Black Swan: หงส์ที่ถูกกักขัง สักวันย่อมโบยบิน

วันหยุดในขณะที่กำลังนั่งคิดอยู่ว่าจะดูอะไรดี ระหว่างหนังเบาสมองจะได้สมกับวันหยุด
หรือว่าเอาหนังรางวัลบีบเค้นกดดันดราม่าสุดฤทธิ์ สมองจะได้ไม่ต้องหยุดพักกันไปเลย (ฮา)
หลังจากสมองสองฝั่งตบตีกันเรียบร้อยแล้วบทสรุปก็มาลงที่ Black Swan

Black Swan เป็นผลงานการกำกับของ ดาร์เรน อารานอฟสกี้ ที่มีผลงานเด่นๆอย่าง
Pi, Requiem for the Dream, The Fountain, The Wrestler
ซึ่งแต่ละผลงานก็การันตีความดีเด่นของฝีมือผู้กำกับได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น เรื่องนี้ก่อนจะดูจึงมีความคาดหวังพอสมควรสำหรับผม

—————————————————————

Black Swan เป็นเรื่องราวของ นีน่า (นาตาลี พอร์ทแมน) นักบัลเล่ต์ที่ทุ่มเทเวลาหลายปีในการฝึกฝน
เพื่อให้ได้เป็นดาวเด่นในในวงการบัลเล่ต์ และบทที่เป็นยอดปรารถนาของนักบัลเล่ต์ทุกคน
นั่นก็คือบท “นางพญาหงส์” ในละครบัลเล่ต์ Swan Lake (ไม่ใช่แค่ในหนังนะครับ ของจริงก็ใช่)

แต่ปัญหาของนีน่าก็คือ เธอเป็นนางพญาหงส์ขาวได้อย่างเพอร์เฟ็คต์ แต่เธอเป็นพญาหงส์ดำไม่ได้
และถึงแม้ผู้กำกับคณะบัลเล่ต์ โทมัส (วินเซนต์ แคซเซล) จะมอบบทอันเป็นยอดปรารถนานี้ให้กับเธอในที่สุด
แต่เธอก็ต้องถูกเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก แล้วเธอก็กำลังเจอคู่แข่งอย่าง ลิลลี่ (มิล่า คูนิส) ที่อาจมาแย่งบทเธอ
นีน่ากำลังต่อสู้กับทั้งคนรอบตัวและกับตัวเองเพื่อกับบทยอดปรารถนานี้ และมันกำลังพาเธอดำดิ่งไปเรื่อยๆ

 

 
สำหรับการดูหนังนั้น การที่เราจะได้รับรู้แบ็คกราวนด์ของการสร้างเรื่องราวบางอย่าง
ก็คงจะทำให้อรรถรสในการดูหนังมีมากขึ้น อย่างเรื่องนี้ก็เช่นกัน ถ้าคุณจะได้รู้เรื่องราวของ Swan Lake
แต่ผมเองนั้น ไม่ได้รู้เรื่องราวของ Swan Lake มากนัก และก็มั่นใจว่าผู้กำกับต้องมีวิถีทางในหนัง
ที่คล้องจองกับการเล่าเรื่องระหว่างหนังและละครบัลเล่ต์เรื่องนี้แน่ ก็เลยคิดว่า ผมคงต้องไปศึกษาวันหลัง
ณ ตรงนี้ จึงอยากจะพูดถึงหนังในแบบของคนที่ดูหนังเปล่าๆ รู้เรื่องราวเฉพาะบนจอเลยจริงๆ

 

 
หนังในแนวทางนี้ ความดีเด่นมักจะอยู่ที่ การแสดง เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นเรื่องของจิตใจมนุษย์
ดังนั้น การโฟกัสเรื่องราวจะอยู่ที่คนที่รับบทเป็นตัวนำของเรื่อง ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือ นีน่า
ซึ่งหลังจากโชว์ฝีมือการแสดงในหนังหลายเรื่องมานาน นาตาลี พอร์ทแมน ก็สมควรแล้วกับรางวัลที่ได้
จากนักแสดงบัลเล่ต์ที่ทุ่มเท ผู้อยู่ในโอวาทของคุณแม่ จนในที่สุดจมดิ่งไปกับบทพญาหงส์ยอดปรารถนา

นาตาลี ทำได้ละเอียดมากในทุกจังหวะของหนัง แต่ที่สำคัญคือ เธอยังคงความเป็นมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม
สำหรับการแสดงแบบนี้ บางครั้งเราอาจจะคิดว่า ต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกมือพลิกไม้ไปเลย
เช่น จากเด็กสาวไร้เดียงสา กลายเป็นนางมารร้าย แต่นั่นไม่ใช่การถ่ายทอดของนาตาลีในบทนี้
เธอค่อยๆเปลี่ยนไปตามภาวะของตัวละคร แต่ขณะเดียวกัน เรายังเห็นเธอคนแรกที่ปรากฎบนจอภาพยนตร์
นั่นแหละคือความเป็นมนุษย์ เพราะคนเราต่อให้เปลี่ยนขนาดไหน ก็ยังมีแววของตัวตนแรกของตัวเองอยู่
สำหรับนีน่าก็คือ ลูกสาวที่อยู่ในโอวาทของแม่ผู้เข้มงวด และแววตาของเธอก็ยังแฝงสิ่งนั้นตลอดเวลา

 

 
และเมื่อพูดถึงนักแสดงแล้ว นักแสดงนำในเรื่องนี้ ต่างต้องเรียกได้ว่า ท็อปฟอร์มและเลือกมาได้ลงตัวมาก
มีล่า คูนิส เฉิดฉายที่สุด เธอปลดปล่อยความเป็นตัวเองได้สมกับความคาดหวังที่เธออาจจะเป็นพญาหงส์ดำ
และความที่เธอหน้าตาใกล้เคียงกับนาตาลี พอร์ทแมน ก็ยิ่งทำให้เชื่อได้อีกว่า เธอจะมาแย่งบทนีน่าไปจริงๆ
กับนักแสดงอีกสองคนที่ผมรู้สึกว่ามันโดนใจมาก ทั้งที่ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นหรือผู้กำกับคนอื่น อาจจะไม่เลือก

วินเซนต์ แคซเซล ดูยังไงก็หน้าตัวโกงชัดๆ แต่บทที่ได้ก็เหลื่อมกันระหว่างผู้กำกับคณะบัลเล่ต์ที่ทุ่มเท
กับความเจ้าเล่ห์ในการเลือกนักแสดง ปกติแค่หน้าก็ไปอยู่แล้ว แต่วินเซนต์กลับสร้างสมดุลได้ลงตัวมาก
เราแทบจะรู้สึกได้เลยว่าคนนี้มีพลังขึ้นมาเรื่อยๆ ดูไม่น่าคบ แต่เวลาเดียวกันก็ต้องยำเกรงในตัวของเขา

บาร์บาร่า เฮอร์ชีส์ กับบทแม่ผู้เข้มงวดของนีน่า ก็เช่นเดียวกับบทโทมัส ที่เธอสร้างสมดุลได้เป็นอย่างดี
ในทุกแววตาที่เราเห็น เรารู้ว่าแม่คนนี้ห่วงลูก แต่ขณะเดียวกันก็รู้ว่าเธอเข้มงวดกับลูกตัวเองมากแค่ไหน
แต่เธอก็ให้การแสดงที่ไม่ล้ำเส้นสุดขอบ ตอนท้ายที่เราเห็นเธอมาดูการแสดงของลูก เรารู้สึกถึงแววตาแม่
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังให้รู้สึกว่า อีนี่มันน่าหมั่นไส้ลึกๆยังไงไม่รู้ แต่ก็เกลียดไม่ลง

 

 
ซึ่งเมื่อพูดถึงการแสดงแล้ว สิ่งที่ทำให้รู้สึกทึ่งได้อย่างหนึ่งก็คือ การทำให้บัลเล่ต์ดูเข้าใจได้
ดาร์เรนทำให้เห็นความแตกต่างของการเต้นบัลเล่ต์แบบตามสเต็ปเพอร์เฟ็คต์และการปลดปล่อยอารมณ์
ทั้งที่ในฉากเดียวกัน การเต้นเหมือนกัน แต่สามารถสร้างความต่างให้คนดูรู้สึกได้ว่า เต้นแบบนี้ต่างยังไง
มันเป็นจุดเล็กน้อยมาก แต่ผู้กำกับสามารถทำให้เห็นความต่างได้ และก็ทำให้หนังดูเข้าใจมากขึ้นด้วย

และที่อยากจะยกย่องที่สุดก็คือ การพาอารมณ์บีบคั้นของตัวละครไปได้สุดทางอย่างถึงที่สุด
ผู้กำกับแทบจะไม่หยุดหายใจในการพาตัวละครนีน่า ไปให้ถึงอารมณ์สุดทางการเป็นพญาหงส์ที่สมบูรณ์
แต่ก็ไม่ใช่การทุ่มโถมใส่ทุกอย่างมาให้คนดู แต่ค่อยๆพาอารมณ์คนดูไปกับตัวละครเรื่อยๆ
จนเรารู้สึกได้เองเรื่อยๆว่า อารมณ์มันค่อยๆพีคไปๆ จนพาตัวละครนีน่าไปถึงสุดทางของการเป็นนางพญา
ตั้งแต่ดูหนังของดาร์เรนมา นี่เป็นเรื่องแรกที่เขาพาอารมณ์ตัวละครไปได้สุดทางได้สวยงามแบบนี้

 

 
และเมื่อพูดถึงความเป็นมนุษย์ สิ่งที่น่าทึ่งที่ผู้กำกับคุมหนังได้อยู่หมัดก็คือ การซ้อนทับโลกฝันกับโลกจริง
ซึ่งตลอดเวลาในหนังเราจะเห็นสิ่งนี้ตลอด เช่น แผลที่หลังของนีน่า ลักษณะกายภาพที่เปลี่ยนไป ฯลฯ
ผู้กำกับทำให้การเหลื่อมทับของหนังดูสมจริงและดำดิ่งลงไปสู่อารมณ์ของตัวละครได้อย่างแนบเนียนมาก

สิ่งที่ผมอยากกรี๊ดมากก็คือ จังหวะการพูด การกระทำของตัวละคร บางครั้งเรากำลังคิดว่าหลุดโลกจริง
แต่หนังก็พาเรากลับมาอยู่ในความเป็นจริงอีกครั้ง หรือการจินตภาพตัวนีน่าเองเป็นหงส์ และการกระทำต่างๆ
จังหวะการตัดเข้าออกของหนัง ทำได้อย่างลงตัวมากจนเรารู้สึกว่า เป็นเรื่องจริงทั้งที่เป็นความฝัน
การคุมโทนหนังก็ทำได้ลงตัว การเลือกใช้สีระหว่างสีขาวสีดำ เมื่อนางเอกค่อยๆเปลี่ยนภาวะอารมณ์

รวมถึงรายละเอียดส่วนตัวของนีน่า อย่างโทนสีที่ใช้ในบ้านที่เป็นสีหวาน แต่มีความสับสนซ่อนอยู่
การใช้กระจกได้อย่างเป็นประโยชน์ กระจกในบ้านที่นีน่าจะเดินผ่าน แม้เราไม่สังเกตแต่ก็รู้สึกได้
แล้วพอเธอเริ่มดำดิ่ง โทนสีในผับก็ดูสะท้อนกับโทนสีที่บ้านของนีน่าเหมือนกับจะล้อกัดกันอยู่

 

 
ดาร์เรนยังแอบใส่ความเป็นโลโก้ส่วนตัวอย่างเรื่องมุมกล้องแบบเมายา การใช้ยาเปลี่ยนภาวะตัวละคร
รวมถึงดนตรีหลอนๆ ที่ได้ Clint Mansell คอมโพเซอร์คู่บุญกลับมาร่วมงานกันเหมือนเช่นทุกครั้ง
การผสมผสานดนตรีคลาสสิคเข้ากับความหลอนๆ ทำได้อย่างลงตัวและเข้ากับอารมณ์ของหนังมาก
และเมื่อมารวมกัน ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ถึงพร้อมในทุกองค์ประกอบจริงๆ

 

 
เรามาดูข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. การแสดงของนักแสดงนำทุกคนในเรื่องยอดเยี่ยมและลงตัวกันทุกคน
2. การวางองค์ประกอบทุกอย่างในหนัง มีความลงตัวและสื่ออารมณ์และภาวะตัวละครได้หมด
3. การทำให้บัลเล่ต์ในหนังเข้าใจได้ จุดเล็กจุดน้อยการแสดง ผู้กำกับทำให้เห็นความแตกต่างและเก็บได้หมด
4. ดนตรีประกอบของหนังที่ผสมผสานดนตรีคลาสสิคกับดนตรีแนวทางของคอมโพเซอร์ได้ลงตัว
5. การซ้อนทับโลกความฝันและโลกความจริง หนังทำได้อย่างเนียนตามาก
6. การพาอารมณ์ของตัวละคร พาไปได้ถึงสุดทางอย่างสมูทและสวยงามจริงๆ

ข้อเสีย
ไม่รู้สิ สำหรับผม ยังหาไม่เจอเลยครับ

ขอยกเรื่องนี้ให้เป็นมาสเตอร์พีซของ ดาร์เรน อารานอฟสกี้ เลยครับผม จนกว่าจะเรื่องหน้า
เกรด A (คะแนน 10)

 

Posted on มิถุนายน 3, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: