว่าที่หนังพยายามจะเซ็ตให้ว่าโหดร้ายสุดๆ
ผมว่า เดวี่ โจนส์ ยังดูโหดร้ายแบบลึกลับมีเสน่ห์มากกว่า ความโหดร้ายของเคราดำนั้นดูสามัญธรรมดาไป
ทั้งที่หนังก็อุตส่าห์ให้แสดงอิทธิฤทธิ์ใช้ดาบควบคุมเรือได้ (ที่ก็เล่นเอาเหวอไปเลยว่าเล่นอย่างนี้เลยเหรอ)
แต่ดูไม่มีเสน่ห์ ดูไม่ลึกลับได้เท่ากับที่เดวี่ โจนส์เปลี่ยนลูกเรือเป็นปลา หรือกองทัพโครงกระดูกในภาคแรก

 

 
ตัวละครอย่าง แอนเจลิก้า ก็กลับมีเสน่ห์สู้อลิซาเบธของ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ไม่ได้เช่นกัน
ทั้งที่อุตส่าห์ได้นักแสดงฝีมืออย่าง เพเนโลเป้ ครูซ มาแล้ว ดูเหมือนหนังไม่พยายามจะให้อะไรเลย
ทั้งที่ตัวละครเองก็มีมุมให้เล่นล่อหลอกสนุกๆอยู่ ด้วยการให้เป็นลูกสาวของ Blackbeard อย่างนี้
หนังน่าจะเล่นเอาล่อเอาเถิดกับการหลอกล่อแบบโจรสลัดของแอนเจลิก้าให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย
แทนที่จะให้เป็นลูกสาวเอาเสียจริงๆไปดื้อๆอย่างรวดเร็ว ทำให้หนังหมดสนุกไปไม่น้อย
ซึ่งจะว่าไป ตรงจุดนี้แหละที่น่าจะทำให้การล่อหลอกแบบโจรสลัดสนุกที่สุดแล้ว แต่หนังก็ไม่ได้ทำ

 

 
ยังไม่รวมตัวละครอื่นๆที่ดูเหมือนหนังจะใส่คาแรกเตอร์ไปไม่สุดๆเหมือนกับสามภาคแรก
ซึ่งพอความสัมพันธ์สนุกๆและเสน่ห์ตัวละครหายไปแล้ว การเดินของหนังไปสู่ไคลแมกซ์ที่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์
ก็เลยออกจะกร่อยๆไปไม่น้อย คือเหมือนหนังแค่พาตัวละครไปให้ถึงน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
โดยใช้ปริศนาความลับน้ำพุในการพาไปหาของให้เกิดเรื่องผจญภัยไปตามสมควรเท่านั้นเอง
ซึ่งของแต่ละอย่างก็ดูไม่ค่อยจะมีความลับอะไรให้ลุ้นเหมือน เหรียญแอซเทค หรือหัวใจเดวี่ โจนส์ เลย

 

 
กลายเป็นว่า ส่วนที่มีเสน่ห์และน่าสนใจที่สุดกลับเป็น นางเงือกเซรีนา กับหมอศาสนาฟิลลิป ไปซะงั้น
หนังให้มุมที่น่าสนใจถึงความรักระหว่างฟิลลิปกับนางเงือก ซึ่งถึงแม้หนังจะไม่ได้ให้เวลามากก็ตาม
แต่กลับเป็นส่วนที่ดูมีเนื้อมีหนัง มีความลึกในเรื่องราวที่น่าสนใจที่สุด
แล้วคนดูเองก็รู้สึกลุ้นตามในส่วนนี้มากกว่าการไปตามล่าหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เสียอีก

 

 
แล้วฉากที่ดีที่สุดในหนังเองก็ไม่ใช่ฉากที่ไปเจอน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับเป็นฉากเหล่านางเงือกนี่แหละ
ตัวหนังเองก็ทำได้สมกับตำนานนางเงือกที่เคยเล่ากันมา ที่สวยแต่รูปแต่จูบไม่หอม
นอกจากความสวยของนางเงือก (โดยเฉพาะ Gemma Ward ที่มาเป็นนางแรก) ฉากโหดก็ดีเอามากๆ
แม้จะมาแค่ตอนกลางของเรื่อง แต่ฉากที่นางเงือกไล่ล่าลูกเรือก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลย
ก็สงสัยว่าที่เขาบอกว่าโดนลดงบ เลยทำได้ดีแค่ฉากนางเงือกเท่านั้นรึเปล่า…

 

 
ซึ่งเมื่อพูดถึงงบที่ลด ก็เห็นได้ชัดว่าหนังภาคนี้ขาดความอลังการในงานสร้างอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากฉากนางเงือกแล้ว ก็ไม่มีฉากไหนที่สูบฉีดอารมณ์ตื่นเต้นอลังการได้อีก
อย่างภาคแรก เราได้เห็นฉากกองทัพโครงกระดูก ภาคสองเราได้เห็นกองทัพเดวี่ โจนส์
ภาคสามเราได้ดูฉากสู้เรือโจรสลัดอลังการ แต่ว่าภาคนี้กลับไม่ค่อยมีฉากประทับใจแบบนั้น
กระทั่งไคลแมกซ์ที่ไปเจอน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ก็กลับรู้สึกเฉยๆซะงั้น ซึ่งคงเป็นที่การดำเนินเรื่องด้วย

แต่ถึงแม้ว่า หนังจะพาเราไปเจอน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ได้แบบจืดๆไปสักหน่อย แต่หนังเองก็เดินสนุกได้พอสมควร
อันจะว่าไป แม้องค์ประกอบหลายอย่างในหนังจะดูขาดเสน่ห์จากสามภาคแรกไปอย่างมาก
โดยเฉพาะตัวละครหลากคาแรกเตอร์ทั้งหลาย ที่เป็นตัวอุ้มชูความสนุกของหนังแฟรนไชส์นี้มาตลอด
แต่หนังก็เดินเรื่องไปได้ตามมาตรฐานของตัวเอง หนังเองก็ไม่ได้มีความน่าเบื่อแต่อย่างใด
แม้จะคาดเดาผลลัพธ์ของหนังได้ แต่ก็เหมือนกับการเจอเพื่อนเก่า คือเราก็ยังสนุกกับเรื่องได้ตลอด

 

 
เรามาสรุปข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. กัปตันแจ็ค สแปโรว์ (ยังคงเสน่ห์ได้เหมือนเช่นทุกภาคที่ผ่านมา)
2. นางเงือก Gemma Ward และ Astrid Berges-Frisbey และฉากนางเงือกทั้งหมด
3. หนังเดินเรื่องได้ไม่เสียมาตรฐานนัก ยังคงดูสนุกได้และชวนให้ระลึกเหมือนเพื่อนเก่าภาคก่อนๆ

ข้อเสีย
1. ตัวละครอื่นๆขาดเสน่ห์ไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีสีสันของคาแรกเตอร์แบบในสามภาคแรกเลย
2. Blackbeard และ Penelope Cruz เอามาใช้เสียของมาก (ขอแยกจากข้อ 1 เคืองเป็นการส่วนตัว)
3. แก๊งโจรสลัด เดามุขหลอกล่อกันได้หมดแล้ว เลยแทบไม่ค่อยจะรู้สึกลุ้นไปตามเรื่องราวเท่าที่ควร
4. งานสร้างและฉากต่างๆ ขาดความอลังการกว่าสามภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด
5. ไคลแมกซ์น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ค่อนข้างจืดชืด ผิดกับสามภาคแรกที่ไคลแมกซ์มีความตื่นเต้นตลอด

แต่ว่าอย่างน้อย Rob Marshall ก็ไม่เสียรังวัดผู้กำกับออสการ์นัก
หนังพอสนุกแต่ไม่ค่อยมีเสน่ห์เท่าไหร่
เกรด B (คะแนน 7.2)

 

Posted on มิถุนายน 5, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: