Ganmo & Tsukune: การ์ฟิลด์และเนอร์มัลตัวจริง

ใครที่เป็นแฟนๆแมวเหมียวย่อมต้องรู้จักตัวการ์ตูนอย่าง Garfield แน่นอน
แมวกวนประสาทที่ชอบป่วนจอน เจ้านายมันเป็นประจำ แต่การ์ฟิลด์ก็จะมีคู่ปรับชื่อ Nermal
เนอร์มัลเป็นแมวตัวเล็กๆ ที่สวยตลอดกาล ทำให้การ์ฟิลด์ได้อิจฉาทุกครั้งที่ต้องเจอกัน
แต่ใครจะคิดว่า ตัวการ์ตูนแบบนั้น จะมีตัวจริงอยู่บนโลกซะด้วย วันนี้จะพามารู้จักครับ

Ganmo & Tsukune เป็นแมวสองตัวที่ว่านั่นเอง แล้วทั้งสองเหมียวนี่ก็มาจากญี่ปุ่น (อีกแล้ว)
ประเทศที่นิยมการทำช่องสัตว์เลี้ยงน่าจะมากที่สุดในโลก แล้วก็น่ารักได้ตลอดเวลาซะด้วยสิ ^^

ทั้งสองเหมียวเป็นแมวพันธุ์ Scottish Fold โดยที่ Ganmo เป็นผู้ชาย Tsukune เป็นผู้หญิง
Ganmo จะเกิดก่อน คือเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2008 ส่วนน้อง Tsukune เกิดทีหลังอีกปีกว่า
คือเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2010 โดยที่คุณเจ้าของพาย้ายเข้ามาในบ้านทีหลัง Ganmo
ลองไปดูวันแรกที่ Ganmo เจอน้อง Tsukune กันสิครับ น่ารักจริงๆเชียว =^.^=

เหตุที่บอกว่าทำไม Ganmo กับ Tsukune ช่างเหมือนการ์ฟิลด์กับเนอร์มัลในชีวิตจริงเลย
ก็คืออย่างแรก สีตัวของทั้งสอง Ganmo สีจะออกส้มๆ เหมือน Garfield ไม่มีผิด
ส่วนน้อง Tsukune ก็จะสีออกเทาๆส้มๆหน่อย คล้าย Nermal เลย (แต่ Nermal จะเทาทั้งตัว)
ผิดแค่ว่าน้อง Tsukune เป็นผู้หญิง แต่ในการ์ตูน Nermal เป็นผู้ชาย (แต่ดันสวย) แค่นั้นเอง

แล้วอย่างที่สองก็คือ ขนาดตัวและน้ำหนัก ก็ช่างเหมือนกันกับการ์ตูน Garfield อีก
อย่าง Ganmo เนี่ย เห็นอวบๆก็มีน้ำหนักสมขนาดตัวล่ะครับ หนักตั้ง 6 กิโลกรัมเลยนะO_o
หนักกว่า Maru หรือ Shiro ที่แควนเหมียวทั้งหลายชอบเรียกว่า “อ้วน” อีกแน่ะ (ฮิฮิ)
แต่กับน้อง Tsukune นอกจากจะตัวย่อมเยาหน่อยแล้ว น้ำหนักก็แค่ 3.8 กิโลกรัมเอง
สงสัยกลัวจะอ้วนแล้วไม่สวย เดี๋ยวหนุ่มไม่มอง (แหม สมกับเป็นแมวสาวจริงๆเลย ฮิฮิ)

สิ่งทีแค่ไม่เหมือนกันเท่าไหร่กับการ์ตูน Garfield ก็คือ ทั้งสองไม่ใช่ตัวป่วนของเจ้าของครับ
อย่าง Ganmo เนี่ยก็ท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเกิน พอๆกับน้อง Tsukune ยังไงยังนั้น

ส่วนใหญ่เวลาที่ทั้งสองใช้ไป ก็หมดไปกับการนอนการกลิ้ง เล่นซ่อนแอบ กันเองบ้าง กับเจ้าของบ้าง
บางทีก็วิ่งขึ้นวิ่งลง เดินเล่นตามบันได แล้วก็นอนบิดขี้เกียจเรียกความสนใจคุณเจ้าของ ^^”
ไม่ได้พังข้าวของในบ้าน ขโมยอาหารแบบเจ้า Garfield แน่นอน

ก็เป็นเรื่องราวอมยิ้มน่ารักๆ พอให้คนรักแมวได้รู้จักสองเหมียวฝาแฝด Garfield คู่นี้นะครับ
Ganmo & Tsukune ถ้าอยากรู้จักเรื่องราวมากขึ้น คงต้องอ่านภาษาญี่ปุ่่นออกหน่อย จะได้อ่านบล็อกเค้าได้
ที่นี่นะครับ http://ganmo1217.blog26.fc2.com/ คุณเจ้าของจะชอบถ่ายวีดีโอขึ้นมากกว่าถ่ายรูปสักหน่อย
ทาง Youtube ก็ติดตามช่องของสองเหมียวได้ที่นี่ http://www.youtube.com/user/tomopi2003

ส่วนถ้าอยากตามกันรายวัน ก็มาที่เฟสบุ๊กของผมได้เช่นกัน จะเอารูปมาอัพเดตให้ชมความน่ารักกันสม่ำเสมอ
https://www.facebook.com/CatCakeMaru ก็หวังว่าจะชอบสองเหมียวน่ารักคู่นี้นะครับ ^_^

My Pastry Journey #13: Banana Cake

อยากจะลองทำเมนูแบบร้านขนมหะรูหะรากับเขามั่ง แต่ฝีมืออาจจะยังไม่ถึง ^^”
สัปดาห์นี้ก็เลยลองเมนูบ้านๆที่หลายคนก็คงเคยกินมาทำดีกว่า จะได้ฝึกฝีมือมากขึ้น
ก็เลยยังไม่พ้นเมนูเค้กเหมือนเดิม เพราะกินได้ทั้งบ้าน วันนี้เลยทำ Banana Cake ครับ

Banana Cake เค้กกล้วยหอมอย่างที่เรารู้จักกัน ก็ไม่ได้เป็นเมนูที่แปลกจากขนมที่เคยทำ
เพราะมันก็คือเค้กเนยแต่ใส่กล้วยหอมลงไปนี่แหละ ฉะนั้น อยากทำเค้กผลไม้อะไรก็ใส่ผลไม้ลงไปเนอะ
แต่รับประกันผลหรือเปล่าก็คำนวณส่วนผสมให้ดีๆนะ (ฮี่ฮี่) เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

Photobucket

ส่วนผสมทำเค้กกล้วยหอม มีตามนี้ครับ

แป้งเค้ก 1 3/4 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา
ผงฟู 3 ช้อนชา
ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 3 ฟอง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
เอสพี 2 ช้อนชา
เนยละลาย 3/4 ถ้วย
โยเกิร์ตธรรมดา 1 กระป๋อง
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วานิลลา 1 ช้อนชา
กล้วยหอมบด 200 กรัม (ประมาณ 2 ลูก)

ใครที่อยากดูสูตรเค้กเนยที่เคยทำไปแล้ว ไปตามนี้ได้เลยนะครับ My Pastry Journey #3: Butter Cake

Photobucket

เอาล่ะ เรามาเริ่มทำกันเลยดีกว่า

1. เริ่มจากร่อน แป้ง ผงฟู และเกลือ แล้วพักไว้ก่อน
2. จากนั้นตี ไข่กับน้ำตาล ในปริมาณเพิ่มเป็น 3 เท่า ใส่เอสฟีตามลงไป
ผมลองใช้น้ำตาลทรายแดงผสมลงไปด้วย กะว่าอยากให้สีเข้มขึ้น แต่ดูก็ไม่ค่อยเข้มเท่าไหร่ ^^”
3. จากนั้นเอาเนยไปตั้งไฟให้ละลาย แล้วเอาแป้งที่ร่วมไว้มาผสมลงในไข่ ใส่สลับกับเนยและโยเกิร์ตจนหมด
4. ปิดด้วย น้ำมะนาวและวานิลลา ผสมพอเข้ากัน

Photobucket

จากนั้นก็ได้เวลาใส่กล้วยบดลงไป จะผสมด้วยไม้พายหรือว่าจะใช้เครื่องตีผสมก็ได้
ผสมพอเข้ากัน ให้เห็นว่ากล้วยเป็นส่วนผสมเนื้อเดียวกับส่วนผสมเค้กแล้วก็เป็นใช้ได้

จากนั้น เตรียมพิมพ์เค้กกันได้ จากปริมาณส่วนผสมจะได้เท่ากับ เค้ก 2 ปอนด์ 2 ก้อน
แต่ถ้าใครอยากจะทำเป็นแนวคัพเค้ก ก็เตรียมพิมพ์คัพเค้กไว้ด้วย แล้วแต่ชอบครับผม ^_^

Photobucket

ตั้งเตาอบที่ 180 C ใช้ไฟล่างอบ เวลาอบประมาณ 15-20 นาที จนเนื้อเค้กไม่ติดไม้ขึ้นมาเป็นใช้ได้

เผอิญว่ามีสตรอเบอร์รี่ในตู้เย็น ก็เลยลองใส่ไปด้วย เพราะอยากรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง
เท่าที่บอกได้ก็คือ อย่าใส่เลยครับ (แหะๆ) เพราะมันทำให้เนื้อเค้กไม่จับตัวดี แอบแหยะๆด้วย ^^”

Photobucket

เอาล่ะครับได้แล้ว เค้กกล้วยหอมของเรา…

แบ่งส่วนผสมไปใส่พิมพ์คัพเค้ก (ที่ดันใส่สตอรเบอร์รี่แล้วออกมาไม่สวย) เค้กก็เลยชิ้นไม่ใหญ่เท่าไหร่ครับ
เนื้อเค้กออกมานุ่มดี รสชาติดีครับ แช่ตู้เย็นแบบเค้กเนยแล้วกินก็ยิ่งอร่อยขึ้นด้วย ลองทำกันดูได้นะครับ

ครั้งต่อไปคิดว่าจะลองเมนูที่ไม่ใช่เค้กบ้างแล้วล่ะ แล้วเจอกันใหม่ครับผม…

My Pastry Journey #12: Marble Cake

ไม่ได้เขียนบล็อกมาเป็นเดือนเลย เจองานโน้นเคลียร์งานนี้ เวลาทำขนมใหม่ก็เลยไม่ค่อยมี
เดี๋ยวจะห่างเหินเกินไป (ที่จริงก็เกินแล้วล่ะ) เลยนึกเมนูขนมใหม่ง่ายๆที่ใครหลายคนก็น่าจะเคยกิน
ก็เลยหยิบแป้งหยิบเนย น้ำตาล ช็อกโกแลตที่มีอยู่ แล้วก็ออกมาเป็นเมนูวันนี้ที่กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง

Marble Cake เมนูหน้าตาสวยๆที่หลายคนน่าจะเคยกิน เค้กที่ผสมกันระหว่างเค้กเนยกับช็อกโกแลต
เป็นเค้กแนวรักพี่เสียดายน้องของคนที่ชอบทั้งเค้กเนยและช็อกโกแลต ก็เลยเอามาผสมกันซะเลย ^^”
เผอิญว่าผมดันเป็นคนประเภทนั้น ก็เลยลองทำซะหน่อย เอาล่ะ มาเริ่มลองทำกันเลยดีกว่า

Photobucket

ส่วนผสมเค้กเนย
(1) แป้งเค้ก 1 3/4 ถ้วย
(1) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(1) ผงฟู 3 ช้อนชา
(2) ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 3 ฟอง
(2) น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
(2) เอสพี 2 ช้อนชา
(3) เนยละลาย 3/4 ถ้วย
(3) โยเกิร์ตธรรมดา 1 กระป๋อง
(3) วานิลลา 1 ช้อนชา

ส่วนผสมเค้กช็อกโกแลต
(1) น้ำร้อน 1/2 ถ้วย
(1) ผงโกโก้ 2/3 ถ้วย
(1) เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
(2) น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
(2) แป้งสาลี 1 ถ้วย
(2) ผงฟู 1 1/2 ถ้วย
(2) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(3) เนยสด 1/4 ถ้วย
(4) ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 1 ฟอง
(4) โยเกิร์ตธรรมดา 1/2 กระป๋อง
(4) วานิลลา 1 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มทำส่วนผสมเค้กเนยก่อนดีกว่า

1. เริ่มจากเบอร์ (1) แป้งเค้ก ผงฟู และเกลือ ร่อนเข้าด้วยกัน แล้วพักไว้ก่อน
2. จากนั้นเอาเบอร์ (2) ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ตีสปีดกลางจนปริมาณเพิ่ม 3 เท่า แล้วใส่เอสพีผสมลงไป
3. ไปที่ส่วนเบอร์ (3) เอาเนยสดไปตั้งไฟให้ละลาย แล้วเอาแป้งที่พักไว้มาผสมสลับกับ เนยและโยเกิร์ต
4. ผสมเนยละลาย โยเกิร์ต และส่วนผสมแป้งสลับกันจนหมดแล้ว ปิดท้ายด้วยวานิลลา

เท่านี้เราก็จะได้ส่วนผสมเค้กเนยแล้ว พักเอาไว้ก่อน เตรียมไปทำส่วนผสมเค้กช็อกโกแลตต่อ
สำหรับใครที่อยากทำเค้กเนยเพียวๆ ไปดูวิธีทำกันได้ตามนี้เลยนะครับ My Pastry Journey #3: Butter Cake

Photobucket

เรามาทำเค้กช็อกโกแลตกันต่อ

1. เริ่มจากนำเบอร์ (1) ผงโกโก้ ละลายในน้ำร้อนและตามด้วยเนยสดผสมลงไป
2. จากนั้นนำเบอร์ (2) แป้งสาลี น้ำตาลทราย ผงฟู เกลือ ร่อนเข้าด้วยกัน
3. นำส่วนผสมเบอร์ (3) เนยสด ใส่ลงไปพร้อมกับผงโกโก้ละลาย ลงในส่วนผสมแป้ง ตีสปีด 1 ให้เข้ากัน
4. นำส่วนผสมเบอร์ (4) ไข่ไก่ โยเกิร์ต วานิลลา ใส่ตามลงไปพร้อมกัน ตีสปีด 1 ให้เข้ากันประมาณ 2 นาที

ได้แล้วครับ ส่วนผสมเค้กช็อกโกแลต แล้วเราก็มีส่วนผสมเค้กเนยแล้วด้วย
ใครอยากทำเค้กช็อกโกแลตเต็มๆ ไปตามนี้ได้นะครับ My Pastry Journey #10: Betty’s Chocolate Cake

Photobucket

เอาล่ะ ได้เวลาผสมเค้กเนยและเค้กช็อกโกแลตเข้ากันแล้ว…
ตามส่วนผสมนี้ จะได้เค้ก 2 ปอนด์ประมาณ 3 ก้อน ให้เตรียมพิมพ์เหลี่ยมหรือพิมพ์กลม 2 ปอนด์ตามนั้น

1. เทส่วนผสมเค้กเนยไปครึ่งพิมพ์ก่อนทั้ง 3 พิมพ์ จากนั้นก็เทส่วนผสมเค้กช็อกโกแลต กะแบ่ง 3 พิมพ์เท่ากัน
2. เอาช้อนคนส่วนผสมช็อกโกแลตให้เป็นลายหินอ่อน คนจากก้นขึ้นมา ช็อกโกแลตจะได้ไม่นอนก้น
3. อุ่นเตาอบที่ 180 C 10 นาที หลังจากนั้นก็เอาส่วนผสมเข้าเตาอบ อบไฟล่างประมาณ 30-35 นาที
4. ลองเอาไม้จิ้มลงไปแล้วไม่มีเศษเค้กติดขึ้นมา เป็นอันใช้ได้ เราก็ได้ Marble Cake แล้ว ^__^

Photobucket

ได้แล้วครับผม Marble Cake แง่มๆ ^__^

เที่ยวนี้ไม่ได้คนให้ทั่วพอ ช็อกโกแลตเลยนอนก้นเยอะเหมือนกัน (ถึงบอกให้คนจากก้นพิมพ์ด้วยไงครับ) ^^”
ใครได้ลองทำอย่าลืมคนให้ทั่วนะครับ ลายจะได้สวยๆ ส่วนรสชาติ ทดสอบแล้วว่าอร่อยใช้ได้ครับ (ฮี่ฮี่)

สัปดาห์นี้มากิน Marble Cake กัน แล้วคราวหน้าจะหาขนมเมนูใหม่มาทำให้ทานกันต่อครับผม…

My Pastry Journey #11: Blueberry Cheesecake

My Pastry Journey กลับมาแล้วครับ ช่วงนี้ทำไม่ทุกสัปดาห์เท่าไหร่ เพราะมีงานและกระเป๋าแห้งๆ ^^”
เมนูนี้ว่าจะทำมาให้เพื่อนๆได้ดูนานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำซะที เพราะว่าส่วนประกอบแต่ละอย่างนี่แพงจับใจ
ยิ่งยุคข้าวของแพงแบบนี้ด้วย แต่เอาน่า ในฐานะสาวกบลูเบอร์รี่เป็นทุนเดิม ก็พลาดเมนูนี้กันไม่ได้ล่ะครับ

Blueberry Cheesecake คงจะเป็นเมนูที่หลายๆคนโดยเฉพาะสาวๆน่าจะชอบ
ทั้งชอบและทั้งกระอักกระอ่วนใจ เพราะกินมากไปก็ไม่ดี แต่ทั้งหน้าตาและรสชาติมันก็ชวนกิน
แล้วชีสเค้กก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ขั้นตอนการทำง่ายเหลือเชื่อ ผิดกับราคาที่แสนแพงของมัน

Photobucket

เรามาดูส่วนประกอบในการทำบลูเบอร์รี่ชีสเค้กกันดีกว่า

ฐานครัสต์
แครกเกอร์ 1 แถว (แครกเกอร์ริซนั่นแหละครับ หรือใครอยากใช้โอริโอ้ก็ตามแต่ชอบ)
เนยสดนิ่ม 4 ช้อนโต๊ะ

ชีสเค้ก
ครีมชีสฟิลาเดเฟีย 1 ก้อน (ตัวแพงเลย T.T)
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
ครีมเปรี้ยว 1 ถ้วขขาย
ไข่ไก่ 2 ฟอง (เบอร์ 1)
วานิลลา 1/2 ช้อนชา

แล้วก็บลูเบอร์รี่กวนสำเร็จรูป 1 กระป๋อง (นี่ก็ตัวแพงอีกเหมือนกัน T.T)
ซึ่งใครจะทำเองก็ได้ แต่ว่าซื้อที่เป็นกระป๋องแล้วจะดีกว่า เพราะมันถูกกว่าทำเอง (จริงๆครับ)

Photobucket

เอาล่ะครับ มาทำกันดีกว่า เริ่มจากฐานครัสต์ก่อน

1. เริ่มแรกก็ทำฐานครัสต์ก่อน เอาแครกเกอร์มาตำป่นให้ละเอียดจนหมดแถว
2. เสร็จแล้วก็ผสมเนยลงไปในแครกเกอร์ป่น คลุกเคล้าให้เข้ากันจนจับตัวเป็นก้อนๆ
3. เอาแครกเกอร์ที่ผสมเนยไปกรุฐานแม่พิมพ์เค้ก 2 ปอนด์แน่นๆให้ทั่ว ปูกระดาษไขก่อนกรุนะครับ
4. เอาเข้าไปอบที่ 180 C ประมาณ 10 นาที เท่านี้เราก็จะได้ฐานครัสต์แล้ว

Photobucket

จากนั้น เรามาทำตัวชีสเค้กกัน

1. เอาครีมชีสออกมาตีให้นิ่ม ตีไปจนกระทั่งครีมชีสขึ้นฟู (จะสังเกตได้ว่าชีสจะดูนิ่มและจับยอดแหลมๆหน่อย)
2. เสร็จแล้วให้ใส่น้ำตาลตามลงไป ตีที่สปีดกลางจนหมด
3. จากนั้นใส่ครีมเปรี้ยว และไข่ไก่ ลดสปีดลงมาที่สปีดต่ำ
4. ปิดท้ายด้วยวานิลลา ผสมให้พอเข้ากัน

ถึงตรงนี้ใช้เวลาไม่นานมากครับ ใครชอบให้หวานขึ้นก็ใส่น้ำตาลเพิ่มได้ แต่ 1 ถ้วยนี่กำลังดีแล้ว
แต่ถ้าใครอยากได้กลิ่นครีมชีสก็ลดน้ำตาลลงมาหน่อย แต่คิดว่าส่วนใหญ่คงไม่ค่อยจะชอบกัน ^^

Photobucket

จากนั้น ขั้นตอนตรงนี้สำคัญ ไม่เหมือนเค้กทั่วไปครับ

1. เอาส่วนผสมชีสเค้กเทลงไปบนตัวครัสต์
2. ให้คลุมตัวพิมพ์เค้กด้วยอลูมิเนียมฟลอยด์ให้ทั่ว ก่อนที่จะวางไว้บนถาดที่มีน้ำ (สำคัญครับ)
3. เอาเข้าเตาอบที่ 170 C ประมาณ 50-60 นาที หรือจนเห็นไอน้ำจับตัวหน่อยๆบนหน้าเค้กเป็นใช้ได้
4. หลังอบเสร็จแล้ว อย่าเปิดเตาทันที ทิ้งไว้ในเตา 4 ชั่วโมง เพราะเดี๋ยวหน้าเค้กยุบครับ

ที่บอกว่าขั้นตอนสำคัญก็คือ ต้องคลุมพิมพ์เค้กด้วยฟลอยด์ และวางตัวพิมพ์บนถาดน้ำ
ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาอุณหภูมิในเตาให้คงที่ และทำให้เนื้อเค้กเนียนนุ่มและไม่แห้ง สีสม่ำเสมอทั้งก้อนนั่นเองครับ
และอย่างสุดท้ายก็อย่างที่บอกไว้ในข้อ 4 อย่าเปิดเตา เพราะหน้าเค้กจะยุบนั่นเองครับ

Photobucket

หลังจากครบ 4 ชั่วโมง ก็เอาชีสเค้กไปแช่ไว้ทั้งคืนเลยครับ (หน้าไหม้ไปหน่อย อบนานไปนิดนึงน่ะครับ) ^^”
หลังจากแช่ทั้งคืนก็มาเอาเค้กออกจากฐานกัน ช่วงนี้จะยากๆนิดนึง ใจเย็นๆค่อยๆเอาออกจากฐานพิมพ์นะครับ

จากนั้นก็เอาบลูเบอร์รี่มาราดได้แล้วล่ะครับ มากน้อยก็ตามแต่ชอบเลย เท่านี้เราก็กินได้แล้วครับ d^o^b

Photobucket

หลังจากอดทนรอมาหนึ่งคืน ก็ได้แล้วครับ Blueberry Cheesecake

ขั้นตอนการทำค่อนข้างง่ายและรวดเร็วมากสำหรับชีสเค้ก เพียงแต่ต้องอดทนรอสักนิดเพื่อจะได้กินของอร่อย
แต่ก็คุ้มค่าของอร่อยล่ะครับ แต่คงไม่ทำกันบ่อยๆ เพราะนอกจากส่วนผสมจะแพงแล้ว อีกเรื่องก็คือ “อ้วน” ^^”

สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับชีสเค้กกัน แล้วครั้งหน้าจะมาพร้อมเมนูใหม่ๆครับ สวัสดีครับ

The Avengers (B+): รวมพลยอดมนุษย์เที่ยวนี้ “เวิร์ก”

เห็นคนเค้าแห่ไปดูกันเป็นว่าเล่น เดี๋ยวจะตกกระแส เลยต้องรีบตามไปดูกับเค้ามั่ง
อุตส่าห์รอกันมาตั้งหลายปีดีดัก ปูฮีโร่แต่ละตัวกันมา หยอดนิดหยอดหน่อยตอนท้ายทุกเรื่อง
ก็ได้ฤกษ์กันซะที กับรวมเหล่ายอดมนุษย์ฉบับ Marvel เรื่องนี้ The Avengers

The Avengers เรื่องราวก็คงไม่ต้องบอกกันมาก เพราะเห็นตามสื่อกันแทบจะครบหมดก่อนดูแล้ว
เรื่องก็คือ Loki น้องชายผู้แสนจะอาภัพของพี่ Thor จะเอากองทัพมาบุกโลกเพื่อจะยึดครองโลก
เลยร้อนถึงหน่วยชีลด์ที่ต้องรวบรวมเหล่ายอดมนุษย์เพื่อปกป้องโลกจากกองทัพเทพต่างดาวไว้
แต่เหล่าฮีโร่ที่แสนจะแตกต่างกันทั้งนิสัยและปูมหลังแต่ละคน จะรวมพลังปกป้องโลกได้ยังไง

วันนี้จะกลับมาเขียนแบบปกติวิจารณ์ทั่วไป หลังจากเขียนแบบหัวข้อแล้วรู้สึกไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ^^”

Photobucket

เมื่อเป็นการรวมตัวกันของหลายตัวละครแล้ว สิ่งที่มักจะพาหนังตกม้าตายกันทุกครั้งคือ ตัวละคร นี่แหละ
เพราะรวมกันหลายตัวทีไร จะเกิดเหตุการณ์แบบว่าตัวละครบางตัวจำต้องโดนทิ้ง เพราะไม่มีเวลาเล่า

แต่กับ The Avengers ต้องขอบคุณอานิสงค์ของหนังแยกของแต่ละตัวละครก่อนหน้านี้ที่ทำกันมา
เพราะทำให้ไม่ต้องมาเสียเวลาปูปูมหลังนิสัยตัวละครกันให้มากความ เข้าเรื่องได้เลย ขัดแย้งกันได้เลย
แล้วถึงแม้ไม่ต้องเสียเวลา หนังก็ทำให้คนที่ไม่เคยดูได้เข้าใจคาแรกเตอร์ตัวละครได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
หนังใช้วิธีการ 1 ฉากจบ บอกคาแรกเตอร์ตัวละคร ทำให้คนดูไม่มีใครถูกทิ้งให้งงคาโรงว่าใครเป็นใคร

Photobucket

หนังเฉลี่ยความสำคัญของตัวละครได้ครบ ซึ่งจะว่าไปก็ต้องยกความดีให้กับการเลือกตัวละครด้วย
เพราะตัวละครแต่ละตัว มีคาแรกเตอร์ต่างกันที่เกื้อหนุนต่อภารกิจต่อกันได้อย่างเหมาะเจาะและลงตัว
มีทั้งฝ่ายบู๊อย่าง Hulk ฝ่ายบุ๋นมุทะลุแบบ Iron Man มีหัวหน้าทีมแบบ Captain America
มีสายลับ Black Widow และตัวที่จับแยกและเอากลับมารวมได้ถูกเวลาอย่าง Thor และ Hawkeye
โดยเฉพาะตัวละคร Hulk ที่ต้องบอกว่า กลับฟื้นคืนชีพได้ก็คราวนี้ แบบที่หนังเต็ม 2 ภาคยังทำให้ไม่ได้
เมื่อหนังเดินไป แต่ละคนก็มีหน้าที่ที่เกื้อหนุนกันชัดเจน เวลากู้โลกก็ใช้ประโยชน์ทุกคนได้ครบกระบวนท่า

Photobucket

ตัวละครอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Loki โลกิในหนังครั้งนี้ ฉายคาแรกเตอร์ได้ชัดกว่าใน Thor ขึ้นอีก
Loki แสดงให้เห็นถึงภาพของน้องผู้อาภัพของ Thor ที่อยากมีที่ยืนของตัวเอง รวมถึงความเจ้าเล่ห์ของตัว
และนิสัยที่ยังเหมือนเด็กไม่รู้จักโต Loki เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มากยิ่งกว่าครั้งแรกที่ปรากฎใน Thor อีก
แม้ใครอาจจะบอกว่า ก็เพราะ Loki เป็นผู้ร้ายหลัก แต่ก็เป็นผู้ร้ายที่ต้องอยู่ท่ามกลาง 6 ฮีโร่แบบนี้
ยังไม่โดนกลืน แถมโดดเด่นจนน่าสงสารได้ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จแล้วในการสร้างคาแรกเตอร์นี้

Photobucket

จุดดีอีกอย่างหนึ่งของหนังคือ การเดินเรื่องที่ครบถ้วนและรวดเร็ว แม้ว่าหนังก็จะยังเล่าแบบสูตรสำเร็จ
ที่ตัวละครมาเจอกัน ปูมหลังต่างกัน มีความขัดแย้ง แล้วก็เป็นความขัดแย้งแบบง่ายๆไม่มีอะไรซับซ้อนด้วย
แต่การเดินเรื่องแบบสูตรสำเร็จ ก็ไม่ใช่ความผิดไม่ใช่หรือ ตราบใดที่ยังรักษาจังหวะและเนื้อเรื่องหนังได้อยู่
เพราะการเล่าเรื่องหนังที่ดีคือ การเล่าเรื่องให้มีเหตุผลและลงตัว เอาตรงนี้ให้ได้ก่อน อย่าไปหาอย่างอื่น

Photobucket

หนังไม่เสียเวลาเอาตัวละครมาเจอกัน ใช้วิธีสร้างความขัดแย้งได้ง่ายแต่ฉลาด และยังมีอารมณ์ขันด้วย
ก่อนจะพาเข้าสู่ข้อมูลของหนัง เรื่องลูกบาศก์พลังเทเซอแรค หนังอาจจะใช้เวลาพอสมควรในการปูเรื่องตรงนี้
แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ปมและคาแรกเตอร์ของตัวละครเอามาเสริมการเล่าให้เป็นประโยชน์ระหว่างเล่าให้ข้อมูลไป
และยังเดินเส้นเรื่องหลักที่ Loki จะบุกโลกไปพร้อมกันได้ดี ที่แม้แต่คนรอจะดูโลกโดนบุกท่าเดียวก็ยังไม่เบื่อ

และพอถึงฉากถล่มโลก ก็ถล่มกันสะใจและให้ความรู้สึกบุกโลกจริงๆ ไม่เหมือนใน Transformer (แอบกัด)
ฮีโร่ได้แสดงพลังตัวเองคุ้มค่าเต็มที่ พอพวก Loki บุกมาไม่หยุดก็ยังทำให้รู้สึกว่าสิ้นหวังได้จริงอีกด้วย
ถึงจะบุกแค่ในแมนฮัตตันก็เถอะ ยังดีกว่าโม้ว่าบุกไปทั่วโลก แต่กลับรู้สึกหร๋อมแหร๋มแบบหนังบางเรื่อง (แอ๊ะๆ)

Photobucket

ถ้าจะมีอะไรที่ขัดใจบ้างสำหรับหนังก็ตรงที่ หนังอาจจะลงลึกตัวละครบางตัวได้แบบผิวๆไปสักหน่อย
โดยเฉพาะตัวละครอย่าง Black Widow กับ Loki ยังรู้สึกว่าหนังน่าจะเล่นกับความเจ้าเล่ห์ตัวละครได้อีก
บทสนทนาและการกระทำบางอย่างดูยังไม่คมคายนัก อย่าง Loki บ่อยครั้งก็เป็นผู้ร้ายแบบโต้งๆเลย
หรืออย่าง Black Widow เป็นตัวละครที่ผมเห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย ยิ่งกับฉากที่เผชิญหน้ากับ Loki
และปูมหลังกับ Hawkeye ที่น่าสนใจทีเดียว แต่หนังก็หยุดไว้แค่นั้น คงต้องไปลุ้นเอาภาคแยกล่ะมั้ง ^^

แต่ว่ามองในอีกมุม นี่ไม่ใช่ The Dark Knight ที่จะให้น้อง Loki ร้ายลึกแบบ Joker ซึ่งก็ไม่ใช่
และหนังก็ไม่มีเวลาให้เสียมากขนาดนั้น นี่คือ Pace ที่เหมาะสมและเล่าเรื่องได้กระชับลงตัวแล้ว
เพียงแค่รู้สึกว่า หนังพา Loki มาได้ไกลกว่าใน Thor แล้ว อยากให้ลงลึกไปอีกสักนิดก็น่าจะดี
ส่วนตัวละครฮีโร่อื่นขอยกประโยชน์ให้ และไปดูหนังแยกเดี่ยวพวกเขาดีกว่า เห็นชัดกันหมดทุกคน ^^

Photobucket

สุดท้าย ความน่ารักของหนังเรื่องนี้ก็คือ มุขคาแรกเตอร์ขำขัน ที่มีให้เห็นตลอดทางของหนัง
โดยเฉพาะการเล่นกับคาแรกเตอร์ตัวละคร ซึ่งทำให้ดูเป็นธรรมชาติมาก เพราะมันกลมกลืนไปกับหนัง

การเล่นกับการหลงยุคของกัปตัน…ที่เวลาคนอื่นเข้าพูดอะไร ก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ความกวนประสาทของพี่เตารีด…อันนี้ผมว่ายังจัดแค่ขำๆ อยากดูจัดเต็มต้องไปดูใน Iron Man
ความเป็นพี่น้องของ Thor กับ Loki…ธอร์ป้องน้องแต่อยู่ๆก็…(ไปดูเอง) หรือตอนลงมาสู้กัน
และการเล่นกับความเป็น Hulk…ซึ่งมีโมเมนต์ที่คนต้องขำอย่างน้อยก็สองครั้งในหนังแน่นอน

หลายคนอาจมองแค่มุขขำๆ แต่ผมมองว่าเป็นมุขที่เนียนตาดีมาก เพราะเล่นกับคาแรกเตอร์ตัวละคร
ซึ่งคนทำหนังไทยเราก็น่าจะศึกษาได้เช่นกันว่าเขาเล่นยังไงให้เนียนตาและเข้ากับตัวละครได้ดีด้วย
ไม่ใช่เอะอะก็เอามุขมาลงเพื่อตั้งใจให้ขำแบบที่เราเห็นกันโดยทั่วไป ซึ่งคนดูเขาเริ่มรู้สึกฝืดกันหมดแล้ว

Photobucket “ดูสนุกและคุ้มค่าตั๋ว มาตรฐานหนังฮีโร่ Marvel ยังเป็นอ๋องในตองอูครับ”

Photobucket
เอารูปนี้มาแทนที่จะเป็นโปสเตอร์ เพราะชอบเป็นการส่วนตัว ผมว่าสวยกว่าโปสเตอร์อีก

My Pastry Journey #10: Betty’s Chocolate Cake With Frosting

ลงไว้ในเฟสบุ๊กว่าจะมาลงสูตรให้ดูกลางสัปดาห์ ปรากฎว่าก็เลื่อนมาสุดสัปดาห์ตามเคย
คือ ที่จริงก็เคยทำเค้กช็อกโกแลตมาให้ดูกันแล้ว ถ้าใครจะได้เคยผ่านมาชมสูตรกันที่นี่
แต่ในความรู้สึกก็คือ ยังไม่พอใจกับผลงานที่ทำได้ ก็เลยอยากจะลองสูตรใหม่อีกครั้ง
เลยไปศึกษามาเอาให้ดียิ่งกว่าเดิม จนได้สูตรเค้กช็อกโกแลตใหม่มาตามชื่อนี่แหละครับ

Betty’s Chocolate Cake With Frosting ครั้งนี้ก็ได้สูตรมาจากคุณเบ๊ตตี้ครับ
ซึ่งคุณเบ๊ตตี้นี่ ก็เป็นคนทำขนมชื่อดังทางยูทูบ ซึ่งมีทั้งหนังสือและรายการของตัวเองด้วย
ซึ่งผมดูมาหลายคน คุณเบ๊ตตี้จะอธิบายและทำได้เข้าใจง่ายที่สุด แบบคนไม่เคยทำก็ทำเป็น
เรามาดูวิธีทำกันก่อน แล้วเดี๋ยวจะลงวีดีโอวิธีทำต้นฉบับของคุณเบ๊ตตี้ไว้ท้ายเรื่องนะครับ

Photobucket

มาดูกันก่อนว่าเราต้องเตรียมอะไรกันบ้าง

ซอสช็อกโกแลต
น้ำร้อน 1 ถ้วย
ผงโกโก้ 3/4 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
เนยสด 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมทำเค้ก
(1) น้ำตาล 2 ถ้วย
(1) แป้งสาลี 2 ถ้วย
(1) ผงฟู 3 ช้อนชา
(1) เกลือ 1 ช้อนชา
(2) เนยสด 1/2 ถ้วย (นิ่ม)
(3) ไข่ไก่ 2 ฟอง
(3) โยเกิร์ต 1 ถ้วยขาย (ขนาดถ้วยโยเกิร์ตที่เรากินกันเลย)
(3) วานิลลา 1 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำสูตรคุณ Betty กันเลย

เริ่มแรกให้ทำซอสช็อกโกแลตก่อน ให้เราเตรียมน้ำร้อนไว้ แล้วก็ร่อนผงโกโก้ลงไป
ตามด้วยเนยสดลงไปพร้อมกัน คนให้ทั่วจนผงโกโก้และเนยละลายหมด เราก็ได้ซอสแล้ว

Photobucket

ขั้นตอนต่อไป…

– เอาเบอร์ (1) คือ น้ำตาล แป้งสาลี ผงฟู เกลือ มาร่อนเข้ากันแล้วพักไว้
– เสร็จแล้วก็เอาซอสช็อกโกแลตที่ทำไว้มาเทลงในแป้งที่ร่อนไว้ พร้อมกับเบอร์ (2) เนยสด
– แล้วตีด้วยเครื่องสปีดเบอร์ 1 ต่ำสุด ตีให้เข้ากัน ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่เกินนาทีก็เข้ากันแล้ว

Photobucket

จากนั้น…

– เอาเบอร์ (3) คือ ไข่ไก่ โยเกิร์ต วานิลลา เทตามลงไปพร้อมกันหมด
– แล้วก็ตีด้วยเครื่องสปีดเบอร์ 1 ต่ำสุดเช่นเคย ตีไป 2 นาทีจนได้ส่วนผสมข้นตามรูป

Photobucket

หลังจากนั้น…

– เตรียมแม่พิมพ์เค้กขนาด 2 ปอนด์ 2 พิมพ์ ปูกระดาษไขและทาเนยให้เรียบร้อย เทส่วนผสมลงไป
– แล้วก็อบที่อุณหภูมิ 176 C ประมาณ 25-30 นาที หรือจนกว่าจะไม่มีเศษเค้กติดขึ้นมาเป็นใช้ได้
– เวลาอบก็อบไฟล่างสักประมาณ 20 นาที เวลาที่เหลือก็ปรับไปที่ไฟบนนะครับ

เท่านี้เราก็จะได้ตัวเค้กแล้ว แต่เที่ยวนี้ที่ทำ ตัวผมเองก็ดันทำพลาดไปพิมพ์นึงเพราะไม่คนส่วนผสมให้ดี
แถมไปปรับไฟต่ำกว่าสูตรอีก เพราะคิดว่าเตาตัวเองร้อนไป เค้กเลยสุกไม่ทั่ว เลยต้องโยนทิ้งไปฟรีๆ
ดีที่ยังเหลืออีกพิมพ์นึง ก็เลยยังมีเค้กให้กินอยู่ ไม่งั้นขายหน้าแย่ อุตส่าห์ทำตามสูตรคุณเบ๊ตตี้แล้ว ^^”

Photobucket

หลังได้เค้กเสร็จ เราก็มาทำหน้าฟรอสติ้งกันครับ

สำหรับหน้าฟรอสติ้ง สิ่งที่ต้องเตรียมก็มี
ช็อกโกแลตละลาย 2 ออนซ์
เนยสด 3 ช้อนโต๊ะ (นิ่ม)
น้ำตาลไอซิ่ง 1 1/2 ถ้วย
นมสด 3 ช้อนโต๊ะ
วานิลลา 2 ช้อนชา

การทำหน้าฟรอสติ้ง มีขั้นตอนเพียงเล็กน้อย
– เริ่มจากเอาเนยกับช็อกโกแลต มีตีผสมให้เข้ากันก่อน ใช้สปีดเบอร์ 1 ครับ
– จากนั้น ใส่น้ำตาลไอซิ่ง นมสด วานิลลา ลงไปพร้อมกัน
– ตีที่สปีดเบอร์ 1 ให้เข้ากันก่อน แล้วเพิ่มเป็นสปีดกลางเบอร์ 4 ตีไปประมาณ 2 นาที

เท่านี้เราก็จะได้ฟรอสติ้งไว้ทาหน้าเค้กแล้ว ตามที่เค้าบอกมา ถ้ายังไม่เข้มข้นพอให้ใส่น้ำตาลไอซิ่งเพิ่ม
แล้วที่ได้ยินมาอีกวิธีคือ ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ เพื่อใฟ้ฟรอสติ้งอยู่ตัว ก็ต้องลองกันดูนะครับ

นี่ก็เป็นวีดีโอ Chocolate Cake ของคุณ Betty นะครับผม

ตามส่วนผสมที่คุณเบ๊ตตี้ทำอาจจะมีบางอย่างที่ไม่ตรงกับสูตรที่ผมลง อย่างโยเกิร์ตเป็นต้น
เพราะคุณเบ๊ตตี้ใช้ Buttermilk แต่บัตเตอร์มิลค์ใช้โยเกิร์ตแทนกันได้ครับ อันนี้มีคนบอกมา
แล้วก็คุณเบ๊ตตี้ทำ Frosting 2 แบบเลย และในนี้ไม่ได้มีบอกสูตรฟรอสติ้งไว้ ผมไปดูอีกวีดีโอนึงมาครับ

ก็ใครฟังภาษาอังกฤษคล่องก็แนะนำครับผม ช่อง Betty’s Kitchen ยังมีสูตรขนมน่าทำน่าทานอีกเยอะครับ ^^

Photobucket

หลังจากทาหน้าเค้กแล้ว เราก็ได้แล้วครับ Chocolate Cake สูตรคุณเบ๊ตตี้ครับผม

หน้าตาอาจจะไม่ได้ใกล้ของคุณเบ๊ตตี้เท่าไหร่ เพราะเสียเค้กไปหนึ่งพิมพ์ด้วย แต่ขอบอกว่าเค้กนิ่มมากครับ
แล้วก็ผมทาฟรอสติ้งบาง เพราะที่บ้านไม่ค่อยชอบกินฟรอสติ้งกัน แต่กินกับฟรอสติ้งก็ยิ่งอร่อยครับ
แช่ไว้ในตู้เย็นได้นาน แค่คลุมเค้กไว้ดีๆก็พอครับ เค้กยังนิ่มกินไปได้เป็นสัปดาห์เลย (ถ้าไม่อยากรีบกินนะ อิอิ)

สัปดาห์นี้ไม่ได้ทำขนมเมนูใหม่ ก็ลองขนมสูตรคุณเบ๊ตตี้กันนะครับ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ

Pastry History: Muffin

สัปดาห์นี้ จะลองทำเค้กช็อกโกแลตอีกสูตร แต่ก็เหลวอีกครั้ง (ที่เคยเห็นทำได้ นั่นรอดหวุดหวิด) ^^”
เฮ้อ! ไม่ถูกกับเมนูช็อกโกแลตจริงๆ ต้องศึกษาเพิ่มอีก จะเอาให้ได้ คาใจกับช็อกโกแลตมากมาย >.<
วันนี้เลยจำต้องคั่นสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของขนมอร่อยๆที่เรากินไปพลางๆ เดี๋ยวบล็อกจะเงียบเหงาไปซะ
ก็ตามหัวเรื่องที่ขึ้นไว้ วันนี้จะพาไปรู้จักเรื่องราวความเป็นมาของ Muffin กันครับผม

Photobucket

Muffin ที่เรารู้จักกันเป็นขนมที่ถือกำเนิดในอเมริกา ซึ่งบางคนอาจจะสับสนกับคัพเค้กที่หน้าตาใกล้กัน
มัฟฟิ่นนั้น จะไม่ได้มีรสหวานเท่าคัพเค้ก และไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาสวยๆ แต่จะนิยมใส่ไส้ต่างๆมากกว่า
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็พวก ช็อกโกแลตชิป บลูเบอร์รี่ กล้วย ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟักทอง
ต่อมา แทบทุกอย่างก็ใส่ในมัฟฟิ่นได้หมด ตั้งแต่ส้ม แครอท อัลมอนด์ กระทั่งแตงกวาก็ยังมีเลย (แหวะ)

สำหรับมัฟฟิ่นนั้น เป็นเมนูยอดนิยมในหนังสือสูตรอาหารของคนอเมริกันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19
โดยที่สูตรมัฟฟิ่นนั้นมีทั้งแบบใช้ยีสต์ และไม่ใช้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นมัฟฟิ่นที่ใช้ยีสต์กันอีกแล้ว

Photobucket
มัฟฟิ่นข้าวโพด อีกเมนูยอดนิยมของคนอเมริกัน

ขนาดของมัฟฟิ่นโดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอดีมือของผู้ใหญ่ปกติ และนิยมทานในช่วงเวลาเช้าๆ
บางคนก็ทานเป็นมื้อเช้าไปเลย (เหมือนน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋) แล้วก็ยังกินได้ในหลายโอกาส
เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ คนอเมริกันที่ถือเป็นที่รู้จักในการทำมัฟฟิ่นก็มีมัฟฟิ่นอาหารเช้าของเขา
เรียกว่า Corn Muffin ทำจากข้าวโพดนี่แหละ หน้าตาจะเพลนๆ รสชาติก็เหมือนกินพวกซีเรียล
แต่ออกอารมณ์ขนมปัง ตัดมาทาเนยกินได้ จุ่มกาแฟอะไรอย่างนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่าง

Photobucket
มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ หน้าตาก็ขนมปังก้อนดีๆนี่เอง

เมื่อพูดถึงคนอเมริกันแล้ว ก็คงจะพูดถึงคนอังกฤษไม่ได้ เพราะอะไรที่อเมริกันมี อังกฤษก็มักจะต้องมี
มัฟฟิ่นของอังกฤษก็มีเหมือนกัน แต่บางคนอาจนึกไม่ถึงว่า หน้าตาแบบนี้มันเป็นมัฟฟิ่นกับเขาด้วยเหรอ
มัฟฟิ่นของอังกฤษจะเหมือนขนมปังก้อนกลมๆแบน ขึ้นฟูด้วยยีสต์ เวลากินก็ทาแยมทาเนยเอาแบบขนมปัง
ถ้าใครอยากลอง ไปที่แมคโดนัลด์ก็ได้ครับ มีมัฟฟิ่นอังกฤษให้กิน เคยสั่งมากินที เจ็บใจมาก
ก็ไอ้ชุดอาหารเช้าของแมคโดนัลด์ก็คือ เอามัฟฟิ่นอังกฤษประกบ เอามาแยกขายอีกที หัวเสธจริงๆ >.<

Photobucket
มัฟฟิ่นบลูเบอร์รี่ มัฟฟิ่นประจำรัฐ Minnesota

มัฟฟิ่นถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของคนอเมริกันเค้า และในบางรัฐ มัฟฟิ่นก็เป็นอาหารประจำเมืองด้วย
อย่างในรัฐ Massachusetts มัฟฟิ่นประจำเมืองของเขาก็เป็นมัฟฟิ่นยอดนิยมคือ Corn Muffin
ในรัฐ Minnesota มัฟฟิ่นประจำรัฐก็คือมัฟฟิ่นที่เป็นที่นิยมทั่วโลกอย่าง Blueberry Muffin
และที่ขาดไม่ได้คือ New York ซึ่งมัฟฟิ่นประจำรัฐก็ตามสัญลักษณ์ของรัฐคือ Apple Muffin นั่นเอง

มัฟฟิ่นนั้น เป็นขนมที่ทำได้ง่ายและไม่ค่อยยุ่งยาก เหมือนกับคัพเค้กที่ใช้เวลาไม่นานในการทำ
จึงเป็นที่นิยมและขายดิบขายดี และในทุกๆร้านกาแฟ ยังไงเราก็ต้องเห็นมัฟฟิ่นประดับตู้แทบทุกร้าน
ข้อดีของมัฟฟิ่นอีกอย่างที่สาวๆคงจะชอบก็คือ มันไม่ทำให้อ้วนแบบโดนัทหรือพวกขนมเดนิชทั้งหลาย ^^

Photobucket

นั่นก็เป็นเรื่องราวของ Muffin ขนมยอดนิยมทานง่ายอีกอย่างที่เอามาฝากในสัปดาห์ที่ผมทำขนมเหลว T.T
สำหรับใครที่อยากลองทำมัฟฟิ่น ผมเคยทำ Blueberry Muffin มาให้ทานกัน คลิกชื่อไปอ่านสูตรกันได้เลย

สัปดาห์หน้า จะทำขนมเมนูใหม่ให้สำเร็จ จะได้เอามาให้เพื่อนๆได้ลองทานกัน ฮึ่มๆ…สวัสดีครับ

The Band’s Visit (B): คืนหนึ่งที่วงออเคสตร้าหลงทาง

ทีแรกว่าจะไปดู Battleship มาเขียน แต่สงสัยจะเลทเกินไปละ คนเค้าไปดูมาหมดแล้ว
ก็เลยหาหนังในตู้ดีวีดีที่ยังไม่เคยดูมานั่งดูเล่นดีกว่า หาอะไรรื่นเริงสนุกๆดูอยู่บ้านซะหน่อย
ก็มาเจอหนังเรื่องนี้ ท่าจะไม่เลว กวาดรางวัลมาทั่วโลกตั้ง 35 รางวัล รวมทั้งจากคานส์ด้วย
หนังเรื่องนี้เป็นหนังอิสราเอล แต่เล่าเรื่องคนอียิปต์มาอิสราเอล ชื่อว่า The Band’s Visit

The Band’s Visit เล่าเรื่องของวงออเคสตร้าตำรวจจากอียิปต์ที่จะมาเปิดแสดงที่อิสราเอล
แต่ปรากฎว่ารถตู้ที่มาส่งกลับมาส่งผิดที่ เท่านั้นไม่พอ พอจะหาทางไปเองก็ไปลงผิดที่อีก
เพราะชื่อเมืองอ่านคล้ายกัน แต่สะกดคนละแบบ วงออเคสตร้าตำรวจวงนี้ก็เลยคว้างอยู่ในเมืองเล็กๆ
แล้วใน 1 คืนก่อนที่จะเดินทางต่อไปให้ถูกเมืองนั้น เหล่าสมาชิกวงจะไปทำอะไรกันบ้าง

Photobucket

หนังรางวัล Un Certain Regard 2007 จากเมืองคานส์

ดูเหมือนหนังรางวัลนี้จากเมืองคานส์ มักจะมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ ไม่เดินเรื่องเหมือนชาวบ้านเขา
หนังที่เนื้อเรื่องประมาณนี้ จะทำให้ตลกเฮฮาไปเลยก็ยังได้ ดูจากจังหวะหนังแล้วก็เอื้อมากเหลือเกิน
แต่หนังกลับแน่วแน่ในอารมณ์นิ่งตลอดเรื่อง ซึ่งถ้าคนที่คุ้นกับหนังแบบฮอลลีวู้ดคงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
แต่ถ้าเราเข้าใจว่าเพราะวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็จะเข้าใจอารมณ์ช่องว่างของตัวละครที่เป็นอย่างนั้น

แม้จะใช้วัฒนธรรมที่ต่างกันสร้างอารมณ์ แต่การใช้ภาษาอังกฤษก็ทำให้อารมณ์เบาบางไปหน่อย
ก็เข้าใจว่าเพื่อให้หนังเดินเรื่องได้ราบรื่นขึ้น แต่บางทีการให้คนอิสราเอลพอเข้าใจภาษาอาหรับบ้าง
ก็น่าจะดีไม่น้อย เพราะเป็นอะไรที่ชัดสุด หรือกระทั่งชีวิตประจำวันเล็กๆน้อยๆที่ต่างกันบ้าง
แต่หนังใช้เรื่องง่ายๆ ใช้ปมและความหลังของตัวละครเล่าเรื่องใน 1 คืน เลยทำให้รู้สึกธรรมดาไปอยู่

Photobucket

แล้วทำไมหนังถึงเป็นขวัญใจเทศกาลหนังซะมากมาย

ถึงหนังจะเบาบางเรื่องความต่างของตัวละครไป (เข้าใจว่าคนอียิปต์กับอิสราเอลอาจไม่ได้ใช้ชีวิตต่างกันนัก)
แต่จุดเด่นสุดของหนังคือ หนังสร้างโมเมนต์จดจำตัวละครได้ชวนจี๊ด จนทำให้หนังดูน่ารักเหลือเชื่อ
ทั้งที่หนังอยู่ในอารมณ์เกือบจะโทนเดียวตลอด แต่หนังก็ฮุคเราได้ตลอดในทุกโมเมนต์ที่อมยิ้มน่ารัก
ทั้งปูมหลังทั้งคาแรกเตอร์ มีทั้งความจริงจังและอารมณ์ตลกน่ารักที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

ยกตัวอย่าง ฉากตามรูปข้างบนนี้ ที่ถ้าใครได้ดูหนังแล้วจะต้องรักฉากนี้ที่สุด เพราะเป็นฉากที่น่ารักมาก
เป็นฉากของ Haled นักเป่าแตรจอมหลีหญิงของวง ที่แนะนำเจ้าหนุ่มน้อยให้จีบหญิงแบบซื่อๆแต่จี๊ด
หรือโมเมนต์ของ Tawfiq หัวหน้าวงกับ Dina เจ้าของร้านอาหารเล็กๆที่เขาต้องมาขออาศัยคืนนึง
เมื่อทั้งสองได้คุยกันเรื่องปมความรัก เป็นโมเมนต์ที่ผสมความดราม่าและตลกได้ทั้งจริงจังและชวนอมยิ้ม

ยังมีตัวละครเล็กๆในหนังที่มีคาแรกเตอร์น่ารักๆ และหนังก็เรียงร้อยโมเมนต์ให้อยู่ในความจำเราได้ต่อเนื่อง
แล้วเมื่อคิดไปอีกขั้นว่า อันที่จริงประวัติศาสตร์อียิปต์กับอิสราเอลก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่ (ในหนังมีแอบใส่)
การที่หนังให้อารมณ์แบบนี้ ทำให้หนังก้าวข้ามจากหนังที่ให้ความบันเทิง เป็นหนังเชื่อมสัมพันธ์ได้เลย
แม้ว่าจะน่าเสียดายนิดๆว่า หนังน่าจะเสริมความแตกต่างเล็กๆน้อยๆให้ชัดขึ้น รวมถึงภาษาที่ใช้ก็ตาม

Photobucket

แล้ววงออเคสตร้าหลงทางวงนี้ น่าดูหรือไม่น่าดู

ที่ผมรู้สึกว่าหนังไปไม่ถึง B+ เพราะหนังออกจะเดินเรื่องเรียบไปสักนิด และตัวเรื่องเองก็ไม่ได้มีมุมเล่าใหม่ๆ
และแม้หนังจะมีโมเมนต์น่ารักให้ได้อมยิ้มตลอดทาง แต่ความสนุกแบบคนทั่วไปเข้าถึง เป็นสิ่งที่หนังขาด
เข้าใจว่าความโมโนโทนมันเข้ากับเมืองอันแสนเงียบในหนัง แต่การจะใส่ผงชูรสสักนิดก็คงไม่เสียหายอะไร
แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามุมคอหนังแนวนี้ก็อาจบอกว่า ถ้าหนังมีเฮฮาแหลมขึ้นมา ก็เสียสมดุลหนังกันหมดพอดี

ก็ขึ้นกับว่า คุณจะเปิดรับหนังแบบนี้หรือไม่ และพร้อมจะเข้าไปสัมผัสอารมณ์ตลกน่ารักที่แตกต่างหรือเปล่า
เอาเป็นว่า ถ้าคุณเป็นคอหนังอาร์ต ก็คงไม่ใช่ปัญหาที่คุณจะซึมซับความน่ารักของหนังในรสชาติใหม่ๆ
แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังเมนสตรีม คุณคงจะต้องสูดหายใจลึกๆแล้วกล้าจะอดทนดูหนังที่ออกจะโมโนโทนนี้

Photobucket “ถ้ารับความโมโนโทนของหนังได้ หนังเรื่องนี้อมยิ้มน่ารักดีครับ”

Photobucket

My Pastry Journey #9: Orange Cake

เว้นทำขนมไปสัปดาห์นึงเนื่องจากมีภารกิจครอบครัว บล็อกเรื่องอะไรก็ไม่ได้เขียนเลย
มาสัปดาห์นี้กลับมาทำขนมอีกครั้ง แล้วก็ไปศึกษาการทำเพิ่มเติม เพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรที่ทำพลาดอยู่
แล้วก็เป็นโอกาสดีด้วยว่า เป็นสัปดาห์ปีใหม่ไทย แล้ววันเกิดคุณพ่อก็วันนี้พอดีซะด้วย ^^
เลยหาสูตรทำเค้กที่คุณพ่อบอกอยากกินมาทำ วันนี้ก็เลยทำเค้กส้ม Orange Cake ครับ

Photobucket

สูตรเค้กส้มก็หาจากเพื่อนๆที่ทำขนมเก่งๆในพันทิปมานี่แหละครับผม…

เริ่มจากส่วนผสมทำตัวเค้กก่อน
ไข่ไก่ 5 ฟอง
น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
แป้งเค้ก 1 ถ้วย
ผงฟู 1 ช้อนชา
นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (ผมไม่อยากคั้นเลยเอาน้ำส้มในกระป๋องไปเลย)
เนยสดละลาย 1/4 ถ้วย
วานิลลา 1 ช้อนชา

Photobucket

เรามาเริ่มขั้นตอนการทำเลยดีกว่า…

1. เอาไข่มาตีกับน้ำตาล โดยตีไข่ก่อนให้ขึ้นฟองฟูแล้วค่อยเติมน้ำตาลไปทีละช้อนโต๊ะจนข้นขาว
2. เสร็จแล้วก็เอาแป้งและผงฟูมาร่อนแล้วเติมตามลงไป
3. จากนั้นก็เติมนมสด น้ำส้มคั้น และวานิลลาตามลงไป
4. ปิดท้ายด้วยเนยละลายผสมลงไปให้เข้ากันพอดี

Photobucket

สำหรับการตีไข่นั้น เวลาตีก่อนจะเติมน้ำตาล ให้ตีด้วยความเร็วปานกลางก่อนจนขึ้นฟองเล็กๆทั่วแล้ว
พอถึงเวลาเติมน้ำตาลให้ตีด้วยความเร็วสูง จนน้ำตาลหมด เอาช้อนตักดูเราจะได้ส่วนผสมข้นๆ
อันนี้ก็ศึกษามาจากเพื่อนที่ทำขนมนี่แหละครับ ปกติงมโข่งตีไปเรื่อยไม่รู้เรื่องรู้ราว (แต่ก็ยังกินอร่อยนะ) ^^”

ส่วนเวลาใส่พวกแป้งและนมสด น้ำส้มคั้น เขาบอกว่าให้ลดความเร็วลงมาปานกลาง
เพราะเราต้องการผสมให้เข้ากัน ไม่ได้ทำให้ขึ้นฟู อันนี้ก็ยังงงๆตอนทำเหมือนกันว่าจะตีเร็วหรือลดลงดี
เลยตีเร็วไป ซึ่งไม่ใช่อ่ะครับ เพราะส่วนผสมจะเหลว ไม่ข้นกำลังดี เกือบกลับตัวไม่ทันเหมือนกันแน่ะ ^^”

Photobucket

เสร็จแล้วก็เอาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 C ที่ 20-30 นาที
โดยที่ใช้ไฟล่างประมาณ 20-23 นาทีก่อน แล้วเวลาที่เหลือให้ใช้ไฟบน หน้าเค้กจะได้เรียบไม่แตก

เรื่องเตาอบนี้ เที่ยวนี้ก็แอบพลาดครับ เพราะระหว่างอบมันฟูเร็วไปแล้วหน้าก็ยุบลง
ยังดีที่ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไม ก็ปรากฎว่าเป็นเพราะเตาร้อนเกินไป
และส่วนผสมอาจเหลวไป (นั่นแน่ะ) ตามที่บอกกันคือ เราควรลดอุณหภูมิจากสูตร 10-20 องศา
ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเตาด้วยนะครับ ก็ต้องจับไต๋เตาอบของเราเอง อย่างเตาของผมนี้ร้อนไปอ่ะ ^^”

Photobucket

เอาล่ะ เรามาทำแยมส้มทาหน้ากันได้แล้วครับ…

น้ำ 1 1/2 ถ้วย
น้ำส้มเข้มข้น (ซันควิส) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2/3 ถ้วย
แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย
เนยสด 20 กรัม

ขั้นตอนการทำก็ง่ายๆครับ
1. เอาส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นเนยลงหม้อ แล้วอุ่นไฟกลาง กวนจนข้น (กวนเร็วๆได้เลยนะครับ)
2. พอส่วนผสมข้นแล้ว ให้เอาเนยใส่ตามลงไปผสมให้เข้ากัน แล้วก็ยกหม้อลง ได้แยมส้มไปราดแล้ว

รูปข้างบน จะเห็นว่าหน้าเค้กมียุบๆ ผมก็เลยเอาแยมส้มราดปิดซะเลย แล้วก็แต่งหน้าหลอกเด็กหน่อย (อิอิ)
ก็ไม่เลวอ่ะ แต่ต้องฝึกแต่งหน้าเค้กอีก เพราะปาดเท่าไหร่ก็ไม่สวย (รู้สึกว่าตัวเองปาดหน้าเค้กไม่เอาไหนเลย)

Photobucket

เอาล่ะครับ ได้แล้ว…Orange Cake ให้คุณพ่อเป็นเค้กวันเกิด ^__^

ขอบอกว่าเค้กนุ่มมาก (ความพอใจสูงสุดในการทำเที่ยวนี้ อิอิ)😄
ถ้าไม่นับหน้าเค้กยุบกับปาดแยมไม่เอาไหน ก็ถือว่าทำเค้กส้มเที่ยวนี้ก็ออกมาไม่เลว กินได้แล้วกัน
แต่รสชาติก็อร่อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าแค่กินได้เหรอ (เอาเป็นว่าพ่อชมล่ะ ไม่ได้แค่ชมเพราะลูกทำด้วยนะ) ^^
แค่ต้องไปปรับปรุงการผสมและการอบนิดหน่อยคราวหน้า ก็ต้องศึกษากันต่อไปครับ

สัปดาห์นี้ก็อร่อยกับเค้กส้ม Orange Cake แล้วคราวหน้าจะเอาเมนูขนมอร่อยๆมาฝากกันต่อไปครับ

My Pastry Journey #8: Chocolate Cookie

ทำแต่พายๆเค้กมาหลายสัปดาห์ จนเกือบจะลืมละว่าขนมไม่ได้มีแค่นี้
หันไปเปิดตู้เก็บส่วนผสมและอุปกรณ์ทำเค้ก เห็นช็อกโกแลตยังเหลืออยู่ จะทำอะไรดีน้อ
นึกไปนึกมา ก็คิดได้ว่าไม่เคยทำคุ้กกี้มานานม๊ากกกกก ก็เลยไปนั่งหาสูตรจากตำรามา
ก็เอากันดื้อๆอย่างนี้เลยก็แล้วกัน Chocolate Cookie นี่แหละ ^^

Photobucket

เราต้องเตรียมอะไรบ้างน้าจะทำคุ้กกี้ช็อกโกแลตเนี่ย…

(1) น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
(1) เนยเค็ม 1/2 ถ้วย
(1) ไข่ใบใหญ่ 1 ฟอง
(1) ช็อกโกแลตละลาย 2 ออนซ์
(1) โยเกิร์ต 1/3 ถ้วย (หรือน้ำก็ได้)
(1) วานิลลา 1 ช้อนชา
(2) แป้งสาลี 1 3/4 ถ้วย
(2) ผงฟู 1/2 ช้อนชา
(2) เกลือ 1/2 ช้อนชา
(3) ถั่วบดหยาบ 1 ถ้วย (หรือตามแต่จะชอบ)

Photobucket

เอาล่ะ มาเริ่มทำกันได้แล้ว…

1. เอาเบอร์ (1) คือ น้ำตาลทราย เนยเค็ม ไข่ ช็อกโกแลต โยเกิร์ต วานิลลา มาตีผสมด้วยสปีดกลาง
2. เอาเบอร์ (2) คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ ร่อนก่อนครั้งนึง แล้วเอามาผสมลงกับส่วนผสมเบอร์ (1)
3. เสร็จแล้วก็เอา ถั่วบดหยาบ มาโรยให้ทั่วผสมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกัน

Photobucket

4. หยอดส่วนผสมคุ้กกี้บนถาด หยอดให้ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว เผื่อที่คุ้กกี้พองตัว
(ผมมีแต่กระดาษไข กำลังคิดว่าพวกแผ่นซิลิโคนน่าจะใช้ได้)
5. เตรียมเตาอบที่ 205 องศา แล้วนำคุ้กกี้เข้าอบไฟบน-ล่าง 8-10 นาที ก็เรียบร้อยแล้ว ^^

Photobucket

ที่จริงขั้นตอนการทำคุ้กกี้มันสั้นมากและเร็วมาก (มิน่าเห็นทำขายเอาๆ) จนลืมไปว่าเค้กกับคุ้กกี้ไม่เหมือนกัน
ไอ้เราทีแรกพออบเสร็จ 10 นาที ลองแตะๆดู เอ๊ะ…ทำไมมันนิ่มๆ ไม่เป็นคุ้กกี้เลย ก็เลยเอาไปอบต่อ
ซื่อบื้ออ่ะครับ (^^”) เค้าให้อบแค่ 10 นาที แล้วทิ้งไว้ให้เย็นสักพัก มันก็เป็นคุ้กกี้กรอบอร่อยแล้ว

แถมสองถาดแรก อยากได้คุ้กกี้ใหญ่มากก็เลยหยอดซะเบ้อเริ่ม ลืมเผื่อที่ให้คุ้กกี้พองตัว
เกือบได้แพคุ้กกี้มากินแทนแล้ว ยังดีมีให้แก้ตัวถาดที่สาม เลยหยอดให้พอดีคำหน่อย ป๊องชะมัดเรา ^^”

Photobucket

ได้แล้วล่ะครับ Chocolate Cookie ทำครั้งแรกของผม…

รู้สึกว่าช็อกโกแลตมันไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไหร่ อยากได้แบบ Dark Chocolate มากกว่านี้
แต่ตัวคุ้กกี้ก็กรอบอร่อยดีครับ แต่คิดไปคิดมา อยากได้แบบคุ้กกี้นุ่มๆด้วย เคยกินที่ Subway ชอบมาก
เดี๋ยวคงต้องหาสูตรจากเพื่อนๆเก่งๆแถวนี้หน่อย แต่ถ้าใครชอบกรอบๆ สูตรนี้ก็ใช้ได้เลยนะครับ ^^

สัปดาห์นี้อร่อยกับคุ้กกี้ช็อกโกแลต แล้วคราวหน้าจะมาพร้อมขนมเมนูใหม่ต่อไปครับผม…