Monthly Archives: มิถุนายน 2011

Moire: แมวน้อยจอมย่อง จนสัญญาณ (กันขโมย) ความน่ารักดังสนั่น

พยายามจะสรรหาแมวที่ดูมีเอกลักษณ์บนโลกอินเตอร์เน็ท แต่ก็หาได้ยากเย็น
ทีแรกว่าจะบินออกไปจากญี่ปุ่น ลองไปหาแมวฝรั่งดูมั่ง อาจจะมีตัวไหนน่าสนใจ
แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวถ่ายเล่น หรือมีเสียงเจ้าของน่ารำคาญจนทนดูไม่ได้
ก็เลยได้กลับมาตายรังอีกครั้ง สรุปแล้วหาของน่ารัก มีที่ญี่ปุ่นที่เดียวหรือไงเนี่ย ^^”

——————————————————————————-

วันนี้ผมจะพามารู้จักแมวน้อยตัวหนึ่ง ซึ่งบางคนก็อาจจะเคยเห็น แต่บางคนก็ยัง
แมวจากญี่ปุ่นตัวนี้ มีวีดีโอยอดฮิตอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งมีคนคลิกเข้ามาดูยิ่งกว่ามารุลงกล่องอีก
และเป็นวีดีโอแมวที่ติด 1 ใน 5 ของวีดีโอเกี่ยวกับแมวที่มีคนคลิกดูมากที่สุดในยูทูบ
ตามที่ขึ้นหัวเรื่องนี่แหละครับ แมวตัวนี้ชื่อ Moire จอมย่องนั่นเอง

 

 
ตามประวัติของเจ้า Moire ก็คือ เจ้าเหมียวเป็นแมวพันธุ์ผสมครับ
เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปี 2007 เป็นผู้หญิง ตอนนี้ก็อายุ 4 ขวบแล้ว
มีลักษณะเด่นคือ ปลายหางของ Moire จะหัก แล้วตัวก็ค่อนข้างจะเล็กทีเดียว
เจ้าของ Moire ชื่อ Kay เป็นคนทำเว็บไซต์ และใช้ชื่อบนยูทูบว่า Lowdope
ทั้ง Moire และเจ้าของก็อยู่กัน 2 คนเพราะคุณเจ้าของเป็นโสดครับ ^^

 

 
สาเหตุของความดังของแมว Moire นี่ ก็มาจากวีดีโอตัวนี้ของเจ้าเหมียวนั่นเองครับ
วีดีโอที่ว่านั้นมีชื่อว่า Stalking Cat ตามลิงก์ที่นำมาให้ชมกันข้างล่างนี้
http://www.youtube.com/watch?v=fzzjgBAaWZw

วีดีโอเป็นการเล่นของคุณเจ้าของที่เล่นซ่อนแอบกับเจ้า Moire
เจ้า Moire สงสัยก็ย่องเข้ามาหาเจ้าของ เจ้าของก็แอบ แต่ทุกครั้งที่เจ้าของยื่นหน้าไป
เจ้า Moire ก็จะหยุด และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนดูทั้งน่าขำขันและน่าขนลุกไปพร้อมกัน
เพราะทุกครั้งที่โผล่หน้า Moire ก็จะหยุดทุกครั้ง และทำหน้าสงสัยแบบบ้องแบ๊ว
ซึ่งวีดีโอนี้ มีคนคลิกเข้าไปดูมากมายมหาศาลถึง 23 ล้านกว่าครั้งแล้ว

 

 
ความดังของ Moire ก็เริ่มต้นคล้ายๆกับหมาแมวญี่ปุ่นยอดนิยมตัวอื่นๆ
คือเจ้าของมีความรักให้กับแมวของตัวเองเป็นทุนเดิม และก็ถ่ายวีดีโอสารพัดเอามาให้ชม
ถ่ายไปเรื่อยๆคนก็ชมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอนิสัยน่ารักของเจ้าเหมียวที่โดนใจคนเข้า
อย่างเช่น Moire ก็เป็น “แมวจอมย่อง” พอวีดีโอนี้ฮิต Moire ก็ดังเป็นพลุแตก

แต่สำหรับ Moire แล้ว เมื่อเทียบกับแมวชื่อดังตัวอื่นอย่าง Maru หรือ Shiro
ถือว่ามีความต่างกันอยู่พอสมควร ตรงที่ Moire ไม่ได้มีเอกลักษณ์โดดเด่นอะไร
เพราะนอกจากวีดีโอย่องแล้ว วีดีโอชิ้นอื่นๆก็เป็นการเล่นสนุกของแมวทั่วไป
เป็นกิจวัตรประจำวันปกติที่ถ่ายไปเรื่อยๆ ไม่ได้เน้นลักษณะนิสัยใดๆเป็นพิเศษ

 

 
แต่กระนั้น จำนวนคนคลิกเข้าไปดูถึง 53 ล้านกว่าครั้ง แม้จะเป็นของวีดีโอย่องไปกว่าครึ่ง
แต่ที่เหลืออีก 30 ล้านกว่าครั้ง แสดงว่าเจ้า Moire ก็ย่อมมีเสน่ห์พอตัวไม่ใช่น้อย
จากที่ได้นั่งดูวีดีโอของ Moire แล้ว เสน่ห์ที่ผมเห็นของ Moire ก็เป็นที่ขนาดตัวนี่แหละ
Moire มีขนาดตัวที่ค่อนข้างจะดูเล็กกว่าแมวทั่วไปสักหน่อย แม้จะอายุ 4 ขวบแล้วก็ตาม
แต่นั่นทำให้ Moire ดูน่ารักมาก เพราะความเล็กจนเหมือนจะเป็นลูกแมวยังไงยังนั้น

แม้ไม่มีเอกลักษณ์พิเศษใดๆเลยก็ตาม นอกจากเล่นสนุกไปตามประสาแมว
แต่ความเล็กก็ทำให้ Moire ดูกระฉับกระเฉง และน่ารักเกินพิกัดกว่าแมวตัวอื่นๆ
เพราะคนรักสัตว์เลี้ยง ก็มีมากมายที่จะชอบอะไรเล็กๆน่ารัก และ Moire ก็ตอบโจทย์
ทั้งขนาดที่เล็ก เสียงเล็กๆ มีลักษณะซนเหมือนลูกแมว ทำให้คนหลงรัก Moire ได้ง่าย

 

นี่ยังตอนตัวเล็กๆอยู่ แต่ตอนนี้ถึงจะไม่ได้ตัวโต ก็คงใส่ในเสื้ออย่างนี้ไม่ได้แล้วล่ะ ^^”

 
นอกจากนั้น ด้วยเจ้าของเป็นคนทำงานเว็บไซต์ จึงน่าจะรู้จักวิธีทำสื่ออินเตอร์เน็ทดี
แฟนคลับ Moire ทุกคนสามารถจะเข้าถึง Moire ได้ทุกช่องทางตั้งแต่ Youtube ตามปกติ
ไปจนถึงทางหน้า iPhone และ Twitter รวมถึง Blog ของ Moire เองที่เจ้าของก็ทำเอาไว้
ซึ่งถึงแม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด แต่การจัด Blog ก็ดูไม่ค่อยงุนงงงนัก และดูมีสีสัน
ซึ่งดูอารมณ์ไป ก็เหมาะกับลักษณะนิสัยของ Moire ที่ชอบเล่นซนเป็นอย่างดี

 

 
และโดยวีดีโอแต่ละตัวแล้ว ดูเหมือนเจ้าของเองก็คงจะศึกษาการสื่อสารกับคนมาไม่น้อย
เพราะการถ่าย Moire นั้น แน่นอนว่าก็เหมือนแมวชื่อดังตัวอื่น คือจะถ่ายจับแมวเป็นตัวเด่น
แต่คุณ Kay ยังจัดการเรื่องเวลาอีกด้วย วีดีโอ Moire แทบทุกตัว ไม่เคยเกิน 3 นาที
หรือถ้าจะเอาเป๊ะๆ วีดีโอเกือบทั้งหมดอยู่ที่เวลา 3.01 นาที แบบชนิดน่าตกใจทีเดียว

ซึ่งน่าจะเป็นการศึกษาพฤติกรรมของคนดูอินเตอร์เน็ทก็ได้ ที่จะไม่อดทนดูอะไรนานๆ
ดังนั้น วีดีโอของ Moire จะพอดีคำเสมอ เรายินดีจะดูเพราะมันไม่เสียเวลาเราเกินไป
ประกอบกับความน่ารักของ Moire ก็ทำให้เราดูได้เรื่อยๆจนติด เพราะมองว่าไม่เสียเวลา
ก็เรียกว่าเป็นจิตวิทยาลึกๆ ที่ไม่รู้ว่าคุณเจ้าของตั้งใจหรือเปล่า แต่ก็ดูจะได้ผลทีเดียว

 

 
แม้ว่าวีดีโอที่โด่งดังที่สุดของ Moire จะเป็นวีดีโอนักย่อง ซึ่งออกจะดังเกินหน้าเกินตามากๆ
แต่วีดีโอของ Moire น่ารักๆอื่นๆก็มีคนดูไม่แพ้กัน อยู่ที่หลักแสนหลักล้านมากมายทีเดียว
ดังนั้น คงจะบอกไม่ได้ว่า เจ้า Moire เป็นแมวดังข้ามคืนแล้วก็หายไปอย่างแน่นอน

 

 
เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว “ความตัวเล็กเล่นซนแบบลูกแมว” จะคือแบรนด์ของ Moire หรือไม่
ผมคิดว่ายังไม่ใช่ เพราะลักษณะนี้ของ Moire ไม่ได้แตกต่างจากแมวตัวอื่นจนเห็นเป็นเอกลักษณ์
ซึ่งต่างจาก Maru ที่ผมเคยเขียนไว้ว่ามีแบรนด์ “ความขี้เล่น ขี้สงสัย” ซึ่งก็เป็นลักษณะแมวๆ
แต่สิ่งที่ต่างคือ เราเห็นเอกลักษณ์ชัดเจนจากนิสัยของ Maru เองที่ขี้เล่นขี้สงสัยจนได้ที่
ดังจะเห็นจากวีดีโอ Maru ทุกตัว ที่มารุขับนิสัยด้านนั้นอย่างเด่นชัดจนเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว

Moire ใช้ความสม่ำเสมอ และกระบวนการโดยรวมของการนำเสนอตัว Moire เองมากกว่า
คุณเจ้าของใช้ความสม่ำเสมอในการนำเสนอชีวิตประจำวันของ Moire ไปเรื่อยๆ
ในขณะเดียวกัน ก็ใช้การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ทที่ครบวงจรในทุกสื่อสังคมยอดนิยม
โดยเฉพาะ Twitter ของ Moire เองค่อนข้างจะอัพเดตอยู่ตลอดเวลาทีเดียว
จึงทำให้ Moire เข้าถึงคนได้สม่ำเสมอทุกเวลา จนดูเหมือน Moire อยู่ในชีวิตประจำวันกับเรา

 

 
ถึงแม้ว่าเจ้า Moire จะไม่ได้ดังมหากาฬขนาดเจ้า Maru ที่มีคนดูเป็น 100 ล้านครั้งแล้ว
เพราะไม่ได้มีแบรนด์ชัดๆจนเป็นที่จดจำแบบ Maru แต่ Moire ก็จัดอยู่ในขั้นระดับโลกเหมือนกัน
เพราะก็มีแฟนๆจำนวนมากจากทั่วโลกติดตามชีวิตประจำวันของเจ้า Moire ตลอดเวลา
แล้วแมวตัวเล็กๆน่ารักจากญี่ปุ่น ก็มาขโมยหัวใจคนทั่วโลกอีกตัวซะแล้ว =^.^=

.

ไปชมวีดีโอน่ารักๆของเจ้า Moire ได้ที่ช่องยูทูบตามนี้นะครับ
http://www.youtube.com/user/lowdope

 

รู้สึกแมวดังๆนี่ จะต้องชอบลงกล่องกันทุกตัวเลยเนอะ ^^”
Advertisements

เหรียญ 1,5,10 สตางค์: คุณค่าที่คนไทยเรามองข้ามไปรึเปล่า

คุณเคยเห็นเหรียญสตางค์ตามภาพข้างล่างนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
1 สตางค์ / 5 สตางค์ / 10 สตางค์

ที่จริงอย่าว่าแต่เหรียญเหล่านี้เลย เหรียญ 25 กับ 50 สตางค์เราก็แทบจะจับน้อยมาก
เพราะตอนนี้แทบทุกอย่างที่เราซื้อใช้จับจ่ายก็แทบไม่มีเศษสตางค์ต่อท้ายแล้ว
จะมีก็แต่ในบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือเลขในบัญชีธนาคารเท่านั้นเอง

 

เหรียญสตางค์รุ่นปัจจุบันที่สามารถใช้ได้ตามกฎหมาย

 
แต่ทำไมผมถึงมาพูดถึงเรื่องนี้วันนี้ล่ะ…
หลายๆท่านที่เคยได้ไปเมืองนอก เอาที่คุ้นเคยที่สุดก็คือ สหรัฐอเมริกา
น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับการต้องเก็บเหรียญ 1 เซนต์ 5 เซนต์ 10 เซนต์
ยิ่งเหรียญ 25 เซนต์หรือ 50 เซนต์แทบไม่ต้องพูดถึง ถือว่ามีค่าเป็นอย่างมาก

แรกๆเราไปอยู่ที่โน่นกัน มักจะงงๆว่าเหรียญพวกนี้มีค่าอะไรนักหนา
เพราะอยู่เมืองไทยเราแทบจะไม่เคยได้ใช้เศษเหรียญราคาขนาดนี้เลย
แต่พอใช้ชีวิตไป ให้ฟันธงเลยว่า ทุกคนต้องมีแก้วโหลเก็บเหรียญพวกนี้ทุกคน
เพราะสินค้าบริการ การใช้จ่ายที่โน่น มีเศษเป็นเซนต์แทบจะทุกอย่างเลย

 

คนที่เคยไปอเมริกา คงรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเหรียญมูลค่านิดเดียวเหล่านี้เป็นอย่างดี

 
กลับมาที่เมืองไทยบ้านเรากันบ้าง…
ที่หลายคนมักไม่รู้หรือเพราะเป็นความเคยชินไปแล้วก็คือ เหรียญสตางค์ยังใช้กันอยู่
จริงๆนะครับ ทั้งเหรียญ 1 สตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์ ยังใช้ได้อยู่ตามกฎหมาย
โดยสำหรับเหรียญรุ่นปัจจุบันนั้น ผลิตกลับมาให้ใช้กันอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2530
แต่ว่าอันที่จริง เหรียญทั้ง 3 ชนิดนั้นมีใช้กันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว

 

เหรียญ 10 สตางค์สมัยก่อน ยามก่อนโน้นอาจมีค่ามาก แต่ยามปัจจุบันค่าของมันก็ควรจะสูงอยู่ดี

 
เหรียญเหล่านี้ สำหรับคนไทยโดยทั่วไปที่ไม่ได้ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอาจไม่ค่อยเห็นค่า
แต่สำหรับคนที่ได้เคยไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมา มักจะรู้สึกว่าคุณค่าของมันมหาศาล

ลองคิดดูสิครับว่า ทุกครั้งที่เราได้บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ แล้วมีเศษสตางค์ต่อท้ายมา
ซึ่งไม่ใช่เศษ 25 สตางค์หรือ 50 สตางค์ สิ่งแรกที่เรามักจะคิดกับเศษเหล่านี้คืออะไร
เชื่อว่าทุกคนน่าจะมีคิดเล็กๆว่า ให้เป็นเศษมาทำไม ฉันก็โดนปัดเศษขึ้นตอนเสียอีกน่ะสิ
ซึ่งพอเราไปจ่ายบิลก็จะเป็นอย่างนั้นทุกครั้ง คนคิดเงินก็จะปัดเศาสตางค์ขึ้นบาทหมด
จะยกเว้นก็แต่คนที่จ่ายบิลผ่านบัญชีธนาคาร เขาก็จะหักเลขตามเศษสตางค์ที่ติ่งมา

 

เหรียญเก่าแก่เหล่านี้ แต่ที่จริงมันควรมีความหมายมากกว่านั้น

 
แต่ว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะจ่ายบิลหักผ่านบัญชีธนาคาร ส่วนใหญ่ก็ยังไปเสียด้วยตัวเอง
แล้วคิดดูสิครับว่า กี่สตางค์แล้วที่ปัดเศษแล้วเราต้องเสียให้ไปฟรีๆกับบิลเหล่านี้
ยังดีที่ว่า สินค้าบริการโดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีเศษสตางค์ที่ต้องปัดเศษกันโดยมาก
แต่พอเวลานานๆเข้า ก็กลายเป็นความเคยชิน เราก็ปล่อยให้เขาปัดเศษขึ้นไปหมด
ซึ่งถ้ารวมกันคนทั้งประเทศทั้งปี เศษสตางค์เหล่านี้ก็รวมกันเป็นล้านบาทแน่นอน

 

ทุกวันนี้ เหรียญสตางค์ดูเหมือนจะมีค่าเป็นของสะสมซะมากกว่า

 
คงพูดลำบากว่า เป็นเพราะภาครัฐไม่สนับสนุนอย่างพอสมควรให้ใช้เหรียญสตางค์
หรือว่าเพราะคนบ้านเราเองก็ไม่อยากจะแบกเศษสตางค์ เพราะมันก็เคยชินไปแล้ว
แต่ความจริงแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ใช้เหรียญสตางค์เหล่านี้จริงจัง
เพราะหนึ่งสำคัญลึกๆคือ เป็นการไม่ทำมักง่ายให้ใครเขาโกงเศษเงินเศษทองกันได้

และอีกหนึ่งสำคัญลึกๆก็คือ เศษสตางค์ช่วยในการรู้จักบริหารเงินทางอ้อมด้วย
ลองคิดดูว่า เมื่อเราได้บิลที่มีเศษสตางค์ หรือต้องใช้จ่ายสิ่งใดที่มีเศษสตางค์ต่อท้าย
ถ้าเรามีเหรียญสตางค์เหล่านี้ใช้เป็นเรื่องเป็นราว เราจะเริ่มรู้จักคิดคำนวณค่าใช้จ่าย
แม้จะเป็นแค่เศษสตางค์เล็กน้อย แต่โดยนิสัยมนุษย์อย่างเราก็คงไม่ยอมเสียง่ายๆ
และเมื่อทำบ่อยๆ จะเป็นการสร้างนิสัยรู้จักคำนวณวางแผนการใช้เงินลึกๆด้วย

 

เหรียญสตางค์เหล่านี้ ภาครัฐควรสนับสนุนให้คนใช้ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

 
ถ้าบางคนยังสงสัยว่า เศษสตางค์จะมีค่าแค่ไหนกันเชียว หยวนๆไปมั่งก็ได้เถอะ
ให้ลองไปถามคนเคยไปเมืองนอกได้ว่า เขาเคยต้องคำนวณเศษสตางค์เวลาจ่ายเงินไหม
ผมกล้าบอกเลยว่า ทุกคนเคยคำนวณเศษสตางค์เวลาจ่ายเงินทุกคนแน่นอน
แล้วหลายๆคนน่าจะต้องได้เจอเหตุการณ์ของ “การขาดเงินแค่ 1 เซนต์” กันมาแล้ว

ก็ไม่รู้ว่าภาครัฐจะคิดสนับสนุนการใช้เศษสตางค์ให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมหรือไม่
เหมือนกับที่ทุกวันนี้เหรียญ 2 บาทก็ใช้กันจนเป็นปกติ เหรียญสตางค์ก็น่าจะทำบ้าง
เพราะทุกวันนี้จ่ายบิลปัดเศษขึ้น ไม่รู้เงินเข้ากระเป๋าใครฟรีๆไปไม่รู้กี่ล้านบาทแล้ว…

 

เหรียญ 1 สตางค์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สมัยนี้ราคามันอาจเล็กน้อย แต่ที่จริงมันควรมีค่ากว่านั้นมาก

Shiro: ชิโร่ แมวหลับ ขี้เกียจแต่ดัง

“คนเกียจคร้านไม่มีวันเจริญ”
เว้นว่างจากการเขียนเรื่องหมาแมวไปนาน กลับมาเขียนอีกที ขึ้นหัวซะน่าตกใจ ^^”
แน่นอนครับ ใครที่เอาแต่ขี้เกียจสันหลังยาว คงไม่มีวันเจริญได้ เพราะวันๆไม่ทำอะไร
แต่นั่นคือคนครับ เราคงเอาประโยคนี้มาใช้กับแมวไม่ได้ โดยเฉพาะแมวตัวหนึ่ง
ซึ่งขี้เกียจจนได้ดี นอนอุตุทั้งวันแต่กลับโด่งดังซะงั้น ทำไมโลกมันกลับตาลปัตรอย่างนี้
แมวที่ว่าตัวนั้น เป็นที่รู้จักกันในหมู่แฟนคลับแมวอย่างดี “เจ้าชิโร่” นั่นเองครับ

———————————————————————-

หลายๆคนคงคุ้นเคยกับเจ้าชิโร่ โดยเฉพาะคนเล่นเฟสบุ๊กทั้งหลาย
ที่จะได้เห็นรูปแมวตัวหนึ่ง เอาแต่หลับตาแล้วก็นอนได้ทั้งวี่ทั้งวันโดยไม่ค่อยจะทำอะไร
แต่วันนี้คงไม่ได้มาแนะนำว่าเจ้าแมวเหมียวตัวนี้มีประวัติอย่างไรนะครับ
แต่จะมาค้นหาว่า ทำไมเจ้าชิโร่ถึงโด่งดังได้ทั้งที่วันๆเอาแต่หลับ ^^”

 

กระผมชื่อ “ชิโร่” แมวหลับ Zzzzzzzz…

 
แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะรู้ว่าเจ้าชิโร่ดังได้อย่างไร ก็มาดูประวัติเจ้าเหมียวกันสักนิดนึง
เจ้าชิโร่ เป็นแมวพันธุ์ผสม เกิดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2002 ที่จังหวัดอิวาเตะ ญี่ปุ่น
เป็นผู้ชายนะครับ บ้านที่ชิโร่อยู่เป็นบ้านสวนปลูกผักปลูกหญ้า ทางภาคอีสานของญี่ปุ่น
อาหารที่ชิโร่ชอบกินก็คือ อาหารกระป๋อง Mon Petit ซึ่งเป็นอาหารแมวยี่ห้อดัง
นอกจากนั้นเจ้าชิโร่ยังมีเพื่อนแมวที่บ้านด้วยกันอีก 3 หน่อคือ ชาโทร่า และแฝดชิบิ
(ขอบคุณประวัติเจ้าชิโร่จาก “แฟนคลับแมวตะกร้า” บนเฟสบุ๊กด้วยครับ)

 

แง้ววว…อย่ามากวนเวลานอนของผมนะ

 
เอาล่ะ เรามาค้นหากันดีกว่าว่า เจ้าชิโร่ดังได้อย่างไร
โดยปกติแล้วการที่เราจะดึงความเป็นแบรนด์ออกมาอย่างหนึ่ง เราจะต้องดึงด้านดีออกมา
Product นั้นมีดีอะไร จะทำให้คนจดจำและสนใจได้อย่างไร และจะต่อยอดอะไรต่อได้บ้าง
เรียกว่าคือ จะสร้างประสบการณ์ร่วมให้คนมาภักดีต่อ Product เราได้ตลอดอย่างไรบ้าง

และก็เหมือนที่ผมเคยเขียนถึง Maru แบรนด์ของชิโร่ก็เป็นผลจากการเห็นและเข้าใจก่อน
ในขณะที่ Maru ดึงความเป็นแมวด้านสนุกสนานออกมาคือ “ความขี้เล่น ขี้สงสัย”
แต่ Shiro ดึงอีกด้านของแมวออกมา ซึ่งมนุษย์คงเอามาใช้ไม่ได้ คือ “ความขี้เกียจ”

 

อุ๊ย…หมอนข้างใบใหญ่จัง นอนดีกว่า ^^”

 
ก็อย่างที่รู้กันว่าแมวพอโตเต็มวัยแล้วมักจะไม่ค่อยเล่นซนแล้ว แต่จะใช้เวลานอนซะเยอะ
ซึ่งอันที่จริง แมวปกติถึงจะนอนมาก แต่อย่างไรเสียก็ต้องมีเวลาลุกขึ้นมาเล่นซนบ้าง
แต่ชิโร่ ดูเหมือนจะมีความพิเศษกว่าแมวตัวอื่น ตรงที่ดูเหมือนจะชอบนอนได้ตลอดเวลา

ชิโร่ดูจะมีลักษณะเฉพาะที่ครบถ้วนของลักษณะขี้เกียจเท่าที่คนเราจะพึงนึกได้
นอนทั้งวัน ตัวอ้วนตุ๊ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นมุด ตาปิดตลอด ไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง
ซึ่งกระบวนการนี้ ไม่ใช่ว่าจะจับแมวตัวหนึ่งมานอนแล้วก็ถ่ายรูป แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร
ตั้งแต่สังเกตพฤติกรรม ลักษณะนิสัย จับความเป็นตัวของเจ้าเหมียวเอง และทดสอบสิ่งต่างๆ

 

เอาแต่กินบิ๊กแม็คนี่เอง เลยตัวอ้วนตุ๊

 
เอกลักษณ์ของเจ้าชิโร่ที่เราจะเห็นโดยตลอดคือ “การหลับตา”
ไม่ว่าชิโร่จะทำอะไรก็มักจะหลับตาตลอด จนแฟนคลับแซวว่า “มันมีลูกตาไหมเนี่ย” ^^”

เริ่มต้นด้วยการเผยแพร่รูปของชิโร่ในอิริยาบทต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยทุกรูปนั้นตาต้องหลับ
จะให้หลับเฉยๆไม่ได้ ต้องหลับในรูปแบบแปลกๆ ตั้งแต่นอนหลับเฉยๆในตะกร้า
หลับในสวน หรือแม้กระทั่งลุกขึ้นมาแล้วก็ยังหลับตา เป็นการสร้างลักษณะเด่นให้เจ้าชิโร่
ตรงนี้คือกระบวนการ “ทำซ้ำ” เน้นย้ำให้คนจดจำคาแรกเตอร์เฉพาะของชิโร่สม่ำเสมอ

 

ชิบิยังมองลูกพี่ชิโร่อย่างตะลึงงันในความสามารถในการหลับขั้นเทพ

 
แต่ถ้าเผยแพร่แต่ภาพถ่าย สักพักก็คงจะเป็นแค่กระแสมาแล้วก็ซาไป ไม่มีอะไรให้จดจำอีก
เพราะคนก็คงสงสัยว่า ถ่ายภาพแต่ตอนชิโร่หลับน่ะสิ แมวที่ไหนก็หลับสนิทแบบนี้ได้

ฉะนั้น วีดีโอจะต้องเป็นสิ่งช่วยตอกย้ำความเป็นแบรนด์ขี้เกียจของเจ้าชิโร่ให้อยู่หมัด
วีดีโอของเจ้าชิโร่ เราจะเห็นความนิ่งที่เหลือเชื่อของเจ้าชิโร่ในรูปแบบต่างๆกันไป
ตั้งแต่เอาผลส้ม ข้าวของวางไว้บนตัวชิโร่ โดยที่ชิโร่ก็ไม่ไหวติงไปไหนสักนิด
จะว่าฝึกมาก็ดูจะไม่ใช่ เพราะเจ้าชิโร่เหมือนจะนอนนิ่งไม่ได้สนใจอะไรเลยจริงๆ

 

ตัวอื่นเค้าลืมตากันหมด มีอยู่ตัวเดียวหลับตาตลอด ชื่ออะไรน้า ^^”

 
เน้นย้ำความเป็นแบรนด์ขี้เกียจให้ชัวร์อีกด้วยวิธีการเดียวกันกับสมุนแมวตัวอื่นๆ
ในขณะที่เจ้าชาโทร่าและแฝดชิบิดูจะเหมือนแมวปกติที่เอาอะไรล่อก็จะเกิดความสนใจ
แต่ในวีดีโอร่วมเฟรมนั้น เรามักจะได้เห็นชิโร่นอนหลับปุ๋ยไม่สนใจอะไรเลยสักนิด
ขนาดจับมาหมอบเรียงกันเอาส้มวาง เจ้าชิโร่ก็ยังอุตส่าห์จะหลับตาอยู่ตัวเดียวซะอีก
ช่วยย้ำความเป็นแบรนด์ขี้เกียจของชิโร่เข้าไปอีกขั้นหนึ่ง

 

กระผมเดินมาเหนื่อยไปหน่อย ขอหลับก่อนนะคร้าบบบบ

 
แต่เท่านั้นคงจะตอกย้ำแบรนด์ไม่ได้ เพราะการอยู่ในบ้านคนก็จะมองว่าควบคุมได้
ต้องพาชิโร่ไปในที่ที่ทดสอบความเป็นแบรนด์ขี้เกียจให้มากขึ้นเข้าไปอีก
แล้วที่ไหนจะดีไปกว่าการพาชิโร่ออกไปข้างนอก ไปเจอสิ่งน่าสนใจรอบตัว
ซึ่งแมวปกติคงจะเกิดความตื่นตาและสนใจสิ่งรอบๆได้ คราวนี้ชิโร่ไม่ขี้เกียจแน่

ฮ่าฮ่า ไม่มีทาง ชิโร่ขี้เกียจยังไงก็อย่างนั้น ชิโร่ก็ยังนิ่งไม่ไหวติงอยู่เหมือนเดิม
คุณเจ้าของเองก็ใช้มุขเดิมคือ การเอาของไว้บนหัวชิโร่ ให้ชิโร่อยู่ในตะกร้านอนใบโปรด
แล้วเอาไปแขวนบนต้นไม้ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้สูงมาก และแมวปกติก็อาจหาทางโดดลงมา
แต่ไม่ใช่ชิโร่ เพราะชิโร่อยู่ที่ไหนก็ยังนอนหลับปุ๋ยอยู่ดี ทำอะไรอยู่ไหนก็นิ่งสนิทหมด

 

แมวตัวอื่นเค้ามีแต่จะร้องให้คนมาช่วยเอาลง แต่แมวตัวนี้ หลับครับ!!!

 
นอกจากนั้น บรรยากาศบ้านไร่ชายทุ่งที่ดูสบายตา มีลมพัดตลอดเวลา
ก็ยิ่งช่วยส่งเสริมความเป็นแบรนด์ขี้เกียจของเจ้าชิโร่เข้าไปอีก
เพราะช่างเป็นบรรยากาศที่แสนสบาย เหมาะกับความขี้เกียจของเจ้าชิโร่อย่างยิ่ง
เท่านี้ก็ตอกย้ำแบรนด์ “ขี้เกียจ” ของเจ้าชิโร่ได้อย่างคงทนถาวรเรียบร้อย

 

ลูกพี่ หลับไม่เกรงใจชาวบ้านเค้าเลยนะ

 
ความจับใจคนที่ทำให้เจ้าชิโร่ดัง คงไม่ใช่การที่เราได้เห็นเจ้าเหมียวนอนอยู่ทุกวัน
แต่เป็นเพราะลึกๆแล้ว สิ่งที่เจ้าชิโร่เป็นมีความเชื่อมโยงในสิ่งที่คนเราเองก็อยากจะมี
เหมือนแบรนด์ดังทั่วโลกที่ ต้องมีแง่มุมที่เข้าถึงความเป็นมนุษย์ของเรามุมใดมุมหนึ่งเสมอ
เช่น ริชาร์ด แบรนสัน กับความท้าทายสิ่งใหม่ สตาร์บัคส์ กับบ้านของคนทำงานแห่งที่สาม
แอปเปิ้ล กับนวัตกรรมและความเรียบง่าย ไนกี้ กับความกล้าพุ่งชนกับอุปสรรคต่างๆ

ความสบาย ความอยากขี้เกียจ (อิอิ) ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เรารู้สึกอยากจะมีเวลาเช่นนั้น
การดูชิโร่เป็นเหมือนการผ่อนคลายจากเรื่องวุ่นวายในการทำงานประจำวัน
ได้หัวเราะกับความขี้เกียจแบบตลกๆ ปนอิจฉาเล็กๆกับความแสนสบายในชีวิตของชิโร่
เหมือนอย่างน้อย เราก็ได้ไปพักผ่อนบ้านไร่ชายทุ่งกับชิโร่ทางหน้าคอมพิวเตอร์ได้ก็ยังดี

 

ตัวใหญ่ไปหน่อย กล่องที่นอนก็เลยต้องใหญ่กว่าเค้าเพื่อน ฮิฮิ

 
การสร้างแบรนด์ของเจ้าชิโร่ดูเหมือนจะง่าย แต่ที่จริงไม่ง่าย
เพราะที่จริงเจ้าชิโร่ก็คงไม่ได้นอนมันซะทั้งวันแบบที่เราเห็นภาพกันจนชินตาหรอก
อย่างที่บอกคือ ต้องอาศัยการสังเกตและดูลักษณะพฤติกรรมของเจ้าเหมียวให้แน่ใจ
และตอกย้ำภาพและลักษณะเด่นตรงนั้นให้คนจดจำและมีประสบการณ์ร่วมตลอด
ซึ่งอย่างชิโร่นี่ กว่าที่จะกลายมาเป็นแบรนด์ขี้เกียจๆแบบนี้ เจ้าของก็คงต้องอดทนมาก

ก็เป็นแง่มุมของแบรนด์แบบเจ้าเหมียวอีกแบบหนึ่งที่เอ่อ…น่าอิจฉาจริงจริ๊ง
ดูไปก็ชักจะเริ่มง่วงแล้ว แมวอะไรก็ไม่รู้ นอนได้ทั้งวี่ทั้งวัน แถมอ้วนตุ๊น่ากอดอีก
ไม่ไหวละ ไปนอนดีกว่า ง่วง!!! คร่อกกกกกกกกก…..

 

หนึ่งในรูปลืมตาที่หาได้ยากเย็นเหลือเกินสำหรับเจ้าชิโร่ ^^”

Super 8: แด่ความสนุกสนานในวัยเยาว์ และผู้กำกับในดวงใจ

ชื่อของ J.J. Abrams เริ่มเป็นที่รู้จักจากคอซีรี่ส์ทางโทรทัศน์
โดยเฉพาะซีรี่ส์ดังอย่าง Alias และ Lost อันเลื่องชื่อที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ทั่วโลก
ก่อนที่ J.J. Abrams จะเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์อย่างเป็นที่รู้จักเต็มตัวในฐานะผู้กำกับ
ก็คือเรื่อง Mission Impossible 3  (แต่ก่อนหน้านี้เขาเป็นโปรดิวเซอร์หนังมาหลายเรื่อง)
ก่อนที่จะดังเป็นพลุแตกจริงก็ใน Cloverfield ที่ไม่ได้เป็นผู้กำกับด้วยซ้ำ แต่คนจำแต่ชื่อเขา

J.J. Abrams กลายเป็นชื่อที่คอหนังรู้จักดีในฐานะคนทำหนังคุณภาพที่เป็นหนังตลาดพร้อมกัน
และครั้งนี้เขากลับมาอีกครั้ง พร้อมผู้กำกับที่สร้างฝันการทำหนังให้เขาอย่าง Steven Spielberg
ในฐานะโปรดิวเซอร์ กับการกำกับภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญแนวเอเลี่ยนอย่าง Super 8

————————————————————————-

(คำเตือน: ภายในบทความมีการบอกเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนัง)

Super 8 เป็นเรื่องราวของเด็กในชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งใน Ohio ที่กำลังมุ่งมั่นถ่ายทำหนัง
ด้วยกล้อง Super 8 เพื่อจะเอาไปส่งประกวดเทศกาล แต่ทว่าในคืนหนึ่งที่เด็กแอบไปถ่ายหนัง
ที่ริมทางรถไฟเพราะหวังอยากจะได้ฉากรถไฟสวยๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
เมื่อมีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งพุ่งเข้าชนขบวนรถไฟสินค้าขบวนหนึ่งจนตกรางเป็นเหตุใหญ่โต
กล้อง Super 8 ของเด็กๆกลับบันทึกภาพบางอย่างที่ซ่อนไว้ในขบวนรถไฟนั้นไว้ได้
และเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนั้น จะเป็นสิ่งที่ทุกคนในชุมชนจะไม่คาดคิดมาก่อน

 

 
ตัวละครหลักที่มีบทบาทต่อการเดินเรื่องนั้นมีอยู่ 3 กลุ่มคือ

1. กลุ่มเด็กทำหนัง Super 8 ซึ่งตัวหลักในกลุ่มนี้คือ โจ, ชาร์ลส์ และอลิซ
2. คุณพ่อของโจและอลิซ คือ แจ็คสันและหลุยส์
3. เอเลี่ยนกับกลุ่มทหาร

ตัวละครทั้งสามกลุ่มนี้ จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกันหลังจากเหตุการณ์รถไฟตกราง
และทั้งหมดนั้นก็เข้าไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย อยู่บนพื้นฐานความรักและความเกลียดชัง

ในขณะที่ โจและอลิซ ก็กำลังมีปัญหาภายในครอบครัวที่พ่อของแต่ละคนไม่ค่อยดูแลลูก
ทั้งสองจึงต่างหาทางออกให้ชีวิตด้วยการออกมาทำหนังที่ชาร์ลส์กำลังเป็นผู้กำกับ
ซึ่งทำให้ทั้งสองมีพื้นที่ในชีวิตให้ตัวเอง และเกิดความรู้สึกผูกพันกันจากความเหมือนในชีวิต
โดยมีความรักในการทำหนังของกลุ่มเพื่อนเป็นตัวดึงดูดทั้งสองเข้ามาด้วยกัน

 

 
ในขณะที่แจ็คสัน พ่อของโจ และหลุยส์ พ่อของอลิซ ต่างมีปัญหาจากการเลี้ยงลูกของตัวเอง
แจ็คสันไม่เคยรู้จักวิธีการให้ความรักโจอย่้างที่แม่โจเคยมีให้ หลุยส์เองก็เช่นกัน
และทั้งแจ็คสันและหลุยส์ ต่างก็มีปัญหาซึ่งกันและกันเอง เพราะแจ็คสันคิดว่าหลุยส์เป็นต้นเหตุ
ที่ทำให้ภรรยาของเขาตายไป ในขณะที่หลุยส์ก็อธิบายให้เข้าใจไม่ได้ เพราะแจ็คสันเอาแต่ปฏิเสธ
แต่ทั้งสองก็กำลังจะรู้คุณค่าของความรัก จากกลุ่มตัวละครที่สามที่เข้ามาในเวลาที่แปลกสักหน่อย

 

 
หลังจากเหตุการณ์รถไฟตกรางอย่างรุนแรง สิ่งที่รัฐบาลปิดเป็นความลับก็สามารถหลุดรอดไปได้
เอเลี่ยนที่ต้องการจะออกไปจากโลกใบนี้ เอเลี่ยนที่เคยมีจิตใจที่ดีแต่ยามนี้เกลียดชังมนุษย์ที่สุด
แต่ด้วยพื้นฐานของมนุษย์ที่มีความหวาดระแวงเป็นที่ตั้ง ทหารจึงไม่ยอมให้เรื่องเอเลี่ยนแพร่งพรายไป
และนั่นนำมาซึ่งความสับสนต่อชุมชนเล็กๆใน Ohio ที่กำลังจะโดนล้อมคอกให้ทหารจับเอเลี่ยน
เมื่ออลิซถูกเอเลี่ยนจับตัวไป โจและเพื่อนๆก็ถูกทหารควบคุมตัวไปเพราะรู้ความลับเอเลี่ยน
พ่อของทั้งโจและอลิซจึงรู้คุณค่าของความรักที่ซ่อนไว้ โดยมีลูกทั้งสองเป็นคนช่วยทำให้รู้สึก
และโจเองก็ได้รู้ว่า แท้ที่จริงเอเลี่ยนที่หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ก็มิได้มีจิตใจที่โหดร้ายแต่อย่างใด

 

 
ตรงจุดนี้ เจเจเชื่อมเรื่องราวของตัวละครทั้งสามกลุ่มด้วยบริบทความรักออกมาได้ดีทีเดียว
แม้มันจะไม่ได้เข้มข้นหนักหน่วง แต่ก็ให้อารมณ์ออกมากำลังดี ไม่บีบคั้นหรือดราม่าจนเกินไป
บวกกับการใช้เรื่องราวของเอเลี่ยนเข้ามาเป็นจุด Conflict เรื่องราวได้อย่างเนียนตาใช้ได้
ทำให้การดูหนังเรื่องนี้ เป็นการดูที่ลื่นไหลและสนุกสนานไปกับเรื่องราวกำลังดี

 

 
สำหรับคนที่คาดหวังจะได้ดูหนังเอเลี่ยนตื่นเต้นระทึกแบบ Cloverfield คงต้องทำใจหน่อย
เพราะ Super 8 เป็นการผสมผสานระหว่างอารมณ์ดราม่าและอารมณ์ระทึกขวัญซะมากกว่า
แม้ว่าตัวอย่างหนังจะชวนให้นึกถึงว่าจะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นอะไรตามมาอีกเป็นชุดก็ตาม

หนังเรื่องนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการ Tribute ให้กับผู้กำกับสปีลเบิร์กของ J.J. Abrams
เพราะสปีลเบิร์กเป็นแรงผลักดันให้ตัวเจเจนั้นก้าวเข้ามาสู่การเป็นคนทำหนังอย่างในทุกวันนี้
ดังนั้น กลิ่นอายของอารมณ์ในหนังเรื่องนี้ จึงแทบจะรู้สึกเหมือนกับหนังเด็กของสปีลเบิร์กมากๆ
ตัวเจเจเองก็บอกว่า นี่เป็นหนังที่ให้ความรู้สึกอารมณ์แนว Poltergeist ในการสัมภาษณ์ของเขา
ซึ่งหนัง Poltergeist ก็เป็นหนังที่สปีลเบิร์กเป็นคนคิดเรื่องแล้วก็เขียนบทขึ้นมาด้วย

 

 
หนังมีกลิ่นอารมณ์ของหนังเด็กแบบสปีลเบิร์กอย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทิ้งลายตัวเอง
ลายเซ็นต์ของเจเจก็ยังมีอยู่ครบ ทั้งในอารมณ์การสร้างความสงสัย การสร้างความระทึกขวัญ
โดยเฉพาะฉากการไล่ล่าเอเลี่ยนฉากไคลแมกซ์ ยังไงก็ต้องนึกถึง Cloverfield ไม่มากก็น้อย
แม้จะเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่สุดติ่งเท่าใน Cloverfield แต่ก็เป็นความลงตัวในโลกของหนังที่ปรากฎ
จนกระทั่งฉากสุดท้าย หนังก็ผสานอารมณ์ดราม่าแบบเอเลี่ยนได้อย่างนึกว่าสปีลเบิร์กมาเอง

ซึ่งเมื่อดูจบต้องบอกว่า เจเจเป็นคนที่มีความสามารถสูงมากในการผสมผสานอารมณ์ของหนัง
เรียกว่าเจเจสามารถวางลายเซ็นต์ของตัวเองและไปทำหนังในอีกอารมณ์หนึ่งได้อย่างเนียนตา
รวมถึงพอจะใส่ลายเซ็นต์ของตัวเองเข้ามาก็ใส่ได้อย่างลงตัว ไม่รู้สึกถึงความติดขัดแต่อย่างใด
ต้องถือว่าเป็นหนังที่ผสมผสานความเป็นหนังเด็ก ความดราม่า ความระทึกขวัญได้ลงตัวทีเดียว

 

 
ในเรื่องของนักแสดงแล้ว หนังถือว่าทำได้ดีมากในการเฉลี่ยความสำคัญของตัวละครได้ลงตัว
แม้ตัวละครจะเยอะพอสมควร แต่ทุกคนมีช่วงเวลาของตัวเองและไม่เคยหายไปจากหนัง
แม้หนังจะเน้นไปที่เรื่องราวของโจและเพื่อนอยู่มาก และพ่อของโจและอลิซจะหายไปบ้าง
แต่ก็ไม่ได้หายไปแบบเฉยๆ เพราะว่าจังหวะหนังเป็นเช่นนั้น และเมื่อมาก็มาได้ถูกเวลา

นอกจากนั้น เรื่องการแสดงก็ถือว่าเป็นข้อดี ซึ่งก็ให้อารมณ์เหมือนหนังเด็กของสปีลเบิร์ก
เด็กทุกคนมีคาแรกเตอร์และความน่าจดจำของตัวเอง แน่ใจว่าทุกคนจะจำตัวละครเด็กทุกคนได้
และที่น่าตื่นเต้นคือ การได้เห็นการแสดงของ Elle Fanning ซึ่งบอกได้เลยว่าอนาคตไกลแน่
เพียงแค่ฉากเดียวที่สถานีรถไฟ ก็สะกดคนดูทั้งโรงได้อยู่หมัด เรียกว่าไม่ทิ้งลายพี่สาวจริงๆ

 

 
ในเรื่องของงานโปรดักชั่นก็อยู่ในมาตรฐาน และก็ยิ่งน่าทึ่งเล็กๆไม่น้อยเมื่อคิดถึงทุนสร้าง
ที่เห็นว่าลงทุนไปเพียง 50 ล้านเหรียญ แต่คุณภาพงานที่ออกมาต้องถือว่ามีฟอร์มและลงตัวกับหนัง
ก็เรียกว่าอาจจะเป็นกรณีศึกษาอีกอันได้เหมือนกันว่า ทำหนังอย่างไรถึงคุมทุนได้อยู่ขนาดนี้

 

 
ถ้าจะมีข้อติดอยู่บ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องของอารมณ์ของหนังที่ยังไปไม่สุดเท่าไหร่
ทั้งความดราม่าและความระทึกขวัญ แม้จะผสมผสานเรื่องราวออกมาได้อย่างกำลังดีก็ตาม
แต่ก็คือกำลังดีเฉยๆ อย่างจุด Curve การไปถึงไคลแมกซ์ในส่วนของพ่อของโจและอลิซ
หนังค่อนข้างจะรวบรัดไปสักนิด และความมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกก็ยังดูเบาบางไปสักหน่อย
แต่ก็เข้าใจว่า หนังไม่ได้ต้องการไปสุดทางตรงนั้น เพราะหนังไม่ได้เล่าเรื่องดราม่าหนักๆ
หนังยังต้องให้เวลากับเรื่องราวเอเลี่ยนไปด้วย ก็เลยทำให้รู้สึกอารมณ์ยังขาดๆไปนิดนึง

 

 
อีกจุดหนึ่งก็คือ การทำหนังของเด็กๆนั้น ดูไม่ค่อยจะเกี่ยวโยงกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่
ตรงนี้เหมือนจะเป็นการแสดงความสนุกในวัยเยาว์ของเจเจเสียมากกว่า ว่าทำหนังสนุกยังไง
โดยผสมผสานเรื่องตื่นเต้นอย่างการเจอเอเลี่ยนในหนังเข้ามา ให้เด็กได้ผจญภัยนิดๆ
เหมือนกับว่า แม้เจอเรื่องราวใหญ่โต ก็ยังเอามาโยงให้เด็กๆได้สนุกกับการทำหนังกันต่อไปได้
แต่กลับไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องหนังเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากแค่ฟิล์มที่ถ่ายเอเลี่ยนติด
ซึ่งจะว่าไป ก็ไม่ถึงกับทำให้ตื่นตะลึงนักเมื่อเห็น เพราะก็แทบจะแน่ใจอยู่แล้วว่ามีเอเลี่ยนหลุด

 

 
เรามาสรุปจุดดีจุดด้อยของหนังกัน

จุดดี
1. หนังเป็นการผสมผสานเรื่องราวดราม่าและความระทึกขวัญแบบเอเลี่ยนได้ดี
2. การแสดงของนักแสดงที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และ Elle Fanning
3. หนังเชื่อมโยงตัวละครที่มีมากมายด้วยบริบทความรักได้ดีและลงตัวมากๆ
(ตรงนี้เป็นจุดที่ผมคิดว่า เป็นส่วนที่น่าศึกษามากสำหรับคนทำหนังทุกคน รวมถึงผมด้วย)***
4. นี่เป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองของผู้กำกับคนหนึ่ง
ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว ที่สามารถทำหนังในลายเซ็นต์คนอื่นได้เนียนตาเช่นนี้

จุดด้อย
1. หนังยังให้อารมณ์ไม่สุด คงเป็นเพราะการผสมผสานอารมณ์หนังทั้งสองทาง และการที่
ไม่ต้องการให้หนังออกมาดูหนักเกินไป ทำให้หนังถูกเฉลี่ยอารมณ์จนลดทอนลงไป
2. การทำหนังของเด็กๆนั้น เป็นเหมือนการโชว์ความสนุกสนานในวัยเยาว์ของผู้กำกับ
มากกว่าจะมีผลต่อเรื่องราวในหนังเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ

เป็นหนังที่ทำให้หวนนึกถึงอารมณ์สนุกสนานและแอบตื่นเต้นระทึกขวัญในวัยเยาว์ได้ดี
ยิ่งกับคนที่โตมากับยุคหนังของสปีลเบิร์ก คงหวนให้นึกถึงหนังของพ่อมดฮอลลีวู้ดไม่น้อย

เกรด B+ ครับ (คะแนน 8.7)

ปล. ตอนท้ายอย่ารีบลุก รอดูหนังสั้นที่โจและเพื่อนๆทำสำเร็จออกมากันด้วยนะครับ

 

Robin Hood: แน่ใจเหรอว่านี่คือหนังโรบินฮู้ดน่ะ?!?

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตอนแรกว่าจะพักผ่อนชิลๆสบายๆ ไม่อยากทำอะไร
แต่ก็ทนว่างได้ไม่นานก็เลยไปหาหนังมานั่งดูต่อ รื้อตู้ดีวีดีไปมาหาหนังถูกใจไม่ได้
แต่แล้วก็มาสะดุดตากับหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งเคยทำมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน
นำแสดงโดย Kevin Costner ใช่แล้วครับ เรื่องราวของจอมโจรผู้ดีผู้ช่วยเหลือคนจน
มาครั้งนี้นำกลับมาทำในฉบับใหม่ โดยหดชื่อเหลือแค่ Robin Hood

——————————————————————-

(คำเตือน: เนื้อหาในบทความมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญบางส่วน)

Robin Hood ฉบับใหม่นี้ นำกลับมาทำอีกครั้งโดยฝีมือผู้กำกับ Ridley Scott
ซึ่งเคยมีผลงานหนังพีเรียดเจ๋งๆมาแล้วอย่าง Gladiator และ Kingdom Of Heaven
โดยเรื่องราวครั้งนี้ ตามคำบอกกล่าวคือเน้นความสมจริงและซีเรียสขึ้นกว่าฉบับอื่นๆ

โดยเรื่องราวของฉบับนี้ เริ่มต้นที่สงครามครูเสดของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์
หลังจากทำสงครามครูเสดมาหลายปีที่ไม่ประสบความสำเร็จ พระองค์ก็ต้องการจะกลับบ้าน
ในขณะที่ทุนทรัพย์ร่อยหรอจากการทำสงครามไป พระองค์จึงต้องตีเมืองรายทางก่อนกลับ
และปราการสุดท้ายก่อนพระองค์จะกลับอังกฤษก็คือ การตีเมืองในดินแดนฝรั่งเศส

 

 
และหนึ่งในทหารของกองทัพพระเจ้าริชาร์ดก็คือพลธนูนาม โรบิน ลองสไตรด์ (Russell Crowe)
โรบินเป็นพลธนูมือฉมัง มีนิสัยกล้าได้กล้าเสี่ยง ชอบพนันขันต่อ แต่กระนั้นโรบินก็เป็นคนซื่อตรง
แต่ในการศึกครั้งนี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของอังกฤษ ไส้ศึกคนอังกฤษเองกำลังซ่อนตัวอยู่ในราชสำนัก
บัลลังก์พระเจ้าริชาร์ดกำลังถูกน้องชาย จอห์น สั่นคลอน ฝรั่งเศสกำลังจะตีตลบหลัง แล้วอย่างไม่คาดฝัน  
กษัตริย์ริชาร์ดเสด็จสวรรคตในสนามรบ ขุนศึกสำคัญอย่าง เซอร์โรเบิร์ต ล็อกซ์เล่ย์ ก็ถูกลอบฆ่า
อังกฤษกำลังระส่ำ แล้วโรบินกำลังจะเข้าไปมีส่วนในศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน

 

 
แม้ว่าหนังจะประกาศก่อนจะเริ่มว่า ลุกโทนและการเล่าเรื่องซีเรียสและจริงจังกว่าฉบับก่อนหน้านี้
แต่เท่าที่ได้ดู อย่างงานสร้าง หนังก็อยู่ในมาตรฐานหนังพีเรียดปกติ ไม่ถึงกับรู้สึกว่าดีเลิศอะไร
และทันทีที่แนะนำตัว โรบิน ลองสไตรด์ ก็ดูเหมือนจะเห็นภาพของหนังว่าไม่น่าจะซีเรียสมาก
ดูเหมือนบางที ผู้กำกับอาจจะมองว่า การที่ความยาวร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง หนังจึงมีท่าทีผ่อนคลายตั้งแต่แรก
เพราะแม้แต่พระเจ้าริชาร์ดก็ยังดูเหมือนกษัตริย์เพี้ยนที่รบมามากไป แทนที่จะดูน่าเกรงขาม

เมื่อพูดจั่วหัวมาอย่างนี้แล้ว ถามว่าหนังเรื่องนี้สนุกหรือดีไหม ก็ตอบได้เลยว่า ไม่!!!
ดูเหมือนสิ่งที่หนังประกาศมาก่อนจะฉาย ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่นำเสนอออกมาเลย
เริ่มตั้งแต่แรกที่ฉากการรบตีเมืองฝรั่งเศส กลับดูเหมือนกองทัพประจำเมืองไปตีเมืองอีกเมือง
มากกว่าจะเป็นกองทัพครูเสดของพระเจ้าริชาร์ดที่ยิ่งใหญ่ตามประวัติศาสตร์

 

 
พอเริ่มหนังเข้าเรื่องของโรบิน ทุกอย่างของหนังดูเหมือนต้องขาดอะไรไปหนึ่งก้าวเต็มๆเสมอ
การปูคาแรกเตอร์ตัวละคร หรือแม้แต่การวางลักษณะตัวละคร ดูประดักประเดิดไปหมด
หนังพยายามปูคาแรกเตอร์โรบินเหมือนเป็นคนรักอิสระ กล้าเสี่ยง แต่ดูมีอุดมการณ์ภายในลึกๆ
แต่ที่ปรากฎออกมา ดูเหมือนจะไม่ไปสักทาง ทำให้ตัวละครโรบินดูขาดคาแรกเตอร์ไปเลย

การพา Curve ตัวละครจาก คนที่ต้องแกล้งเป็นเซอร์โรเบิร์ต ล็อกซ์เล่ย์ ไปเป็นคนที่ต้องจริงจัง
ต้องเป็นคนที่ช่วยรักษาเกาะอังกฤษ วางได้ไม่ดีเอามากๆ แม้หนังจะพยายามปูให้โรบินในคราบโรเบิร์ต
คอยดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน และมีแบ็คกราวน์วัยเด็กที่พ่อเคยเป็นคนต่อสู้เพื่ออิสรภาพของคนอังกฤษ
แต่ความเชื่อมโยงในการปูคาแรกเตอร์ กลับวางได้ผ่านๆไม่สามารถรู้สึกได้เลยแม้แต่น้อย
พอโรบินจะแสดงตัวต่อกษัตริย์เพื่อประกาศเจตนารมณ์ ก็อยู่ๆมาพูดดื้อๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

 
ตัวละครอื่นก็เช่นกัน ดูเหมือนความจริงจัง การปูคาแรกเตอร์และการวาง Curve อะไรก็ผิดไปหมด
แมเรียน ล็อกซ์เล่ย์ (Cate Blanchett) วางทีแรกก็ดูจะดี เป็นผู้หญิงแกร่งและยืนหยัดปกป้องชาวบ้าน
แต่พอหนังสับสนขาดความจริงจัง แมเรียนของเคทก็ไปด้วย กลายต้องเล่นเอาล่อเอาเถิดกับโรบินไปตามบท
แล้วพอเกิดสงครามฝรั่งเศสบุก อยู่ๆก็ให้แมเรียนวิ่งออกไปรบดื้อๆ เหมือนแค่จะโชว์หญิงแกร่ง
แม้จะปูไว้ ด้วย เหตุการณ์ระหว่างไส้ศึกกับพ่อ แต่ก็วางได้แบบเบาบางและไม่เกิดความรู้สึกเลย

ซึ่งก็เป็นปัญหาที่คาแรกเตอร์อีกเหมือนเดิม เพราะการวางคาแรกเตอร์พ่อแมเรียนที่ผิดพลาดอีก
เซอร์วอลเตอร์ ล็อกซ์เล่ย์ (Max Von Sydow) กลายเป็นพ่อตาบอดที่ป้ำๆเป๋อๆ และดูตลกมาก
ทั้งที่คาแรกเตอร์จริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะต้องเป็นคนเรียกความทรงจำของโรบินยามเด็กให้ได้รับรู้
แต่หนังก็ทำให้ตัวละครดูเป๋อเกินไป พอถึงจุดไคลแมกซ์ตัวละครนี้ จึงดูทั้งตลกและก็บอกว่า สมควรแล้ว

 

 
นอกจากนั้น ตัวละครสำคัญตามเนื้อเรื่องของโรบินฮู้ดจริงๆ ก็ไม่ได้รับการปูตัวละครอย่างที่ควรจะเป็น
ทั้งลิตเติ้ล จอห์น ที่เป็นคู่หูคู่กัดกับโรบิน หรือนายอำเภอเมืองน็อตติ้งแฮม ที่เป็นคู่ปรับตลอดกาล
หนังเพียงเล่าแบบผ่านๆ ทั้งที่ตัวคาแรกเตอร์ตามนิยายนั้นน่าสนใจมาก แต่หนังกลับทิ้งหายไปเลย

ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ แม้จะได้นักแสดงฝีมืออย่างรัสเซลล์ โครว์, เคท แบลนเชทท์ หรือคนอื่นๆมา
ก็ไม่สามารถจะช่วยหนังอะไรได้ แม้การแสดงของทั้งสองและนักแสดงฝีมืออีกหลายคนจะดีอยู่แล้ว
แต่มันก็เป็นปกติ เพราะระดับนี้ฝีมือไม่มีตก แต่เป็นที่ตัวบทที่ทำลายเสน่ห์ตัวละครลงไปจนหมด

 

 
หนังไปมัวเสียเวลากับการสร้างเหตุการณ์ทางอ้อมอย่าง การทรยศของเซอร์ก๊อดฟรีย์ (Mark Strong)
ในการเป็นไส้ศึกจะพาฝรั่งเศสมาบุกอังกฤษ และกระทำการโหดร้ายให้อังกฤษเกิดสงครามภายในขึ้นมา

ซึ่งนี่คือเส้นเรื่องหลักของหนัง และถามว่าหนังสามารถทำให้โรบินได้แสดงคาแรกเตอร์ตรงนี้
ที่จะเป็นที่เลื่องลือตามตำนานได้ไหม ตอบเลยว่าได้มาก เพราะหนังวางความโหดของก๊อดฟรีย์ไว้พอ
ถ้าหนังจะให้การบุกฆ่าฟันชาวบ้าน ทำให้อังกฤษอ่อนแอ แล้วโรบินได้โอกาสในการช่วยหรือหยุดยั้ง
แต่โรบินกลับได้แค่ไปปล้นข้าวโพดกลับมาให้ชาวบ้านปลูก และแสดงอุดมการณ์ชาวบ้านแค่นั้น
แทนที่จะหาทางวางบทให้ต่อกรกับก๊อดฟรีย์เพื่อช่วยประเทศ เพื่อวางคาแรกเตอร์ให้เข้มข้นขึ้นกว่านี้

แต่นั่นเหมือนกันที่กลายเป็นส่วนดีของหนังเพียงส่วนเดียวคือ คาแรกเตอร์ของเซอร์ก๊อดฟรีย์
กลายเป็นว่าคาแรกเตอร์นี้ดูน่าติดตามและน่าเอาใจช่วยให้โดนฆ่าที่สุด เพราะก่อกรรมทำชั่วไว้เยอะ
แต่ก๊อดฟรีย์ก็อยู่ในหนังที่เอาแน่ไม่ได้ว่า จะเล่าเรื่องของโรบิน หรือจะเล่าเรื่องอังกฤษโดนบุกกันแน่
ทั้งที่เป็นเส้นเรื่องหลักที่วางไว้ โรบินก็กลับมามีส่วนน้อยเหลือเกิน ทั้งที่หนังคือชื่อตัวเอง

 

 
ซึ่งเมื่อถึงฉากใหญ่สุดท้ายของหนังที่ ทหารฝรั่งเศสยกพลขึ้นบกบุกอังกฤษ และอังกฤษต่อต้าน
จึงเหมือนการพาตัวละครมารวมตัวให้รบกันเฉยๆ แบบเหมือนบทจำเป็นต้องพามาก็เท่านั้นเอง
ซึ่งนอกจากหนังพาโรบินให้มานำทัพได้แบบงงๆแล้ว (จากพลธนูเป็นอัศวินดื้อๆ ทั้งที่ทุกคนยันกษัตริย์รู้)
ฉากรบก็ค่อนข้างดูผิดฟอร์ม Ridley Scott มาก เพราะดูมึนๆงงๆ แล้วบทจะรบจบก็จบเอาง่ายๆ
ซึ่งผิดกับ Gladiator และ Kingdom Of Heaven อย่างสิ้นเชิง ที่มีแผนการรบและดูดีกว่ามาก

และหลังจากดูหนังมาร่วมสองชั่วโมงครึ่งก็ได้พบว่า นี่มันหนังเล่าเรื่องของโรบินก่อนจะเป็นโรบินฮู้ด
เหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ก็พยายามจะยอมรับและคิดว่า ไม่เป็นไรก็หนังวางเรื่องก่อนหน้านี่นะ
แต่ว่าก็อย่างที่อธิบายมาข้างบนแล้ว ถ้านี่เป็นหนังเล่าเรื่องก่อนจะเป็นโรบินฮู้ดอย่างที่หนังทำจริงๆ
ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางคาแรกเตอร์ตัวหลักให้เด่นชัด เพื่อที่จะได้เชื่อมไปสู่เรื่องราวในตำนาน
แต่ผลก็คือ หนังวางคาแรกเตอร์แบบแกนๆมาก อ้อมโลกไปเล่าเรื่องอื่น และดูสับสนไปจนจบ

 

 
ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ก็อดย้อนกลับไปคิดถึง Robin Hood ฉบับของเควิน คอสต์เนอร์ ไม่ได้
เอาเป็นว่าในโรบินฮู้ดของเควิน คอสต์เนอร์ เล่าเรื่องตั้งสองชั่วโมงกว่าของโรบินฮู้ดฉบับนี้
ได้จบแค่ในไม่ถึง 20 นาที และวางคาแรกเตอร์หลักทุกตัวได้อย่างแม่นยำมีสีสันกว่านี้มากมายนัก
แม้หนังฉบับนั้นจะดูนิยายเอาซะเหลือเกิน แต่ก็เป็นนิยายที่เล่าเรื่องได้สนุกและลงตัวกว่าเห็นๆ

ยกตัวอย่างที่เห็นชัด คือโรบินฮู้ดของเควิน คอสต์เนอร์ กล้ากว่ามากที่จะวางคาแรกเตอร์ดัดจากนิยาย
โรบินฮู้ดของเควินคือ เซอร์โรเบิร์ต ล็อกซ์เล่ย์ ซึ่งแค่การวางตรงนี้ก็สร้างปมขัดแย้งได้ดีกว่าแล้ว
คนสูงศักดิ์แต่ต้องมาช่วยเหลือชาวบ้าน ในขณะที่ของรัสเซลล์เป็นพลธนูที่ต้องจำเป็นเซอร์โรเบิร์ต
หรือแม้กระทั่งแมเรียน ในฉบับของเควินก็ไม่ได้ผู้หญิงจ๋า ก็ยังมีความอ่อนหวานแต่แอบแข็งแกร่ง
ซึ่งไปๆมาๆ ก็ไม่เห็นจะทำให้เกิดความแตกต่างอะไรขึ้นมาในคาแรกเตอร์นี้จากฉบับเควินสักนิด

สำหรับคนที่อยากดูโรบินฮู้ดยิงธนูแม่นๆ ก็บอกได้เลยว่าไม่สมหวังอีกเช่นกัน เพราะหนังแทบไม่มีเลย
โรบินได้ยิงธนูแม่นๆในหนังแค่ประมาณ 3 ครั้ง แล้วหนึ่งในนั้นก็ยิงฆ่าศัตรูไม่ตายอีกต่างหาก
กว่าจะชวนให้นึกถึงโรบินฮู้ดก็ตอนจบ ที่ง้างธนูยิงก๊อดฟรีย์ แต่ก็แทบไม่ได้รู้สึกถึงอารมณ์ร่วม
เพราะก็รู้สึกแค่ว่า ก็ไอ้เซอร์ก๊อดฟรีย์มันสมควรตายอยู่แล้ว ยิงเอาตอนนี้ก็รู้ว่าตายเห็นๆ
ผิดกับฉบับของเควิน คอสต์เนอร์ที่ทั้งมีอารมณ์ลุ้นแบบฮีโร่ มีลุ้นยิงแม่นยิงพลาดสนุกกว่ามาก

 

 
มาสรุปข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. การแสดงของ Mark Strong ในบทเซอร์ก๊อดฟรีย์ที่ชั่วและเหี้ยมโหด (หนึ่งเดียวเลยจริงๆ)

ข้อเสีย
1. หนังปูตัวละครแทบทุกตัวได้ไม่ดีเอาเลย แถมวางลักษณะและจังหวะคาแรกเตอร์ผิดไปหมด
2. คาแรกเตอร์สีสันตามนิยาย Robin Hood หายเกลี้ยง ที่มีก็แค่เอามาเดินประกอบฉากเท่านั้นจริงๆ
3. หนังเล่าเรื่องอ้อมไปไกลลิบ จนน่าสับสนที่สุดว่า นี่มันหนังโรบินฮู้ดหรือหนังอังกฤษจะโดนฝรั่งเศสบุก
4. เอานักแสดงฝีมือมาใช้ได้อย่างเสียของที่สุด (ถึงนักแสดงจะช่วยแล้วแต่บทมันแย่เหลือเกิน)
5. หนังวางโทนเรื่องจริงจัง แต่กลับเดินเรื่องตึงๆหย่อนๆ เหมือนกลัวคนจะเครียดจนเสียหนังหมด
6. ฉากรบหรือฉากอังกฤษยุคครูเสดที่ว่าจะสมจริง ก็ไม่ได้ดูดีไปกว่าฉบับของเควิน คอสต์เนอร์

เป็น Robin Hood ที่ไม่มีความน่าจดจำเลย นึกว่าจะได้ดูหนังโรบินฮู้ดฉบับสมจริงดุดัน
แต่หนังกลับงงๆสับสนเอง Gladiator กับ Kingdom Of Heaven ก็ดราม่าชัดๆแต่ยังสนุกได้เลย

กลับไปดู Robin Hood ของเควิน คอสต์เนอร์ยังจะดีกว่า
เกรด C (คะแนน 4.6)

 

สวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร บ้านแลง: ไปกินผลไม้อร่อยๆกัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวระยะสั้นที่จังหวัดระยอง
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับผมนัก เพราะก็เคยไปเที่ยวมาแล้ว
แต่ว่ามีคนแนะนำให้ลองไปเที่ยวสวนผลไม้ดู เพราะมาถึงภูมิภาคแห่งผลไม้แล้วทั้งที
ไอ้ผมยังไม่เคยได้ลองไปเที่ยวสวนผลไม้สักที ก็เลยตกลงไปตามคำแนะนำ
และสวนผลไม้ที่ได้มาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ก็คือ “สวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร บ้านแลง”

————————————————————————–

โดยตัวสวนผลไม้นั้น อยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่นัก แต่ก็ขับรถเข้าไปพอสมควรทีเดียว
อันนี้ตามแผนที่นะครับ ถ้าวิ่งมาจากมอเตอร์เวย์ ก็เลี้ยวเข้าทางหลวงที่ 36
ผ่านบิ๊กซีผ่านสี่แยกบ้านค่ายหลัง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกบ้านแลง ผ่านวัดจุฬามณี
ผ่านวัดบ้านแลง จนเจอสามแยกเลี้ยวขวา ผ่านศาลเจ้า แล้ววิ่งตรงไปอีกประมาณ 300 เมตร
ให้เลี้ยวขวาเลียบคลองชลประทาน ตลอดทางจะมีป้ายบอกมายังสวนเป็นระยะๆ

 

แผนที่ไปยังสวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควรครับ

 
พื้นที่สวนผลไม้นั้นมีทั้งหมดประมาณ 100 ไร่ แต่ที่เปิดสวนให้คนเข้าชมมีทั้งหมด 8 ไร่
สวนนี้ถือว่าเป็นสวนที่เก่าแก่ที่สุดสวนหนึ่งในระยอง ก็ปลูกผลไม้ที่ขึ้นชื่อของระยองทุกชนิด
ไม่ว่าจะเป็นเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง กระท้อน ลิ้นจี่ ลางสาด สละ ฯลฯ
เรียกว่ามีให้กินกันชุ่มฉ่ำใจไปเลยทีเดียว มาสวนเดียวมีผลไม้ให้กินเพียบ

 

ทางเข้าสวนผลไม้ผู้ใหญ่สมควร

 
ซึ่งการมาสวนผลไม้นี้ ก็คงไม่ใช่แค่ให้มาเดินดูต้นผลไม้กันเฉยๆหรอกนะครับ
เพราะว่าที่นี่เป็นสวนผลไม้เชิงท่องเที่ยว ดังนั้นเราก็จะได้สัมผัสชีวิตชาวสวนเต็มรูปแบบ
ได้ดูวิธีการปลูกผลไม้ ได้ความรู้ว่าต้นไหนเป็นผลไม้อะไร ได้ดูวิธีการดูผลไม้
ซึ่งจะเดินไปตรงส่วนไหนของสวนก็ได้ครับตามสะดวก ได้ชมผลหมากรากไม้บรรยากาศร่มรื่น

 

เดินชมสวนผลไม้ ก็มีป้ายติดให้รู้ต้นด้วย จะได้รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง

 

 

ที่นี่ก็เป็นที่เพาะพันธุ์ต้นกล้าเตรียมไว้ปลูก มีม่านบาหลีปลูกด้วย

 
ส่วนขณะเดินไป กลัวจะไม่รู้ว่าต้นไหนเป็นผลไม้อะไร ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะดูไม่ออกนะครับ
เพราะเค้าติดป้ายบอกชื่อต้นผลไม้ไว้หมด ดังนั้น เป็นต้นอะไรก็ไม่งงแล้วล่ะ
ป้ายหมึกอาจจะเลอะเลือนบ้าง ก็สวนนี่ครับ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ ต้องมีโดนฝนรดน้ำกันพอสมควร
ซึ่งถ้าท่านจะลองทดลองเก็บผลไม้แบบชาวสวนเอง ก็ทำได้ด้วยนะครับ
เก็บเองกินเอง (แต่ให้คุณเจ้าของสวนปลูก แหะๆ) ก็ได้ฟีลแบบชาวสวนไปอีกแบบ

 

ต้นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ป้ายบอกชัด ผลออกก็ต้องปีนไปเก็บหน่อย

 

 

มังคุด ผลยังไม่สุกดี แต่ก็เตรียมจะได้เก็บกินแล้ว

 

 

ต้นลองกอง เห็นผลกันชัดๆ ใบหน้าตาอย่างนี้นะครับ

 
หลังจากเดินรอบสวน ดูต้นผลไม้ลองหัดเก็บกินเองแล้ว ก็ได้เวลามานั่งกินกันได้
ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีค่ากินกันหน่อย แหม ปลูกผลไม้มามันก็มีต้นทุนนะ ไม่ได้ปลูกฟรีๆ
แต่ไม่ต้องห่วงครับ ท่านสามารถกินผลไม้ได้ไม่อั้น ด้วยราคาบุฟเฟ่ต์แค่ 99 บาท/ท่าน
ก็เรียกว่าคุ้มค่ามาก ได้กินผลไม้สดๆจากสวน ถ้าไม่อร่อย ปอกผลใหม่ให้กินเลย (จริงๆนะครับ)

 

คุณป้าเจ้าของสวน ปอกทุเรียนให้กินเองเลยทีเดียว (แต่ผมไม่ชอบทุเรียน มันเหม็น) ^^”

 
นอกจากนั้น ยังสามารถสั่งผลไม้จากสวนได้โดยตรงเช่นกันนะครับ โทรมาถามราคาก่อนได้
ซึ่งราคาก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลผลไม้ นอกจากนั้นจะมารับที่สวนหรือให้ไปส่งก็ได้นะครับ
ทางสวนก็จะมีกล่องใส่อย่างดี รับรองว่าผลไม้ถึงมือคนกินไม่มีช้ำไม่มีบุบไปซะก่อน
แต่ถ้าไปส่งคงต้องอยู่ในระยองนะ จะให้มาส่งถึงกรุงเทพฯนี่ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ^^”

 

หน้าตากล่องใส่ผลไม้ของสวน หน้าตาดูดีใช่ย่อยทีเดียว

 

 

ผลไม้บรรจุลงกล่อง เตรียมส่งให้ลูกค้าแล้ว น่าหม่ำจัง

 
นอกจากนั้น ทางสวนยังมีผลิตภัณฑ์จากผลไม้เป็นสินค้าแปรรูปแบบอื่นๆขายอีกด้วย
มีทั้งของทำผลิตแปรรูปเอง และฝากขายจากสวนหรือชมรมชาวบ้านใกล้ๆกัน
แล้วยังมี คัตเอาท์ที่บอกวิธีการทำผลไม้แปรรูป ให้ลองจดไปทำกันเองด้วยนะครับ
อย่างข้างล่างนี่ก็เป็นวิธีการทำทุเรียนทอดครับ (ทุเรียนอีกแล้วง่ะ T T)

 

วิธีการทำทุเรียนทอด ใครสนใจก็จดสูตรไปทำได้

 

 

ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ซื้อติดไม้ติดมือไปเป็นของฝากได้นะครับ

 
สำหรับผลไม้ขึ้นชื่อของสวนผู้ใหญ่สมควรนั้น ก็เป็น “มังคุด” ครับ
ขึ้นชื่อขนาดไหน เอารางวัลมาเป็นการันตีได้เลย เพราะมังคุดที่นี่ได้รางวัลความอร่อย
เป็นรางวัลชนะเลิศการประกวดมังคุดประจำจังหวัดระยองปี 2553
ซึ่งชนะในดินแดนผลไม้แบบนี้ คงการันตีได้แน่นอน ถ้าไม่อร่อยก็ให้มันรู้ไป

ซึ่งที่สวนก็จะมีต้นมังคุดที่อยู่คู่สวนมานานเป็นเอกลักษณ์ประจำสวนไปแล้ว
เป็นต้นมังคุด 100 ปี ซึ่งขนาดต้นใหญ่โตมาก (ก็แหงล่ะ อยู่มาเป็นร้อยปีแล้วนี่นา)
โดยต้นมังคุดนี้ก็ถือเป็นของพิเศษของสวนเลยทีเดียว เพราะเขาบอกว่ามังคุดต้นนี้อร่อยสุด
เปลือกจะบาง เนื้ออาจจะไม่เนียนแบบมังคุดที่อื่นๆ แต่รสชาติหวานอร่อยกว่ามังคุดทั่วไป

 

ขึ้นโล่ห์ขนาดนี้ ก็การันตีความอร่อยได้แล้วล่ะนะ ^^

 

 

ต้นนี้แหละครับอร่อยสุด มังคุด 100 ปี ต้นนี้เก่าแก่อยู่คู่สวนมานานมากแล้วครับ

 

 

ขึ้นชื่อไม่ขึ้นชื่อ ขนาดมีวิธีการดูมังคุดให้ดูกันเป็นขั้นตอนเลยทีเดียว

 
ซึ่งตอนแรกที่เข้ามาในสวน พอเห็นชื่อสวนว่าผู้ใหญ่สมควร ผมก็นึกว่าต้องเป็นคุณลุงแน่ๆเลย
แต่ไม่ใช่ครับ เจ้าของสวนคือ คุณป้าสมควร ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าเป็นภรรยาคุณสมควร (งงไหม)
ชื่อจริงของคุณป้าสมควรก็คือ สมควร ศิริภักดี ครับ

ซึ่งก็ได้นั่งคุยกัน ประวัติคุณป้าก็โชกโชนมากทีเดียว เพราะคุณป้าเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านที่นี่
ฉายาที่ชาวบ้านเรียกคุณป้าคือ “หญิงเหล็ก” เพราะคุณป้าคอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน
ไม่ว่าจะกลางวันกลางคืน ใครมีเรื่องเดือดร้อน คุณป้าจะออกไปช่วยเหลือให้หมด
ซึ่งคุณป้าก็ได้รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านดีเด่นถึง 2 สมัย และที่รับประกันความอร่อยของผลไม้ก็คือ
“รางวัลสตรีผู้ผลิตพืชและอาหารยอดเยี่ยมปี 2554 แห่งสหประชาชาติ” ก็เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆ

ดังนั้น เรื่องความอร่อยของผลไม้ก็คงไม่ต้องห่วงแน่นอน เพราะมีตำแหน่งการันตีแบบนี้ ^^

 

คุณป้ากับผลไม้ในสวนให้ได้ชักภาพกันซะหน่อย ^^

 
ก่อนจะไป คุณป้าสมควรก็ได้ให้ผลไม้ติดไม้ติดมือมาสองกล่อง
ให้ฟรีไม่คิดเงินด้วยแน่ะ จะเรียกว่าเป็นค่าทำแผ่นดีวีดีชมสวนไปให้คุณป้ารึเปล่าก็ไม่รู้
เพราะก่อนหน้านี้คุณพ่อยกก๊วนเพื่อนบ้านมาเยี่ยมสวนคุณป้าไปทีนึง แล้วก็ถ่ายวีดีโอมาให้ผมตัด
แต่ตัดคราวนี้รู้สึกจะรีบไปหน่อย คราวหน้าต้องทำให้ดีกว่านี้ คุณป้าอุตส่าห์ใจดีให้ผลไม้มากินฟรี

สำหรับที่อยู่ของสวนผลไม้ตามไปรษณีย์ก็คือ เลขที่ 57 หมู่ 3 ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง
เบอร์โทรศัพท์ของสวนก็คือ 081-761-9497 หรือ 081-991-3233
จะแวะไปเยี่ยมเยียน ชิมผลไม้ ซื้อผลไม้ หรือคุยกับเจ้าของสวนก็ได้ คุณป้าใจดีครับ
แล้วปกติคุณลุงสามีคุณป้าก็จะอยู่ด้วย อยากถามเรื่องผลไม้อะไรก็ถามได้เต็มที่เลยครับ

กินผลไม้ให้อร่อยนะครับ ดีต่อสุขภาพด้วย แล้วโอกาสดีจะมาเขียนเรื่องเที่ยวมาฝากอีกครับ

 

Insidious: มันมีเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นผี…

เห็นเขาโฆษณาว่า สยองจัดหนัก หนังผีสุดหลอน น่ากลัวสุดในรอบปี
ไอ้ปกติผมไม่ค่อยจะเชื่อโฆษณาพวกนี้อยู่แล้ว เพราะเห็นบอกสยองทีไร ไม่เห็นจะใช่สักนิด
แต่พอกรอกใส่หูมากเข้า ก็เลยยอมเชื่อก็ได้วะ แล้วดูรีวิวจากเมืองนอกก็พอใช้ได้อยู่
ก็เลยจัดไป สยองนักใช่ไหม วิญญาณตามติดนักใช่ไหม Insidious

—————————————————————-

(คำเตือน: บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนัง)

Insidious เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทล่าสุดของคู่หูที่สร้างตำนาน Saw ขึ้นมา
คนกำกับคือ James Wan ส่วนคนเขียนบทคือ Leigh Whannell ซึ่งในเรื่องนี้ก็แสดงด้วย
หนังเล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง จอร์ช (Patrick Wilson) และเรอเน (Rose Byrne)
ทั้งคู่เพิ่งจะย้ายเข้ามาบ้านใหม่พร้อมลูกๆอีก 3 คน แต่ในขณะที่กำลังตั้งหลักปักฐานนั้น
ก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น เมื่ออยู่ๆ ดาลตัน ลูกชายคนโตก็หลับโคม่าไม่ตื่นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ในขณะเดียวกัน เรอเนก็เริ่มจะเห็นเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นรอบบ้านที่อธิบายไม่ได้
หรือว่าจะเป็นวิญญาณที่สิงอยู่ในบ้าน หรือจะเป็นเหตุประหลาดอื่นที่ไม่คาดคิดกันแน่

 

 
หนังเริ่มต้นในแนวทางเหมือนหนังแนวนี้โดยปกติ คือให้เห็นครอบครัวที่มีความสุข
แต่ในความสุขนั้นก็กำลังก่อร่างปัญหาขึ้นมาช้าๆ แต่ดูเหมือนว่า หนังจะรู้ว่าจะเป็นการเดินซ้ำทางน่าเบื่อ
หนังจึงพาให้ดาลตันนอนโคม่าในเวลาอันรวดเร็ว และทิ้งปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นกับดาลตันกันแน่
ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของหนังแนวนี้ ที่ตัวละครจะเริ่ม “เห็นผี” อย่างไม่มีที่มาที่ไป

ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า ตรงจุดนี้ทำให้หนังเกิดอาการตึงไม่น้อย โดยเฉพาะกับคนดูหนังผีบ่อยๆ
เพราะค่อนข้างจะชินชากับแนวทางของหนังแนวนี้แล้ว ที่เดี๋ยวก็เห็นผีมาหลอกเรื่อยๆ
และก็เหมือนกับหนังจะรู้ว่าถ้านานกว่านี้ล่ะไปแน่ๆ เพราะเห็นผีแวบไปมาบ่อยไปแล้ว
หนังจึงส่งไม้ตายให้ผีหลอกเรอเนเต็มๆ จนจอร์ชต้องยอมย้ายบ้าน
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะผีก็ยังตามไปอีก และความสนุกก็เริ่มจากจุดนี้…

 

 
คงต้องบอกว่า กว่าหนังจะรู้ที่ทางของตัวเองก็ต้องรอถึงครึ่งชั่วโมงทีเดียว
แต่พอรู้ที่ทางแล้ว หนังก็เดินเครื่องได้อย่างสนุก และยังเชื่อมโยงครึ่งชั่วโมงแรกได้ดีอีกด้วย
ว่าทำไมตัวละครถึงเห็นผี ทำไมวิญญาณถึงตามติด ขนาดว่ายอมย้ายบ้านหนีแล้วแบบนั้น
ความน่าสนใจเริ่มขึ้นเมื่อหนังเผยปมสำคัญของการนอนโคม่าของดาลตัน (ไม่อยากรู้ก็ข้ามไปนะครับ)

ว่าไม่ใช่เพราะผีเข้าสิง แต่เป็นเพราะดาลตันสามารถถอดจิตออกจากร่างได้ต่างหาก
และวิญญาณของดาลตันกำลังหลงทาง ร่างของดาลตันที่ว่างเปล่ากำลังจะถูกผีแย่งกันเข้าสิง
เพราะว่าผีก็อยากมีชีวิตกับเขาเหมือนกัน วิญญาณดาลตันต้องกลับเข้าร่างก่อนจะถูกยึดร่างไป

ถึงตรงนี้ ปมหลายอย่างของตัวละครถูกเผยขึ้น และการไล่ติดตามวิญญาณก็เริ่มขึ้น
หนังเริ่มเผยปมของจอร์ชเองว่า ทำไมดาลตันถึงมีความสามารถพิเศษที่กำลังทำเรื่องนี้ได้
ทำไมถึงมีวิญญาณคอยติดตาม ซึ่งไม่ใช่แค่ดาลตัน แต่ยังเป็นจอร์ชเองอีกด้วย
และเป็นจอร์ชคนเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยดาลตันได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

 
สำหรับคนที่อยากโดนผีหลอก Insidious มีผีมาหลอกให้ถึงใจกันไปข้างเลย
ก็เรียกว่าอยากโดนหลอกแบบไหนก็มี ทั้งแบบอยู่ๆก็โผล่มา หรือมาให้เห็นกันซึ่งๆหน้า
ส่วนจะกลัวหรือเปล่า อันนี้ก็แล้วแต่ประสบการณ์แต่ละคน

และเมื่อหนังเข้าที่เข้าทาง หนังก็ทำได้ดีในการสร้างบรรยากาศหลอน
ผีในหนังฝรั่งโดยทั่วไปมักไม่ถูกใจคนตะวันออกอย่างเรา แต่ในเรื่องนี้ก็ทำได้หลอนไม่น้อย
ทั้งการใช้เทคนิคซาวน์ตกใจ รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศโดยรวมให้มืดทึมน่ากลัว
โดยเฉพาะดนตรีทำได้หลอนทีเดียว เป็นดนตรีที่ไม่อยากฟังแต่คงติดหูไปอีกหลายวัน

สำหรับความน่ากลัวนั้น หลายคนอาจจะกลัวเพราะผีมาหลอก แต่สำหรับผมคงไม่ใช่
ความน่ากลัวของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผีเข้ามายึดร่างคนได้ต่างหาก
เพราะในหนังนั้น ขนาดยังไม่สิงร่างคนก็ก่อเรื่องขนลุกขนพองอยู่แล้ว แล้วถ้าสิงเข้าไปอีกล่ะ
ทำให้ชวนนึกไปถึงหนัง Omen และลุ้นว่าอย่าให้เป็นอย่างนั้น (ส่วนจะเป็นรึเปล่า ไปดูเอง)

 

 
และดูเหมือนว่าคู่หู James Wan และ Leigh Whannell จะชอบเล่าเรื่องในพื้นที่น้อยๆเอามาก
เพราะผลงานอย่าง Saw และ Dead Silence ก็เล่าเรื่องในพื้นที่น้อยๆ อยู่แต่ในห้องในบ้าน
Insidious ก็เช่นกัน ไม่ได้ไปไหนไกลเกินบ้าน แต่ก็เล่าเรื่องได้ชวนระทึกและน่าติดตาม
ซึ่งตรงนี้ จะเรียกได้ว่าเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวไปได้แล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน

และโดยเฉพาะตรงจุดนี้เอง มีจุดที่พอหนังเล่าไปถึงว่า วิญญาณตัวละครไปติดอยู่ในปรภพ
ผมเองก็สงสัยว่าปรภพนั้นหนังจะทำออกมาอย่างไร ก็ปรากฎว่าหนังทำได้ฉลาดเช่นกัน
โดยใช้พื้นที่บ้านและองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆที่เล่าเรื่องมา ในการสร้างปรภพที่น่าเชื่อถือขึ้นมาได้
และโดยเฉพาะใช้ความมืดได้อย่างเป็นประโยชน์ในการเล่าเรื่องมาก (ต้องไปดูในหนังเอาครับ)
ถึงตรงนี้ก็คงต้องยอมรับได้แล้วล่ะมั้งว่า สองคู่หูนี้เล่าเรื่องในที่เล็กๆได้เก่งจริงๆ

 

 
พอหนังรู้ตัว ก็ไม่ท่ามากเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ตัวละครหรือแม้กระทั่งผีให้ลึกล้ำ
ก็ในเมื่อเป็นเรื่องของภูตผีวิญญาณการตามติด หนังก็เล่นสนุกกับการไล่ตามชิงอย่างเต็มที่
แม้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่นัก แต่หนังก็ทำได้อย่างสนุกสนาน แม้จะเสียดายนิดๆที่ผีก็ช่างเป็นผีซะจริงๆ

แต่ก็ตรงจุดนี้เช่นกันที่อย่างที่บอกไปว่าครึ่งชั่วโมงแรกของหนังเป็นช่วงที่หนืดหน่วง
เพราะหนังยังไม่รู้จะเอายังไงดี จะปูความสัมพันธ์ตัวละครหน่อยไหม หรือจะวางแค่แกนๆ
หนังเลยมีจุด Conflict ในครอบครัวที่วางออกมาแปลกๆอยู่ เหมือนว่าพยายามจะเค้นให้เห็นและรู้สึก
ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ถึงกับจำเป็น เพราะความเป็นครอบครัวก็เหนียวแน่นพอกับเส้นเรื่องหลักอยู่แล้ว
เพราะเส้นเรื่องหลักคือ การช่วยเหลือดาลตันให้พ้นจากภูตผีวิญญาณร้าย

ที่จริงครึ่งชั่วโมงแรก หนังน่าจะใช้เวลาปูปมของจอร์ชเรื่องกล้องถ่ายรูปซะมากกว่า
เพราะในเรื่อง จอร์ชเป็นคนเกลียดการถูกถ่ายรูป แต่หนังกลับมีการปูปมตรงนี้น้อยมาก
พอจะรู้ว่าจอร์ชมีปมนี้ ก็ให้ตัวละครพูดดื้อๆเลย และสำคัญด้วยเพราะเป็นปมสำคัญมากของเรื่อง
เพราะเป็นปมหลักชัดเลยเรื่องวิญญาณตามติด แต่เสียดายที่ปูมาไม่แน่นพอเท่าไหร่
คงเพราะหนังยังสับสนว่าจะปูความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือจะเอาที่ตัวดาลตันเลยดีนี่แหละ

แต่เมื่อกลับเข้าเส้นทาง หนังก็จบได้อย่างลงตัวและยังทิ้งปมปริศนาไว้ให้คิดกันต่อด้วย
ทั้งตัวจอร์ช และดาลตันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะเป็นอย่างที่คิดไหม (ก็ต้องไปดูในหนังเอานะครับ)

 

 
เรามาสรุปข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. หนังเดินเรื่องได้ทั้งสนุกทั้งหลอน และสร้างบรรยากาศได้ชวนกดดันดี
2. ผีออกมาหลอกกันถึงใจ และก็เชื่อมโยงกันเรื่องได้ดี (ส่วนเรื่องกลัวไม่กลัว ก็แล้วแต่คนนะครับ)
3. หนังเล่าเรื่องในพื้นที่เล็กๆได้อย่างชวนระทึกติดตาม และสร้างโลกได้อย่างคุ้มค่า
4. หนังไม่ท่ามากที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ลึกล้ำให้ตัวละคร หนังผีก็ผีจริงๆ
และผูกเรื่องที่สับสนไปครึ่งชั่วโมงแรก ดึงจุดสำคัญๆกลับมาให้ลงตัวได้ (ดีที่หนังไหวตัวทัน)

ข้อเสีย
1. ครึ่งชั่วโมงแรก หนังยังงงๆและไม่รู้จะไปทางไหน เลยพลาดที่จะปูปมตัวละครสำคัญไป
2. หนังไม่มีอะไรใหม่นัก และผีก็เป็นผีซะจริงๆไม่มีเหตุผลสักเท่าไหร่ (ตอน Dead Silence ยังมีเหตุผลกว่า)
(2 ข้อนี้เป็นข้อเสียสำคัญ ที่ทำให้หนังดรอปไปไม่น้อย)

โดยรวมแล้ว หนังทำออกมาได้สนุกและไม่เสียราคาผู้ให้กำเนิด Saw แม้จะไม่ถึงกับแปลกใหม่
แต่ก็ผสมเรื่องราวได้อย่างลงตัว เสียดายครึ่งชั่วโมงแรกจริงๆที่หนังยังงงๆ ไม่งั้นหนังจะเติมเต็มกว่านี้

เกรด B (คะแนน 7.7)
(ก็พยายามเขียนให้อ่านเข้าใจได้และไม่เผยเรื่องมากไป เหนื่อยจริงๆเขียนแบบนี้) ^^”

 

Delicatessen: เมื่อโลกแตกก็หาอะไรกินยากหน่อย

ช่วงนี้รู้สึกจะดูหนังบ่อยเป็นพิเศษ คงเพราะเข้าช่วงหนังซัมเมอร์ด้วย
ไม่ว่าจะหนังโรง หนังแผ่นก็ดูหมด แล้วสงสัยช่วงนี้เกิดหิวอะไรขึ้นมา
ก็เลยอยากดูหนังเกี่ยวกับของกิน แต่แทนที่จะดูหนังอะไรที่จรรโลงกระเพาะ
ดันกลับไปเลือกหยิบดูหนังกินเนื้อคนอย่าง Delicatessen มาดูซะงั้น

Delicatessen เป็นหนังฝรั่งเศสของผู้กำกับ Jean-Pierre Jeunet และ Marc Caro
ใช่แล้วครับ หนังของผู้กำกับ Amelie อันโด่งดังนั่นเอง และนี่ก็เป็นหนังสร้างชื่อให้กับเขา

————————————————————————-

หนังเล่าเรื่องโลกหลังสงครามในอนาคต ที่โลกยับเยินไปแล้วเหลือแต่ซาก
ผู้คนที่เหลืออยู่ต้องเอาตัวรอด และในอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งมี Clapet พ่อค้าเนื้อเป็นเจ้าของ
ต้องพยายามหาเนื้อมาเลี้ยงลูกบ้านอพาร์ทเมนต์ตัวเอง ซึ่งเนื้อที่หามาก็ไม่ได้มาจากไหน
ก็มาจากผู้เช่าใหม่ๆที่หลอกจ้างมาทำงาน แล้วก็มาขุนให้อ้วนก่อนจะจับมาเชือดให้ลูกบ้านกิน
แต่ผู้เช่าคนใหม่ Louison กลับมาหลงรัก Julie ลูกสาวของพ่อค้าเนื้อ ก็เลยได้ต่ออายุชีวิตออกไปอีก
แต่ลูกบ้านกำลังจะหิวตายเพราะอดเนื้อ ทีนี้พ่อค้าเนื้อจะหาเนื้อมาจากไหนกันล่ะเนี่ย

 

 
ฟังดูเหมือนจะเป็นหนังสยองขวัญ แต่ไม่ใช่ครับ นี่เป็นหนังตลกร้ายที่มีแต่คาแรกเตอร์เพี้ยนๆป่วนๆ
นอกจากตัวเอกทั้งสามแล้ว ก็มีตัวละครอย่างชายแก่ที่เปลี่ยนห้องใต้หลังคาเป็นห้องเลี้ยงกบและหอยทาก
คุณนาย Tapioca ที่พยายามจะฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่เคยจะสำเร็จ บุรุษไปรษณีย์ที่รักชอบจูลี่อย่างไม่ปิดบัง
สองพี่น้องที่ผลิตอุปกรณ์ที่ทำเสียงเหมือนแพะร้อง และสองเด็กจอมป่วนที่หาเรื่องไปได้ทั้งอพาร์ทเมนต์

รวมถึงตลกร้ายในการแบ่งโลกเป็น โลกของคนกินเนื้อ (บนดิน) และโลกคนกินมังสวิรัติ (ใต้ดิน)
ก็เป็นอะไรที่เข้าใจทำมาก ในขณะที่บนดินก็หิวเนื้อกันจัง ใต้ดินก็จะหิวข้าวโพดกันจังเลย

 

 
ซึ่งตัวละครเหล่านี้ ก็เป็นตลกร้ายในสถานการณ์ที่แต่ละคนพยายามจะหาของกินในโลกที่ยับเยินนี้
ซึ่งเมื่อเราดูไป เราก็จะตั้งคำถามแบบตลกๆเหมือนกันว่า ทำไมมันไม่กินสิ่งที่เห็นๆกันอยู่หว่า
อย่างชายแก่ที่เลี้ยง หอยทาก (เป็นอาหารประจำชาติฝรั่งเศส) ทำไมไม่กินหอยทากซะเลย
หรืออย่างคุณนายที่พยายามฆ่าตัวตาย ลูกบ้านก็เห็นๆอยู่ก็ไม่ปล่อยให้ฆ่าตัวตายไปซะเลยหว่า
หรืออย่างสองพี่น้องที่ทำอุปกรณ์ ที่เสี่ยงจะเจ็บตัวได้ตลอด ก็ชวนให้เสียวๆจะได้เนื้อมากิน
กระทั่งตัวไปรษณีย์ที่อ้วนท้วนดีเหลือเกิน ลูกบ้านบางคนอีก แม้กระทั่งตัวพ่อค้าเนื้อเองก็เถอะ
ซึ่งเป็นตลกร้ายที่จะขำก็ขำ จะขื่นก็ขื่น เพราะโลกยับเยินขนาดนี้ แต่ตัวละครก็ยังอยู่สมบูรณ์ดี

 

 
โดยที่เส้นเรื่องหลักคือ การพยายามหาเนื้อ กับภาวะความรักของ Louison และ Julie ที่มาขวาง
และเดินเรื่องผ่านโลกของความเพี้ยนป่วนของคาแรกเตอร์ตัวละครเหล่านี้ไปตลอดทาง
จุดเด่นที่เป็นเครื่องหมายของ Jeunet มาตลอดและนี่ก็คือจุดเริ่มต้นคือ งานอาร์ทและการใช้สี
เหมือนที่เราเห็นใน Amelie แม้นี่จะคือโลกที่ยับเยิน แต่เราก็จะเห็นความจัดจ้านของงานศิลป์ตลอดทาง
ทั้งการจัดวางองค์ประกอบและการใช้สีในทุกๆฉาก จะดูมีความมันส์ความสดของสีตลอดเวลา
ถึงจะเป็นโทนสีที่ขมุกขมัวตามโลกของหนัง แต่เรากลับไม่รู้สึกถึงความแห้งผากหรือความน่าหดหู่

 

 
หนังยังเล่าเรื่องอยู่ในพื้นที่เดียวคือ อพาร์ทเมนต์ร้านขายเนื้อของ Clapet
แต่กลับเล่าเรื่องโลกทั้งหมดได้อย่างครบถ้วนและสนุกสนานมาก เรียกว่าใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า
ประกอบกับคาแรกเตอร์ที่ดูฉูดฉาดหลุดโลกทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นอีกเครื่องหมายหนึ่งของ Jeunet
ทำให้การดูหนังเรื่องนี้ไม่มีอารมณ์ของความกดดันเลยสักนิด แต่ดูด้วยความสนุกและฮาไปตลอด
ซึ่งโดยความเห็นแล้ว ความตลกร้าย คาแรกเตอร์ งานอาร์ทและสี เป็นจุดเด่นที่สุดของหนังจริงๆ

และต้องยอมรับว่า ความโดดเด่นของทั้งสามจุดนี้ได้ช่วยปิดจุดอ่อนของหนังที่ยังมีอยู่ได้มาก
เพราะในความเป็นจริงหนังยังมีจุดอ่อนเรื่องการเล่าเรื่องอยู่บ้างใน การพาเรื่องราวให้เดินหน้า
เนื่องจากหนังค่อนข้างจะวนอยู่กับการเล่นสนุกกับคาแรกเตอร์ทั้งหลายไปสักหน่อย
เส้นเรื่องหลักที่ Clapet จะต้องหาเนื้อเลยดูจะตะกุกตะกักอยู่ เพราะมีตัวคาแรกเตอร์มาคั่นตลอด
คงไม่ผิดเท่าไหร่ถ้าจะให้การเล่นคาแรกเตอร์ ได้เชื่อมอะไรกับเส้นเรื่องหลักตรงนี้บ้าง
แต่ว่า หนังค่อนข้างจะสนุกกับตัวตนคาแรกเตอร์ไปสักนิดจนคนดูอาจจะลืมเรื่องหลักไปได้

 

 
นอกจากนั้น กว่าหนังจะพาเรื่องไปถึงจุดไคลแมกซ์ ก็ออกจะพา Curve ตรงนี้ไปไม่สวยเท่าไหร่
พอ Clapet หาเนื้อจะไม่ได้แล้ว และต้องการเนื้อ ดูเหมือนว่าหนังออกจะเดินเรื่องรวบรัดไปสักนิด
และการพา กลุ่มโทรโกลด์ (พวกกินข้าวโพด) เข้ามามีส่วนในเนื้อเรื่องก็ออกจะมาแบบมาดื้อๆ
คือ ไม่ค่อยได้ปูอะไรมามากพอ เป็นเหมือนกลุ่มที่จะมาช่วยพา Louison จากคำขอร้องของ Julie
ให้พ้นพ่อที่ต้องการเนื้อ Louison ไปให้ลูกบ้านมากกว่าจะมีบทบาทอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ

ซึ่งจุดนี้ก็น่าเสียดายด้วยว่า หนังปูเรื่องโลกบนดินและใต้ดินได้น่าเล่นอะไรสนุกๆแล้ว
แต่ว่ากลุ่มโทรโกลด์ก็มาช่วงใกล้ท้ายๆเรื่องแล้ว และก็มาแนวขำและช่วยเหลือเพื่อแลกข้าวโพดแค่นั้น
ก็เข้าใจอารมณ์หนังอยู่ว่ามาในแนวทางตลกสนุก แต่ก็น่าจะเล่นอะไรได้อีกสักนิดก็ยังดี

 

 
นอกจากนั้น ตัวละครบางส่วนยังถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดายไม่น้อย ทั้งที่ใช้มาตลอดเรื่อง
สองพี่น้องนักทำอุปกรณ์เสียง ชายแก่เลี้ยงหอยทาก และมาดามที่ไม่เคยฆ่าตัวตายสำเร็จ
ดูเหมือนหนังจะเอามาใช้เพียงแค่ทำให้ขำขันมากกว่าจะให้มีบทบาทอะไรไปมากกว่านี้
ซึ่งออกจะน่าเสียดาย เพราะเอามาใช้แต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านี้ แถมทำให้อารมณ์สะดุดบางช่วงด้วย

 

 
เรามาดูข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. เป็นหนังตลกร้ายที่มีมุมมองต่อโลกในหนังที่จิกกัดได้แสบๆและสนุกสนาน
2. คาแรกเตอร์ตัวละครที่มีสีสัน ทำให้หนังดูสนุกอยู่ตลอดเวลาไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อ***
3. งานอาร์ทและการใช้สีที่โดดเด่น ที่ให้อารมณ์ตรงข้ามกับหนังได้อย่างประหลาดแต่ลงตัว
4. หนังฉลาดในการใช้พื้นที่เดียวแต่เล่าเรื่องทั้งโลกได้หมดอย่างครบถ้วน

ข้อเสีย
1. หนังเล่นสนุกกับตัวละครมากไปหน่อย จนบางตัวไม่ได้ใช้ประโยชน์กับเรื่องราวหลักอย่างน่าเสียดาย
2. หนังมีปัญหากับการเดินเส้นเรื่องหลักอยู่หน่อย ตอนไคลแมกซ์ที่จะหาเนื้อดูเหมือนจะรวบรัดเอาดื้อๆ
3. หนังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการแบ่งโลกบนดินและใต้ดินให้ดูมีเนื้อมีหนังเท่าไหร่

แม้ข้อเสียเหมือนจะมีใกล้กับข้อดี แต่ข้อดีของหนังนั้นต้องบอกว่าดีมากๆจนทำให้หนังดูสนุก
ข้อเสียนั้นเป็นเพียงส่วนที่น่าเสียดายว่าหนังน่าจะเล่นกับปมที่ตัวเองสร้างขึ้นไว้ได้มากกว่านี้หน่อย

เกรด B+ (คะแนน 8.2)
(ผมคงให้ B ถ้าหนังไม่สนุกเท่านี้ เพราะจุดข้อเสียก็สะดุดอารมณ์ตอนดูไปอยู่เหมือนกัน
แต่ว่าหนังสนุก โดยเฉพาะอย่างที่ผมกาดาวไว้ที่ข้อ 2 จึงให้เกรด B+ ไปครับ)

 

Vertigo: ยิ่งสูงยิ่งวิงเวียนศีรษะ

ในวันหยุดที่แสนน่าเบื่อที่ผ่านมา ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยได้ฤกษ์กลับไปรื้อตู้ดีวีดีอีกครั้ง
แต่แทนที่จะดับความเบื่อ ด้วยการดูหนังเอามันส์หรือเอาฮาสักเรื่อง
ผมกลับไปสะดุดตากับหนังเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้จำได้ตั้งนานแล้วว่าอยากจะดูก็ไม่ได้ดูซะที
งั้นวันนี้ก็เอาเรื่องนี้เลยก็แล้วกัน Vertigo ของปู่ Alfred Hitchcock นี่แหละ

——————————————————————-

Vertigo เป็นหนังเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ของผู้กำกับระดับปรมาจารย์อย่าง Alfred Hitchcock
หนังเล่าเรื่องของ จอห์น เฟอร์กูสัน (James Stewart) ตำรวจกำลังจะเกษียณที่เป็น โรคกลัวความสูง
อันเนื่องมาจากการจับผู้ร้ายที่ผิดพลาดครั้งหนึ่ง แต่แทนที่จะได้เกษียณและไปใช้ชีวิตสงบสุข
จอห์นถูกขอร้องจาก กาวิน เอลสเตอร์ เพื่อนของเขาให้ช่วยติดตาม แมเดอลีน (Kim Novak)
ภรรยาของตัวเอง เพราะสงสัยว่าเธอจะถูกวิญญาณสิงให้ทำอะไรโดยไม่รู้ตัว จอห์นเลยจำต้องรับปาก
แต่ไปๆมาๆ จอห์นกลับไปตกหลุมรักภรรยาของเพื่อนเข้าให้ แล้วจอห์นก็ต้องเผชิญเรื่องที่ไม่คาดคิด

 

 
หนังของฮิทช์ค็อก มักจะเซ็ตสถานการณ์ขึ้นมาพร้อมกลุ่มตัวละครกลุ่มหนึ่งแล้วพาเข้าไปสู่เรื่องราวต่างๆ
เท่าที่เคยได้ดู หนังฮิทช์ค็อกนั้นมักจะไม่ใช้ตัวละครมาก และใช้วิธีการผูกเรื่องราวที่เข้าใจอย่างง่ายๆ
แต่ในความเข้าใจง่ายนั้น มักจะซ่อนปมทางจิตวิทยา ความรู้สึกนึกคิดด้านลึกของตัวละครเอาไว้เสมอ
นั่นจึงทำให้เป็นเสน่ห์ของหนังฮิทช์ค็อกที่แตกต่าง และมีความลึกในเนื้อหามากกว่าหนังยุคเดียวกัน

 

 
เช่นกัน เนื้อเรื่องของ Vertigo ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่วิธีการเล่าต่างหากที่ทำให้หนังเข้มข้น
หนังในครึ่งแรกนั้น แทบไม่มีอะไรดึงดูดเลย เป็นแค่การติดตามแมเดอลีนของจอห์นเท่านั้น
แต่ตรงจุดนี้เอง เป็นการโชว์ความอัจฉริยะของปู่อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ที่ทำให้การติดตามน่าสนใจ
หนังใช้การทิ้งปมต่างๆ การใช้รูปแบบซ้ำๆ การใช้มุมกล้องแทนสายตา และการตัดต่อที่ถูกจังหวะ

และเมื่อผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าในเวลาที่เหมาะสม ก็ทำให้เราหลงเข้าไปในเรื่องอย่างไม่รู้ตัว
เพราะด้วยความเป็นจริงที่ว่า มันก็เป็นเรื่องน่าขำอยู่ดีที่หนังให้ติดตามคนที่โดนวิญญาณผีเข้าสิง
แต่ปู่อัลเฟรด ก็ค่อยๆกล่อมคนดูด้วยเรื่องน่าขำนี้ให้คนดูค่อยๆเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงเข้าไปได้
จนในที่สุด หนังทำสำเร็จในการทำให้คนเชื่อสนิทใจไปเลยว่า แมเดอลีนโดนผีเข้าสิงจริงๆ

 

 
แม้จะกล่อมคนดูครึ่งแรกได้สำเร็จ แต่ครึ่งหลังของหนัง ปู่อัลเฟรดกลับพาคนดูไปไกลกว่าที่เราคิดเสียอีก
ในขณะที่ครึ่งแรก หนังเป็นเรื่องการติดตาม การสืบสวนเรื่องราว และการตกหลุมรักแมเดอลีน
แต่ครึ่งหลัง กลับกลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ความหมกมุ่น การหลอกลวงที่แสนจะเข้มข้น
และเรื่องราวก็สอดคล้องกับครึ่งแรกของเรื่องได้อย่างลงตัว ทั้งที่เป็นคนละอารมณ์ไปเลย

ซึ่งเมื่อมาถึงครึ่งหลัง คนดูจะพบว่า ปมต่างๆในใจตัวละครทั้งจอห์นและแมเดอลีน (หรือจูดี้ในภายหลัง)
ถูกนำมาใช้อย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะทั้งความกลัวของจอห์น ความรักของทั้งสอง การตลบหลังหลอกลวง
และเล่าได้อย่างให้ความรู้สึกว่ามีอะไรซ่อนไว้ตลอด ซึ่งจะเล่าอย่างไรนั้น ขอแนะนำให้ไปดูในหนัง

และด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ ทำให้อดคิดถึงหนังอย่าง Mulholland Drive ที่มีวิธีคล้ายกันไม่ได้
ยิ่งทำให้ทึ่งและเข้าใจเลยว่า ทำไมคนถึงยกย่องปู่อัลเฟรดให้เป็นปรมาจารย์ของคนทำหนังอย่างมาก
แม้หนังจะไม่ได้เหวอขนาด Mulholland Drive แต่ก็พูดได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีเล่าเรื่องแบบนี้

 

 
สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหนังอัลเฟรด ฮิทช์ค็อกอีกอย่างก็คือ นัีกแสดงนำของเรื่อง
คงไม่น่าแปลกใจที่คนที่ได้ชมหนัง Vertigo จะติดเสน่ห์ของ Kim Novak และหลงใหลไปกับเธอ
และเคมีที่เข้ากันอย่างประหลาดกับ James Stewart ทั้งที่ความจริงอายุต่างกันเป็นพ่อลูกได้เลย
ก็คงเหมือนหนังของฮิทช์ค็อกทุกเรื่องที่ทำให้เราติดตามนักแสดงในเรื่องไปได้ตลอด

 

 
แต่สิ่งที่น่าศึกษาที่สุดของหนังฮิทช์ค็อกก็คือ ศิลปะทางภาพยนตร์
แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ศึกษาศาสตร์ภาพยนตร์ ก็คงรู้สึกได้ถึงความพิถีพิถันในองค์ประกอบต่างๆ
จุดง่ายๆที่สามารถสังเกตได้คือ การวางปมด้วยภาพ วัตถุ เสื้อผ้า และสีสันต่างๆ
โดยเฉพาะกับตัวละครแมเดอลีน เป็นตัวละครที่เราจะเห็นความพิถีพิถันนี้ได้ชัดที่สุด

ไปจนถึงองค์ประกอบทางเทคนิคภาพยนตร์ ทั้งการคุมโทนสีแสง การใช้มุมกล้อง การตัดต่อ
คนที่เคยได้ดู Psycho ต้องจดจำฉากตัดต่อ Montage ในตำนานของการฆ่าแมเรียน เครน
เช่นเดียวกัน ในครึ่งแรกของหนัง โดยเฉพาะการตัดต่อ เราจะเห็นศิลปะตรงนี้ชัดเจนมาก
ในการทำให้การติดตามอันซ้ำซาก ทำให้ดูน่าติดตามได้ ทั้งที่ไม่มีแอ็คชั่นลุ้นระทึกอะไรเลย
และเมื่อเข้าครึ่งหลังของหนัง การคุมโทนสีแสง การใช้มุมกล้อง ก็เชื่อมโยงครึ่งแรกครึ่งหลังได้อย่างดี
เช่นมุมกล้องที่อาจดูตลกอย่างการซูมเมื่อจอห์นมองที่สูง แต่ใน Vertigo คือการใช้ที่เหมาะเจาะ

 

 
แต่กระนั้นเอง สำหรับคนดูที่ไม่คุ้นเคย อาจจะต้องใช้ความอดทนสักหน่อยในการดู
โดยเฉพาะในครึ่งแรกของเรื่องนั้น จะเป็นการติดตามอันยาวนาน และหนังไม่ค่อยจะพูดมากเลย
อาจทำให้หลายคนเบื่อได้ รวมถึงการที่หนังเองก็พาให้จอห์นหลงรักแมเดอลีนได้ง่ายไปหน่อย
ซึ่งอันที่จริงหนังก็ปูมาอยู่บ้าง แต่ตรงจุดนี้จะออกแนวหนังเก่านิดๆที่ตัวละครออกจะรักกันง่าย

ในขณะที่ครึ่งหลัง ถ้าตามกันไม่ทันยังหลงไปกับครึ่งแรก อาจจะด่าหนังก็ได้ว่า มันอะไรของมันวะ
เพราะเรื่องจะเล่าไปอีกอารมณ์หนึ่งเลย อาจทำให้คนดูที่กำลังอยู่ในอารมณ์หนึ่งปรับตัวไม่ทัน

 

 
มาดูข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. หนังมีเส้นเรื่องที่ติดตามง่าย แต่ทำให้คนดูหลงไปกับเนื้อเรื่องที่วางไว้ได้แบบไม่รู้ตัว
2. ปมทางความคิดของตัวละครที่นำมาใช้เล่าเรื่องอย่างเต็มที่และใช้อย่างสนุกสนาน
3. นักแสดงนำที่มีเสน่ห์และเคมีที่เข้ากัน เชื่อว่าแทบร้อยทั้งร้อยต้องติดเสน่ห์ของ Kim Novak
4. การได้ชมภาพยนตร์ที่พร้อมด้วยศิลปะภาพยนตร์ ที่สามารถสัมผัสได้ไม่ใช่หนังอาร์ท
5. เป็นหนังเล่าเรื่องง่ายที่กลับลุ้นติดตามไปได้ตลอด ทั้งที่เป็นฉากธรรมดาแค่ติดตามเท่านั้น

ข้อเสีย
1. หนังอาจจะยืดยาวไปสักหน่อย โดยเฉพาะครึ่งแรกที่คนดูปกติอาจเบื่อไปได้ง่ายๆ
2. ถ้าปรับอารมณ์ครึ่งหลังไม่ทัน อาจจะเหวอไปเลยก็ได้ว่าหนังมันเกี่ยวอะไรกัน

อันที่จริงการเขียนถึงหนังขึ้นหิ้งระดับนี้ก็เสี่ยงต่อการโดนว่าเหมือนกันว่าบังอาจรึเปล่า
แต่ก็อยากแชร์ประสบการณ์การดูหนังแบบคนธรรมดาดู ให้คนดูอย่างเราๆได้เข้าใจได้ครับ

เกรด B+ (คะแนน 8.5)
(ที่ให้ B+ เพราะรู้สึกว่าหนังยังขาดความสนุกไปหน่อย ไม่เหมือน Psycho ที่ทั้งลุ้นและสนุกมาก)

 

X-Men: First Class: ปฐมบทใหม่ของเหล่าเอ็กซ์แมนที่ครบถ้วนสมบูรณ์

ตั้งแต่ Batman ของทิม เบอร์ตันช่วยเปิดศักราชหนังซูเปอร์ฮีโร่ใหม่อย่างเป็นทางการ
ใครจะไปคิดล่ะครับว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีภาคต่อออกมามากที่สุดกลับเป็นพลพรรค X-Men
ถ้าไม่นับ Batman แล้ว X-Men ก็ออกมาสี่ภาคเข้าไปแล้ว ทั้งที่มีตัวละครมากจนไม่น่าจะเล่าเรื่องได้
แต่มันก็เป็นไปแล้ว และภาคล่าสุดนี้ก็เป็นครั้งที่ 5 แล้วของเหล่าพลพรรค X-Men

ไหนๆก็มีโปรบัตร K-My Debit จ่ายตั๋วหนังราคา 88 บาทแล้วก็เลยไปเปิดหนังตั้งแต่วันแรกมันซะเลย

———————————————————————————–

X-Men: First Class เล่าเรื่องย้อนกลับไปสู่ปฐมบทของการเริ่มต้นของเหล่าพลพรรคเอ็กซ์เมน
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงยุค 60 ที่วิกฤตนิวเคลียร์ที่อ่าวพิกระหว่างมหาอำนาจอเมริกาและรัสเซียกำลังปะทุ
ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเอง เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์กำลังเริ่มปรากฎตัวในหลายที่ทั่วทุกมุมโลก
และผู้ที่เริ่มรวบรวมเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์เข้าด้วยกันก็คือ 2 คนที่จะกลายเป็นคู่รักคู่แค้นกันในที่สุด

ชาร์ลส์ เซเวียร์ (เจมส์ แมคเอวอย) มนุษย์ผู้มีพลังโทรจิต สามารถอ่านใจและควบคุมคนได้ดั่งใจนึก
ชาร์ลส์เกิดมาในครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่ดี และไม่เคยมีปัญหาเรื่องการกลายพันธุ์เหมือนคนอื่นๆ
เอริค เลนเชอร์ (ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) มนุษย์ผู้มีพลังควบคุมแม่เหล็ก ที่มีความหลังอันเจ็บปวด
จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และกำลังไล่ล่า เซบาสเตียน ชอว์ (เควิน เบคอน) นาซีที่ทำลายครอบครัวเขา

 

 
ในขณะที่อเมริกากำลังมีปัญหากับรัสเซียนั้น ชาร์ลส์ได้รับข้อเสนอให้ช่วยแก้ปัญหานิวเคลียร์
และด้วยชะตาที่คงกำหนดมาให้เป็นปรปักษ์กัน เอริค จึงได้มาร่วมกับทีมของชาร์ลส์ในครั้งนี้
แต่สิ่งที่ชาร์ลส์ดูจะประเมินต่ำไป แต่เอริครู้มาตลอดคือ มนุษย์กำลังมองพวกเขาเป็นภัยที่ต้องกำจัด
และมุมมองที่ต่างกัน จะทำให้ทั้งสองต้องยืนตรงข้ามกันในที่สุด โดยที่มีศัตรูร่วมกันคือ มนุษย์

 

 
หนังเริ่มต้นโดยแทบจะประกาศตัวเลยว่า จะท้าวความและยืนพื้นภาค 1 และ 2 เป็นหลัก
หนังเปิดด้วยฉากค่ายกักกันชาวยิวของนาซี ในแบบอย่างที่ภาค 1 เริ่มต้นไม่มีผิดเพี้ยน
ซึ่งสำหรับฉากนี้ ผมถือว่าเป็นฉากที่ปูแบ็คกราวน์ตัวละครที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์
เพราะเพียงฉากเดียวก็แสดงความเจ็บปวดในตัวเอริคได้อย่างดีที่สุด โดยแทบจะไม่ต้องเล่าเพิ่มอีก
ก็ต้องยกความดีความชอบให้ภาค 1 ด้วย เพราะในหนังก็เอามาใช้แทบจะไม่ผิดเพี้ยนกันไปเลย

ในขณะเดียวกัน หนังก็ได้ปูตัวละครที่ไม่เคยได้ทำมาเลยในทุกภาคอย่าง ชาร์ลส์ เซเวียร์
หนังทำได้ดีประมาณหนึ่งในการทำให้เห็นว่า ทำไมชาร์ลส์จึงดูไม่มีปัญหาอะไรกับกลายพันธุ์ของตัวเอง
โดยใช้ตัวละครอย่าง มิสทีค (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) มาเป็นตัวเทียบในทันทีเลยถึงความต่าง
เพราะชาร์ลส์ไม่เคยต้องแปลงตัวเอง ในขณะที่มิสทีคต้องซ่อนรูปโฉมแท้จริงตัวเองตลอดเวลา

 

 
หนังค่อนข้างจะเดินเรื่องรวดเร็วมาก หนังจึงไม่มีเวลาจะโอ้เอ้ในการแนะนำตัวละครมากมายนัก
หนังทำได้ดีในการรู้ที่รู้ทางของตัวเอง รู้ว่าอะไรคือเส้นเรื่องหลักของหนังที่จะต้องเดิน
หนังใช้เส้นเรื่องวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ แนะนำและพาตัวละครเข้าไปสู่เหตุการณ์นี้อย่างไม่เสียเวลา
โดยให้เหตุการณ์แต่ละอย่างที่เจอสร้างปมในใจตัวละครไปทีละเล็กละน้อยไป
แล้วก็ปรากฎว่า หนังทำได้ดีทีเดียวกับการปูตัวละครหลักที่สำคัญทั้งหมด

โดยเฉพาะ เอริค ที่มีเวลาในส่วนนี้ของตัวเองมากทีเดียว จากการไล่ล่านายทหารที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง
ซึ่งทำให้เห็นปมภายในจิตใจของตัวละครเอริคได้อย่างครบถ้วนและเข้มข้น
เรียกว่าเป็นการช่วยย้ำเพิ่มหลังจากฉากค่ายกักกันตอนเปิดเรื่องเข้าไปอีกได้อย่างดีมาก

ที่ชอบมากที่สุด คือการปูตัวละครเรเวน (มิสทีค) ให้นำไปสู่บทที่ว่าทำไมมิสทีคถึงไปอยู่กับเอริค
จุดที่เด็ดขาดที่สุดคือ หนังให้มิสทีคเป็นเพื่อนของชาร์ลส์ตั้งแต่ต้นเลย กลายเป็นจุดขัดแย้งชั้นดี
ซึ่งหนังทำได้ดีในการใช้มุมมองของชาร์ลส์และเอริค ทำให้เรเวนค่อยๆคิดไปทีละน้อย
แม้หนังจะไม่ได้ใช้ความสามารถของมิสทีคเต็มที่ แต่จุดนี้สำคัญกว่าที่ปูตัวละครได้สวยงาม

เป็นชาร์ลส์เสียด้วยซ้ำ ที่ดูเหมือนหนังจะปูตัวละครได้ไม่สวยเท่าตัวละครของเอริคและมิสทีค
แต่กระนั้น หนังก็ทำได้กำลังดีในการทำให้เห็นว่า ชาร์ลส์ค่อนข้างจะอ่อนต่อเล่ห์กลมนุษย์แค่ไหน
จากรูปแบบชีวิตที่สนุกสนาน และใช้ปมภาพลักษณ์ที่ชาร์ลส์ไม่เคยต้องแปลงตัวเองต่อหน้าใครอยู่แล้ว
แต่ก็แอบเสียดายอยู่ ถ้าหนังจะปูแบ็คกราวน์ครอบครัวชาร์ลส์อีกสักนิด ก็จะช่วยได้มาก

 

 
ซึ่งเมื่อพูดถึงตัวละคร นักแสดงที่มารับบทที่สำคัญที่สุดอย่าง ชาร์ลส์และเอริค ก็ทำหน้าที่ได้ออกมาดี
เจมส์ แมคเอวอย ต้องบอกเลยว่า ทำให้การปูตัวละครที่ค่อนข้างจะเรียบๆของชาร์ลส์ดูดีขึ้นมาก
เพราะการแสดงที่ทำให้เห็นถึงความฉลาด หวังดี แต่อ่อนโลกดูน่าเชื่อถือขึ้นมาได้มากทีเดียว
เจมส์ให้การแสดงที่ดูสุขุม และให้มุมมองก่อนเป็นโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ

ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ค่อนข้างเป็นเซอร์ไพรส์ทีเดียวกับนักแสดงที่ยังไม่ค่อยรู้จักคนนี้
ด้วยบทที่ปูมาดีอยู่แล้ว ไมเคิลทำได้ดีขึ้นไปอีกด้วยการแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดของเอริค
ผ่านสีหน้าและการกระทำต่างๆ เราได้เห็นเลยว่าก่อนจะเป็นแมกนีโต เอริคต้องผจญกับอะไรมา
ไมเคิลทำให้เราเห็นแววความเจ็บปวดของตัวละครนี้ได้ตลอดเวลาที่เห็นเอริคปรากฎในหนัง

และที่ฟอร์มไม่ตกก็คือ เควิน เบคอน ในบทของ เซบาสเตียน ชอว์ ตัวร้ายที่ต้องการจะก่อสงครามโลก
แม้จะน่าเสียดายสักนิดที่ตัวละครเซบาสเตียนออกจะร้ายสนิท ไม่เหมือน วิลเลี่ยม สไตรเกอร์ ใน X2
แต่เควินก็ให้ความเจ้าเล่ห์และความร้ายลึกใส่ลงไปในตัวละคร ทำให้รู้สึกว่าตัวละครนี้ซ่อนอะไรไว้
ทั้งที่จริงก็ไม่ได้ซ่อนอะไรมากกว่าจะครองโลก แต่เควินกลับทำให้รู้สึกถึงมุมลึกๆบางอย่างออกมาได้

 

 
แต่กระนั้นเอง การเดินเรื่องดูเหมือนจะเป็นในแนวทางเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ไปสักนิดหนึ่ง
กล่าวคือ เหตุการณ์หนึ่งนำพาให้ตัวละครได้ออกมาพูดและนำพาไปสู่เหตุการณ์ต่อไปซะมากกว่า
ทำให้ดูเหมือนเราดูตารางการเดินเรื่องที่ดูเป็นบล็อกๆว่าหนังจะไปเจออะไรและอะไรต่อไป
แต่ก็มองได้ว่า ทำให้หนังดูไม่น่าเบื่อ และทำให้หนังเดินไปไม่หยุด และไม่ถือว่าเสียหาย

แต่ที่ค่อนข้างน่าเสียดายเลยคือ หนังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้กับประเด็นมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์นัก
เพราะหนังเดินเรื่องไปอย่างรวดเร็ว หนังจึงดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปกับเหตุการณ์ที่เกิดในหนังมาก
จนกระทั่งไม่มีเวลาใส่มุมมองเชิงลึกความขัดแย้งของตัวละครในเรื่องประเด็นมนุษย์กลายพันธุ์เท่าไหร่
ซึ่งต่างจากเอ็กซ์เมนของไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ทำได้เนียนมากในการวางเหตุการณ์และเส้นเรื่องหลัก
และสอดแทรกประเด็นความขัดแย้งเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์เข้าไปได้อย่างเข้มข้นเป็นเนื้อเดียวกัน

 

 
สำหรับภาคนี้ หนังขาดมุมมองมนุษย์ต่อการกลายพันธุ์ รวมถึงมุมมองของเหล่าเอ็กซ์เมนด้วยกันเอง
หนังชอบใช้วิธีให้เอริคเดินมาพูดถึงมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์ต่อตัวละครเอ็กซ์เมนคนอื่นๆ
รวมถึงการให้ซีไอเอเดินมาหนึ่งฉากแล้วมาหัวเราะเหล่าเอ็กซ์เมน แล้วก็จบเพียงเท่านั้น
ซึ่งดูค่อนข้างจะธรรมดาและไม่ค่อยจะมีชั้นเชิงเท่าไหร่ และทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงความขัดแย้งจริงๆ

แม้อาจจะมองว่า นี่คือการเปิดตัวเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต่อมนุษย์โลก มนุษย์อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าจะทำอะไร
แต่ก็ใช่ว่าหนังจะไม่มีช่องว่างเลย หนังมีเวลาพอสมควรตั้งแต่ซีไอเอรู้จักชาร์ลส์ เซเวียร์
แต่ว่าหลังจากนั้นก็ดูจะหายๆไป ไม่ได้มีการลงประเด็นมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์ให้มากขึ้น

ที่เล่าได้คมก็มีเพียงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร มิสทีคกับบีสต์ (แฮงค์ แม็คคอย)
ที่ใช้รูปลักษณ์ประหลาดของตัวเองในการเปรียบเทียบการยอมรับในตัวตนความเป็นมนุษย์กลายพันธุ์
แต่ก็เป็นจุดคมจุดเดียว ที่ขาดการตอบโต้จากฝั่งมนุษย์ ไม่เหมือนภาค 1-2 ที่มีตัวละครอย่างสไตรเกอร์
ซึ่งทำให้พอหนังมาถึงไคลแมกซ์ที่ฝั่งมนุษย์จะทำลายเอ็กซ์เมน เลยยังไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรมากนัก
เหมือนกับว่า หนังเซ็ตมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเป็นอย่างนี้ ขาดมุมมองเชิงลึกที่เล่าได้สวยๆไปหน่อย

 

 
แต่เมื่อดูหนังโดยรวมแล้ว หนังเล่าเรื่องได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ในการเปิดปฐมบทใหม่
หนังเดินเรื่องได้รวดเร็วและไม่สะดุด แม้จะขาดมุมมองเชิงลึกเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์แบบในภาค 1-2
แต่หนังก็กลบข้อเสียตรงนี้ด้วยการใช้ตัวละครลงไปในเหตุการณ์ต่างๆและผสมเล็กผสมน้อยไป
ทำให้รู้สึกไม่ขาดประเด็นสำคัญของเรื่องราวตรงนี้ และหนังก็ไม่พลาดที่จะเดินเส้นเรื่องหลักได้สนุก
นอกจากนั้น งานเอฟเฟ็คต์ทั้งหลายก็ดูสมบูรณ์ ไม่ดูแบบเหมือนไม่เสร็จอย่างในภาค Wolverine

 

 
มาสรุปข้อดีและข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. หนังเดินเรื่องรวดเร็วมาก สนุกและไม่สะดุดเลย เก็บประเด็นเรื่องของเอ็กซ์เมนได้ครบถ้วน
2. หนังปูตัวละครหลักอย่างแมกนีโต และมิสทีค รวมไปถึงชาร์ลส์ด้วย ได้ดีและลงตัว
3. นักแสดงสำหรับตัวละครหลักที่เลือกมาได้อย่างเหมาะสมกับตัวละครในเรื่อง
4. หนังให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับภาค 1-2 ที่เป็นภาคที่ดีที่สุดได้อย่างแนบเนียนสมบูรณ์

ข้อเสีย
1. หนังยังขาดมุมมองเชิงลึกในเรื่องมุมมองมนุษย์กลายพันธุ์ไป วิธีใส่ก็ขาดชั้นเชิงไปหน่อย
2. หนังเดินเรื่องแบบเหตุการณ์ส่งต่อเหตุการณ์ไปสักนิดนึง (แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร)

ผมให้ภาคนี้ดีเทียบเท่ากับภาคที่ 1 แต่ยังเป็นรองภาค 2 อยู่ครับ
แต่ถือว่าสนุกและคุ้มค่าต่อการเริ่มปฐมบทใหม่ของเอ็กซ์เมนอย่างแท้จริง
เกรด A- (คะแนน 9.0)