Aftershock: ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ก็ไม่อาจเจ็บปวดเท่าความรักที่ต้องพลัดพราก

วันก่อนไม่มีอะไรทำ กำลังว่างจากการที่เพิ่งเคลียร์งานคั่งค้างให้เสร็จไป
ก็เลยไปรื้อดีวีดีหาหนังมาดู ก็ได้ Aftershock มาดู
ตอนหนังเรื่องนี้เข้า มีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างบอกว่า หนังเรื่องนี้ดีโคตร ดูแล้วต่อมน้ำตาจะแตก เศร้ามาก
สรุปก็คือ คนที่ไปดูมาทั้งเพื่อนฝูงคนที่รู้จักไม่รู้จักบอกว่า ดีมากน้ำตาแตกหมด
ก็เลยขอเอามาพิสูจน์หน่อยซิว่า มันจะทำให้ต่อมน้ำตากระผมแตกได้จริงรึเปล่า ^^

 

 
Aftershock เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่งซึ่งเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศจีน
ที่เมืองถังซาน เมื่อปี 1976 ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 255,000 คน ถือว่ามากมายมหาศาลมาก

เรื่องเริ่มต้นขึ้นที่เมื่อ หยวนนี่ ต้องเสียสามีไปในแผ่นดินไหว และลูกชายลูกสาวก็ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
เธอจำเป็นต้องเลือกว่าจะรักษาลูกสาวหรือลูกชาย เพราะคนช่วยเหลือไม่สามารถรักษาชีวิต
ของทั้งสองคนไว้ได้ ในที่สุด หยวนนี่เลือกลูกชาย

ซึ่งหนังเองปูมาก่อนหน้านี้ว่า ฟางเติ้ง ตัวพี่สาวนั้นดูค่อนข้างจะเป็นที่พึ่งได้ดีกว่าน้องชาย
ตรงนี้ก็สะท้อนถึงความคิดแบบคนจีนเหมือนกันว่าเลือกจะรักษาลูกชายไว้ก่อน
เพราะถือว่าน่าจะเป็นเสาหลักครอบครัวต่อไปได้มากกว่า

แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะปรากฎว่า ฟางเติ้งนั้นมีชีวิตรอดมาได้ราวปาฏิหารย์
แล้วทั้งน้องชายและพี่สาวต่างก็มีชะตาชีวิตที่ต้องแยกกันไปอยู่ต่างครอบครัวนานเกือบร่วมครึ่งช่วงชีวิต
ขณะที่น้องชายอยู่กับแม่ แต่พี่สาวไปได้ครอบครัวบุญธรรมใหม่ เป็นนายทหารสามีภรรยา
ที่มีฐานะในกองทัพประชาชนของจีน ก่อนที่ชะตาชีวิตของทั้งสองจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง
ที่เหตุแผ่นดินไหวที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนปี 2008

 

 
เมื่อดูหนังจนจบแล้ว ผมพบว่าหนังไม่ได้ร้องไห้น้ำตาแตกเหมือนที่คนไปดูบางส่วนบอก
แต่กลับพบว่ามันตื้นตันปริ่มๆในใจ ดูแล้วรู้สึกว่ามันคือชีวิตของจริง แม้มันจะเป็นเรื่องแต่งก็ตาม
แต่ความที่หนังอิงกับเหตุการณ์จริง แต่ตัวละครที่อยู่ในหนังกลับไม่ได้ให้ความรู้สึก
เหมือนถูกใส่ลงไป แต่อยู่เป็นเนื้อเดียวกับหนังได้อย่างรู้สึกจริงมาก

 

 
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชื่นชมกับหนังเรื่องนี้จริงๆว่า ผู้กำกับคุมอารมณ์ตรงนี้อยู่
เพราะความที่หนังเป็นหนังมหากาพย์ของชีวิต จึงเป็นการง่ายมากที่จะทำให้หนังหมิ่นต่อการเล่า
แบบเมโลดราม่าเอาให้ร้องไห้กันไปข้าง ซึ่งก่อนจะดูหนังผมก็หวั่นๆว่าหนังจะออกมาเป็นอย่างนั้น

แต่ปรากฎว่า ผู้กำกับคุมอารมณ์ของตัวละครไว้ดีมาก ไม่มีแหลมออกมาเลยแม้แต่ฉากเดียว
แม้กระทั่งฉากสำคัญที่สุดตอนท้าย ที่แม่กับลูกสาวมาเจอกันในที่สุด ซึ่งเป็นฉากที่สุ่มเสี่ยง
ต่อการปลดปล่อยอารมณ์แบบโอเวอร์แอ็คติ้งที่สุดแล้ว ผู้กำกับก็ยังรักษาอารมณ์ตรงนั้นไว้ได้
จนถ้าจะร้องไห้กับฉากนี้ก็คงไม่ใช่เพราะอินไปกับเรื่องดราม่าๆ แต่รู้สึกจริงๆว่าชีวิตมันช่างเหลือเชื่อมากๆ

และหนังเช่นนี้ ภาระหนักที่สุดในการคุมอารมณ์ของหนังคือ นักแสดง
ตัวละครหลักที่ต้องรับภาระในการแบกหนัง เป็นตัวละครหญิง 2 คนก็คือ
หยวนนี่ ซึ่งรับบทโดย ฟ่านซู และฟางเติ้ง ซึ่งรับบทโดยจางจิงซู

ผมค่อนข้างทึ่งกับการแสดงของ ฟ่านซู ในบทของหยวนนี่ แม่ที่ตลอด 32 ปีแห่งการสูญเสีย
ยังคงพยายามรักษาชีวิตของครอบครัว ยังคงเฝ้าทำกิจวัตรทุกอย่างเช่นเดิม
แม้จะมีปมในใจของการต้องยอมทิ้งลูกสาวไป และบาดแผลของการสูญเสียสามี
แต่ก็ยังเก็บมันไว้ในใจตราบจนลูกสาวได้กลับมาราวปาฏิหารย์
การรักษาระดับอารมณ์ตรงนี้ถือว่ายากมาก เพราะทุกฉากของหนังหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
เหตุการณ์ใดที่จะกระทบต่อความรู้สึกตัวละครหลังจากนั้น ถ้านักแสดงไม่เข้าใจภาวะของตัวละครแล้ว
โอกาสจะหลุดการแสดงเป็นโอเวอร์แอ็คติ้งกลายเป็นละครหลังข่าวก็มีสูงมาก

แต่ฟ่านซูรักษาตัวละครของเธอได้ตราบนาทีสุดท้ายของในหนัง แม้กระทั่งฉากที่เจอลูกสาวที่กลับมา
ซึ่งใครได้ดูหนัง ถือเป็นช่วงที่อารมณ์ของแม่ปลดปล่อยมากที่สุดแล้ว
ฟ่านซูก็ยังรักษาความแรงของอารมณ์ไม่ให้ดูโอเวอร์เกินไปได้อย่างดี

 

 
จางจิงซูเองก็รับภาระตัวละครได้ดีไม่แพ้กัน กับบทฟางเติ้ง
ลูกสาวที่ต้องมีปมในใจมาตลอด 32 ปีที่คิดว่า แม่ทิ้งตัวเอง

สิ่งที่น่าทึ่งคือ การรักษาความรู้สึกของตัวละครให้ทั้งยังรักครอบครัวที่ตัวเองเหมือนถูกทิ้งมา
กับภาวะของปมในใจตัวเองที่รู้สึกเกลียดแม่ ซึ่งถ้านักแสดงไม่เข้าใจ ผู้กำกับคุมไม่อยู่
ตัวละครตรงนี้จะกลายเป็นการแสดงออกที่หลุดไปเกลียดเป็นเกลียด รักเป็นรักทันที
เพราะเส้นมันบางมากที่จะรักษาความรู้สึกของการที่ตัวเองยังอาวรณ์รักพ่อแม่
และน้องชาย กับอารมณ์ที่ก็รังเกียจแม่ตนเองที่ทิ้งเธอ

ตัวละครฟางเติ้งนั้น ต้องไปเผชิญกับชีวิตที่หลากหลายมากกว่าตัวละครคนอื่น
ซึ่งก็ถือเป็นความยากที่ต่างไปจากตัวละครของหยวนนี่ แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือ
ผมยังเห็นความรู้สึกของตัวละครที่มีต่อเหตุการณ์และครอบครัวที่แท้จริงของ ตัวเองอยู่ตลอดเวลา

 

 
แต่โดยส่วนตัวผม ถ้านับเอาการแสดงแล้ว ยังรู้สึกชอบฟ่านซูมากกว่านิดๆ
เพราะแววตาฟ่านซูออกแล้วเห็นทันที แต่ต้องยอมรับว่า นักแสดงทั้งสองทำหน้าที่ได้ดีมากจริงๆ

ในส่วนการแสดงผมเองก็ยังชอบในส่วนของคู่พ่อแม่บุญธรรมของฟางเติ้งด้วย กับบทของสามีภรรยา
ที่รู้ทั้งรู้ว่าลูกสาวของตัวเองไม่ใช่ลูกสาวจริงๆ แต่ก็ยังให้ความรักความอบอุ่นตลอดชีวิตของตัวเอง
ทั้งสองทำให้เห็นได้จริงๆกับความรักที่มีให้ต่อลูกสาวบุญธรรมตัวเองได้อย่างสนิทใจ
แต่ก็ยังแฝงความรู้สึกที่รู้ว่าสักวันหนึ่งลูกสาวคนนี้ก็ต้องกลับไปหาครอบครัวที่แท้จริง
ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ทำให้รู้สึกเห็นใจกับคู่สามีภรรยาทั้งสองได้ไม่น้อยทีเดียว

 

 
และสิ่งที่พลาดไม่ได้ที่จะพูดถึงก็คือ ฉากแผ่นดินไหวตอนเปิดเรื่อง
ซึ่งในบรรดาหนังในโลกนี้ คงจะหาทำให้เนียนเท่าหนังฮอลลีวู้ดคงไม่ได้ แต่ในความเห็นผม
นี่เป็นฉากที่ใช้ความเป็น CGI ได้เนียนมากและรู้สึกสมจริงได้อย่างที่สุด
(ก็คงไม่น่าแปลก เพราะรัฐบาลจีนก็ทุ่มให้กับหนังเรื่องนี้ไปเต็มที่เลย)

บางคนอาจจะยังรู้สึกว่าไม่เนียน แต่ผมว่ามันเนียนมากแล้ว ดูไม่กราฟฟิคเท่าสามก๊กของจอห์น วูด้วย
ก็ถือว่าทีมงานด้าน Visual Effects ของหนังทำชิ้นงานออกมาได้น่าภูมิใจจริงๆ

ถ้าหนังเรื่องนี้จะมีข้อเสียอยู่ ก็คงจะเป็นช่วงกลางเรื่องที่ดูจะเนือยไปสักหน่อยกับการเล่าเรื่องสลับไปมา
ระหว่างเรื่องของฝั่งทางแม่และของลูกสาว ยังมีความรู้สึกว่าบางช่วงสามารถกระชับการเล่าเรื่องได้
อย่างเช่นตอนเจ้าของร้านเครื่อง ไฟฟ้าพยายามตามจีบหยวนนี่ หรือบางช่วงบางฉากของฟางเติ้ง
ที่ยังมีติดหนืดๆหน่อย แต่ก็สามารถมองได้ว่า เป็นการเล่าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความลำบาก
กว่าที่ทั้งสองจะได้มาเจอกันอีกครั้ง ก็ไม่ถือเป็นข้อเสียหายร้ายแรงอะไร

 

 
สุดท้ายมาสรุปข้อดีข้อเสียของหนังกัน

ข้อดี
1. เป็นหนังดราม่าที่คุมอารมณ์ของหนังได้อยู่หมัด ไม่ทำให้ฟูมฟายเกินเหตุและให้ความรู้สึกของชีวิตจริงๆ
2. การแสดงของสองนักแสดงนำหญิง ฟ่านซู และจางจิงซู ที่คุมอารมณ์ของตัวละครได้อยู่
ทำให้หนังดูน่าเชื่อถือมากยิ่งกว่าเดิม จนสามารถคิดได้ว่าเป็นเรื่องของคนที่มีตัวตนอยู่จริง
3. งานวิชวล เอฟเฟ็คต์ฉากแผ่นดินไหวที่สมจริง ทำให้รู้สึกได้ถึงความรุนแรงของแผ่นดินไหวจริงๆ
ไม่ดูประดักประเดิดจากหนังเหมือนหนังหลายเรื่อง
4. ตัวละครสมทบโดยรอบ ทั้งลูกชาย และพ่อแม่บุญธรรม ที่ช่วยส่งเสริมอารมณ์หนังให้เติมเต็มยิ่งขึ้น

ข้อเสีย
1. ช่วงกลางเรื่องที่หนังเล่าเรื่องสลับไปมาในบางฉาก ทิ้งช่วงนานเกินไปทำให้รู้สึกถึงความน่าเบื่อได้อยู่

 

 
บทสรุปคือ
เป็นหนังมหากาพย์ชีวิตที่ทำได้ถึงคุณภาพในทุกองค์ประกอบ
ทุกอย่างพอดีกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และทำให้ต่อมน้ำตาปริ่มได้จริงๆ

เกรด A- (คะแนน 9.5)

ปล. ภาพทั้งหมดโหลดมาจากทางอินเตอร์เน็ทครับผม

Posted on เมษายน 10, 2011, in ภาพยนตร์ and tagged . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: